Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

แพทย์ชี้ 'ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน' ภัยเงียบสุดร้าย วอนทุกคนใส่ใจ - รับมืออย่างเร่งด่วน

วันลิ่มเลือดอุดตันโลก : ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลก เดินหน้ารณรงค์กระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป ผู้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย "ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน" และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

ข้อมูลโดย ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ ประเทศไทยผนึกกำลังพันธมิตรทั่วโลกเดินหน้ารณรงค์ในวันลิ่มเลือดอุดตันโลก เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั่วไป บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย "ตื่นรู้และเท่าทันปัญหาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน" และหันมาให้ความสำคัญกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เป็นภัยเงียบด้านสุขภาพที่มีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นทั่วโลก

โครงการรณรงค์ขององค์การสากลเกี่ยวกับลิ่มเลือดอุดตันและกลไกการห้ามเลือด (International Society on Thrombosis and Haemostasis: ISTH) เนื่องในโอกาสวันลิ่มเลือดอุดตันโลกได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรกว่า 3,000 แห่งจากกว่า 120 ประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าลิ่มเลือด สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะทางการแพทย์ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้มากมาย ซึ่งรวมไปถึงอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน และเส้นเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) โดยภาวะ VTE เกิดขึ้นเมื่อลิ่มเลือดอย่างน้อยหนึ่งก้อนที่ก่อตัวขึ้นในหลอดเลือดดำส่วนลึก ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่ขา (deep vein thrombosis หรือ DVT) และสามารถไหลไปทางกระแสเลือดและอุดตันอยู่ในปอด (ภาวะที่เรียกว่า pulmonary embolism หรือ PE)

ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ ฮันท์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ OBE แห่งจักรวรรดิอังกฤษ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนวันลิ่มเลือดอุดตันโลก กล่าวว่า "แม้ข้อเท็จจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของคนทั่วโลกกำลังจะเสียชีวิตจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่ภาวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้ามและนับเป็นปัญหาเร่งด่วนด้านสาธารณสุข" ในปีนี้ ปัญหาด้านลิ่มเลือดมีการหยิบยกขึ้นมาบนเวทีโลก เนื่องจากมีการวิจัยที่พบว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง รวมถึงโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน 

นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะลิ่มเลือดเป็นผลข้างเคียงที่พบได้ยากมากภายหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 บางชนิด ศาสตราจารย์เบเวอร์ลีย์ กล่าวเสริมว่า "ในปีแห่งความวุ่นวายที่เกิดจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เราได้พบว่าการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกี่ยวข้องกับโควิดในอัตราที่สูงขึ้น อันเกิดจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 สิ่งที่เกิดนี้ ความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดใน ผู้ป่วยโควิด-19 ร่วมกับสาเหตุอื่นของลิ่มเลือดที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล สามารถลดลงได้หากใช้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างยา thromboprophylaxis” 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยมีปัญหาลิ่มเลือด เช่น ภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน (DVT) และหรือภาวะเส้นเลือดอุดตันที่ปอด (PE) ภาวะเหล่านี้จะไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 นอกเหนือจากความเชื่อมโยงกับโรคโควิด-19 แล้ว ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าในประเทศไทย ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบากกะทันหัน ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 30% 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ องค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) พบว่าสิ่งที่น่าเป็นกังวลมากที่สุดในประเทศไทย คือภาวะ VTE ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดมานานกว่า 20 ปี และในปี 2563 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่รวม 190,636 ราย (เฉลี่ยวันละ 522 ราย) โดยมีอัตราการเสียชีวิต 124,866 ราย (เสียชีวิตเฉลี่ย 14 รายต่อชั่วโมง)

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องตระหนักและทำความเข้าใจเรื่องภาวะลิ่มเลือดอุดตันมากขึ้น และต้องทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์ โดยทุกคนสามารถดูแลตัวเองและทำการสอบถามแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือสิ่งที่ควรปฏิบัติหากพบสัญญาณเตือนหรืออาการที่น่าเป็นห่วง”

สำหรับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน และอยู่ระหว่างการรับการรักษา หากผู้ป่วยมีการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล สามารถขอให้แพทย์ทำการประเมินความเสี่ยงภาวะ VTE ได้

‘สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย’ ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ต.บางอ้อ อ.บ้านนา จ.นครนายก จำนวน 239 ราย

12 ตุลาคม 2564 ที่วัดเลขธรรมกิตติ์ ตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย ได้ส่งมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ตำบลบางอ้อ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก จำนวน 239 ราย

โดยมีนายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และนางสุวจี ศิริปัญโญ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก พร้อมคณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก นายอำนาจ แย้มศิริ ปลัดจังหวัดนครนายก นางวจิราพร อมาตยกุล นายอำเภอบ้านนา ให้การต้อนรับและกล่าวขอบคุณ สำนักงานบรรเทาทุกข์ และทีมงานในการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพให้กับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนในหลายหมู่บ้านของตำบลบางอ้อโดยทั่วหน้ากัน

 

‘ศรัณย์วุฒิ-พรพิมล’ ถูกขับพ้นพรรคเพื่อไทย โดยที่ประชุม ส.ส.โหวตท่วมท้น ฐานเป็นงูเห่าฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่น เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงมติคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ว่าได้พิจารณารายงานการสอบสวนวินัยและจริยธรรมของคณะกรรมการวินัยและจริยธรรม แล้วมีมติดังนี้

1.) นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ ที่มีพฤติการณ์กล่าวหาพรรคและผู้บริหารของพรรคด้วยการแถลงต่อสื่อมวลชนหลายครั้งติดต่อกัน อันมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อพรรค

เป็นการทำลายภาพลักษณ์และชื่อเสียงของพรรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคอย่างร้ายแรง การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับพรรคเพื่อไทย พ.ศ. 2561 ข้อ 19 (3) และ (8) และเป็นการกระทำผิดวินัยและจริยธรรมของการเป็นสมาชิกพรรคตามข้อบังคับพรรคข้อ 113 (3) และ (5) จึงเห็นชอบด้วยมติเอกฉันท์ให้ลงโทษนายศรัณย์วุฒิ ด้วยการให้พ้นจากสมาชิกภาพ ตามข้อบังคับพรรคข้อ 118 (4) ตามความเห็นของคณะกรรมการวินัยและจริยธรรม

2.) นางสาวพรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี มีพฤติการณ์ฝักใฝ่พรรคการเมืองอื่น ไม่ยึดมั่นในเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของพรรค อีกทั้งเป็นการกระทำผิดซ้ำสองในพฤติการณ์เดียวกัน ซึ่งพรรคเคยมีมติลงโทษไปแล้ว ตามคำสั่งพรรคเพื่อไทยที่ 0045/2563 ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

กลุ่มชาวสวนปาล์ม สภาเกษตรกรฯ ยื่นหนังสือเสนอถึง “พลเอกประยุทธ์” ยกเลิกมาตรการปรับลดสัดส่วนผสมขั้นต่ำ ของไบโอดีเซล บี7 และน้ำมันดีเซลธรรมดา เป็นร้อยละ 6 !!หวั่นส่งผลกระทบต่อราคาผลปาล์ม

วันที่ 12 ตุลาคม 2564 เวลา 09.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เลขที่ 9/10 ถนนอุตรกิจ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายพันศักดิ์ จิตรรัตน์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยนายอธิราษฎร์ ดำดี คณะทำงานด้านปาล์มน้ำมัน สภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ / ท่านอาจารย์เอนก ลิ่มศรีวิไล และพนักงานสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ 

เข้ายื่นหนังสือข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรการปรับลดสัดส่วนผสมขั้นต่ำของไบโอดีเซล บี7 และน้ำมันดีเซลธรรมดาเป็นร้อยละ 6 ถึงท่านนายกรัฐมนตรี ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ โดยมีนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มารับข้อเสนอดังกล่าว

โดยมีข้อเท็จจริงเพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

1. น้ำมันไบโอดีเซล บี100 ไม่ได้เป็นภาระหลักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

2. การใช้ข่าวโจมตีน้ำมันไบโอดีเซล บี100เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงทำลายขวัญและกำลังใจของเกษตรกรชาวสวนปาล์ม

3. นโยบายการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี100 มาผสมกับน้ำมันดีเซลจนได้รับการยอมรับมาตรฐานเป็น บี7 บี10 และบี20 เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานสะอาด ลดมลภาวะ สร้างเศรษฐกิจในชาติ

4. รัฐบาลควรรักษานโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชนมากกว่าการมองแค่เรื่องราคาน้ำมันอย่างเดียว

5. สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นตามกลไกตลาดโลกแต่ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมาเป็นระยะเวลา 10ปี ปีนี้เป็นปีแรกที่ราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้น

6. ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้นระยะยาว ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกได้ง่ายเหมือนพืชชนิดอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงนโยบายชั่วคราวเช่นนี้ โดยไม่มีมาตรการดี ๆ มารองรับจะก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มทั้งระบบ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสาย "ฟื้นฟูหลังน้ำลด" มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยในพื้นที่รวม 5 จังหวัด

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จัดทีมลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในโครงการ "ฟื้นฟูหลังน้ำลด"  ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง  น้ำปลา และน้ำมันพืช แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์  นครราชสีมา ลพบุรี สุโขทัย  และ ชัยภูมิ รวม 5 จังหวัด  4,000 ชุด  พร้อมมอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท รวม 10 ราย รวมงบประมาณเป็นเงินทั้งสิ้น 1,600,000 บาท (หนึ่งล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมีสมาคม / มูลนิธิแต่ละจังหวัดเป็นผู้ประสานงานให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ร่วมในพิธี



โดยวันที่ 12 ตุลาคม 2564)มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ มูลนิธิ นำทีมลงพื้นที่แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอจตุรัส จังหวัดขัยภูมิ จำนวน 1,000 ชุด ๆ ละ 350 บาท รวมมูลค่า 350,000 บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยมี มูลนิธิชัยภูมิสามัคคีสงเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ร่วมในพิธี

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมกู้ชีพ กู้ภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว  นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น หลังจากนั้น ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา และน้ำมันพืช พร้อมมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท ทั้งนี้ หากมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ 
 

ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมแก๊งวัยรุ่น รวมกลุ่มมั่วสุมทำร้ายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

(12 ต.ค.​ 64)​ ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตรง. (สส.) และพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.(ปป.) กำชับให้ทุก บช. ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้เกิดความสงบเรียบร้อยและความสงบสุขแก่พี่น้องประชาชน

ตำรวจภูธรภาค 5 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ปิยะ  ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วีรชน บุญทวี รอง ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ธวัชชัย  พงษ์วิวัฒนชัย ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ร่วมกับ นายบำรุงเกียรติ  วินัยพานิช นายอำเภอสันป่าตอง แถลงผลการจับกลุ่มวัยรุ่น สร้างความเดือดร้อน และร่วมกันทำร้ายให้กับประชาชนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาจนได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ก่อนพากันขับรถหลบหนีไป พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2564 เวลา 02.00 น. สภ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ได้รับแจ้งจากประชาชนว่าเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหนึ่งซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะจำนวนหลายคัน จอดดักบนถนนสาย อ.สันป่าตอง – อ.แม่วางฯ แล้วร่วมกันทำร้ายคนที่ขับขี่ผ่านมาจนได้รับบาดเจ็บจำนวน 5 คน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้จากการสืบสวนและประจักษ์พยานผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอศาลอนุมัติหมายจับผู้กระทำผิด ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ได้จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย 1.นายแบม อายุ 16 ปี และ 2.นายโอ๊ต อายุ 17 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.ลำพูน และวันที่ 12 ต.ค.2564 สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าวได้ จำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเยาวชน โดยให้การรับว่าได้ร่วมกับพวกที่หลบหนี ขับขี่รถจักรยานยนต์มาร่วมทำผิดที่มีการกล่าวหาจริง จึงทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สันป่าตอง จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำการอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และใช้ยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด ในการพาทรัพย์นั้นไปหรือพ้นจากการจับกุม”

ตำรวจภูธรภาค 1 ระดมสิ่งของช่วยบรรเทาทุกข์ ครอบครัวตำรวจ - ประชาชน ที่น้ำท่วมจมใต้บาดาล ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง

วันที่ 12 ตุลาคม ที่ลานด้านหน้าอาคารอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ รอง ผบช. ร่วมปล่อยขบวนคาราวานรถยนต์บรรทุกสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1

พล.ต.ท.จิรพัฒน์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 1 ได้สร้างความเสียหาย สร้างความเดือดร้อน และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน ตำรวจภูธรภาค 1 จึงเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคสิ่งของ จากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวมทั้งครอบครัวข้าราชการตำรวจที่ได้รับผลกระทบ

พล.ต.ท.จิรพัฒน์ เปิดเผยต่อว่า การปล่อยขบวนคาราวานรถยนต์ที่บรรทุกสิ่งของ ทั้ง ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักกาดดอง นมกล่อง UHT น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย และกระดาษชำระ ที่รวบรวมได้ ส่งไปช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พี่น้องประชาชนและครอบครัวข้าราชการตำรวจ ในพื้นที่ทั้ง 8 จังหวัด ประกอบด้วย นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี ซึ่งประชาชน 69,833 คน และข้าราชการตำรวจ 194 นาย ได้รับผลกระทบและได้รับความเดือดร้อน 

 

“พระราชอารมณ์ขัน” 

“พระราชอารมณ์ขัน” 

เรื่องเล่า “พระราชอารมณ์ขัน” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วคุณจะรักในหลวงมากขึ้น

>> เรื่องที่ หนึ่ง 
เรื่องการใช้ราชาศัพท์กับในหลวงดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนมีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า "ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าพลตรีภูมิพลอดุลยเดชขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ"

เมื่อสิ้นคำกราบบังคมทูลชื่อ ในหลวงทรงแย้มพระสรวล อย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า

"เออ ดี เราชื่อเดียวกัน..."

ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้

>> เรื่องที่ สอง 
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทรงเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรให้กับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่ทรงเปลี่ยนครุย ทรงโปรดสูบมวนพระโอสถแต่ว่าทรงหาที่จุดไม่ได้ ทางอธิการบดีซึ่งเฝ้าอยู่ก็จุดไฟให้พร้อมทูลว่า

"ถวายพระเพลิงพระเจ้าข้า"

ในหลวงทรงชะงัก ก่อนจะแย้มสรวลน้อย ๆ กับอธิการบดีว่า

"เรายังไม่ตายถวายพระเพลิงไม่ได้หรอก"

>> เรื่องที่ สาม 
อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสานเมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่ง ที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลายออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน

เมื่อในหลวงมีพระราชปฏิสันถารถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า

"ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวนพระพุทธเจ้าข้า.."

มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่า เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว
พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า 

"มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสีมันบินหนีไปทิ้งพระโอรสไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลยและทิ้งให้พระบิดาเลี้ยงดูแต่ผู้เดียว"

เรื่องนี้ ดร.สุเมธ เล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง

>> เรื่องที่ สี่ 
เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร มีอยู่ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงแจกพระเครื่องให้กับราษฎรจนหมดแล้ว แต่ราษฎรผู้หนึ่งกราบบังคมทูลขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า

"ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์"

ในหลวงทรงตรัสว่า "ขอเดชะ พระหมดแล้ว" 

>> เรื่องที่ ห้า 
วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาท ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาท

แล้วก็เอามือของแกมาจับ พระหัตถ์ของในหลวง
แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง
แล้วก็พูดว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร

แต่พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัย หรือไม่ 

แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิงชราคนนั้น ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะพระองค์ทรงตรัสว่า

"เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะต้องเรียกน้าซิถึงจะถูก"

“ชายคนนั้นคือใคร ??” 

“ชายคนนั้นคือใคร ??” 

เด็กช่วยเข็นรถยนต์พระที่นั่ง ที่ติดหล่ม…

เมื่อ พ.ศ. 2501 ขณะที่เด็กชายคนหนึ่งกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานกลางทุ่งนากับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งไม่ห่างจากถนนชนบททุรกันดารมากนัก จู่ ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งมาติดหล่มเลน อยู่ไม่ไกลจากพวกเขา และติดอยู่อย่างนั้น 

ภายในรถมีชายสวมหมวกแบบธรรมดาคนหนึ่ง ขับมาคนเดียวและพยายามจะขับรถขึ้นจากหล่มอยู่นาน แต่ก็ไม่สามารถขึ้นได้ เขาและเพื่อนจึงวิ่งเข้าไปช่วยเข็น ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ใช้ความพยายามอยู่นานมาก ราวร่วมชั่วโมง แถมยิ่งออกแรงเร่งเครื่องมากเท่าไหร่ ล้อรถก็ยิ่งจมเลนลึกลงไปทุกที

จนชายสวมหมวก ลงจากรถมาช่วยเข็นด้วย เข็นอยู่นาน และในที่สุด ทุกคนก็หมดแรง ต่างหยุดพักกันครู่ใหญ่ อยู่ตรงนั้น 

“หนูเคยเห็นคนนี้ไหม” 

เสียงของชายเจ้าของรถเอ่ยถาม ขณะนั่งพัก พร้อมทั้งยื่นธนบัตรใบละหนึ่งบาท (สมัยนั้น) ให้พวกเด็ก ๆ ดู เด็ก ๆ ต่างตอบกลับชายคนนั้นไปว่า...

“เคยเห็นแต่รูปที่เงินแบงก์ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง”

ชายคนนั้นถอดหมวกที่สวมอยู่ออก แล้วถามกลับมาอีกว่า...

“เหมือนเราไหม” 

ในวินาทีนั้น เด็กชายทั้ง 3 คนตกตะลึงอยู่สักครู่ พอตั้งสติได้จึงรู้ว่า ผู้ชายที่เห็นแต่งกายธรรมดา ผู้ที่พวกเขากำลังสนทนาอยู่ตรงหน้านั้นเป็นใคร ต่างก็นิ่งอึ้ง และเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงกลางเลน กราบลงแทบพระบาท พระองค์...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสอย่างช้า ๆ ว่า...

"ลุกขึ้น ลุกขึ้น ลุกเถอะ อย่านั่งเลย มันเลอะ เห็นไหม"

“กษัตริย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ ที่ UN ให้การยกย่องเทิดทูน”

“กษัตริย์นักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ ที่ UN ให้การยกย่องเทิดทูน”

กว่า 70 ปีที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ ไม่เพียงเป็นมิ่งขวัญของชาวไทยทั้งชาติเท่านั้น

แต่พระองค์ท่าน ยังทรงงานหนัก เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของปวงชนชาวไทย อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพียงเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์อยู่ดีกินดี เห็นได้จากโครงการที่เกิดจากพระราชดำริ กว่า 4,000 โครงการ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการดำเนินพระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของพระองค์อย่างเด่นชัด

ด้วยทรงพระเมตตาพระราชทานแนวทางในการดำรงชีพให้แก่ราษฎรด้วยแนวทางปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเน้นหลักการ ความพอดี สำนึกในคุณธรรม และมีความหลากหลายทางการเกษตรและผลผลิต มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอที่จะต้านทานและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ อันเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์

การทรงงานของพระองค์ท่าน ไม่เพียงปรากฏในสายตาประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ในระดับนานาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ ต่างเทิดทูนพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน และได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล เป็นเครื่องยืนยันพระอัจฉริยภาพของพระองค์มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดรัชสมัยมากถึง 13 รางวัล 

รางวัลที่ยังความปลาบปลื้มต่อคนไทย เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 เมื่อ โคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในขณะนั้น ได้เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “ความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์” (UNDP Human Development Lifetime Achievement Award) ของโครงการพัฒนาแห่งองค์การสหประชาชาติ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

ซึ่งนับเป็นรางวัลความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์ ที่ยูเอ็นดีพีริจัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อมอบแก่บุคคลดีเด่นที่ได้อุทิศตนตลอดช่วงชีวิต สร้างความกระจ่างต่อสาระสำคัญของการพัฒนาคนอย่างยั่งยืน มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านความเป็นธรรมในสังคม การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ความมั่นคงในชีวิต สนับสนุนธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตย และสิ่งแวดล้อม ยังประโยชน์นานัปการต่อประชาชน และผลักดันความก้าวหน้าในการพัฒนาคนอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top