Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

“รองโฆษกฯ ปชป.”ซัด “แม้ว” หมดท่า ต้องเล่นละครรั้งสาวก  ยกมือไหว้ไล่ “บิ๊กตู่” แนะควรยกมือไหว้ขอโทษ ประเทศ-ปชช. แล้วกลับมารับโทษตามกฎหมาย 

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในรายการ CareTalk x Care Clubhouse ครั้งที่ 17 ในหัวข้อ “7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ?” โดยเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตรวจติดตามสถานการณ์น้ำ ที่ จ.นครศรีธรรมราช ว่าขอเวลาอีก 5 ปีในการทำงานเพื่อวางโครงการต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยดีขึ้น พร้อมกับยกมือไหว้ประกอบด้วย ว่า

ตนเห็นว่า คนที่นายทักษิณควรยกมือไหว้ก็คือ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดงที่พวกเขาเคยสนับสนุนนายทักษิณอย่างสุดหัวใจ แต่กลับพูดจาหลอกลวงและถีบหัวส่งในหลายๆโอกาส เช่น หลอกว่าเมื่อเสียงปืนแตกจะกลับมานำมวลชนคนเสื้อแดงออกมาต่อสู้ พอหมดประโยชน์ก็พูดจาทอดทิ้ง รวมทั้งเป็นบุคคลที่ถูกล้อเลียนว่า เป็นนักการเมืองที่สร้างสถิติประกาศวางมือทางการเมืองมากที่สุด แต่ก็ไม่เคยทำได้ เพราะถ้าวางมือจริงๆ คงจะไม่มีชื่อ โทนี่ วู้ดซัม เป็นนามแฝงในแอพลิเคชั่น คลับเฮาส์ ออกมาพูดจารำพึงรำพันพร่ำพรรณาเพื่อรั้งสาวกและดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ ให้กับพรรคที่เป็นเครือข่ายในบงการของคนไม่กี่คนเท่านั้น 

“หากนายทักษิณ ต้องการยกมือไหว้จริงๆ แล้ว ผมขอแนะนำว่า ควรยกมือไหว้ขอโทษประเทศไทยและคนไทยทุกคนสำหรับเรื่องราวที่ผ่านมา และขอให้กลับมารับโทษตามกฎหมาย เพื่อผดุงไว้ซึ่งหลักการนิติรัฐนิติธรรม และเป็นการเคารพหลักการประชาธิปไตย อย่างที่นายทักษิณ พร่ำบอกอยู่เสมอๆ ด้วย”นายชัชขนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่า ขอเวลาอีก 5 ปี ในการทำงานเพื่อสร้างประเทศนั้น ก็ถือเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะประกาศ แต่คนที่ให้เวลาที่แท้จริงนั้นก็คือประชาชน ซึ่งนายทักษิณเอง คงกลัวว่า หากประชาชนให้โอกาสตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจริงๆแล้ว พรรคพวกเครือข่ายของนายทักษิณอาจจะหมดความนิยมจนกระทั่งไม่สามารถกลับมาใช้อำนาจรัฐได้อีก ดังนั้นจึงพูดจาดักคอ และเล่นใหญ่โดยการยกมือไหว้ พร้อมกับพูดจาทวงบุญคุณเรื่องการมีส่วนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เติบโตในหน้าที่ราชการ ซึ่งตนมองว่า การกระทำของนายทักษิณในครั้งนี้ ก็เหมือนกับที่ผ่านๆมาคือ แสดงละครเพื่อให้คนไทยหันกลับมามองนายทักษิณ ทั้งๆที่ คนไทยส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามไปสู่โลกหลังยุคโควิดกันแล้ว 

‘พิพัฒน์’ ยัน เตรียมทุ่ม 200 ล้านบาท ดึง ‘ลิซ่า-แอนเดรีย’ ร่วมเคาท์ดาวน์ปีใหม่

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันเตรียมดึง ‘ลิซ่า BLACKPINK’ และ ‘แอนเดรีย โบเชลลี’ นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกชาวอิตาลี มาร่วมเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ล่าสุดมีความคืบหน้าว่าได้ติดต่อแล้ว เบื้องต้นใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท

วันนี้ (14 ต.ค. 64) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในรายการ ‘เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ ไทยแลนด์’ ว่า ได้ติดต่อ ดึงตัว น.ส.ลลิษา มโนบาล หรือ ‘ลิซ่า แบล็กพิงก์’ ศิลปินสาวชาวไทยชื่อดังระดับโลก และ ‘แอนเดรีย โบเชลลี’ นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกชาวอิตาลี มาร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์ ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 แล้ว โดยงบประมาณในการจัดงานดังกล่าวตั้งไว้ที่ 500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าตัวศิลปิน 200 ล้านบาท และค่าจัดงานอีก 300 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ ระบุว่า ได้มีการติดต่อ 2 ศิลปินระดับโลกแล้ว โดยผ่านบริษัทเอเจนซีในประเทศไทย เพื่อไปต่อรองราคากับ 2 ศิลปิน ให้อยู่ในงบประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ เบื้องต้นอาจจะดึงตัว ‘แอนเดรีย’ มาร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งมองไว้ที่บริเวณสนามหลวงโดยมีฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว เพื่อสะท้อนภาพความเป็นไทย

‘แรมโบ้’ ซัด กลับ ‘โทนี่’ ตอนเป็นนายกฯ ทำอะไรเพื่อประเทศบ้างนอกจากผลงานโกงกินบ้านเมืองถูกดำเนินคดี หนีไปต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตที่ออกมาโจมตีนายกฯ ประยุทธ์เพราะกลัวเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านอดกลับประเทศ

14 ตุลาคม นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร หรือ โทนี่ วู้ดซัม อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเสวนาในคลับเฮาส์ของกลุ่ม CARE คิด เคลื่อน ไทย ในหัวข้อ ‘7 ปีพัง ขออีก 5 ปีคงพินาศ ฮัลโหลคนไทยไว้ใจประยุทธ์ได้หรือ’ โดยระบุว่าการเข้ามาบริหารประเทศของนายกฯ ประยุทธ์ แม้จะอยู่มา 7 ปี แต่ได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองหลายอย่าง พัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาหลายอย่างแม้กระทั่งปัญหาของน้องสาวนายโทนี่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ก่อเอาไว้ เพราะนายกฯ ประยุทธ์ เห็นความสำคัญของคนไทยทุกคน และเห็นใจชาวนาที่ได้รับกรรมจากโครงการรับจำนำข้าว

นายเสกสกล ยังระบุว่า นายโทนี่ก็เคยเป็นนายกฯ มา 2 สมัยเช่นกัน แต่ตนเองยังไม่เคยเห็นผลงานว่าได้พัฒนาประเทศที่โดดเด่นหรือแก้ไขปัญหาใดให้กับพี่น้องประชาชน จนกลายเป็นที่ฮือฮาเลยแม้แต่โครงการเดียว แต่ที่โดดเด่น และโด่งดังกว่าผลงานที่ประเทศชาติ และประชาชนได้ประโยชน์กลับเป็นผลงานการโกงชาติ โกงแผ่นดิน ทุจริต เอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง มากมายมหาศาล แม้แต่โครงการกองทุนหมู่บ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นโครงการที่ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ท้ายที่สุดก็พังไม่เป็นท่า เพราะกลายเป็นกู้กันเอง ช่วยกันเอง จนทำให้กองทุนเหล่านั้นสูญเปล่า 

พรรคกล้า กทม. เรียกร้องค่าตอบแทนให้ "ประธาน-กรรมการชุมชน" ชี้คนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในภาวะวิกฤตโควิด-19 แต่ถูกละเลย ไม่เคยได้ค่าตอบแทน 

นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ คณะกรรมการกิจการ กทม. พรรคกล้า เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าประธานและคณะกรรมชุมชน มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการระบาดโควิด-19 ทั้งการช่วยดูแลศูนย์พักคอยชุมชน การจัดหายา ติดต่อหาเตียง คอยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านที่ติดเชื้อหรือเสี่ยงติดเชื้อ ทำงานอย่างหนักเพื่อชุมชน ที่ประชุมผู้เสนอตัวสมัคร ส.ส.กทม. พรรคกล้า และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรค จึงมีมติร่วมกันเรียกร้องขอให้ประธานและคณะกรรมการชุมชนได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เพราะที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้เสียสละทำงานเพื่อชุมชน แต่กลับถูกละเลย ไม่เคยได้รับค่าตอบแทน 

"ประธานและคณะกรรมการชุมชน ทำงานด้วยความเสียสละ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และหลายครั้งเสียกำลังใจ เพื่อคนในชุมชน พวกเราจึงมองว่าประธานและคณะกรรมการชุมชน ควรได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ทำงานต่อเนื่องในวิกฤตโควิด-19" นายณัฐนันท์ กล่าว 

‘อัษฎางค์’ ยกคำกล่าว ‘พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร’ มีผู้จงใจจุดชนวนให้เกิด 14 ตุลาหรือแค่อุบัติเหตุ?

14 ต.ค. 64 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "มีผู้จงใจจุดชนวนให้เกิด 14 ตุลาหรือแค่อุบัติเหตุ?" โดยระบุว่า ผมขออนุญาตย่อความจากเหตุการณ์ 14 ตุลา จากปากของพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร หนึ่งในบุคคลที่เชื่อกันว่าเป็นผู้กุมความลับของเหตุการณ์

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 มีนิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่งออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาล แถลงการณ์ฉบับนั้นที่สำคัญที่สุดก็เป็นการประณามรัฐบาลที่ยึดอำนาจอยู่โดยไม่ยอมคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน พูดง่ายๆ ว่าเป็นเอกสารเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

รัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจร ได้จับนิสิตนักศึกษาและผู้ที่ร่วมเรียกร้อง แต่ข้อหาที่ตั้งคือกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ถ้าจำไม่ผิดคือจับไปทั้งหมด 13 คน

พอถูกจับไปแล้ว ปฏิกิริยาของนิสิตนักศึกษาก็เริ่มขึ้น เริ่มมีการชุมนุม ตั้งแต่จำนวนพันไปถึงจำนวนหมื่น การชุมนุมเริ่มมีมากขึ้นๆ จนเป็นจำนวนแสนคน

พล.ต.อ.วสิษฐ เข้าวังสวนจิตรลดา ตอนเที่ยงวันที่ 13 ตุลาคม โดยได้รับคำสั่งให้ไปคอยรับผู้แทนของนิสิตนักศึกษาที่จะเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว

เวลา 17.30 น. พระเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จฯ มา และนิสิตนักศึกษาเข้าเฝ้าฯ กันอยู่จนเกือบสองทุ่มจึงกลับออกมา 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งลงมาว่ารัฐบาลยอมปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนแล้ว

นอกจากจะปล่อยแล้วยังมีข้อตกลงระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับผู้แทนนักศึกษาในวังเป็นลายลักษณ์อักษร และจะขอพระราชทานรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 20 เดือน แทนที่จะเป็น 3 ปีตามที่รัฐบาลเคยบอก

ในขณะที่นิสิตนักศึกษาที่เข้าเฝ้าในวังพูดกันรู้เรื่องดีแล้ว แต่กลุ่มนิสิตนักศึกษาข้างนอกกลับไม่รู้เรื่อง

มีคนไปกระซิบบอกผู้แทนนิสิตนักศึกษาข้างนอกว่า “ม่องหมดแล้วพวกในวัง”

มีคนมากระซิบนิสิตนักศึกษาที่อยู่ข้างนอกว่าเขาจัดการคน (นิสิตนักศึกษา) ในวังหมดแล้ว

พอเป็นอย่างนั้นพล.ต.อ.วสิษฐก็ขอร้องพวกที่อยู่ในวังที่พูดกันรู้เรื่องแล้วให้ไปเจรจากับคนที่อยู่ข้างนอกหน่อยว่าบัดนี้อะไรๆ ก็เรียบร้อยหมดแล้ว

ต่อมาพล.ต.อ.วสิษฐ ขึ้นไปอ่านพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัว และแถมท้ายว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งแบบนี้ เหตุการณ์ยุติลงแล้ว สมควรยุติการชุมนุมและกลับบ้านกันได้

พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้บรรทมมา 7 วัน 7 คืนแล้ว เพราะเป็นห่วง รอฟังสถานการณ์บ้านเมือง พอพูดจบ ที่ประชุมก็ปรบมือกันและร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

จากความปีติอยู่ได้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง ก็ได้ยินเสียงระเบิดตูมขึ้น เป็นเสียงระเบิดแก๊สน้ำตา เป็นเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนผู้ชุมนุมกำลังจะกลับโดยแยกย้ายกันเดินออกไปทุกทิศ

ผู้ที่ประสบเหตุปะทะกับตำรวจเหล่านั้นคือผู้ที่เดินกลับจากวังไปทางถนนราชวิถี เหตุที่เกิดปะทะกันขึ้น เพราะตำรวจได้รับคำสั่งว่าให้ปิดทางไม่ให้ประชาชนผ่านทางนั้น ตำรวจใช้กระบองกับแก๊สน้ำตา เกิดการตีกันขึ้นที่หน้าวัง

พอเกิดการตีกันขึ้นก็เกิดข่าวปากต่อปากแจ้งว่าตำรวจฆ่านิสิตนักศึกษาที่หน้าวัง เท่านั้นเองการจลาจลก็กระจายออกไปทั่วกรุงเทพฯ 

เอกสารองค์การอนามัยโลกชี้ มีการเพิ่มชื่อ โรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นสถานที่ผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้ว 

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษา ศบค. โพสต์เอกสาร ซึ่งเนื้อหาระบุว่าเป็นเอกสารจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ นายโรจิริโอ กาสปาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมและกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้น ส่งถึง นางเอตเลวา คาดิลิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา

เพื่อแจ้งเรื่อง การเพิ่มโรงงานผลิตวัคซีนใช้ในกรณีฉุกเฉิน ที่เสนอโดยแอสตร้าเซนเนก้า ภายใต้ขั้นตอนรับรองกรณีใช้ฉุกเฉิน (EUL) จาก WHO โดยระบุว่า

เรายินดีที่จะแจ้งให้คุณทราบถึงข้อเสนอแนะ เรื่องสถานที่ผลิตทางเลือกของวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าคือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งคำแนะนำนี้อ้างอิงตามข้อมูลที่ตรวจสอบโดย WHO และหน่วยงานบริหารสินค้ารักษาโรคออสเตรเลีย (TGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวัคซีนชนิดนี้

สยามไบโอไซเอนซ์ ได้ถูกเพิ่มลงในรายชื่อสถานที่ผลิตทางเลือกของแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ EUL ที่บริษัทได้รับอนุญาต โดยที่หน้าเว็บ WHO EUL จะมีการอัปเดต เพื่อรวมสถานที่ผลิตวัคซีนแห่งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ทาง “ประชาชาติธุรกิจ” สอบถามไปทางตัวแทน แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริง โดยหลังจากนี้จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเว็บ WHO EUL พบข้อมูลอัปเดตถึงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564 โดยโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก WHO ให้ผลิตวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าใช้ในกรณีฉุกเฉิน ได้แก่ โรงงานขององค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เท่านั้น

‘ทิพานัน’ แจ้งข่าวดีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แบงก์ออมสินปล่อยกู้ 5 หมื่นไม่ต้องมีคนค้ำ ดอกเบี้ยต่ำ พร้อมขอบคุณแทนชาวจอมทอง รับมอบกล่องยังชีพกว่า 1 พันกล่อง ในโครงการ ‘ออมสินห่วงใย ส่งกำลังใจให้สังคม’

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในหลายภาคส่วน รัฐบาลได้ออกมาตรการทางการเงิน ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยการปล่อยสินเชื่อประชารัฐ ผ่านธนาคารออมสินภายใต้โครงการ ‘ธนาคารประชาชน สำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถกู้เงินผ่านธนาคารออมสินได้ง่ายๆ วงเงินกู้ 50,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.75 ต่อเดือน

“รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยเพื่อเสริมสภาพคล่อง บรรเทาความเดือดร้อนและเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพื่อประคับประคองให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน ฉะนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองช่วยกันประชาสัมพันธ์โครงการดีๆ ของรัฐ ให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าถึงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน” น.ส.ทิพานัน กล่าว

บลูเทค ซิตี้ ร่วมจัดตั้งโรงทานเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9

ที่ริมเขื่อนหลังอาชีวะ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยทีมงาน csr โครงการนิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ ได้ร่วมกันจัดตั้งโรงทานแจกข้าวหลามจำนวน 800 กระบอก ให้แก่ประชาชน ผู้ยากไร้ทั้งในเขตเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา และผู้ที่สัญจรผ่านไปมาบนเส้นทางดังกล่าว ได้รับประทานฟรี เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 9 และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

ประชาชนยังไม่ได้ชัยชนะ ! "คณะก้าวหน้า" ร่วมรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา - "พรรณิการ์" ชี้วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลยังคงอยู่ - งง ผู้จัดงานไม่อนุญาตติดป้ายผ้าข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัย

ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนินกลาง พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ร่วมวางพวงมาลารำลึก "เหตุการณ์ 14 ตุลา" ประจำปี 2564 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ ผ่านมาแล้ว 48 ปี แต่การต่อสู้ของประชาชนยังไม่จบ วัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลยังคงอยู่ ผู้มีอำนาจสั่งฆ่าประชาชนโดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมยังเกิดขึ้น เพราะตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมยังเป็นแบบนี้ มันก็จะยังเกิดซ้ำอีกในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังคมยังไม่ยอมรับว่ามันมีหน้าประวัติศาสตร์เปื้อนเลือดอยู่ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อาจจะถูกจดจำว่าเป็นชัยชนะของประชาชน แต่เราก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง เพราะถ้าเป็นชัยชนะที่แท้จริงจะไม่เกิดการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519, พฤษภาคม 2535, เมษายน-พฤษภาคม 2553 รวมถึงการยิงประชาชนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

พรรณิการ์ กล่าวด้วยว่า ก่อนการจัดงานในเช้าวันนี้มีเหตุการณ์ปลดป้ายของประชาชนที่มีข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งก็น่าสงสัยว่า งานนี้เป็นการรำลึกถึงประชาชนที่เสียสละเสียชีวิตจากการต่อสู้กับเผด็จการ จากการต่อสู้เพื่อให้ข้อเรียกร้องของพวกเขาได้รับการรับฟังจากผู้มีอำนาจแล้วเขาต้องเสียชีวิตไป เรารำลึกถึงสิ่งนั้น แต่วันนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ที่ข้อเรียกร้องของคนในยุคสมัยปัจจุบัน นั่นก็คือข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้รับอนุญาตให้ติด สุดท้ายต้องขยับไปตั้งด้านนอกงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าตั้งคำถามว่า วันนี้เป็นวันที่รำลึกถึงการต่อสู้ของประชาชน เป็นวันที่รำลึกถึงประชาชนที่เสียสละชีวิตตัวเองเพื่อข้อเรียกร้องทางการเมืองมิใช่หรือ แต่ทำไมข้อเรียกร้องของคนในยุคสมัยปัจจุบันกลับไม่ได้รับอนุญาตให้ปรากฏในงาน นี่ก็ยิ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์14 ตุลา ยังไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน เพราะถ้าประชาชนชนะแล้ว ในวันนี้ข้อเรียกร้องของยุคสมัยต้องได้ปรากฏในงานรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลา

เนติบริการไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ! "ปิยบุตร" โต้ "วิษณุ" ปมทูลเกล้าฯ ร่างแก้ รธน.60 -  ชี้ พระมหากษัตริย์ต้องลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เท่านั้น ไม่มีเรื่องกำหนด 90 วัน - อำนาจวีโต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และ 91 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้นำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. โดยจะครบกำหนด 90 วันในวันที่ 2 ม.ค. 2565 นั้น นายปิยุบตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้ตั้งคำถามต่อกรณีดังกล่าวในเฟซบุ๊กเพจล่าสุดว่า "ทำไมการให้สัมภาษณ์ของ วิษณุ เครืองาม นี้ต้องอ้างเรื่องครบกำหนด 90 วันในวันที่ 2 ม.ค. 2565?"

นายปิยบุตร ระบุว่า หากวิษณุพูดเรื่อง '90 วัน' เพื่อหมายถึงพระราชอำนาจของกษัตริย์ในการวีโต้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเหมือนกับการวีโต้ร่างพระราชบัญญัตินั้น ความเห็นนี้ผิด ผิดทั้งในทางตัวบทรัฐธรรมนูญ ผิดทั้งในทางหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักการกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ไม่มีกรณี ส.ส. ส.ว. เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วและรอไว้ 15 วันแล้ว นายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯ ให้กษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้และกษัตริย์ต้องลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ทันที ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เลยว่าให้กษัตริย์มีอำนาจในการยับยั้งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือ veto  บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่พูดถึงพระราชอำนาจในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายมีเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 146   คือ กรณีพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนให้นำมาตรานี้มาใช้โดยอนุโลมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้น หากเป็นกรณีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พระมหากษัตริย์ย่อมไม่มีพระราชอำนาจในการ “ไม่ทรงเห็นขอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา” และไม่มีพระราชอำนาจในการ “มิได้พระราชทานคืนมาเมื่อพ้นเก้าสิบวัน”

"กล่าวให้ชัดเจนก็คือ กษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจในการวีโต้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กษัตริย์ต้องทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เท่านั้น  หากจะอ้างว่าเป็นประเพณีการปกครองฯ หรือหากจะอ้างว่า เป็นการตีความกฎหมาย เทียบเคียงกฎหมาย ก็ไม่ใช่อีก หลักการของ Constitutional Monarchy กษัตริย์มีพระราชอำนาจได้เท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้กษัตริย์วีโต้ได้เฉพาะร่างพระราชบัญญัติ พระราชอำนาจในการวีโต้ก็มีได้เฉพาะร่างพระราชบัญญัติเท่านั้น ไม่รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หากจะให้รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วยก็ต้องเขียนไว้ให้ขัดเจน จะอ้างประเพณีการปกครองฯ ย่อมไม่ได้ เพราะตัวบทรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนแล้ว ยิ่งหากลองเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็จะเห็นได้ชัดว่า หากรัฐธรรมนูญต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจในการยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก็ต้องเขียนให้ชัดว่าให้นำมาตราที่ว่าด้วยการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติมาใช้โดยอนุโลมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมด้วย ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 313 (7) และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 (7)" ปิยบุตร ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top