Sunday, 28 June 2026
NewsFeed

“โฆษกรัฐบาล” เผย “นายกฯ มาเลเซีย” เยือนไทย 24 – 26 ก.พ. มุ่งขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคี

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายดาโตะ ซรี อิซมาอิล ซาบรี ยาคบ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีกำหนดจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ระหว่างวันที่ 24 - 26 ก.พ.เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน

นายธนกร กล่าวว่า ในการเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีกำหนดหารือข้อราชการกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในวันศุกร์ที่ 25 ก.พ.ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยผู้นำของทั้งสองประเทศ จะหารือแนวทางการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย  ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ให้มีความก้าวหน้า หารือแนวทางเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การส่งเสริมความเชื่อมโยงในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนความร่วมมือในกรอบอาเซียนและกรอบพหุภาคีอื่น

"สุชาติ" ลั่นจบแล้ว ยันไม่มีปัญหากับสนธยา แขวะอาจมีคนข้างๆพูดเอง “ยัน” ยังเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา  “ชมเก่ง” อุดมการณ์วันนี้หนุน “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” แต่ยอมรับถ้าอยู่คนละพรรคก็ต้องแข่งขันกัน

ที่ ทำเนียบรัฐบาล ภายหบังร่วมประชุม ครม. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน ในฐานะ ผอ.พรรคพลังประชารัฐ และ ส.ส.จังหวัดชลบุรี  ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งกับนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา บุตรชายคนโตนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ ว่า เรื่องนี้ตนคิดว่าไม่มีอะไรแล้ว ใครที่มีเป้าหมายเสียสละทำงานเพื่อประชาชน ถือว่ามีเป้าหมายเดียวกันหมด ตนก็ถือว่าเราจบแล้ว ก็มาบริหารจัดการพื้นที่แต่ละจังหวัดก่อน ส่วนจังหวัดชลบุรี นั้นได้ให้สัมภาษณ์ไปหลายครั้งแล้วว่าถ้าอุดมการณ์และแนวทางตรงกันก็ไปได้ด้วยกัน เพราะเรื่องของการเมืองถ้าเป้าหมายเดียวกันเพื่อสนับสนุน ผู้นำและพรรคการเมืองเดียวกัน ก็อยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง ถ้าอยู่กันคนละพรรคก็ต้องแข่งขันกันก็ถือเป็นประชาธิปไตยที่สวยงามอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นจะต้องมีการเคลียร์กันหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่าไม่จำเป็น เพราะเป็นเรื่องที่อาจจะมองกันคนละมุม แต่เราก็เคยอยู่ด้วยกันไม่ได้มาทะเลาะกันนะอย่างที่หลายๆ คนพูดยืนยันว่าไม่ถึงขนาดนั้น บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่มองกันคนละมุมทำให้ความน้อยอกน้อยใจของบางคนเกิดขึ้น ความจริงเราก็เหมือนเป็นพี่น้องกันทีีคลานตามกันมา เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกันเหมือนกันทำธุรกิจ ถ้าบริหารและไม่ตรงกัน ต่างคนก็ต้องต่างออกกันไปอยู่คนละบริษัท แต่ความเป็นพี่น้องก็ยังอยู่เพราะไม่ได้มีการทะเลาะกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสนธยาออกมาระบุว่ารู้ที่ไปแต่ไม่รู้ที่มาหมายความว่าอย่างไร นายสุชาติ กล่าวว่า “คงไม่ใช่ผมอยู่แล้ว และไม่ได้เป็นอย่างที่มีใครออกมาพูด  อย่าลืมว่านักการเมืองไม่มีใครที่จะร่วมกัน ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เห็นกันอยู่บางคนก็ไปในที่ที่กาลเวลามันใช่ 

“หรืออย่างวันนี้ผมมีสถานการณ์ ที่พรรคพลังประชารัฐให้โอกาส โดยเฉพาะจากหัวหน้าพรรค มีโอกาสจากนายกรัฐมนตรีผมก็ต้องยืนอยู่ตรงนี้ ซึ่งใครถ้าไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่เมื่อผมยืนอยู่ตรงนี้ก็ต้องมองตัวเองเป็นหลักและไม่กล้าไปมองแทนคนอื่น”นายสุชาติกล่าว

ผู้สื่อถามว่า หวัดดีสถานภาพยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า วันนี้ก็ยังถือว่าเราเป็นคนบ้านเดียวกันเคยอยู่ด้วยกันยืนยันอีกครั้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การทะเลาะกันอย่างที่หลายคนคิด แค่เป็นการสะท้อนมุมมองของแต่ละข้างออกมา และวิเคราะห์กันเท่านั้นเอง ส่วนตัวคิดว่าสุดท้ายแล้วการเมืองอยู่ที่เป้าหมายสุดท้ายของแต่ละคน ถ้าเป้าหมายตรงกันและจะจับมือกันพัฒนาประเทศและจังหวัดชลบุรีให้เป็นแนวทางเดียวกัน รวมทั้งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ในวันข้างหน้า ให้อยู่กับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ไปด้วยกันได้ แต่ถ้าไม่ใช่เราก็ไม่สามารถที่จะไปกำหนดทิศทางของใครได้เพราะเราต้องเคารพกันคิดของแต่ละบุคคล แล้ววันนี้อย่าพึ่งถามถึงอนาคตเพราะยังไม่ถึงเพียงแต่วันนี้เรายืนหยัดว่าเรายืนอยู่ตรงนี้ 

เมื่อถามว่าได้มีการ เคลียร์กันได้เจอหน้ากันแล้วใช่หรือไม่ นายสุชาติปฏิเสธว่า “ไม่ได้เคลียร์กัน อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่าเราเคยอยู่ด้วยกันเป็น หลาย10 ปีรู้นิสัยกันอยู่ว่าไม่ได้มีอะไรกับนายสนธยา ซึ่งท่านอาจจะพูด เพราะอาจมีใครข้างๆไปพูดหรือทำอะไรให้คิดอย่างนั้น อย่างไรก็ตามที่มีการพูดกันไปมาก็เป็นการสะท้อนให้เห็นแล้วว่าเหมือนพี่กับน้อง ที่ไม่ได้คุยกันมานาน นายสนธยาเองก็เป็นนายกเมืองพัทยาส่วนผมมาเป็นรัฐมนตรีก็ได้พูดคุยกับนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว. วัฒนธรรมอยู่แล้ว ยืนยันเราไม่ได้มีอะไร “

นายสุชาติ กล่าวว่า ในส่วนของการเตรียมตัวผู้สมัครในจังหวัดชลบุรีเพื่อลงชิงเก้าอี้ ส.ส.ในพื้นที่ ในฐานะที่ตนรักษาการในตำแหน่ง ผอ.พรรค พล.อ.ประวิตรได้สั่งการ อยู่แล้วซึ่งโดยภารกิจของตำแหน่งก็ได้ปรึกษา กลับนายอิทธิพล มาโดยตลอดแต่ไม่ได้ปรึกษากับนายสนธยาเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) คงจะไปปรึกษาท่านไม่ได้

เมื่อถามว่านายอิทธิพล ตัดสินใจลง ส.ส.ชลบุรี พรรค พปชร.หรือยัง นายสุชาติ กล่าวว่า นายอิทธิพลเป็นพี่ และ เป็นส.ส.มาก่อนตน พี่น้องกัน เดี๋ยวเราคุยกันได้ เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน เกิด ตำบลเดียวกันโดยหลักการเราก็ต้องเว้นที่ให้ผู้สมัครเดิมถือเป็นมารยาทและต้องให้สิทธิคนเดิมๆก่อนไม่เช่นนั้นจะอยู่อย่างสามัคคีได้ยังไง

เมื่อถามว่าครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นศึกสายเลือด”คุณปลื้ม” เพราะนายสมชาตื คุณปลื้ม ที่เป็นน้องชายของนายสมชาย คุณปลื้ม ย้ายมาอยู่กับกลุ่มของนายสุชาติ  เรื่องดังกล่าวนายสุชาติ กล่าวชี้แจงว่า “สมัยก่อนผมเป็นเด็กที่สุด ที่อยู่กับนายสมชาย คุณปลื้ม ซึ่งเป็นบิดาของท่านสนธยา และผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ด้วยกันผมให้ความนับถือทุกคน วันหนึ่งในทางการเมืองมีแค่ตำแหน่งเดียวในตำบลแสนสุขขณะนั้นนายสมชาติลงสมัครในนามนายกเทศบาลเมืองแสนสุขแข่งกับน้องชายของนายสนธยาคนเล็ก ความอึดอัดใจก็เกิดกับพี่น้องทั้งตำบลเช่นกัน และในเมื่อเค้ามาหาและให้กำลังใจเราก็ต้องตอบรับจะไปบอกว่าอย่ามาคงไม่ใช่ ยืนยันว่าไม่บานปลายกลายเป็นศึกสายเลือด เมื่อปีที่ผ่านมานายสมชาติ คุณปลื้ม ลงแข่งนายกฯแสนสุขกับ นายณรงค์ชัย คุณปลื้ม ไปเรียบร้อยแล้วไม่ใช่มาเกิดเพราะตน ยืนยันอีกครั้งว่าเป้าหมายของเราคือทำอย่างไรให้พรรคพลังประชารัฐเติบโตและเข้มแข็งเป็นพรรคและสถาบันการเมือง เพื่อให้หัวหน้าพรรคมีความสบายใจ และทำอย่างไรให้สมาชิกรวมถึง ส.ส. มีความสุขมีความเข้มแข็งในพื้นที่รวมทั้งขยายพื้นที่เพื่อเตรียมตัวเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีก 1 ปีข้างหน้า พรรคพลังประชารัฐก็สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ใครมีเป้าหมายเดียวกันก็อยู่ด้วยกันทั้งหมด ยืนยันไม่มีบันปลายคนเคยอยู่ด้วยกันเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ 

สมุทรปราการ-โควิดพุ่ง!! “อำนวย บุญริ้ว” นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ รับมือ”โอมิครอน” เปิดศูนย์พักคอยพร้อมรับผู้ป่วยโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ยังคงมีแนวโน้มผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทำให้หลายพื้นที่ได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักคอยเพื่อเตรียมรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 

โดยในเขตพื้นที่ตำบลแพรกษาใหม่ ภายใต้การอำนวยการของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่ตลอดจนผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จึงได้ดำเนินการเปิดศูนย์พักคอยของทางเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ (COMMUNITY ISOLATION) เพื่อเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ 

โดยในวันนี้ นายอนุรักษ์ ผ่องโอสถ ปลัดเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย พ.จ.อ.พิรภพ แสงเพชร ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พาผู้สื่อข่าวเดินตรวจดูความพร้อมศูนย์พักคอยเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่  โดยศูนย์พักคอยแห่งนี้เปิดเป็นศูนย์พักคอยรับเฉพาะผู้ป่วยสีเขียวเพื่อเตรียมส่งต่อ รพ.หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงมากขึ้น โดยเป็นอาคาร 2 ชั้น มีห้องน้ำด้านในตัวอาคารและมีความพร้อมในการรองรับผู้ติดเชื้อและมีเตียงที่สามารถรับผู้ป่วยได้จำนวน 20 เตียง โดยแบ่งเป็นห้องๆ เพื่อลดการแออัดของผู้ติดเชื้อ โดยในส่วนศูนย์พักคอยเทศบาลตำบลแพรกษาได้ดำเนินการติดตั้งแอร์ พร้อมด้วยเครื่องตรวจวัดอุณภูมิ/เครื่องตรวจวัดชีพจร/เครื่องตรวจวัดออกซิเจนในเลือด และอุปกรณ์ต่างๆ ในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19

อีกทั้ง  ในส่วนของการดูแลควบคุมผู้ติดเชื้อนั้นทางเทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ได้ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ภายในห้อง พร้อมทั้งตั้งกลุ่มไลน์ซึ่งในกลุ่มไลน์จะมีทางเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวนี้ด้วย เพื่อที่ว่าผู้ป่วยอยากจะสอบถามข้อมูล หรือ ต้องการอะไรก็สามารถส่งไลน์เข้าไปยังกลุ่มไลน์ที่ทางเจ้าหน้าที่ตั้งไว้ได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่หรือแอดมินคอยดูแลผู้ป่วย ตลอดทั้ง 24 ชม.

ครม. ให้ผู้ป่วยโควิด ใช้สิทธิ UCEP ได้ไม่มีกำหนด หลังสถานการณ์ โควิดกลับมาระบาดอีกรอบ

รมว.สาธารณสุข เสนอ ครม. ให้ผู้ป่วยโควิด ใช้สิทธิ UCEP ต่อไปไม่มีกำหนด หลังเกิดสถานการณ์ โควิด-19 ที่กำลังระบาด ในขณะนี้ 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ชี้แจง ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีการใช้สิทธิ UCEP ยังจะให้ดำเนินการต่อไป เหมือนช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนี้มีการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสน ตนจึงเสนอให้มีการเลื่อนการใช้สิทธิ UCEP ออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด 

ครม. ไฟเขียวขึ้นภาษีรถใช้น้ำมันยกแผง บีบคนหันใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

ครม. เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหญ่ บีบขึ้นภาษีรถยนต์น้ำมันยกแผง เพื่อให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยผลการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 65 เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั้งระบบ โดยมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย ดังนี้

1.) การปรับลดเกณฑ์การปล่อย CO2 เพื่อส่งเสริมให้รถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน รถยนต์กระบะ และรถจักรยานยนต์ มีการลดการปล่อย CO2 และประหยัดพลังงานเพิ่มมากขึ้น

2.) การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภท HEV และ PHEV ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้นของ PHEV และการพัฒนาไปสู่รถยนต์ BEV ซึ่งมีการพิจารณาถึงสมรรถนะของเทคโนโลยี PHEV ในเรื่องระยะทางการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Range : ER) โดยสามารถวิ่งได้ไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และขนาดถังบรรจุน้ำมัน (Oil Tank) เพื่อลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน

3.) การทยอยปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภท ICE, HEV และ PHEV ให้เหมาะสม โดยกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันได 3 ช่วง ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569 พ.ศ. 2571 และ พ.ศ. 2573 ตามลำดับ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์/ชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์ และปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ประเภท BEV จากอัตราร้อยละ 8 เหลืออัตราร้อยละ 2 เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และสร้างแรงจูงใจในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นตามมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ

4.) การส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของรถยนต์กระบะ และอนุพันธ์ของรถยนต์กระบะ (Product Champion) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตต่อไป โดยคำนึงถึงการลดการปล่อย CO2 และสนับสนุนพลังงานเชื้อเพลิงทดแทน Biodiesel และยังส่งเสริมให้เกิดการใช้และผลิตรถยนต์กระบะไฟฟ้า (BEV) ในประเทศโดยกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตร้อยละ 0 เป็นการชั่วคราวจนถึงปี พ.ศ. 2568

5.) การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทุกประเภท ยังสนับสนุนมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยให้มีการติดตั้งระบบ Advanced Driver - Assistance Systems (ADAS) มาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ต้องมีการติดตั้งระบบ ADAS อย่างน้อย 2 ระบบจาก 6 ระบบ ยกเว้น BEV ต้องมีอย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ และรถยนต์กระบะ ต้องมีการติดตั้งระบบ ADAS อย่างน้อย 1 ระบบจาก 6 ระบบ ยกเว้น BEV ต้องมีอย่างน้อย 2 จาก 6 ระบบ

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้ามอบ GAP นาเกลือทะเล 2 รายแรกของไทย พร้อมเร่งตรวจประเมินแปลงนาเกลือเพื่อพัฒนาสู่มาตรฐานระดับสากล

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 1/2565 ผ่านการประชุมออนไลน์ ZOOM Meeting

โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

ทั้งนี้​ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเล ปี 2564/2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565) มีจำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนรวม 7 จังหวัด (สมุทรสาคร เพชรบุรี สมุทรสงคราม ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และจันทบุรี) จำนวน 597 ครัวเรือน 941 แปลง เนื้อที่ 19,041.27 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 82.57 เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในปีการผลิต 2563/2564 และคาดการณ์ว่าปีการผลิต 2564/2565 จ.สมุทรสาคร จะมีปริมาณผลผลิตออกมามากสุด 316,459 ตัน

พร้อมกันนี้ ได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรฐานเกลือทะเลไทยในการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล (มกษ. 9055-2562) ในปีงบประมาณ 2565 โดยมีเกษตรกรที่มายื่นขอรับการรับรองแล้วจำนวน 25 ราย 50 แปลง พื้นที่ 1,461.22 ไร่ ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับการรับรองตาม มกษ. 9055 แล้วจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายเลอพงษ์ จั่นทอง จ.สมุทรสาคร พื้นที่การผลิตเกลือทะเล 40 ไร่ และนางสาววรรณจิตร สินทะเกิด จ.สมุทรสาคร พื้นที่การผลิตเกลือทะเล 44 ไร่  (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565)

โอกาสนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.กษ. ได้กล่าวแสดงความยินดีและมอบหมายให้ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้มอบใบรับรองมาตรฐาน GAP ให้กับเกษตรกรทั้ง 2 ราย อย่างไรก็ตามยังมีเกษตรกรนาเกลือที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจรับรองเพื่อขอรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจรับรองแปลงนาเกลืออย่างน้อยจังหวัดละ 1 แปลง เพื่อยกระดับการผลิตเกลือทะเลไทยให้ได้มาตรฐานและรองรับการขยายช่องทางการจำหน่ายต่อไป 

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาเกลือทะเล ปี 2564 ในพื้นที่การผลิตเกลือทะเล จำนวน 3 จังหวัดที่มีผลผลิตเกลือทะเลค้างสต็อก จากปีการผลิต 2562/63 โดยชดเชยส่วนต่างราคาขายเกลือทะเลให้กับเกษตรกร ตันละ 250 บาท รายละไม่เกิน 30 ไร่ ผลผลิตไม่เกินรายละ 443.40 ตัน ผลการดำเนินงานชดเชยส่วนต่างค่าจำหน่ายเกลือทะเลให้เกษตรกร จำนวน 111 ราย เกลือทะเลจำนวน 39,841.17 ตัน แบ่งเป็น จ.เพชรบุรี 107 ราย เกลือทะเลจำนวน 33,067.42 ตัน จ.สมุทรสาคร 36 ราย เกลือทะเลจำนวน 6,173.75 ตัน และ จ.สมุทรสงคราม 2 ราย เกลือทะเลจำนวน 600 ตัน ซึ่งจำนวนเกลือทะเลที่เข้าร่วมโครงการและการชดเชยส่วนต่างค่าจำหน่ายเกลือทะเล คิดเป็นร้อยละ 81.70 ของเป้าหมายโครงการ ส่วนผลการเบิกจ่ายงบประมาณ 10,076,707.75 บาท คิดเป็นร้อยละ 81.61 ของวงเงินอนุมัติ เป็นค่าชดเชยส่วนต่างราคาเกลือทะเลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเป็นเงินจำนวน 9,960,291.75 บาท และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จำนวน 116,416 บาท ส่งคืนกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นเงิน 2,493,592.25 บาท และมีค่าดอกเบี้ยเงินฝากจำนวน 7,860.69 บาท (ข้อมูลวันที่ 12 มกราคม 2565)

กรมการกงสุล ออกประกาศเตือนคนไทย หลีกเลี่ยงเดินทางไปยูเครน แนะตามข่าวใกล้ชิด

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้ออกประกาศลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 ระบุว่า ตามที่กรมการกงสุลได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 แจ้งเตือนคนไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียด บริเวณชายแดนยูเครน โดยขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยูเครน หากไม่จำเป็นในระยะนี้ นั้น

เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าวได้พัฒนาความตึงเครียดในเมืองโดเนตสค์ (Donetsk) และเมืองลูฮันสค์ (Luhansk) มากขึ้นตามลำดับ “กรมการกงสุลจึงขอประกาศแจ้งเตือนขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่ดังกล่าว และขอให้ผู้ที่พำนักอาศัยในยูเครน ติดตามสถานการณ์ และข่าวสารอย่างใกล้ชิด”

'อานนท์-เพนกวิน' ลุ้นศาลอื่นต่อ หลังศาลอาญาให้ประกัน เงื่อนไข 'ติดอีเอ็ม - ห้ามออกนอกบ้าน 3 ทุ่มยัน 6 โมงเช้า'

ศาลอาญาให้ประกัน ‘อานนท์-เพนกวิน’ ทุกคดี เงื่อนไขติดอีเอ็ม ห้ามชุมนุมกระทบสถาบัน ห้ามออกนอกบ้าน 3 ทุ่มยัน 6 โมงเช้า ลุ้นต่อคำสั่งประกันตัวของศาลอื่น

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (22 ก.พ.) นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว 2 แกนนำกลุ่มราษฎร นายอานนท์ นำภา ทั้งหมดรวม 9 คดี และ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ทั้งหมดรวม 8 คดี โดยมีเงื่อนไข ให้จำเลยทั้ง 2 คน ติดกำไลอีเอ็ม ห้ามออกจากเคหสถานตั้งแต่เวลา 21.00 - 06.00 น. ห้ามทำกิจกรรมกระทบสถาบัน ห้ามเข้าร่วมชุมนุมที่ก่อความวุ่นวาย ห้ามเดินทางออกประเทศ

นราธิวาส - นายอำเภอเมืองนราธิวาส เปิดกิจกรรม "ตลาดนัดพอเพียง อนุรักษ์ภูมิปัญญา พัฒนาอาชีพ เศรษฐกิจยั่งยืน" พร้อมเปิดศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ต.โคกเคียน และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชายหาดบ้านทอน

นายสังคม เกิดก่อ นายอำเภอเมืองนราธิวาส เปิดกิจกรรม "ตลาดนัดพอเพียง อนุรักษ์ภูมิปัญญา พัฒนาอาชีพ เศรษฐกิจยั่งยืน" ที่บริเวณศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ตำบลโคกเคียน (ชายหาดบ้านทอน) อำเภอเมืองนราธิวาส พร้อมกล่าวว่า ตลาดนัดพอเพียงฯ อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติราชการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้มอบไว้ในปีงบประมาณ 2565 ภายใต้รูปแบบ "เต็มที่ ใส่ใจ ร่วมแรงร่วมใจ พัฒนานราฯ บ้านเรา" มุ่งเน้นการทำงานอย่างเต็มความสามารถ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ สืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินโครงการจิตอาสาพระราชทาน การสนองตอบนโยบายรัฐบาล แก้ไขปัญหาความยากจน "คนนราไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

"...การจัดกิจกรรมฯ ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชายหาดบ้านทอน  จังหวัดนราธิวาสมีศักยภาพในการท่องเที่ยว เดินทางสะดวก มี มีเที่ยวบินตรงมายังนราธิวาส มีสินค้าชุมชน ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เชื่อว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประชาชน..."

ด้านนายสญชัย นิลจันทร์ รองนายกองค์การบริการส่วนตำบลโคกเคียน (อบต.โคกเคียน) กล่าวว่า ทาง อบต.โคกเคียน ได้จัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพ กิจกรรมตลาดพอเพียงฯ ขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด เพิ่มรายได้แก่กลุ่มอาชีพ ประชาชนให้มีรายได้และการจำหน่ายเพิ่มขึ้น ตลอดจนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชายหาดบ้านทอน อีกทั้งเปิดศูนย์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ตำบลโคกเคียน เพื่อให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังคงมีการแพร่ระบาด ในวันนี้เป็นเพียงการจัดกิจกรรมตลาดนัดพอเพียงฯ ตามโครงการฯ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว ในอนาคตอาจมีการเปิดตลาดเป็นประจำทุกเดือน

WHO พบ BA.2 ไม่ก่ออาการรุนแรงมากกว่า แม้จะแพร่เชื้อได้ง่ายกว่าโอมิครอนตัวดั้งเดิม

องค์การอนามัยโลกระบุในวันอังคาร (22 ก.พ.) สายพันธุ์ BA.2 ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ตัวกลายพันธุ์โอมิครอน ไม่ก่ออาการรุนแรงมากไปกว่าตัวกลายพันธุ์โอมิครอนดั้งเดิม หรือ BA.1

มาเรีย ฟาน เคิร์คโฮฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในช่วงถามตอบทางออนไลน์ ระบุว่า จากตัวอย่างของผู้ติดเชื้อจากหลายประเทศ "เราไม่พบเห็นความแตกต่างในความรุนแรงของ BA.1 เมื่อเปรียบเทียบกับ BA.2"

"มันมีระดับความรุนแรงพอๆ กันในความสัมพันธ์กับความเสี่ยงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในหลายประเทศมีพวกมันวนเวียนอยู่จำนวนมากมายมหาศาล ทั้ง BA.1 และ BA.2" เธอกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top