Sunday, 28 June 2026
NewsFeed

“อัศวิน” แจงตอบมท. ปมรถไฟฟ้าสีเขียวแล้ว ลั่น! ทำตามคำสั่งครบ โยน ผู้ใหญ่ตัดสินใจ กั๊ก! ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. รอประกาศกฤษฎีกาลต. ลั่น 3 วัน ตัดสินใจได้  

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมศูนย์อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19 )หรือ ศบค.ชุดใหญ่ถึงความคืบหน้าการหารือกับกระทรวงมหาดไทย เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่า เรื่องนี้ต้องถามพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพราะเราได้ตอบเรื่องที่พรรคภูมิใจไทย สอบถามมา4 ประเด็น ไปแล้วหลายครั้ง จึงหมดหน้าที่เรื่องนี้แล้ว ส่วนการพิจารณาแล้วแต่ผู้ใหญ่

ผู้สื่อข่าวถามว่าปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าจะจบในสมัยของผู้ว่าฯ อัศวินหรือไม่ พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดมานานแล้ว ตั้ง20-30 ปี ไม่ได้เกิดในสมัยตน ฉะนั้นตนอย่างไรก็ได้ เพราะมีหน้าที่เพียงสานต่อและได้หารือกับทุกภาคส่วน ทำให้ถูกต้องตามกระบวนการและกฎหมายแล้ว ผลออกมาจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ ตนทำตามคำสั่งอย่างเดียว 

เมื่อถามว่าไม่ตอบคำถามที่คนละมอถามมากลับไปหรือยัง ผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า ได้ตอบกระทรวงมหาดไทย ตอบแบบนี้ 8 รอบแล้ว 

นราธิวาส - พิธีชุมนุมผู้บังคับบัญชา - เจ้าหน้าที่ - สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 68 ปี

ณ ลานหน้าหอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ศาลากลางจังหวัดนราธิวาส นายกองเอกสนั่น พงษ์อักษร ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีชุมนุมกำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบปีที่ 68 พร้อมด้วยนายกองเอกไพโรจน์ จริตงาม นายกองเอกบุญพาศ รักนุ้ย นายกองเอกทศพล สวัสดิสุข รองผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส และว่าที่นายกองเอกปรีชา นวลน้อย หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส

โดยผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส ได้อ่านสารของผู้บัญชาการกองร้อยรักษาดินแดน เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ได้เวียนมาบรรจบ ครบรอบปีที่ 68 ขอส่งความปรารถนาดี และความห่วงใยมายังผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน รวมทั้งขอให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทุกท่าน ได้ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานรำลึกถึงวีรกรรมของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนที่ได้อุทิศทั้งกายและใจ เพื่อชาติบ้านเมืองตลอดระยะเวลากว่าหกสิบปี ที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดนให้ไว้ ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2497 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน และพระราชทานธงประจำกองอาสารักษาดินแดน

ทั้งนี้ นายกองเอกสนั่น พงษ์อักษร ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนราธิวาส ได้มอบเข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี จำนวน 29 ราย และได้มอบทุนการศึกษาบุตรสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน จำนวน 88 ทุน,ทุนร้านค้าสวัสดิการอาสารักษาดินแดน จำนวน 12 ทุน และทุนแม่บ้านมหาดไทย จำนวน 36 ทุน

‘ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ’ ขานรับนโยบาย! ‘นายกรัฐมนตรี’ สั่งการตำรวจทั่วประเทศ เร่งปราบปรามพนันออนไลน์!!

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใย กรณีมีการลักลอบเปิดให้เล่นพนันออนไลน์ ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงได้มอบนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งรัดปราบปรามอย่างเร่งด่วน

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศเร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบเว็บไซต์พนันออนไลน์ รวมทั้งการลักลอบเล่นการพนันทุกรูปแบบ หากพบเห็นให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ที่จะปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะเว็บไซต์พนันออนไลน์ และได้มีการจับกุมมาโดยตลอด โดยในปี 2564 จนถึงปัจจุบัน มีผลการจับกุมไปแล้วกว่า 1,300 คดี ผู้ต้องหากว่า 1,600 ราย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สืบสวนขยายผลจากการจับกุมจนทราบว่า เว็บไซต์พนันออนไลน์ ส่วนหนึ่งมีที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และมีการทำธุรกรรมผิดกฎหมายในประเทศไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เดินทางไปที่ประเทศกัมพูชาพร้อมคณะทำงานของ ศปอส.ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานการปฏิบัติแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ของทางการประเทศกัมพูชา ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างดี คาดว่าจะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่ในเร็ววันนี้

ระเบิดเวลาอนาคตไทย หากยังมองเวียดนาม 'ห่างชั้น-ด้อยพัฒนา' หลังเหงียนเริ่มกลืนตลาดออนไลน์ไทย โดยคนรุ่นใหม่

จากเพจเฟซบุ๊ก 'สมเกียรติ โอสถสภา' ได้โพสต์เรื่องราวของคนที่ได้สัมผัสกับนักกลุ่มธุรกิจเวียดนามรุ่นใหม่ที่กำลังมองไกล สร้างตัว สร้างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางสร้างตัวหนึ่งที่น่ากังวลต่ออนาคตของคนในบ้านเราอย่างมาก คือ การมาตักตวงโอกาสที่คนไทยส่วนใหญ่มองข้าม แต่พวกเขามองขาด ไว้ว่า... 

ใครรู้บ้างว่าค่าโฆษณาเฟซบุ๊กเวียดนาม แพงกว่าเมืองไทย 2-3 เท่า ธุรกิจขายของออนไลน์ในไทย คือ "Blue Ocean" สำหรับชาวเวียดและสินค้าจีนที่ขายออนไลน์จำนวนมากในไทย ขายโดยคนเวียดนามที่นั่งสั่งการอยู่ที่เวียดนาม

ช่วงที่ผ่านมา ดิฉันพอได้มีโอกาสติดตามความเคลื่อนไหวของนักธุรกิจรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่ง ที่รวมตัวกันขึ้นมาหลวมๆ เรียกตัวเองว่า CEO Club คุยกันตามร้านกาแฟวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 1-2 ครั้ง บางทีก็จัดสัมมนาย่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์ 

และ CEO Club กลุ่มนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจออนไลน์ขนาดใหญ่ขึ้น ที่มุ่งเน้นทำธุรกิจข้ามชาติ มากกว่าขายของในเวียดนาม โดยเริ่มต้นจากไทย ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จากนั้นก็จะขยายไปตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา

เท่าที่ได้เคยพูดจา เจอกันตัวเป็นๆ บ้างในงานสัมมนาต่างๆ คนกลุ่มนี้อยู่ในวัย 20-30 กลางๆ (ร้อยละ 90 อายุน้อยกว่าดิฉันทั้งนั้น)...หน้าตาซื่อๆ แต่งตัวธรรมดา ขี่มอเตอร์ไซค์ แบกเป้ กันตามปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกต นอกจาก พกโทรศัพท์มือถือ อย่างน้อย 2 เครื่อง และไปเจอกันเกือบทุกงานสัมมนา ซึ่งงานสัมมนาบางรอบรับเฉพาะบริษัทที่มีงบโฆษณาเฟซบุ๊กเกินเดือนละ 500,000 บาท หรือบางสัมมนารับเฉพาะบริษัทที่มีรายได้เกินเดือนละ 10 ล้านบาทเท่านั้น ...และก็ยังมีผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นร้อยคน !!! 

ในงานสัมมนานอกจากการฝึกอบรมทั่วไป มักจะมี CEO หน้าละอ่อน ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จอยู่เรื่อยๆ

ที่ฟังแล้วทึ่งก็มี และที่สะอึกก็มาก โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดกันถึงการทำธุรกิจขายออนไลน์ในไทย!!! 

ดิฉันจึงอยากสรุปความนำมาเล่าตามประสาชาวบ้าน ที่เก็บความลับไม่อยู่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านชาวไทยบ้าง

📍แนวทางขายของออนไลน์ในไทยจากเวียดนาม... 

1. เข้าหุ้นหรือหาตัวแทนจดทะเบียนบริษัทในไทย 
2. เช่าอาคารพาณิชย์เป็นคลังสินค้าและออฟฟิศ
3. จ้างพนักงานชาวไทยระดับเงินเดือนประมาณ 15000-20000 บาท เพื่อลดอัตราการลาออก หน้าที่หลักคือ ขายของออนไลน์ ตอบลูกค้า แพ็กของ ส่งของ ให้คำปรึกษาลูกค้า ฯลฯ
4. ส่งคนเวียดนามไปอบรมพนักงานไทย ที่ไทย
5. นำสินค้าเข้าจากจีน
6. ทำการตลาด โฆษณาต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ยูทูบ ติ๊กต๊อก ฯลฯ โดยตรงจากเวียดนาม
7. สื่อการตลาดต่างๆ เอาจากเวียดนามแล้วจ้างคนแปลหรือจ้างคนไทยทำ
8. สำหรับนักลงทุนใหม่ ช่วงเริ่มต้นยังไม่ต้องเอาสินค้าเข้าไป ทำโฆษณาไปก่อน มีออเดอร์แล้วค่อยส่งของ เพราะคนไทยรอออเดอร์ได้นาน ทำให้มีเวลา test ระบบได้ก่อนลงทุนจริง

📍การลงทุนและผลตอบแทน

- สินค้า (คุณภาพดี) สามารถขายได้ราคาสูงกว่าที่เวียดนามประมาณ 2-3 เท่า
- สามารถทำจำนวนออเดอร์ 2000-3000 ออเดอร์ต่อวัน ได้ภายใน 1 ปี (100 ออเดอร์ต่อวันภายใน 1-2 เดือน)
- ค่าโฆษณาร้อยละ 35
- ค่าสินค้าร้อยละ 20
- ค่าดำเนินการร้อยละ 10
- ค่าขนส่งร้อยละ 10
- เบ็ดเสร็จหากทำเป็น กำไรตั้งแต่เดือนแรก
- งบลงทุนขั้นต่ำ 4-5 ล้านบาท

📍ทำไมถึงเป็นประเทศไทย
- คนไทยชอบสินค้าตามกระแส ไฮเทค
- คนไทยชอบซื้อของ
- ยอดซื้อของต่อออเดอร์คนไทยสูงกว่าเวียดนาม
- ต้นทุนการตลาดถูกกว่าเวียดนามมาก
- คนไทยชอบของดีมีคุณภาพ
- คนไทยไม่รังเกียจของจีนเหมือนเวียดนาม
- คนไทยใจดี ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้
- อัตราการคืนของต่ำมาก (3%) เวียดนาม 30%
- คนไทยรอของได้นาน 10-15 วันยังรอ (เวียดนามรอ 3-4 วันก็ยกเลิกออเดอร์แล้ว)
- การขนส่งมีประสิทธิภาพกว่าเวียดนาม
- กฎระเบียบในประเทศไทยไม่เข้มงวด

 “นายกฯ” เตรียมมาตรการ รับ เทศกาลในสัปดาห์หน้า “วาเลนไทน์-วันมาฆบูชา” ย้ำ ศบค. ติดตามใกล้ชิด 

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นห่วงประชาชน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่ยังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูง ตามที่กระทรวงสาธารณสุข ประเมิน  โดยที่ประชุมศบค.ชุดใหญ่ วันนี้จะประชุมเพื่อเตรียมมาตรการรองรับเทศกาลวันวาเลนไทน์ และวันมาฆบูชา ในสัปดาห์หน้า โดยเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนและในครอบครัวอย่างเคร่งครัด พร้อมเร่งฉีดวัคซีนเข็ม 3 และเข็ม 4  ในกลุ่มเป้าหมาย 608 และเด็กเล็ก

นายธนกร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) วันที่11ก.พ.พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 15,242 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 15,060 ราย มาจากต่างประเทศ 182 ราย ทำให้ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 337,680 ราย หายป่วยกลับบ้านแล้ว 8,955 รายรวมหายป่วยสะสม 258,841 ราย โดยมีผู้ป่วยกำลังรักษา 111,393 ราย และเสียชีวิต 23 ราย 

“บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้า!กวาดล้าง ‘มาเฟียน้ำมันเขียว’ จับกลางอันดามัน เวียนเทียนใช้รหัสเรือจม โผล่เติมน้ำมัน

จากกรณีที่ประเทศไทยได้ถูกลดอันดับการรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์จากทางการสหรัฐฯ ลงเป็นอันดับประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) โดยมีข้อสังเกตในเรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ปัญหาการบังคับใช้แรงงานและแรงงานข้ามชาติซึ่งเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรมรวมถึงภาคการประมง รวมทั้งปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ตามที่ทราบแล้ว นั้น

จากกรณีดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมง โดยมี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ควบคุม เฝ้าระวังการทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการประมง เพื่อการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวและประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในการนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /ผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ / รองผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. /รองประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) โดยเร่งด่วน

โครงการน้ำมันเขียว เป็นโครงการที่ภาครัฐจัดน้ำมันดีเซลที่เติมสารสีเขียวเพื่อให้แยกแยะจากน้ำมันบนฝั่งได้ และได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต ทำให้มีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลบนบกประมาณลิตรละ 6 บาท ซึ่งรัฐบาลจัดให้มีขึ้นเพื่อลดภาระต้นทุนการทำประมงให้กับชาวประมงพาณิชย์ตามมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ 18 กันยายน 2555 ในการบริหารจัดการมีอธิบดีกรมสรรพสามิตทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการ ปัจจุบันมีเรือสถานีบริการ (Tanker) 51 ลำ ให้บริการพี่น้องชาวประมงพาณิชย์ทั่วเขตทะเลไทย

ต่อมาประเทศไทยได้รับ “ใบเหลือง” การทำประมง IUU จากสหภาพยุโรปเมื่อปี 2558 รัฐบาลดำเนินการจัดระเบียบการทำประมงประเทศไทยใหม่ทั้งระบบ ทำให้เรือประมงพาณิชย์ที่ได้รับสิทธิเติมน้ำมันเขียวลดลงจาก 10,459ลำ ในปี 2559 เหลือ 8,445 ลำ ในปี 2564 แต่ทว่าขณะที่เรือประมงพาณิชย์ที่เติมน้ำมันเขียวลดจำนวนลง แต่ปริมาณการจำหน่ายกลับมิได้ลดลงตามสัดส่วนจำนวนเรือ กลับ “คงที่อยู่ประมาณปีละ 610 ล้านลิตร” คิดเป็นภาษีที่รัฐบาลยกเว้นถึงปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท หรือเท่ากับเรือประมงพาณิชย์ทุกลำที่เติมน้ำมันเขียว ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในการยกเว้นภาษีที่ควรจะเสียประมาณ 471,717 บาท/ลำ/ปี

นอกจากนั้น การอุดหนุนภาคประมงพาณิชย์ด้วยการ “ยกเว้นภาษี” น้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่าราคาตลาดลิตรละ 6 บาท หรือน้ำมันเขียว ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่องค์การการค้าโลก (WTO) ให้ประเทศไทยชี้แจงว่า เป็นการอุดหนุนที่มีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดหรือไม่ เพื่อมิให้เป็นการสนับสนุนการทำประมง IUU การทำประมงทำลายล้างทรัพยากรสัตว์น้ำ Over Fishing ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีแนวทางการบริหารจัดการ ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่องค์การการค้าโลกจะประกาศให้ประเทศไทยต้องยกเลิกการอุดหนุนภาคประมงพาณิชย์ด้วยการยกเลิกโครงการน้ำมันเขียวทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเรือประมงพาณิชย์ประเทศไทยอย่างกว้างขวาง

คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 จึงอนุมัติกรอบการชี้แจงกับองค์การการค้าโลก (WTO) โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีการกำกับดูแลที่ดีในการทำประมงไม่ให้เป็น IUU ทำลายล้างสัตว์น้ำ และมีระบบควบคุมดูแลการสนับสนุนการทำประมงอย่างดีมีประสิทธิภาพ ทำให้หน่วยงานภาครัฐโดยกรมสรรพสามิต ได้ประสานขอการสนับสนุนจาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะประธานคณะทำงานเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ ติดตาม ควบคุม เฝ้าระวังการทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าตรวจสอบ สืบสวน เพื่อ “จัดระบบ” ควบคุมดูแลโครงการน้ำมันเขียว ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างเคร่งครัด ไม่ให้ถูกนำไปใช้ในการทำประมง IUU การทำประมงทำลายล้างสัตว์น้ำ และการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ บนเรือประมง

จากการตรวจสอบข้อมูลเรือประมงที่มีสิทธิเติมน้ำมันเขียว ซึ่งต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 68/2561 ลงวันที่ 10 เมษายน 2561 ประกอบด้วย

1) ต้องเป็นเรือประมงที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงจากกรมประมง 

2) ต้องเป็นเรือประมงที่ผ่านการรับรองจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย 

3) ต้องเป็นเรือประมงที่มีรหัสและรับรองจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย

โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยส่งให้กับกรมสรรพสามิต เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2564 จำนวน 8,445 ลำ พบข้อมูลว่า มีเรือที่ไม่มีคุณสมบัติตามประกาศกรมศุลกากร แต่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ออกรหัสและรับรองให้เติมน้ำมันเขียว ถึง 791 ลำ ประกอบด้วย เรือประมงพาณิชย์ไม่มีทะเบียนเรือ เรือประมงพาณิชย์ไม่มีใบอนุญาตประมงพาณิชย์จากกรมประมง เรือประมงพาณิชย์ที่แจ้งจมหรือทำลายไปแล้ว เรือประมงพาณิชย์ที่เปลี่ยนประเภทไปเป็นเรือบรรทุกสินค้า เรือลากจูง และเรือประมงพื้นบ้านที่มีขนาดถังน้ำมันตั้งแต่ 1,500 - 10,000 ลิตร ซึ่งเกินกว่าขนาดตัวเรือที่สามารถบรรทุกได้

เมื่อนำรายชื่อเรือพร้อมรหัสเติมน้ำมันเขียวจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ไปสอบยันกับข้อมูลการเติมน้ำมันเขียวที่ตำรวจน้ำได้รับจากเรือสถานีบริการ (Tanker) พบว่า มีเรือประมงที่ใช้รหัสของเรือประมงที่ขาดคุณสมบัติข้างต้น “ไปเติมน้ำมันเขียว” จำนวนหลายลำ และยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ามีเรือประมงอีกจำนวน 599 ลำ ใช้รหัสเติมน้ำมันไม่ตรงกับรหัสเติมน้ำมันที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยออกให้และรับรอง “เข้ามาเติมน้ำมันเขียว” ด้วย เช่นเดียวกัน ทำให้จำนวนเรือที่เกี่ยวข้องในการกระทำผิด “เติมน้ำมันเขียว” โดยขาดคุณสมบัติตามประกาศกรมศุลกากร ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีจำนวนถึง 1,390 ลำ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. จึงบูรณาการกำลังออกปฏิบัติการร่วมกัน ระหว่าง กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจับกุมเรือประมง ชื่อ ช.ศรีพลนภา 5 ขนาด 122 ตันกรอส ขณะทำการประมงบริเวณทะเลอันดามัน พื้นที่รอยต่อจังหวัดพังงาและระนอง โดยให้เข้าเทียบท่าที่ อ.คุระบุรี จ.พังงา มีพฤติกรรมวนเวียนเติมน้ำมันจากเรือสถานีบริการ (Tanker) หลายลำ ในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน โดยใช้รหัสเติมน้ำมันของ “เรือประมงที่แจ้งทำลายเรือ” ไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 และขยายผลเข้าตรวจค้นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ จากผู้เกี่ยวข้อง คือ เรือสถานีบริการน้ำมันเขียว บริษัทเข้าของเรือสถานีบริการน้ำมันเขียว รวมถึงสมาคมประมงที่ให้การรับรอง เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560มาตรา 189 ขนถ่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่องโดยไม่มีคุณสมบัติ มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาน้ำมันที่อยู่ในเรือ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเรือประมงที่ถูกจับกุมวันนี้บรรทุกน้ำมันประมาณ 30,000 ลิตร และได้เติมน้ำมันเขียวโดยใช้รหัสเติมน้ำมันเขียวจากเรือประมงลำอื่นที่แจ้งกับกรมเจ้าท่าว่า ถูกทำลายไปแล้ว จำนวน 6 ครั้ง จะต้องโดนปรับ 4,320,000 บาท นอกจากนั้น ยังเข้าข่ายกระทำความผิดพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 203 ฐานนำน้ำมันที่ยังไม่เสียภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักร มีโทษปรับสองถึงสิบเท่าของภาษี จึงจะต้องเสียค่าปรับอีก 12,600,000 บาท รวมค่าปรับทั้งสองกฎหมาย รวม 16,920,000 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมการดำเนินคดีจากกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481 เป็นต้น และจะมีการจับกุมดำเนินคดี กับเรือประมงที่กระทำความผิดในลักษณะเดียวกันตามมาอีกจำนวนมากในทุกจังหวัดชายทะเล ซึ่งชุดปฏิบัติการได้กำหนดเป้าหมายไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

นอกจากจะมีการดำเนินคดีกับกลุ่มเรือประมงที่ไม่มีคุณสมบัติเติมน้ำมันเขียวแล้ว ในส่วนของเรือสถานีบริการ (Tanker) และสมาคมการประมง ที่ให้การรับรองคุณสมบัติและออกรหัสเติมน้ำมันเขียว ก็จะถูกดำเนินคดีด้วยทั้งหมดเช่นเดียวกัน

“ผมขอเรียนว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อพี่น้องชาวประมงที่ประกอบอาชีพโดยสุจริตแต่อย่างใด ทุกท่านยังสามารถเติมน้ำมันเขียวได้ตามปกติเหมือนเดิมทุกประการ ผมขอย้ำว่าการทำงานของผมคือการแยกน้ำเสียออกจากน้ำดี ให้คนดีมีที่ยืนอย่างภาคภูมิใจในสังคม คนไม่ดีต้องได้รับการลงโทษ ซึ่งผมมั่นใจว่า พี่น้องชาวประมง 95% เป็นคนดี หน้าที่ของผมคือ นำคนไม่ดี 5% ไม่ให้ปะปนกับคนดีและทำให้คนดีได้รับความเสียหาย การบูรณาการการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงานครั้งนี้ เป็นการสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีของประเทศในภาวะที่ประชาชนกำลังได้รับความลำบาก แต่มีบางพวก บางกลุ่ม แสวงหาผลประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ภาครัฐดูแลสนับสนุนไป เพื่อประโยชน์ส่วนตัว สร้างความเสียหายจากมูลค่าภาษีที่รัฐควรจะได้ถึงปีละ 700 ล้านบาท อย่างไรก็ตามผมจะประสานงานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมประมง ในการเร่งรัดปรับปรุงกระบวนการควบคุม ดูแลการบริหารจัดการน้ำมันเขียวไม่ให้เกิดการกระทำความผิดเช่นนี้อีก โดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นประเทศของเราจะอยู่ในความเสี่ยงสูงที่จะถูกองค์การการค้าโลก (WTO) พิจารณายกเลิกมาตรการอุดหนุนการทำประมงโดยโครงการน้ำมันเขียว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวประมงทุกคนอย่างร้ายแรง อีกทั้งโดนประชาคมโลกกล่าวหาว่าสนับสนุนการทำประมง IUU ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินค้าประมงไทยที่กำลังเป็นรายได้หลักของประเทศในขณะนี้”

 

ระยอง - พบน้ำมันรั่วไหลกลางทะเล ซ้ำอีกที่จุดเดิม 5,000 ลิตร สาเหตุเกิดจาก เจ้าหน้าที่ยกท่ออ่อนจุดที่รั่วเดิมขึ้นมาตรวจสอบ แต่มีน้ำมันค้างท่อ

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 ก.พ.2565 ที่ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดระยอง กรณีน้ำมันดิบรั่วกลางทะเล หมู่บ้านสบาย สบาย หาดแม่รำพึง อ.เมือง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ ร.ต.พิรุณ เหมะรักษ์ รอง ผวจ.ระยอง ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปริมาณการรั่วไหลของน้ำมัน บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด(มหาชน)หรือ SPRC และ นายพุทธิกรณ์ วิชัยดิษฐ อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เปิดแถลงข่าวด่วนหลังมีรายงานว่า มีน้ำมันดิบรั่วไหลกลางทะเลซ้ำจุดเดิมอีก สาเหตุเกิดจากทางบริษัท SPRC ได้มีการยกท่ออ่อนขนถ่ายน้ำมันบริเวณทุ่นขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลจุดที่พบการรั่วไหลครั้งที่ผ่านมา ขึ้นมาตรวจสอบแต่พบว่ามีน้ำมันค้างท่ออยู่ จึงเกิดการรั่วไหลลงทะเลซ้ำอีก

ว่าที่ ร.ต.พิรุณ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ เวลาประมาณ 09.00 น.ได้รับแจ้งจาก บ. SPRC ว่าได้เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหลซ้ำอีกจุดเดิมที่มีการรั่วไหลกลางทะเลเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุเกิดจากเจ้าหน้าที่ของ บ.SPRC ได้มีการยกท่ออ่อนจุดที่รั่วไหลขึ้นมาตรวจสอบ แต่พบว่ามีน้ำมันดิบค้างท่ออยู่ จำนวน 5,000 ลิตร เกิดรั่วไหลลงทะเล แต่เป็นน้ำมันที่ไม่หนาแน่นเหมือนครั้งที่ผ่านมา โดยจุดที่พบคราบน้ำมันอยู่ห่างทุ่นขนถ่ายน้ำมันประมาณ 3 ไมล์ทะเล และอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 20 กม. เบื้องต้นทางบริษัทฯ ได้ระดมเรือ จำนวน 9 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ เข้าควบคุมสถานการณ์ โปรยสารเคมีสลายคราบน้ำมันดังกล่าวอย่างเร่งด่วนแล้ว อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเอาอยู่ไม่พัดเข้าฝั่งแน่นอน

ระยอง - โฆษกกองทัพเรือแจง ทรภ. 1 ส่งอากาศยาน ขึ้นสำรวจน้ำมันรั่วรอบ 2 ที่ระยอง พบไม่รุนแรง!!

พลเรือโท ปกครอง  มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงข่าวกรณีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด(มหาชน) หรือ SPRCได้ประกาศภาวะฉุกเฉินน้ำมันรั่วไหล Tier 1  (ภาวะน้ำมันรั่วไหลขนาดเล็ก ไม่เกิน 20 ตัน)  เนื่องจากพบฟิล์มน้ำมันดิบ (สีเงิน) บริเวณทิศเหนือ ห่างจากทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเลประมาณ 3 ไมล์ เนื่องจากมีการเข้าไปเก็บหลักฐานเพื่อประกอบทางคดี และมีการสอบสวนถึงน้ำมันในท่อและระบบซึ่งขณะทำการตรวจสอบ ได้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันค้างท่อจำนวนประมาณ 5,000 ลิตร และ บริษัทฯ ได้ขอกำลังทางเรือและอากาศยานจากทัพเรือภาค 1 ขึ้นบินลาดตระเวนตรวจคราบน้ำมันและวางแผนการใช้สารขจัดคราบน้ำมันเพื่อระงับเหตุ ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และอยู่ในวงจำกัด

เชียงใหม่ - อบจ.เชียงใหม่ จัดการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 เชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนา...สู่สากล!!

องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดการจัดประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี  พ.ศ. 2565 โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด งาน เพื่อขับเคลื่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทั้งรองรับนโยบายการเปิดประเทศของรัฐบาลและนโยบายการเปิดเมืองของจังหวัดเชียงใหม่   (CHARMING Chiang Mai) ณ ลานกิจกรรมตรงข้ามสวน  เฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (ด้านหลังศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่)

นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่เรามีประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมล้านนารวมถึงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ อันเป็นอัตลักษณ์ทรงคุณค่า มีเสน่ห์ที่โดดเด่น เป็นปัจจัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมาสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกัน เกิดการประชาสัมพันธ์กันในวงกว้าง จนติดอันดับต้น ๆ ในการจัดอันดับเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกเป็นประจำทุก ๆ ปี

เนื่องจากเกิดสถานะการโควิด19 เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ทำให้การท่องเที่ยวทั่วโลกหยุดชะงัก เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้มีมาตราการเพื่อรับมือกับโควิด19 มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการร่วมมือป้องกันและตั้งรับโรคโควิด19 จึงทำให้ขณะนี้เชียงใหม่ได้เริ่มกลับมามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเชียงใหม่อีกครั้ง ยอดจองห้องพักเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การจัดการประกวดนางสาวเชียงใหม่ในปี2565 นี้ ทางจังหวัดเชียงใหม่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยประชาสัมพันธ์เชียงใหม่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนนักท่องเที่ยว ว่าเชียงใหม่ เที่ยวได้ โดยคำนึงถึงมีมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสาธารณสุข เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด   ขอความร่วมมือ พี่น้องประชาชน ยังคงต้องระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติเว้นระยะห่างสวมหน้ากากอนามัย ตรวจเช็คอุณหภูมิ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อยับยั้ง การแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัด ให้สามารถควบคุมได้ โดยคำนึงถึงมีมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสาธารณสุข

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่าว่า เพื่อเปิดโอกาสให้สาวงามทั่วประเทศไทย ได้ลงชิงชัย และแสดงศักยภาพของผู้หญิงไทยในการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาสู่สากล อีกทั้งเป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์เมืองเชียงใหม่ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเป็นแม่แบบตัวอย่าง  ด้านวัฒนธรรม การส่งเสริมขนมธรรมเนียมประเพณีจริยธรรมล้านนาให้อยู่คู่แผ่นดินล้านนา เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชน รวมถึงเป็นทูตสายสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ในการร่วมกิจกรรมงานเทศกาลด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในระดับจังหวัด และในระดับประเทศ

โดยการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 รอบแรก 30 คน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป การประกวดนางสาวเชียงใหม่  ประจำปี 2565 รอบที่ 2 คัดเลือกสาวงาม 20 คน เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ  วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป การประกวดนางสาวเชียงใหม่  ประจำปี 2565 รอบตัดสิน และประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 

สำหรับรางวัลการประกวดนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 มีดังนี้

1. ตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย ผ้าคลุมและ

ถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 100,000 บาท

2. ตำแหน่งรองอันดับ 1 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 50,000 บาท

3. ตำแหน่งรองอันดับ 2 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 30,000 บาท

4. ตำแหน่งรองอันดับ 3 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 25,000 บาท

5. ตำแหน่งรองอันดับ 4 นางสาวเชียงใหม่ ประจำปี 2565 จะได้รับมงกุฎเพชร สายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 20,000 บาท

6. ตำแหน่งขวัญใจสื่อมวลชน จะได้รับสายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 10,000 บาท

7. ตำแหน่งขวัญใจมหาชน จะได้รับสายสะพาย และถ้วยรางวัล พร้อมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 10,000 บาท

‘พัชรี อาระยะกุล’ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่!ตรวจเยี่ยมหน่วยงาน One Home พม.น่าน

"นางพัชรี อาระยะกุล" ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงาน One Home พม.น่าน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานร่วมรับฟังปัญหาอุปสรรคการทำงานของหน่วยงาน One Home พม.น่าน ในเรื่องการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ครอบครัวกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือนในระดับพื้นที่

พร้อมทั้งให้แนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบล ตามนโยบายของกระทรวง พม.พร้อมให้ขวัญและกำลังใจบุคลากรกระทรวง พม. ในการทำงานแก้ไขปัญหาสังคม

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top