Thursday, 29 October 2026
NewsFeed

จีน ประชุมคณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 สีจิ้นผิงนำเสนอรายงานการปฏิบัติงาน เน้นความเข้มงวดการกำกับดูแลพรรค ถกยุทธศาสตร์เสริมแกร่งพรรคในอนาคต

คณะกรรมการกลาง CPC ชุดที่ 20 เปิดฉากประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5

ปักกิ่ง, 26 ต.ค. (ซินหัว) -- คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 ได้เริ่มจัดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ณ กรุงปักกิ่งของจีนในช่วงเช้าวันจันทร์ (26 ต.ค.) โดยสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติงานในนามของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ พร้อมอธิบายร่างมติของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ในประเด็นสำคัญบางประการเกี่ยวกับความมุ่งมั่นเสริมแกร่งการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

รายงานการประชุมของกรมการเมืองเมื่อเดือนกันยายน ซึ่งมีมติให้นำเอกสารดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมเต็มคณะเพื่อพิจารณา ระบุว่าร่างมตินี้ได้สรุปความสำเร็จและประสบการณ์การกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ตามข้อเท็จจริง วิเคราะห์สถานการณ์และภารกิจด้านการสร้างพรรคฯ ในปัจจุบันและอนาคตอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพื่อมุ่งเสริมสร้างการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้าน

การประชุมกรมการเมืองก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งได้กำหนดวาระการประชุมเต็มคณะครั้งนี้ ระบุว่าการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 18 ในปี 2012 โดยได้เปิดแนวทางใหม่ในการปฏิรูปตนเองของพรรคฯ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ และสร้างความสำเร็จและการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ในภารกิจของพรรคฯ และประเทศ

ที่ประชุมระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประชาชนประสบความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างพรรคฯ และประเทศชาติที่เข้มแข็ง ทว่าการดำเนินงานเพื่อการกำกับดูแลตนเองของพรรคฯ อย่างเข้มงวดและรอบด้านกำลังเผชิญกับสถานการณ์และความท้าทายใหม่ๆ หลายประการ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งในระดับโลก ในจีน และแม้กระทั่งภายในพรรคฯ เอง

ที่ประชุมเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานและดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เพื่อรักษาและปรับใช้ประสบการณ์ล้ำค่าจากการกำกับดูแลตนเองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเข้มงวดและรอบด้านในยุคใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างพรรคฯ รวมถึงเพื่อเสริมแกร่งและพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ดี ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่พรรคฯ กำกับดูแลและบริหารจัดการตนเอง

ที่มา : Xinhua

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

บางจากฯ ย้ำมาตรการหุ้น!! อายัดหุ้นเฉพาะราย หุ้นที่เหลือไม่เกี่ยวข้องคดี ตั้งกรรมการเฉพาะกิจดูแล ยืนยันดำเนินธุรกิจตามปกติ

บางจากฯ ย้ำการอายัดหุ้นเป็นมาตรการต่อผู้ถือหุ้นเฉพาะราย
หลังรัฐแถลงคืบหน้าคดีฟอกเงิน ยืนยันหุ้นส่วนที่เหลือและการดำเนินธุรกิจไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว

ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ขอย้ำว่า การอายัดหุ้นบางส่วนของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นมาตรการของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายนั้น โดยเป็นการดำเนินการกับหุ้นที่เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติถือครอง แยกจากทรัพย์สิน การดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานของบริษัทฯ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ทั้งนี้ หุ้นที่ถูกอายัดยังคงอยู่ภายใต้การอายัดและการดูแลของ ปปง. สำหรับหุ้นที่เหลือของบริษัทฯ ไม่ปรากฏว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อประเมินสถานการณ์และพิจารณามาตรการที่จำเป็น สำหรับกรรมการผู้แทนของผู้ถือหุ้นรายดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ และไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ ณ สำนักงานบริษัทฯ นับตั้งแต่หุ้นถูกอายัด และแม้ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการเนื่องจากยังไม่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ตามที่บริษัทฯ ได้สื่อสารไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เสนอแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติกรรมการในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ระงับความเสียหาย ลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นแก่สถาบันการเงิน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจ โดยวาระดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าสองในสาม แต่ไม่ถึงเกณฑ์สามในสี่ตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ได้รับอนุมัติ ทั้งนี้ มีการฟ้องโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมาย หลักการกำกับดูแลกิจการ และหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะดำเนินการตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการคุ้มครองประโยชน์และรักษาสิทธิของบริษัทฯ และผู้ลงทุนในระยะยาว

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 !! องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026 จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 900 แห่ง พร้อมข้อมูลพนักงานกว่า 300,000 คน สะท้อนการบริหารทรัพยากรบุคคลที่แข็งแกร่ง

ปตท. ขึ้นแท่นอันดับ 1 องค์กรในไทยที่น่าทำงานที่สุดในโลกปี 2026

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ติดอันดับ 1 ของประเทศไทย จาก 900 บริษัทชั้นนำทั่วโลก
ในผลสำรวจ World’s Best Employers 2026 โดย Forbes ร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด Statista สำรวจข้อมูลจากพนักงานกว่า 300,000 คนในกว่า 50 ประเทศ เพื่อค้นหาบริษัทที่ให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของรายได้และสวัสดิการ การยกระดับทักษะ โอกาสการเติบโต ตลอดจนสภาพแวดล้อมในการทำงาน สะท้อนความแข็งแกร่งของ ปตท. ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล รวมถึงศักยภาพของ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติที่สามารถปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก มุ่งเน้นการสร้างเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ ปตท. เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไอเซนคอต ลั่นล้มเนทันยาฮู!! ผลเลือกตั้งอิสราเอลเปลี่ยนเกมใหญ่ คู่แข่งเนทันยาฮูประกาศชัยชนะชัดเจน วิกฤตเสียงข้างมากทำเจรจาบอลลูน พรรคร่วมฝ่ายค้าน-อาหรับกวาดที่นั่งประวัติศาสตร์

Golan, Eisenkot, Gantz และ Lapid ประกาศความพ่ายแพ้ของค่ายเนทันยาฮู
เมื่อการลงคะแนนในดินแดนที่ถูกยึดครองสิ้นสุดลง และมีการเผยแพร่ผลเบื้องต้นจากโพลสำรวจความคิดเห็นของสื่อภาษาฮิบรูแล้ว บุคคลสำคัญทางการเมืองแต่ละคนของระบอบการปกครองได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรีในอนาคต

สำนักข่าว ISNA รายงานว่า กาดี ไอเซนคอต หัวหน้าพรรคเยชาร์ กล่าวว่า หากผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายตรงกับที่คาดการณ์ไว้ เขาจะดำเนินการตามมติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทันทีและจะโค่นล้มรัฐบาลของเนทันยาฮู

คู่แข่งของเบนจามิน เนทันยาฮู ในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า หากผลการเลือกตั้งเหล่านี้เป็นที่สิ้นสุด จะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายของเขาเป็นผู้ชนะ
ไอเซนคอตกล่าวเสริมว่า "จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงการขาดความไว้วางใจในตัวเนทันยาฮูอย่างสิ้นเชิงในหมู่ชาวอิสราเอล"

ขณะเดียวกัน สื่อฮิบรูรายงานว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจาเร่งด่วนกับผู้นำกลุ่มเปลี่ยนทิศทาง ในขณะที่เนทันยาฮูวางแผนที่จะจัดการประชุมทางโทรศัพท์กับหัวหน้าพรรคฝ่ายขวา
ในทางกลับกัน ช่อง 15 ของฮิบรูรายงานว่า คาดว่าไอเซนคอตจะได้รับเสียงสนับสนุนชุดแรกในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ Ma'ariv ยังเขียนว่า: มีการประเมินเพิ่มมากขึ้นว่า Eisenkot จะเป็นคนแรกที่ได้รับคำสั่งให้จัดตั้งรัฐบาลจากประธานาธิบดีอิสราเอล

เบนนี กันซ์ หนึ่งในฝ่ายตรงข้ามของเนทันยาฮู กล่าวว่า "ประชาชนเลือกการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง"

ช่อง 12 ภาษาฮิบรู อ้างคำพูดของมันซูร์ อับบาส หัวหน้าพรรคจอยท์ลิสต์ ว่า "เราไม่สามารถถูกมองข้ามได้ในทุกสถานการณ์ทางการเมือง เราจะตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม"

เขากล่าวว่า "เราจะเปลี่ยนที่นั่งที่เราได้รับมาให้เป็นความจริงใหม่ในอิสราเอล"
ยาอีร์ โกลัน หัวหน้าพรรค "ประชาธิปไตย" กล่าวในแถลงการณ์ว่า "ประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์และปลดรัฐบาลเนทันยาฮูแล้ว และพวกเขามองว่านี่เป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะจัดตั้งรัฐบาลที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในอิสราเอล"

ในทางกลับกัน ยาอีร์ ลาปิด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของอิสราเอล กล่าวว่า ฝ่ายของเนทันยาฮูประสบความพ่ายแพ้อย่างหนัก และอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น "การล่มสลายอย่างสมบูรณ์"
เขากล่าวเสริมว่า "ผู้คนบอกให้เขา 'ไปให้พ้น'"

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ อามิต เซกัล นักวิเคราะห์การเมืองจากช่อง 12 ของฮิบรู คาดการณ์ว่า กาดี ไอเซนคอต จะได้รับมอบหมายให้จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอิสราเอลภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากการประกาศผลการเลือกตั้ง

ในการวิเคราะห์ที่ออกอากาศเมื่อเย็นวันอังคาร เซกัลกล่าวว่า ไอเซนคอตอาจเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยอธิบายว่าประธานาธิบดีอิสราเอลมีหน้าที่ต้องแต่งตั้งผู้สมัครที่เสนอโดยสมาชิกสภา 61 คน ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
เขากล่าวเสริมว่า "จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการเลือกตั้ง คาดว่าเบนจามิน เนทันยาฮู นาฟตาลี เบนเน็ตต์ และอวิกดอร์ ลีเบอร์แมน จะไม่ได้รับการอนุมัติเบื้องต้น"

เซกัลอธิบายว่า "สถานการณ์แรกที่เป็นไปได้คือ ไอเซนคอตจะเข้าหาพรรคลิคุดและเสนอให้จัดตั้งรัฐบาลเอกภาพภายในของกลุ่มไซออนิสต์ โดยมีตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี โดยปราศจากพรรคอุลตร้าออร์โธดอกซ์ พรรคอาหรับ และพรรคของอิตามาร์ เบน-ผู้ว่าการ"
เซกัลแย้งว่า ขนาดของกลุ่มเสียงในรัฐสภาของพรรคลิคุดอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เขากล่าวว่าหากพรรคลิคุดปฏิเสธข้อเสนอ ไอเซนคอตอาจหันไปใช้ทางเลือกที่สอง คือ การพยายามจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยความร่วมมือกับพรรคในกลุ่มเปลี่ยนผ่านและพรรคพันธมิตรอาหรับ
อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการลงคะแนน พบว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีที่นั่งครบ 61 ที่นั่งซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมาก ทำให้การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นทางการเมืองเพื่อให้กระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์

เซกัลเน้นย้ำว่า: สถานการณ์เหล่านี้เป็นการประเมินส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับการปรึกษาหารือทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศผลการเลือกตั้งขั้นสุดท้ายและจุดยืนของพรรคการเมืองต่างๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่เป็นไปได้

ในทางกลับกัน เบน คาสปิต นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า ไอเซนคอตกำลังเจรจากับพรรคชาสซึ่งเป็นพรรคออร์โธดอกซ์สุดโต่ง เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นการเกณฑ์ทหารภาคบังคับ และปูทางให้พรรคชาสเข้าร่วมรัฐบาลได้ในอนาคต

ทั้งนี้ จากผลสำรวจเบื้องต้นของช่อง 13:
พรรคการเมืองอาหรับคาดว่าจะได้รับชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐสภาอิสราเอล โดยได้ 17 ที่นั่ง
พรรคร่วมรัฐบาลของเนทันยาฮู: 50 ที่นั่ง
พรรคร่วมฝ่ายค้าน: 53 ที่นั่ง

รออัปเดต

ที่มา : https://www.facebook.com/61552478523169/posts/122298358400082617/?rdid=Oy8TZJEdXHJFN6kP#

ลดค่าไฟ เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน!! ครม. ไฟเขียวโซลาร์รูฟประชาชน รับซื้อไฟส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมลดภาษีน้ำมัน B20–E20 หวังแบ่งเบาภาระค่าไฟ–ค่าน้ำมัน ช่วย SMEs เงินหมุนเวียนเพิ่ม

ครม. เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน และอนุมัติลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ครม. (27 ต.ค. 69) เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 10,785 ล้านบาท ระบบสมาร์ทมิเตอร์ 10,811.6 ล้านบาท และพัฒนาทักษะแรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ 972 ล้านบาท วงเงินรวมกว่า 72,568 ล้านบาท คาดช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรก 6,323 ล้านหน่วย

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล พร้อมมอบหมายให้ ก.พลังงาน พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น มีผลวันที่ 2 พ.ย. 69 คาดช่วยลดระยะเวลารับเงินและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ SMEs กว่าแสนล้านบาทต่อ 15 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1569302918565767&id=100064582216937&rdid=wEvvBYh9JJjG798P#

ส.อ.ท. ผลักดันยานยนต์!! ผนึกค่ายรถยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่งร่วมมือ เดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content พา SMEs ไทยเจริญ สร้างโอกาสลงทุนภายใต้ Reinvent Thailand

ส.อ.ท. ผนึกค่ายยานยนต์ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand หนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขานุการสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 10 ค่าย ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, Nissan, Mazda, Hino, Honda, Mercedes Benz, BMW, BYD, Changan, GWM, Hyundai และ Yamaha เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาทิศทางการลงทุนและขับเคลื่อน Local Content พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ใน 7 กลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SMEs ไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญ คือ การผลักดัน Local Content Contribution ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”

ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาแนวทางการรับรอง Local Content ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์

และชิ้นส่วนมีสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศไทยราว 10% โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างโอกาสและส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการประชุมแผนครั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. จะนำไปเสนอต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับพิจารณา จากนั้นจะมีการนำแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นลำดับต่อไป

‘เอ็มบัปเป้’ โดนลงโทษ!! หัวเราะมีมการเมืองจนเกิดเหตุ สื่อรัฐจีนระงับถ่ายทอดลาลีกา 3 แบรนด์ใหญ่ถอนสปอนเซอร์ จีนตัดสัมพันธ์ธุรกิจกับนักเตะคนดัง “เรอัล มาดริด” พักแข่งพร้อมปรับเงินหนัก ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า….

#อย่าล้อเล่นกับระบบ !!  แด่ประธานเป้ ภาพล้อเลียนนี้ไวรัลแล้วจ้า ล่าสุด  เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในกับ #เอ็มบัปเป้ ด้วยการพักการแข่งขัน  5  นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงแบบไฟลามทุ่ง จากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจอำนาจซื้อและพลังทางสังคม เพื่อจัดการกับพฤติกรรม #ไม่รู้สี่รู้แปด ของฝรั่งต่างชาติในเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของจีน !!  อินฟลูต่างชาติโดนแบบนี้หลายครั้งแล้วค่า #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

คนที่โดนพญามังกรจีนพ่นไฟใส่รอบนี้ คือ คีลิยัน #เอ็มบัปเป้  !!! ด้วยความอ่อนหัดเรื่อง #การเมืองจีน 🇨🇳 ทำให้เอ็มบัปเป้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดไปหัวเราะกับมีมที่นำเสนอภาพของเขาเป็นประธาน #เหมาเจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และใช้คำว่า #เผด็จการจีน !! 

ผลคือ #ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที!

จีนระงับการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปนโดยสิ้นเชิง  ที่ผ่านมา #ลาลีกา สร้างรายได้ 1 พันล้านยูโรจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในต่างประเทศ โดยในจำนวนนี้ 400 ล้านยูโรมาจากจีนเพียงประเทศเดียว…

ขอสรุปมัดรวมไล่เรียง #สารตั้งต้น ของปัญหา และ #ผลกระทบ ดังนี้

1) เริ่มต้นจากการที่รายการ The Bridge สัมภาษณ์ เอ็มบัปเป้ และถามถึงภาพมีมที่ชื่นชอบ แล้วเอ็มบัปเป้ก็ตอบกลับไปว่า "ภาพที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด คือภาพที่พวกเขาเอาใบหน้าของผมไปใส่บนตัว 'เผด็จการจีน' ผมใช้ภาพนั้นกับเพื่อน ๆ บ่อยมาก"

(ทั้งนี้ เอ็มบัปเป้ ไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมาเจ๋อตง โดยตรง)

2) หลังจากนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพมีมที่นำใบหน้าของเจ้าตัวไปตัดต่อกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน  

3) ผลที่ตามมา คือ  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของ #รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน รวมถึงการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเอ็มบัปเป้

พร้อมสั่งถอดโฆษณาและวิดีโอทั้งหมดที่มี เอ็มบัปเป้ ปรากฏอยู่

ผลคือ ลาลีกา ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที !! 

4) #กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านคำพูดและการกระทำที่ #ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน เช่นกัน 

#จีนเตือนแรงส์ อย่างชัดเจนว่า “คำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน จะถูกปฏิเสธจากทุกภาคส่วนของสังคม” 

5) #บริษัทจีน หลายแห่ง ได้แก่ ตงเผิง (Dongpeng), เหมิงหนิว (Mengniu) และ มิลค์กราวด์ (Milkground) ต่างประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับกองหน้ารายนี้เช่นกัน

6) เว็บไซต์ข่าวกีฬาจีนอย่าง ตงฉิวตี้ (Dongqiudi) ยังเปลี่ยนชื่อของ เอ็มบัปเป้ ในตารางอันดับ บัลลง ดอร์ 2026 ซึ่งเจ้าตัวจบอันดับ 2 ให้กลายเป็นข้อความว่า 'ไม่มีบุคคลนี้อยู่จริง' อีกด้วย

7) ล่าสุด เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในด้วยการพักการแข่งขัน #เอ็มบัปเป้ 5 นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลกจากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

ขณะที่  วิดีโอต้นฉบับที่สัมภาษณ์เอ็มบัปเป้ จนสร้างปัญหา ก็ถูกลบไปแล้ว  ไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ The Bridge แล้ว 

Note :  ตัวอย่างเคสอื่นที่เคยเกิดขึ้น 

ในปี 2019 เกิดกรณีเมซุต #โอซิล (Mesut Özil) กับประเด็น #อุยกูร์  นักเตะชื่อดังของสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้น  โอซิลได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในประเด็นการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ใน #ซินเจียง

ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของอาร์เซนอล #Arsenal ทันที 

นอกจากนี้ ชื่อและข้อมูลของโอซิลถูกลบออกจากเกมฟุตบอลยอดนิยมอย่าง Pro Evolution Soccer (PES) และ FIFA เวอร์ชันที่วางจำหน่ายในจีน 

รวมถึงสั่งปิดแฟนเพจและแพลตฟอร์มทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอซิลงในจีน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของสโมสรและค่าตัวโอซิลในจีน กลายเป็นศูนย์ !! ในชั่วข้ามคืน

Credit : Aksornsri PHANISHSARN

https://www.facebook.com/share/p/1DS5qPTEBj/?mibextid=wwXIfr

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา!! 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' สินบนกว่า 400 ล้านหยวนถูกยึดคืน อดีตเจ้าหน้าที่วินัยสารภาพความผิด สร้างความเสียหายแก่รัฐและประชาชน

ศาลจีนฟันโทษประหารชีวิตรอลงอาญา 'อดีตเจ้าหน้าที่ตรวจสอบวินัย' ฐานรับสินบนกว่า 400 ล้านหยวน

เฉิงตู, 28 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (27 ต.ค.) ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ได้ตัดสินโทษประหารชีวิต "หวังฮุ่ยหมิน" อดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการตรวจสอบวินัยประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน เนื่องจากกระทำความผิดฐานรับสินบน โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และจะลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตหลังจากครบกำหนดโดยไม่มีการลดโทษหรือพักโทษ พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตและยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมด

รายงานระบุว่าหวังเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมตรวจสอบและกำกับดูแลวินัย ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และคณะกรรมการตรวจสอบแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานปราบปรามการทุจริตระดับสูงสุดของจีนส่งไปประจำที่คณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีน รวมถึงเคยเป็นสมาชิกคณะกรรมการพรรคฯ ประจำคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนด้วย

คำตัดสินของศาลฯ ระบุว่าช่วงปี 1998-2025 หวังใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์และคณะกรรมการกำกับดูแลหลักทรัพย์แห่งประเทศจีนในการช่วยเหลือหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เช่น การดำเนินธุรกิจและระดมทุน แลกกับการรับเงินและทรัพย์สินโดยมิชอบรวมมูลค่ากว่า 436 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท) ซึ่งการกระทำของเขาสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน จึงควรต้องโทษประหารชีวิตตามหลักการ

อย่างไรก็ตาม หวังให้การรับสารภาพตามความจริงหลังจากถูกควบคุมตัว อาสาเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เจ้าหน้าที่สืบสวนยังไม่ทราบ และยอมรับความผิดและสำนึกผิด ส่วนการกระทำผิดเกี่ยวกับการรับสินบนบางส่วนยังอยู่ในขั้นพยายามกระทำผิดแต่ไม่ได้เกิดผลสำเร็จ กอปรกับสินบนบางส่วนถูกกู้คืน ศาลฯ จึงกำหนดบทลงโทษด้วยความปราณี

อนึ่ง ศาลประชาชนชั้นกลางเมืองเฉิงตูเปิดพิจารณาคดีนี้ต่อสาธารณชนเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยคณะอัยการนำเสนอพยานหลักฐาน ส่วนหวังและทนายความฝ่ายจำเลยซักค้านพยานหลักฐานและแถลงข้อโต้แย้ง ซึ่งหวังได้กล่าวถ้อยแถลงครั้งสุดท้าย พร้อมยอมรับสารภาพและแสดงความสำนึกผิด

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top