Friday, 4 September 2026
Politics

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

เปิดโจทย์นิคมอุตสาหกรรมจะนะ!! จับตา ครม.สัญจรพิจารณา “นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะ” ชี้พัฒนาต้องโปร่งใส–ชุมชนได้ประโยชน์จริง ย้ำไม่ใช่แค่ “เอาหรือไม่เอา” แต่ต้องตอบให้ได้ว่าชาวบ้านได้อะไร

ครม.กำลังจะพิจารณาโครงการ “นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะ”ช่วงการประชุม ครม.สัญจร 1 กันยายนนี้

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดผมเคยได้คุยกับ ดร.เจ๊ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงสงขลา-ปัตตานี ภาษาเป็นทางการอาจจะยาก และไม่เข้าใจ อันเป็นการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

ถ้าพูดถึง “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” ในมุมว่า หากเดินหน้าอย่างถูกต้อง โปร่งใส และคำนึงถึงคนในพื้นที่ สังคมจะได้ประโยชน์หลายด้านครับ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบที่ตามมาอย่างรอบคอบรอบด้าน หามาตรการป้องกัน อย่างตรงไปตรงมาภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

สิ่งที่สังคมจะได้จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

1. สร้างงานให้คนในพื้นที่
-เกิดตำแหน่งงานทั้งในโรงงาน โลจิสติกส์ ก่อสร้าง บริการ และธุรกิจต่อเนื่อง
-คนรุ่นใหม่มีทางเลือกทำงานในบ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องออกไปหางานต่างจังหวัด

2. เพิ่มรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่น
-เงินหมุนเวียนจากคนทำงานและภาคธุรกิจจะเข้าสู่ร้านค้า ที่พัก อาหาร การขนส่ง และบริการต่าง ๆ
-หากมีการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ผลประโยชน์จะกระจายถึงชุมชนมากขึ้น

3. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
-การลงทุนขนาดใหญ่สามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภค
-แต่ต้องกำหนดให้ชุมชนได้รับประโยชน์ด้วย ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรม

4. สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคใต้
-จะนะมีศักยภาพด้านทำเล การคมนาคม และเชื่อมโยงกับสงขลา–มาเลเซีย
-หากวางผังให้เหมาะสม สามารถต่อยอดเป็น อุตสาหกรรม + โลจิสติกส์ + การค้าชายแดน ได้

5. เพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นและรัฐ
-เมื่อมีธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ย่อมมีฐานภาษีและรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
-หากออกแบบระบบจัดสรรรายได้ที่ดี ท้องถิ่นสามารถนำเงินกลับมาพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภคได้

6. สร้างโอกาสให้ SMEs ในพื้นที่
-โรงงานขนาดใหญ่ไม่ได้สร้างงานเฉพาะในโรงงาน แต่ต้องใช้ผู้รับเหมา ขนส่ง อาหาร ซ่อมบำรุง รักษาความปลอดภัย และบริการอีกจำนวนมาก
-นี่อาจเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมกับโครงการ

แต่ “ข้อดี” จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข

ประเด็นสำคัญของจะนะจึงไม่ควรถามเพียงว่า “เอานิคมหรือไม่เอานิคม” แต่ควรถามว่า

“ถ้าจะมีนิคมอุตสาหกรรม แล้วประชาชนจะนะได้อะไร และรัฐจะรับประกันอย่างไรว่าเขาจะไม่เป็นผู้แบกรับต้นทุน?”

ต้องมีอย่างน้อย การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่น่าเชื่อถือ, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การเปิดเผยข้อมูล, ระบบควบคุมมลพิษที่เข้มงวด, การจ้างงานคนในพื้นที่ และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน

เพราะถ้า ได้งาน ได้รายได้ ได้โครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องแลกด้วยทะเลเสีย สิ่งแวดล้อมเสีย สุขภาพประชาชน และวิถีชีวิตชุมชน แบบนั้นก็ต้องกลับมาถามกันใหม่ว่า “การพัฒนาเป็นของใคร และใครเป็นคนจ่ายต้นทุน”

อย่างไรก็ตามต้องรับฟังเสียงค้านอย่างมีเหตุมีผล ฝ่ายค้านก็ต้องแสดงข้อมูลให้ชัดว่าค้านเรื่องอะไร ประเด็นไหน มีข้อเสนออย่างไร ที่มากกว่าการล้มโครงการ

สงครามการเมืองสงขลา!! ‘บุญญามณี’ ตอบโต้ ‘ขาวทอง’ ดีสเครดิต สาดปมที่ดินสาธารณะ สองตระกูลใหญ่ประชันพรรคเก่าใหม่ ใครคือผู้แทนคนรุ่นใหม่จริง?

เปิดปมการเมืองสงขลาเดือด ”บุญญามณี-ขาวทอง“ ดีสเครดิตตัดขานิพนธ์ก้าวกลับสู่การเมือง หลังพ้นคดี

เป็นประเด็นร้อนการเมืองสงขลาที่ปะทุขึ้น เป็นศึกคนในบ้านเดียวกัน -แต่ต่างพรรค ประชาธิปัตย์ชนภูมิใจไทย แต่เป็นรุ่นพ่อปะทะรุ่นลูก
ฝั่งของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาตอบโต้ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สส.สิงโต) สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ลูกชายของ เดชอิศม์ ขาวทอง

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเพจหาดใหญ่โฟกัสโพสต์ข้อความข่าว "นักการเมือง น." บุกรุกที่สาธารณะ ขอออกโฉนดที่ดินอุโบว์
วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศักดิ์สิทธิ์แชร์ข่าวเรื่อง ที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ ซึ่งเป็นที่ฝังศพมุสลิมที่ชาวบ้านร้องว่าเป็นที่สาธารณะ แต่มีคนไปขอออกโฉนดทับที่สาธารณะ โดยแคปชั่นพาดพิงว่า "นักการเมือง น." บุกรุก
คนในพื้นที่จะรู้ทันทีว่า น. หมายถึงใคร เพราะนิพนธ์เกิดและโตที่นาทับ จะนะ

นิพนธ์โต้กลับแรง ปฏิเสธ แฉกลับ นิพนธ์ออกมาตอบเมื่อ 30 ส.ค. 69 ชัด 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1: ปฏิเสธไม่มีที่ดินตรงนั้น
"ผมพูดตรงๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ" และบอกว่าถ้าใครออกโฉนดทับที่สาธารณะจริง ก็ต้องรับผิดเอง จะเป็นญาติใครก็ต้องโดนเพิกถอน ดำเนินคดี
ประเด็นที่ 2: เตือนสติ "อย่ารีบกระโดดลงบ่อน้ำเน่า"

"สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง"
นิพนธ์ย้ำว่าการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิด ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน
ประเด็นที่ 3: แฉกลับเรื่องครอบครัว + บุกรุกโบราณสถาน
นี่คือหมัดหนักสุด

นิพนธ์บอกว่า ครอบครัวตัวเองสอนให้หาเงินสุจริต มีสถานประกอบการตรวจสอบได้ ไม่ได้สอนให้ "ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย"
แล้วโยงไปคดีเก่า บุกรุกโบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง อ.สิงหนคร ที่ศาลจังหวัดสงขลาตัดสินจำคุกจำเลยหลัก 6 ปีไม่รอลงอาญา ชดใช้ 10.5 ล้าน และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยืนเมื่อ 7 ก.ค. 69
นิพนธ์ระบุว่า หนึ่งในจำเลยที่โดนจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
หลักการที่นิพนธ์จะสื่อคือ "ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน" จะเอามาโยนใส่กันไม่ได้

สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองสงขลา?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดินอย่างเดียวครับ แต่เป็น สงครามตัวแทน 2 ตระกูลใหญ่ “บุญญามณี-ขาวทอง”ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย สงขลา

ตระกูลบุญญามณี - บ้านใหญ่เขารูปข้าง ฐานเสียงมุสลิมและคนเก่าแก่หนาแน่น มี “น้องเพชญ สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นทายาทสืบต่อภารกิจการเมือง
ตระกูลขาวทอง - บ้านใหญ่รัตภูมิ เดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเจ้าบ้าน มีศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เป็นทายาท ที่กำลังสร้างภาพนักการเมืองรุ่นใหม่
ทั้งคู่เคยอยู่พรรคเดียวกัน คือประชาธิปัตย์แต่ตอนนี้ต้องแย่งพื้นที่กันเอง เพราะประชาธิปัตย์เหลือ สส.สงขลาน้อยลง ต้องแย่งกันเป็นเบอร์ 1 ของจังหวัด
ฝั่งสิงโตใช้วิธีเกาะกระแสที่ดินสาธารณะซึ่งชาวนาทับร้องเรียนมา 40 ปีจริง มาสร้างบทบาทผู้ตรวจสอบ
ฝั่งนิพนธ์ใช้วิธีตอบโต้แบบผู้ใหญ่สอนเด็ก แล้วตอกกลับด้วยเรื่องมาตรฐานเดียวกัน "ถ้าจะปกป้องที่หลวง ก็ต้องปกป้องทุกที่ ทั้งกุโบร์และโบราณสถาน" และย้ำเรื่องที่มาของเงิน
ดังนั้นภาพ "บ่อน้ำเน่า" คือคำนิยามที่นิพนธ์พยายามติดป้ายให้การเมืองแบบโพสต์แฉโดยไม่มีหลักฐาน คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน, การเมืองสกปรก, แบล็คเมล์ ดีสสเครดิต, ทุนสีเทาครอบงำ
ตอนนี้เรื่องเลยไปไกลกว่าที่ดินแล้ว กลายเป็นเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จริง และใครมีทุนสีเทาหนุนหลัง ครับ

เมื่อ นิพนธ์กำลังพ้นคดีละเว้น (157) มีแฟนคลับเชียร์ให้ลงชิงนายกฯอบจ.อีกครั้ง แน่นอนว่า มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า เดชอิศม์ ขาวทอง อาจจะหวลคืนเวทีนายกฯอบจ.ชิงแขมปีจากสุพิศ พิทักษ์ธรรม ที่เดชอิศม์ เคยสนับสนุนมาก่อน

นิพนธ์ยังไม่แสดงท่าทีอะไรว่าจะลงของนายกฯอบจ.หรือไม่ แต่เกมการเมือง เกมดีสเครดิต เพื่อทำลายกัน ได้เริ่มขึ้นแล้ว….?

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

สะพานขนอม–สมุย ยังไม่ถึงโต๊ะ!! ครม. คอขวด EIA และค่าผ่านทาง 1,000 บาทยังเป็นโจทย์ใหญ่ โมเดลการเงินยังต้องแก้ไขเยอะ การเมืองสมุยซับซ้อนไม่ง่ายต่อโครงการ ลุ้นต้นปี 70 เสนอพิจารณา

สะพานขนอม-สมุย EIA ยังไม่เรียบร้อย แก้แบบยังไม่เสร็จ ต้นปี 70 เข้า ครม.ได้

ตอบคำถามว่าทำไมรัฐบาล โดย ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ สร้างสะพานขนอม-เกาะสมุย

มีคนถามมามากว่า ทำไมรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจรหาดใหญ่ จึงไม่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลขนอม-เกาะสมุย (สะพานจันทร์โอชา) ทั้งที่แบ่งงานกันชัดเจนแล้วตาม MOU 3 หน่วยงานปี 65 การทางพิเศษ (กทพ.)ทำกลางทะเล, กรมทางหลวง+ทางหลวงชนบททำถนนเชื่อมบนฝั่ง และมี MOU ใหม่ปี 68 กับ กฟภ. กปภ. NT เอาสายไฟ ประปา สื่อสารขึ้นสะพาน

เหตุผลที่ยังไม่เข้า ครม. ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบอย่างเดียว แต่เป็น 3 เรื่องนี้
1. โมเดลการเงินยังเป็นแผลใหญ่ที่สุด กทพ.รับโอนมาจากทางหลวงชนบท เมื่อปี 65 เพราะค่าก่อสร้างสูง ถ้ารัฐลงทุนเองจะกระทบงบประมาณ จึงต้องทำเป็นทางด่วนแบบใครใช้ใครจ่าย (เก็บค่าผ่านทาง)
ตัวเลขล่าสุด ระยะทาง 37.41 กม. 5.5 หมื่นล้าน ถ้าเก็บ 1,000 บาท/คันแบบที่ กทพ.เสนอ ก็ยังต้องให้รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างจำนวนมาก ไม่งั้นเอกชนไม่เข้า PPP แบบ Net Cost
รัฐบาล 4 ปีของอนุทินเพิ่งเริ่ม เม.ย. 69 งบปี 69-70 ล็อคไว้แล้วกับโครงการที่ลงนามไปแล้ว 6.6 พันล้าน (สะพานสงขลา-พัทลุง + เกาะลันตา ที่ใช้เงินกู้ World Bank) ถ้าจะเอาสะพานสมุย 5.5 หมื่นล้านเข้า ต้องไปเบียดงบรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง (ส่วนต่อขยาย และมอเตอร์เวย์ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้

2. EIA คือคอขวดกฎหมาย ไม่ใช่แค่ ครม.ไม่อนุมัติ
ถึงแบบบนฝั่งจะเสร็จและประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 65 แต่แบบกลางทะเลเวอร์ชัน กทพ. ยังสรุปผลการศึกษาไม่เสร็จ กทพ.แจ้งเองว่าจะประชุมรับฟังและเสนอ ครม.ได้ปลายปี 69-ต้นปี 70
ถ้าเสนอตอนนี้ทั้งที่ EIA ยังไม่ผ่าน สผ. จะผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน และจะโดนฟ้องเรื่องปะการังเทียม 200 เมตรหน้าเกาะสมุยได้

3. การเมืองของสมุยเองซับซ้อนกว่างบ
สมุยรายได้ท่องเที่ยว 1.2 แสนล้าน/ปี อันดับ 2 ของประเทศ แต่โครงสร้างผลประโยชน์เดิมคือ เรือเฟอร์รี่ 2 รายใหญ่ + สนามบินสมุยของเอกชน ถ้ามีสะพาน รถจะไหลเข้าเกาะวันละ 7-8 พันคัน เกาะจะเจอปัญหารถติดแบบภูเก็ตทันที ซึ่งรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคมก็เคยท้วง กทพ.เองว่าให้ประเมินเรื่องนี้และหารือกรมทางหลวงเพิ่มเส้นทางบนเกาะก่อน

ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกสร้างสะพานสงขลา-พัทลุง และสะพานข้ามไปเกาะลันตา (กระบี่) ที่พร้อมกว่า ตอบโจทย์คนพื้นที่มากกว่าการเอางบ 5.5 หมื่นล้านไปทุ่มกลางทะเลที่คนสมุยเองยังเห็นต่างกันอยู่

สรุปคือ ไม่ใช่ไม่สนใจครับ แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังรอให้ กทพ.ปิด 2 อย่างให้ได้ก่อน: 1) EIA ผ่าน และ 2) รูปแบบอุดหนุนรัฐที่ทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ถ้า 2 อย่างนี้เสร็จปลายปี 69 ตามแผน โอกาสเข้า ครม.ปี 70 มีสูงมากครับ เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่าดันสะพานใต้ 2 แห่งสำเร็จไปแล้ว

สรุปว่า ผลการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย การทางพิเศษก็ออกแบบโครงการใหม่ ต้นปี 70 จะได้เห็นเข้า ครม.

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top