Sunday, 21 June 2026
NewsFeed

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนนทบุรี แจ้งประชาชนในพื้นที่ให้เฝ้าระวังน้ำท่วม อันเนื่องมาจากปรับเพิ่มปริมาณน้ำ ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดนนทบุรี แจ้งประชาชนในพื้นที่ให้เฝ้าระวังน้ำท่วม อันเนื่องมาจากปรับเพิ่มปริมาณน้ำ ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 0.30 - 1.00 เมตร ระหว่างวันที่ 26 - 29 กันยายน 2564

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางได้มีโทรสารด่วนที่สุดที่มท (กปภก) 0631 / ว 334 ลงวันที่ 26 กันยายน 2564 ได้รับการประสานจากกรมชลประทานแจ้งว่าช่วงที่ผ่านมามีฝนตกสะสมต่อเนื่องบริเวณประเทศไทยตอนบนและกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 26 - 30 กันยายน 2564 ร่องมรสุมจะเลื่อนลงไปพาดผ่านภาคกลางตอนล่างทำให้ยังคงมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคกลาง

ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราเพิ่มมากขึ้น โดยคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 2,400 - 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานได้ใช้การบริหารจัดการน้ำรวมทั้งตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งสองฝั่ง แต่ยังคงจำเป็นต้องปรับเพิ่มปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ระหว่าง 2,400 - 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

รมว.คลัง หวังเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นพร้อมอัดนโยบายหนุน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะเติบโตอยู่ในระดับ 1.3% และในปี 2565 จะรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอยู่ที่ระดับ 4-5%  โดยภายหลังสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 คลี่คลายลง หลังจากรัฐบาลได้นำนโยบายการเงินการคลัง  มาช่วยเหลือภาคธุรกิจและลูกจ้าง  ผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ และรักษาการบริโภคในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และยังวางแผนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตต่อไปด้วย

ทั้งนี้ยังยอมรับว่า การรักษาฟื้นตัวระยะยาวมีแนวทางสำคัญ คือ ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยการเน้นโมเดลบีซีจี เป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เช่นเดียวกับ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ 12 เป้าหมาย รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ในอนาคตจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย 

"นทพ." ช่วยสธ.เดินหน้าฉีดวัคซีนบูสต์เข็ม 3 กระตุ้นภูมิคุ้มกันรองรับเชื้อกลายพันธุ์

ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา(นทพ.) พล.อ.นเรนทร์  สิริภูบาล ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) สั่งการให้สำนักงานสนับสนุน หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (สสน.นทพ.) ดำเนินการ สนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ในการเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่องทาง "นัดหมายผ่านองค์กร" ณ จุดให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาคารอเนกประสงค์ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.)

นายกฯ เป็นประธานการประชุม ศบค. ขยายระยะเวลา พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ อีก 2 เดือน ถึง 30 พฤศจิกายนนี้ คงเคอร์ฟิวต่ออีก 15 วัน ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็นระหว่าง 22.00 - 04.00 น.

วันนี้ (27 ก.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ที่ประชุมมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรถึง 30 พฤศจิกายนนี้ ลดระยะเวลาห้ามออกนอกเคหสถานเป็น 22.00-04.00 น. และให้เปิดร้านเสริมสวย นวด/สปา สถานเสริมความงาม โรงภาพยนตร์ เล่นดนตรีในร้านอาหารได้ตามปกติ เริ่ม 1 ต.ค. นี้ ทั้งนี้ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องไม่ประมาท ยังต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง ติดตามการกระจายเวชภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็จะขยายรูปแบบ Sandbox ในส่วนกิจการ/กิจกรรมอื่น ๆ ให้มากขึ้น อาทิ ปรับกิจกรรมภายในโรงแรมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศต่อไป นับตั้งแต่การระบาดระลอกแรก ภาคแรงงานและภาคประชาชนได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 มากขึ้น ภาคเอกชนได้เตรียมพร้อมรับมือโรคระบาดได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ขอฝากให้ สธ. ช่วยพิจารณาช่วยเหลืออุตสาหกรรมบันเทิง/ศิลปินพื้นบ้าน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังดีใจที่ไทยสามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 รายวันได้เกิน 1 ล้านโดส มั่นใจไทยมีศักยภาพในการฉีดวัคซีนได้บรรลุตามเป้าหมาย โดยฝากให้ สธ. ช่วยดูแลการบริหารจัดการวัคซีนสำหรับเด็กเล็กด้วย นายกรัฐมนตรียังรับทราบแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับชาวต่างประเทศและแรงงานต่างด้าวโดยจะเริ่ม 1 ตุลาคมนี้ นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมแผนการช่วงเปลี่ยนผ่านของโควิด-19 จากการระบาดใหญ่ทั่วโลก หรือ Pandemic สู่โรคประจำถิ่น Endemic ซึ่งต้องขอให้แต่ละฝ่ายถอดบทเรียนการทำงานในแต่ละช่วงของการแพร่ระบาด เพื่อเป็นแนวทางในการรองรับสถานการณ์ในอนาคตด้วย

ส.ส. ก้าวไกล เสนอทบทวนแบนบุหรี่ไฟฟ้า หลังนิวซีแลนด์ผ่านกฎหมายหนุนผู้สูบเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน

ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊คเสนอรัฐบาลทบทวนการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ชี้ประเทศสูญเสียโอกาสหลายด้าน พร้อมระบุคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่รัฐสภาและทำเนียบเกินครึ่ง

ส.ส. วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลและโฆษกคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวชื่อบัญชี “ วรภพ วิริยะโรจน์” ระบุว่าได้ย้ำกับรัฐบาลไปหลายครั้ง หลายโอกาสเพื่อให้มีการพิจารณาทบทวนเรื่องการแบนบุหรี่ไฟฟ้า หลังจากที่เพจดัง ดราม่า แอดดิค เสนอข่าวรัฐบาลนิวซีแลนด์ออกกฎหมายใหม่ สนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า  

โดย ส.ส. วรภพ ระบุว่า “การแบนบุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่มีการทบทวน คือ การปิดกั้นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในมิติด้านสาธารณสุข และ เศรษฐกิจ ด้านเศรษฐกิจ คือ เสียโอกาสที่รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ภาษี อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และโอกาสของทั้งเกษตรกรไร่ยาสูบและ ผู้ประกอบการในธุรกิจต่อเนื่อง” นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าที่รัฐสภาและทำเนียบก็มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมายจำนวนมาก “ถ้าจะจับคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าจริง นี่ ลองมาดูช่วงประชุมสภา / ทำเนียบฯ ดู ผมว่าจับได้เกินครึ่งแน่นอน” ส.ส. วรภพ ระบุในโพสต์

โพสต์ดังกล่าวมีเข้าเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมากอาทิเช่น 

“ขอบคุณครับที่เข้าใจเรื่องนี้และช่วยเป็นกระบอกเสียงครับ จริงๆการที่บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายจะได้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกร ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภคเลยครับได้มากกว่าเสียหลายเท่า แต่เสียดายว่าฝ่ายที่ค้านจะโกหกยังไงก็ได้ออกสื่อ เพราะเสียงดังกว่าและมีหัวโขนสวมหลายใบ”  

 “ขอบคุณมากค่ะที่หยิบประเด็นนี้มาคุย เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่รัฐบาลต่างประเทศนั้นมองเห็นสุขภาพของประชากรสำคัญกว่ารายได้จากอุตสาหกรรมบุหรี่ และเปิดใจให้กับเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีวิทยาศาสตร์รับรองในการลดอันตรายจากบุหรี่มวน”

“ขอบคุณสส. ที่เอาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้านี้มาคุย ประเทศอื่นไม่แบน ไทยกลับแบน แต่ความย้อนแย้งคือใช้กันเกลื่อน”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตาผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค และเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วยนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสังคมสงเคราะห์ มอบเครื่องอุปโภคบริโภค  ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช น้ำปลา น้ำพริกสำเร็จรูป และเจลแอลกอฮอล์ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลตาลเดียว ตำบลวัดป่า ตำบลสักหลง และตำบลปากดก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 500 ชุด  พร้อมมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิต จำนวน 1 รายๆ ละ 20,000 บาท  รวมมูลค่าทั้งสิ้น 195,000 บาท  (หนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี นายชาครินทร์ อินอิ่มวรปราชญ์ นายอำเภอหล่มสัก ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายธีระพันธุ์ ศรีวัฒนกุล รองนายกสมาคมกกไทร และคณะกรรมการ เป็นผู้ประสานงานให้ความช่วยเหลือในพื้นที่และร่วมในพิธี ณ บริเวณสมาคมกกไทร (พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ)  อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 

และในวันเดียวกันนี้ ทีมบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายสมบูลย์ ขวัญอ่วม หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ชีพ กู้ภัย พร้อมรถกู้ชีพ เรือท้องแบน อุปกรณ์การช่วยเหลือ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รุดลงพื้นที่อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เพื่อเข้าอพยพผู้ประสบภัย เคลื่อนย้ายผู้ป่วย และแจกจ่ายอาหารปรุงสุก พร้อมน้ำดื่ม เพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในพื้นที่ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

กรมชลฯ ประเมินสถานการณ์น้ำ 24 ชม.หลังฝนยังตกต่อเนื่อง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 49,111 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 65% ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 25,180 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 26,970  ล้าน ลบ.ม.  เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่างฯรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 4,952 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 13,223  ล้าน ลบ.ม.

สำหรับสถานการณ์อุทกภัย เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนหลายแห่ง โดย กรมชลประทาน ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

‘สุริยะ’ สั่ง กรอ. เดินหน้า ‘พัฒนา-ยกระดับ’ ผู้รับบำบัดกำจัดของเสียอันตรายภาคอุตสาหกรรม

สุริยะ สั่งการกรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้านโยบายส่งเสริมการจัดการของเสียที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ ดันผู้ประกอบการน้ำดีเข้าสู่ระบบอนุญาตอัตโนมัติ (AI) หวังสร้าง มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ดีแก่ผู้รับบำบัดและกำจัดของเสีย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การพัฒนาและสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม  

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (รวอ.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม เร่งดำเนินการพัฒนามาตรฐานการจัดการหรือการให้บริการกำจัดและบำบัดสิ่งปฏิกูลของผู้ให้บริการให้ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการและถูกต้องตามกฎหมายได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด และสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอนุญาตอัตโนมัติ (AI) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการยกระดับการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความ เป็น Digital Government ตามนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

บก.สส.สตม.ทจับกุมชาวเมียนมา อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต จัดหางานให้นายจ้างไทย

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม. ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุกับคนไทยหรือชาวต่างชาติ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดนั้น

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สมพงษ์  ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ  นุชนารถ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สถิตย์ พรมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.ปฏิญญา จีรชนาสิน ผกก.๒ บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวจับกุม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จับกุม นายแสน วิ มอญ อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับ  ศาลอาญา ที่ 614/2564 ลง 30 มี.ค.2564 ในข้อหา จัดหาให้คนทำงานในประเทศ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน,เป็นคนต่างด้าวทำงานไม่มีใบอนุญาตทำงาน,โฆษณาจัดหางานไม่เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และฉ้อโกงประชาชน”

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.สส.สตม. สืบสวนถึงกลุ่มขบวนการ ลักลอบขนคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ในขั้นตอนรองรับผู้หลบหนีเข้าเมืองโดย การจัดส่งให้กับนายหน้าในพื้นที่เพื่อกระจายแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบแรงงาน  ได้รับแจ้งจากมีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร้องเรียนถึงพฤติกรรมฉ้อโกง ทำเอกสารปลอมและใช้เอกสารปลอม ของชายชาวเมียนมา โดยถูกหลอกลวงจากประกาศทาง FACEBOOK ของนาย SAN โดยอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตพม่า ว่าสามารถจัดส่งแรงงานเมียนมาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการได้ หรือหากผู้ใดที่มีแรงงานอยู่แล้วแต่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นาย SAN ก็จะรับจัดการดูแลเรื่องเอกสารให้กับผู้ประกอบการ โดยจะเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบการในการทำเอกสารคนต่างด้าว รายละ 15,000 บาท จากนั้นก็จะออกเอกสารที่ไม่ถูกต้องให้กับแรงงานต่างด้าว ไปใช้เพื่อแสดงกับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ประกอบการจึงได้รับความเดือดร้อน ถูกดำเนินคดีในข้อหารับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน จึงทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการและคนต่างด้าว เป็นอย่างมาก จึงมีหนังสือร้องเรียนมายัง กก.2 บก.สส.สตม. ต่อมาได้สืบสวนและติดตามพฤติกรรมของนาย SAN จนสืบทราบว่า บุคคลดังกล่าวมีพฤติกรรมตามร้องเรียนจริง อยู่ในพื้นที่ จว.สมุทรสาคร โดยเปิดบ้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้นเป็นสำนักงานรับจัดหางานให้กับแรงงานต่างด้าว เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้เข้าทำการตรวจสอบสำนักงาน พบนาย SAN อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา และถูกจับกุมในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิที่ทำได้” ส่ง พงส.สภ.กระทุ่มแบน

 

ตม.ศรีสะเกษ ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.4 และจัดหางานจังหวัด บุกรวบกัมพูชา ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผบก.ตม.4 , พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติ รอง ผบก.ตม.4 ,พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.ปรีชา กองแก้ว รอง ผบก.ตม.4และ พ.ต.อ.อาทิตย์ ซึมดอน ผกก.ตม.จว.ศรีสะเกษ ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหา

กก.สส.บก.ตม.4 ร่วมกับ ตม.จว.ศรีสะเกษ จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน  5 ราย กระทำผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าว ทำงานโดยไม่มีในอนุญาตทำงาน หรือนอกเหนือจากสิทธิที่จำทำได้ ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2561 โดยในจำนวนนั้น มีคนต่างด้าวจำนวน 4 ราย กระทำผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (OVERSTAY)” โดยจับกุมได้บริเวณ ริมถนนสาธารณะหน้าโรงเรียนเทศบาล 6 (โรงเรียนโนนสำนัก) ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มีคำสั่งจัดตั้งชุดปฏิบัติการ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสืบทราบว่ามีคนต่างด้าวมาเร่ขายไอศกรีมในพื้นที่ อ.เมืองศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้บูรณาการร่วมกับจัดหางานจังหวัดศรีสะเกษ และหน่วยงานข้างเคียง วางแผนเข้าตรวจสอบและจับกุม

ต่อมาพบรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เป็นรถขายไอศกรีมมีลักษะตรงตามที่ได้สืบทราบมา จึงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนทราบว่า มีการรวมตัวกันบริเวณใกล้โรงเรียนเทศบาล 6 (โรงเรียนโนนสำนัก) ต.หนองหญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนั้นพบรถขายไอศกรีมอีกรวม 5 คัน โดยมีบุคคล ไม่ทราบสัญชาติกำลังจัดไอศกรีมและอุปกรณ์เตรียมออกไปเร่ขาย จึงได้แสดงตัวเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบเป็นบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 5 คน ทราบชื่อคือ MRS.OEM อายุ 29 ปี, MRS.CHOEURN อายุ 25 ปี,MR.THORN อายุ 34 ปี,MR.KAO อายุ 27 ปี และMR.BORA อายุ 29 ปี จากการตรวจสอบโดยใช้ระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) พบว่า

 1. MR.KAO อายุ 27 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T040xxxx Over Stay จำนวน 532 วัน

 2. MRS.CHOEURN อายุ 25 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T040 xxxx Over Stay จำนวน 532 วัน

 3. MR.THORN อายุ 34 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ N0124 xxxx Over Stay จำนวน 335 วัน

 4. MRS.OEM อายุ 29 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ T008 xxxx Over Stay จำนวน 335 วัน

 5. MR.BORA อายุ 29 ปี หนังสือเดินทางเลขที่ N0109 xxxx


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top