Monday, 22 June 2026
NewsFeed

จากกรณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนดึง "ลิซ่า BLACKPINK" ร่วมจุดพลุ สร้างภูเก็ต เวิลด์คลาสเดสติเนชั่น วันเคาท์ดาวน์ รับปี 2565 ล่าสุด รมว.ท่องเที่ยว ได้ให้สัมภาษณ์ ยืนยันเรื่องดังกล่าว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand’ ยืนยันว่าจะจ้าง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ และ ‘แอนเดรีย โบเซลลี’ นักร้องโอเปร่าระดับโลก มาโชว์ตัวในงานเคาท์ดาวน์ รับปี 2565 จริง และได้มีการติดต่อไปยังทั้งสองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

โดยค่าตัวของศิลปินทั้ง 2 คนอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งลิซ่าและแอนเดียมีค่าตัวที่ใกล้เคียงกัน แต่แอนเดรีย จะมีค่าตัวที่สูงกว่านิดหน่อย 

โดยแผนการจัดงานที่วางไว้ นายพิพัฒน์ ระบุว่าจะให้ ลิซ่า ไปแสดงตัวในงานเคาท์ดาวน์ที่ภูเก็ต ซึ่งจะจัดขึ้นที่บริเวณสะพานสารสิน ส่วน แอนเดรีย นั้นน่าจะมาแสดงตัวในงานเคาท์ดาวน์ที่กรุงเทพมหานคร โดยอาจจะขออนุญาต กทม. จัดที่ท้องสนามหลวง มีฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว

คลิปรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand 14 ต.ค. 64 (นาทีที่ 26.20): https://youtu.be/qvnjbCKGJSM

เด็กและเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไปใน จ.ประจวบฯ ได้รับวัคซีนมากกว่าร้อยละ 85 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้สามารถเปิดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ตามเป้าที่ ศธ. กำหนด

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้กำลังใจแก่เด็กนักเรียน นักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ในสถานศึกษาทุกสังกัดของ จ.ประจวบฯ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ จากบุคลากรทางการแพทย์ รพ.ประจวบฯ มาให้บริการฉีดวัคซีนเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ที่โดมอเนกประสงค์อนุสรณ์ประจวบวิทยาลัย 103 ปี โรงเรียนประจวบวิทยาลัย 
 

ซึ่งในวันนี้มีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กนักเรียนระดับชั้น ม.4-ม.6 ปวช. ปวส. และนักเรียนที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค จำนวน 3,300 คนจากสถานศึกษา 8 แห่งใน อ.เมืองประจวบฯ 

นายเสถียร กล่าวว่า การให้บริการฉีดวัคซีนไฟเซอร์แก่นักเรียนในครั้งนี้ถือเป็นรอบแรกของ จ.ประจวบฯ จะเน้นฉีดให้เด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าก่อน จากนั้นเมื่อมีการจัดส่งวัคซีนมาเพิ่มเติม ก็จะฉีดให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการสร้างความปลอดภัยก่อนกลับไปเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนอีกครั้ง 

สำหรับผู้ปกครองที่ยังลังเลใจ สามารถเปลี่ยนใจให้บุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนในครั้งต่อไปได้ โดยขณะนี้ได้มีการรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่ง อย.ขึ้นทะเบียนรับรองให้สามารถใช้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่ไม่รุนแรง

‘บีโอไอ’ โชว์เทพ!! สร้างความสำเร็จจับคู่ธุรกิจผ่านออนไลน์ 248 คู่ เชื่อมโยงมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนกว่าพันล้านบาท

บีโอไอเผยตัวเลขการจัดงาน SUBCON Thailand 2021 Virtual Edition รูปแบบออนไลน์เต็มรูปแบบครั้งแรก จับคู่ธุรกิจได้มากถึง 248 คู่ คาดสร้างมูลค่าการซื้อขายชิ้นส่วนในอนาคต 952 ล้านบาท ตลอด 8 วันพบผู้เข้าชมงาน 2,833 ราย มีผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนา 29 หัวข้อผ่านแพลตฟอร์มมากถึง 2,695 คน 

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ผลการจัดงาน SUBCON Thailand 2021 Virtual Edition งานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และการจับคู่ธุรกิจชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน ระหว่างวันที่ 20 - 27 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่จัดงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ และตลอดการจัดงาน 8 วัน มีผู้เข้าชมงานจำนวน 2,833 ราย จาก 16 ประเทศ โดย 5 อันดับแรกของผู้เข้าชมงาน คือ ไทย, อินเดีย, เวียดนาม, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ตามลำดับ ในกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจที่เป็นไฮไลต์ของงานทุกปี

สำหรับปีนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ ผู้ซื้อในประเทศที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างชัดเจน อาทิ เมอร์เซเดส-เบนซ์, อีซูซุมอเตอร์, ดูคาติ มอเตอร์, เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ และ อีเลคโทรลักซ์ เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงการจัดการซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ โดยมีการปรับแผนการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนในอนาคตจากแหล่งที่มีความเสี่ยงลดลง หรือกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น แทนการซื้อจากแหล่งเดียว ส่วนผู้ซื้อจากต่างประเทศก็จะมาจากแหล่งที่เป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญๆ ของโลก เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, ยุโรป, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย และอาเซียน เกิดการจับคู่ธุรกิจได้มากถึง 248 คู่ สร้างมูลค่าการซื้อขายชิ้นส่วนประมาณ 952 ล้านบาท 

“เฉลิมชัย” ปธ.ฟรุ้ทบอร์ด ปฏิรูปผลไม้ครั้งใหญ่!! วาง 3 กระทรวง ‘เกษตร-อุตสาหกรรม-พาณิชย์’ เห็นชอบงบประมาณปี 65 ตั้งทีมขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้และสนามบินจันทบุรี มอบ”อลงกรณ์”เป็นปธ.

วันนี้ (14 ต.ค. 64) ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (หรุ้ทบอร์ด)ครั้งที่ 1/2565 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) Application ZOOM Cloud Meetings พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองปลัด กษ. นายประยูร อินสกุล รองปลัด กษ. ดร.สมบัติ ตงเต๊า รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  นายอนันต์ แก้วกำเนิด รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนผู้ประกอบการ ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเกษตรกรชาวสวนผลไม้ และนายขจร เราประเสริฐ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมกันหารือประชุมขับเคลื่อนโดยมีประเด็นผลการดำเนินงานการบริหารจัดการผลไม้ในรอบฤดูกาลผลิตที่ 2/2564 ทั่วประเทศ

ผลการจัดประชุมกลุ่มย่อย Focus group เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 โดย กระทรวงพาณิชย์ และร่วมกันพิจารณาโครงการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2565 ที่เสนอโดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ต่อไป

การบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ของภาคเหนือ (ลำไย) และภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ในภาพรวมสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 - 2566 โดยจังหวัดสามารถบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ.2558 - 2564 และในเชิงปริมาณที่เน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน โดยผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) ปริมาณ 671,308 ตัน และผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปริมาณ 785,459 ตัน มีการกระจายผลผลิตผ่านกลไกตลาดปกติ โดย คพจ. และเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าราคาต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่าร้อยละ 30

จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้กระทบต่อแผนการบริหารจัดการผลไม้ทำให้ทั้งการส่งออก การแปรรูป และการกระจายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน นั้น ได้มีการจัด Focus group วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้ โดยร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตถึง “ปัญหาและอุปสรรค” (Pain Point) ใน ประเด็นโครงสร้าง ระบบ และการบริหารจัดการ Fruit Board ประเด็นกลไกการทำงานในภาวะวิกฤต ประเด็นแผนงาน โครงการ และงบประมาณ รวมไปถึงแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มและแบรนดิ้ง (Branding) ผลไม้ การพัฒนากลไกการค้าผลไม้และการตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ การบริหารจัดการล้ง การบริหารจัดการระดับ Area based ผลไม้ภาคตะวันออก-ใต้-ใต้ชายแดน การบริหารจัดการระดับ Area based ผลไม้ภาคเหนือ การจัดการปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้รายสินค้า (ทุเรียน, ลำไย, มังคุด, เงาะ, ลองกอง และมะม่วง) โดยข้อมูลดังกล่าวได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รับทราบและพิจารณาใช้ประโยชน์ และนำมาวางแผนเพื่อรับมือวิกฤติการณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ในอนาคต คณะกรรมการฯ รับทราบคำสั่งของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานฟรุ้ทบอร์ดในการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ครอบคลุมทั้งระบบ ประกอบด้วย

1. คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้

 1) คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลิต

 2) คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการตลาด

 4) คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลไม้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 5) คณะอนุกรรมการพัฒนาและบริหารการผลไม้ภาคตะวันออก ภาคใต้ ภาคอื่นๆ

2. คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้

 1) คณะทำงานพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์

 2) คณะทำงานศึกษาเสถียรภาพกลุ่มสินค้าลำไย

 3) คณะทำงานศึกษาเสถียรภาพกลุ่มสินค้าทุเรียน

 4) คณะทำงานแก้ไขปัญหาผลไม้ล่วงหน้าทั้งระบบ

ในด้านการรองรับและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นประกอบกับภาพรวมผลไม้ไทยจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 3,500,000 ตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 8% โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด 17 มาตรการรองรับผลไม้ ปี 2565 ล่วงหน้า 6 เดือน ประกอบด้วย

1.มาตรการเร่งรัดตรวจและรับรอง GAP ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2565 ไม่ต่ำกว่า 120,000 แปลง

2.มาตรการช่วยผู้ประกอบการหรือเกษตรกรหรือล้งกระจายผลผลิตผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3 บาท ปริมาณ 80,000 ตัน

3.มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกโดยจะช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท ปริมาณ 60,000 ตัน

4. กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร สนับสนุนให้มีการใช้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญา การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านผลไม้ โดยจะสนับสนุนให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรได้ทราบว่าขายผลไม้ได้เท่าไหร่ มีคนซื้อที่มีหลักประกัน เซ็นสัญญาตามกฏหมายชัดเจนไม่ต่ำกว่า 30,000 ตัน

5.มาตรการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในประเทศ ประสานงานกับสายการบินต่าง ๆ เปิดโอกาสให้โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยฟรี 25 กิโลกรัม ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 เป็นต้นไป

6.มาตรการช่วยสนับสนุนกล่อง พร้อมค่าจัดส่งผลไม้ที่ขายตรงจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ไปยังผู้บริโภคโดยตรงโดยสนับสนุนกล่องมากขึ้นกว่าปี 2564 ที่สนับสนุน 200,000 กล่อง ปี 2565 จะสนับสนุนถึง 300,000 กล่อง

7.ในช่วงที่ผลไม้ออกเยอะ กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้มีรถเร่ รถโมบาย ไปรับซื้อผลไม้และนำออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยปี 2557 จะสนับสนุนที่15,000 ตัน

 8.ประสานงานกับห้างท้องถิ่นและปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เปิดพื้นที่ระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรโดยเพิ่มปริมาณจากปี 2564 ที่ช่วย 1,500 ตัน ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 5,000 ตัน

 9.จะทำเซลล์โปรโมชั่นในการส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศซึ่งใช้ชื่อโครงการ Thai Fruits Golden Months ดำเนินการในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ 12 เมือง เช่นเดียวกับปี 2564 ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลดีมาก

 10.จะจัดการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางธุรกิจในระบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า OBM มุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น อินเดียและรัสเซียเป็นต้น

“สงคราม” แนะ “บิ๊กตู่” ช่วยประชาชนต้องจริงใจอย่าคิดเอง อัดเสียดายเวลารัฐออนทัวร์ชี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการลงพื้นที่ของรัฐบาล

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อชาติ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปจังหวัดต่างๆอ้างว่าไปตรวจราชการ แต่ในความเป็นจริงเป็นการเดินทางไปหาเสียงมากกว่า เพราะมีการระดมส.ส.เดินตามเพื่อวัดพลังในพรรคพลังประชารัฐ เจตนาของพลเอกประยุทธ์ไปเพื่อการเมืองมากกว่าไปเพื่อช่วยประชาชน 

นอกจากนี้หน่วยงานราชการในพื้นที่ต้องเกณฑ์ประชาชนมารอต้อนรับ มาชียร์ให้นายกสู้ สู้ ไปเพื่อการนี้เท่านั้น พลเอกประยุทธ์ไม่ได้จริงใจที่จะลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างแท้เจริงและการวัดพลังในพรรคการร่วมรัฐบาล ดังนั้นประชาชนไม่ได้อะไรจากการลงพื้นที่ ของพลเอกประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา  

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า การเยียวยา หรือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ควรเยียวเป็น “เงินสด” เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทุกคนสามารถใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนได้ เพราะการจ่ายเป็นเงินสดประชาชนสามารถนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นผลทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และยกระดับเศรษฐกิจในชุมชนด้วย 

สุโขทัย - น่าน ชูเอกลักษณ์-วัฒนธรรมเด่น ขึ้นแท่นติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก 

น.อ.อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ตำบลเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย และตำบลในเวียง จังหวัดน่าน ได้รับการประกาศเป็นสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แหล่งของโลก (ท็อป 100) ประจำปี 64 ซึ่งจัดอันดับโดยหน่วยงานระดับโลก คือ กรีน เดสทิเนชั่น ฟาวน์เดชั่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับคณะผู้จัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก หรือไอทีบี เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งจะทำให้ทั้ง 2 จังหวัดได้รับการประชาสัมพันธ์ไปยังเครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการเผยแพร่ข่าวสารไปยังนักท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้ามาสู่ประเทศไทยต่อไป 

ฟรุ้ทบอร์ด สั่งด่วนแนวทางบริหารจัดการผลไม้ทั้งระบบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) ว่า ได้รับทราบผลการดำเนินงานการบริหารจัดการผลไม้ในรอบฤดูกาลผลิตที่ 2/2564 โดยการบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 ของภาคเหนือ (ลำไย) และภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ในภาพรวมสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี 2564 - 2566 โดยจังหวัดสามารถบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ.2558 - 2564 และในเชิงปริมาณที่เน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน

โดยผลไม้ภาคเหนือ (ลำไย) ปริมาณ 671,308 ตัน และผลไม้ภาคใต้ (ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง) ปริมาณ 785,459 ตัน มีการกระจายผลผลิตผ่านกลไกตลาดปกติ โดย คพจ. และเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต และราคาเฉลี่ยของผลผลิตตลอดฤดูกาลสูงกว่าราคาต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่า 30%

ขณะที่สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด– 19 ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ได้กระทบต่อแผนการบริหารจัดการผลไม้ทำให้ทั้งการส่งออก การแปรรูป และการกระจายในประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนนั้น ได้มีการจัด Focus group วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคการบริหารจัดการผลไม้ โดยร่วมกันระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตถึง “ปัญหาและอุปสรรค” ใน ประเด็นโครงสร้าง ระบบ และการบริหารจัดการ Fruit Board ประเด็นกลไกการทำงานในภาวะวิกฤต ประเด็นแผนงาน โครงการ และงบประมาณ 

‘ฟูมิโอะ คิชิดะ’ นายกฯ ญี่ปุ่นประกาศยุบสภา รอชี้ชะตา ในการเลือกตั้งทั่วไป 31 ต.ค.นี้

“ฟูมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีลำดับที่ 100 ของญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาในวันนี้ พร้อมประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไป 31 ตุลาคมนี้ หลังจากสภาผู้แทนอยู่ครบวาระ 4 ปีเป็นครั้งแรกหลังสงครามโลก ส่วนคิชิดะดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ 11 วัน

วันที่ 14 ตุลาคม 2564 รอยเตอร์ส รายงานว่า นายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศยุบสภาในวันนี้ และเตรียมจัดการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ หลังจากที่เขาเพิ่งชนะการเลือกตั้งภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ พรรคแอลดีพี ขึ้นเป็นประธานพรรค เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา และเพิ่งได้รับเลือกจากสภาผู้แทนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 100 ของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม

ขณะที่สภาผู้แทนของญี่ปุ่นครองเสียงข้างมาก โดยรัฐบาลผสมที่มีพรรคแอลดีพีเป็นแกนนำรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การประกาศยุบสภาครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่สองของญี่ปุ่น ที่จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากสภาผู้แทนอยู่จนครบวาระ 4 ปี และนายคิชิดะ อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 11 วัน

การประกาศยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ของนายคิชิดะ ยังเป็นการต่อสู้เพื่อเรียกคะแนนความนิยมในตัวเขาและพรรคแอลดีพี กลับมา ในระหว่างการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด-19)

“นายก” ปลื้ม ส่งออกสินค้าเกษตร ม.ค. - ส.ค. 64 ขยายตัว 11.58 เปอร์เซ็นต์ เร่งเจรจาประเทศคู่ค้า ส่งเสริมสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรไทยสู่ตลาดโลก

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พอใจมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11.58  ตั้งแต่เดือนม.ค. -ส.ค.ปี 2564  ฝขณะที่ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สำคัญของประเทศไทยที่มีมูลค่าการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ มูลค่าการส่งออก 103,958 ล้านบาท   มังคุดและผลิตภัณฑ์ มูลค่าการส่งออก 16,705 ล้านบาท ยางแท่ง มูลค่าการส่งออก 54,752 ล้านบาท น้ำยางข้น มูลค่าการส่งออก 32,172 ล้านบาท ยางแผ่นรมควัน มูลค่าการส่งออก 22,729 ล้านบาท มันเส้น มูลค่าการส่งออก 28,696 ล้านบาท แป้งมันสำปะหลัง มูลค่าการส่งออก 33,259 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมมีการขยายตัวได้ดี  รวมถึงการมีตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มมากขึ้น ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเจรจาขยายช่องทางการค้าเพิ่มเติมผ่านการเจรจาการค้าเสรี อาทิ  FTA อาเซียน-จีน  รวมทั้งภูมิภาคอื่น เช่น ตะวันออกกลาง เป็นต้น

“ทิพานัน”โต้ “ส.ส. อุบลฯเพื่อไทย” อย่าคิดแต่การเมือง ยัน  “นายกฯ" ลงพื้นที่ แก้ปัญหาจริง

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่นายเอกชัย ทรงอำนาจเจริญ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำท่วมแค่สร้างภาพ หาเสียง หรือวัดกระแสกันเองภายในพรรค ว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานอย่างจริงใจในฐานะผู้นำไม่ได้หวังหาเสียงหรือวัดกระแสภายในพรรค นอกจากกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหา สร้างขวัญและกำลังใจให้ประชาชนและผู้ปฏิบัติ  เช่นเดียวกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)ในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำ(กนช.)ที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และกำชับให้รัฐมนตรีของพรรคลงพื้นที่  

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย โฟกัสที่พล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร เพื่อหวังเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้งและเป็นเรื่องการเมือง อาจหวังกลบข่าวผลงานการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน แต่เชื่อว่าประชาชนไม่หลงเชื่อตามการชี้นำของนักการเมือง เพราะตนลงพื้นได้รับแต่เสียงสะท้อนชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และการลงพื้นที่จ.อุบลราชธานีอยู่ในเขตของลุ่มน้ำสำคัญทั้งลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล ที่มวลน้ำจากแม่น้ำชีจะไปบรรจบกับแม่น้ำมูลที่อ.เมืองอุบลราชธานี ช่วงวันที่ 12-21 ต.ค.นี้ จึงต้องติดตามสถานการณ์ให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคเพื่อไทย มีส.ส. อุบลราชธานี น่าจะทราบดีว่ามีโครงการสำคัญของรัฐบาลหลายโครงการ จึงไปติดตามความคืบหน้ารวมถึงให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานและสอบถามข้อมูลในพื้นที่จริง ดังนี้โครงการบริหารจัดการน้ำอุบลราชธานี –โขงเจียม ระหว่างปี 2559-2564 จำนวน 34 โครงการ

โดยมีครัวเรือนที่จะได้รับประโยชน์ 63,673 ครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ราว 557,686 ไร่  ซึ่งในนี้จะเป็นโครงการป้องกันภัยน้ำท่วม จำนวน 10 โครงการ สามารถป้องกันพื้นที่น้ำท่วม 374,896.75 ไร่ และในระหว่างปี 2565-2567 อีก 129 โครงการ โดยพื้นที่ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ 2.40 ล้านไร่ และในนี้จะเป็นโครงการป้องกันภัยน้ำท่วม จำนวน 20 โครงการ สามารถป้องกันน้ำท่วมราว 84,582 ไร่  ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้ มีผลสำเร็จและคืบหน้าอย่างไรบ้าง ติดขัดตรงไหนหรือไม่ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง  ได้รับประโยชน์อย่างคุ้มค่าและรวดเร็วที่สุด
  
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top