Thursday, 29 October 2026
NewsFeed

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ!! เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 สู่สาธารณรัฐที่ 6 หนี้พุ่งบีบงบประมาณรัฐสวัสดิการ สงครามและค่าครองชีพกดดันรัฐบาลหนัก เสี่ยงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 เปิดทางฝรั่งเศสสู่ “สาธารณรัฐที่ 6”

 26 ตุลาคม 2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสาธารณรัฐมักเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตของประเทศรุนแรงจนโครงสร้างอำนาจเดิมรับมือไม่ไหว ในมุมมองของผม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางสังคม และผลกระทบจากสงคราม กำลังทำให้ข้อเสนอเรื่อง “สาธารณรัฐที่ 6” มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงแคมเปญทางการเมือง

สาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งถือกำเนิดในปี 1958 ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลไร้เสถียรภาพ แต่วันนี้ โครงสร้างที่เคยช่วยให้ประเทศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด กำลังเผชิญบททดสอบว่า ยังจะสามารถสร้างการยอมรับและนําพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้หรือไม่

ฝรั่งเศสกำลังแบกรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ ภาระสวัสดิการ ข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพและอัตลักษณ์ของชาติ ตลอดจนความขัดแย้งในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานสถิติฝรั่งเศสระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2026 อยู่ที่ร้อยละ 119 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและรักษาความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสวัสดิการ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ฝรั่งเศสสนับสนุนยูเครนทั้งด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกกำลังพล ซึ่งมีต้นทุนด้านงบประมาณและการจัดหาอาวุธทดแทน ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสงครามต่อตลาดพลังงานยุโรปยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนและธุรกิจ ผมมองว่า ภาระเหล่านี้ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่สะสมอยู่เดิม และทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างความมั่นคงภายนอกกับความต้องการภายในประเทศอย่างยากลำบากขึ้น 

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกอีกระลอก ความตึงเครียดที่กระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่งและสินค้า แม้ฝรั่งเศสมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐานผลิตไฟฟ้าสำคัญ ก็ยังหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซไม่ได้

ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า แรงกดดันด้านพลังงานและวัตถุดิบมีส่วนผลักแนวโน้มเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจหนักเกินกำลังรับไหว และแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจึงถูกบีบจากสองด้าน หากอุดหนุนค่าพลังงานต่อเนื่องก็เพิ่มภาระการคลัง แต่หากลดความช่วยเหลือ ประชาชนต้องรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ความมั่นคง และการกระจายสวัสดิการ ทําให้การประนีประนอมยิ่งยาก ผมมองว่า จุดเสี่ยงสำคัญคือประชาชนอาจเริ่มเชื่อว่า สถาบันการเมืองจะไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความมั่นคงในความเป็นอยู่ของตนได้

รัฐธรรมนูญปี 1958 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของชาร์ลส์ เดอ โกล และมีมิเชล เดอเบรเป็นกำลังสำคัญในการยกร่าง มุ่งเสริมความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร อำนาจประธานาธิบดียิ่งมีน้ำหนักหลังการเปลี่ยนมาเลือกตั้งโดยตรงในปี 1962 โครงสร้างนี้ทำงานคล่องเมื่อฝ่ายบริหารมีฐานสนับสนุนมั่นคง แต่เมื่อเสียงในสภาแตกกระจาย การผลักดันนโยบายย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น 

กรณีปฏิรูประบบเกษียณอายุปี 2023 โดยขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี เป็นตัวอย่างสำคัญ รัฐบาลเอลิซาเบธ บอร์นใช้มาตรา 49 วรรคสาม ให้ร่างกฎหมายถือว่าผ่านโดยไม่ลงมติรับร่างในสภาผู้แทนราษฎร หลังญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ผ่าน แม้เป็นกลไกที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การใช้กับนโยบายที่กระทบประชาชนจำนวนมากยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ดังนั้นในความเห็นของผม ปัญหาคือรัฐบาลผลักดันนโยบายได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงท่ามกลางความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในปี 1940 และการลงมติมอบอำนาจให้จอมพลเปแตง ซึ่งเปิดทางสู่ระบอบวิชี ส่วนสาธารณรัฐที่ 4 เผชิญความไร้เสถียรภาพสะสม ก่อนวิกฤตอัลจีเรียและแรงกดดันจากกองทัพในเดือนพฤษภาคม 1958 จะเร่งการเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นว่าบทเรียนจากอดีตคือ เมื่อปัญหาหมักหมมแก้ไม่ตก พอมีวิกฤตใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ก็อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ฝรั่งเศสวันนี้อาจกำลังสะสมแรงกดดันในลักษณะดังกล่าว หากการตั้งรัฐบาลและการผ่านงบประมาณยังติดขัด อีกทั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องใดก็เจอแรงต่อต้านจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง การประท้วงอาจพัฒนาจากการต่อต้านนโยบายเฉพาะเรื่อง ไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

ผมประเมินว่า การปรับสมดุลภายในสาธารณรัฐที่ 5 ยังมีโอกาสเกิดขึ้นก่อน ทั้งการเพิ่มบทบาทรัฐสภา ปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และปฏิรูปกติกาเลือกตั้ง แต่หากคลายทางตันไม่ได้ ก็อาจมีการขยายฐานสนับสนุนให้มีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางกฎหมายและความชอบธรรมจากประชาชน

หากเกิดขึ้นตามแนวคิดลดการรวมศูนย์อำนาจ สาธารณรัฐที่ 6 อาจขยับสู่ระบอบรัฐสภามากขึ้น ลดอำนาจประธานาธิบดี ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อสภาบริหารประเทศ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยรูปแบบสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่และการยอมรับของสังคม

ในมุมมองของผม อนาคตของสาธารณรัฐที่ 5 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หากรัฐบาลไม่สามารถประสานภารกิจความมั่นคงกับการดูแลปากท้อง และสถาบันการเมืองยังผลิตความขัดแย้งมากกว่าทางออก แรงเรียกร้องให้เปลี่ยนกติกาทั้งระบบย่อมเข้มข้นขึ้น จนสาธารณรัฐที่ 6 อาจกลายเป็นวาระใหญ่ที่ฝรั่งเศสต้องตัดสินใจในที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1CdfHxrJvZ/?mibextid=wwXIfr

‘เปเซชเคียน’ บินพบ ‘ปูติน’!! เดินทางสู่มอสโกทันทีหลังจบประชุม 4 ฝ่าย ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น "อิหร่านผลักดันสัมพันธ์สองประเทศ" เสริมแกร่งพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

หลังเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย "ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน" ของอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงมอสโกทันที เพื่อพบกับประธานาธิบดีปูติน

ก่อนออกเดินทางจากกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวว่าอิหร่านมุ่งขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยระบุว่าจะผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) ของอิหร่าน

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109224835508642&id=61595259264487&rdid=nx1aNETDybTbwhxs#

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรม!! ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว ชู "ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง" ต้นแบบพลังงานอัจฉริยะย่านเมือง ลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 15,000 ตันต่อปี

BCPG คว้ารางวัลนวัตกรรมพลังงานสีเขียวระดับเอเชีย
ชู “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะ
ขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายชาญวิทย์ ตรังอดิศัยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการลงทุน บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล Thailand Green Innovation of the Year – Energy จากโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” (Prathumwan Smart District Cooling หรือ PSDC) ในงาน Asian Innovation Excellence Awards 2026 จัดโดย Asian Business Review ณ Marina Bay Sands Expo and Convention Centre ประเทศสิงคโปร์ สะท้อนความมุ่งมั่นของ BCPG ในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน

โครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง BCPG และ กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของ Keppel Ltd. โดยมุ่งยกระดับระบบทำความเย็นแบบแยกส่วนภายในอาคาร สู่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานอัจฉริยะระดับย่าน (Smart District Energy Infrastructure) ผ่านระบบผลิตและส่งจ่ายน้ำเย็นส่วนกลาง (District Cooling System) เพื่อรองรับความต้องการใช้ความเย็นของอาคารหลายแห่งที่เชื่อมต่อเข้ากับระบบเดียวกัน ทั้งอาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัยในพื้นที่สามย่านสมาร์ทซิตี้

โครงการได้รับการออกแบบให้รองรับกำลังการผลิตรวมสูงสุด 18,000 ตันความเย็น และดำเนินการติดตั้งในระยะแรกขนาด 3,000 ตันความเย็น เพื่อรองรับการขยายตัวของพื้นที่ในอนาคต พร้อมช่วยลดความซ้ำซ้อนของอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการผสานเทคโนโลยีเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูงแบบ Magnetic Bearing Centrifugal Chiller เข้ากับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์แบบปรับความเร็วรอบ (Variable Speed Drive: VSD) และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System: EMS) ซึ่งสามารถติดตาม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและส่งจ่ายความเย็นให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงในแต่ละช่วงเวลา

ด้วยการออกแบบระบบและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โครงการมีศักยภาพช่วยลดการใช้พลังงานประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม และเมื่อพัฒนาเต็มศักยภาพคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 15,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ระบบยังได้รับการออกแบบให้รองรับ Thermal Energy Storage (TES) ในอนาคต เพื่อช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak Demand และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงาน

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของ BCPG ในการพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของโครงการ “ประทุมวันสมาร์ทดิสทริคคูลลิ่ง” ในฐานะต้นแบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระดับย่านที่มีศักยภาพในการขยายผลสู่พื้นที่เมืองรูปแบบอื่น อาทิ ย่านธุรกิจ มหาวิทยาลัย สนามบิน และโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ยูโอบี ช่วยลดภาระค่าเดินทาง!! จับมือคาลเท็กซ์จัดแคมเปญ "UOB Friday Surprise" มอบสิทธิพิเศษ ใช้คะแนน UOB Reward แลกรับบัตรเติมน้ำมัน ลดภาระช่วงราคาน้ำมันผันผวนสู่สิ้นปี 2569

ยูโอบี จับมือ คาลเท็กซ์ เปิดแคมเปญ “UOB Friday Surprise”
ชูใช้คะแนนแลกลดน้ำมัน ช่วยลดภาระค่าเดินทางฝ่าความผันผวน

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมมือกับ คาลเท็กซ์ ผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันคุณภาพระดับโลก มุ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนไทย จัดแคมเปญ “UOB Friday Surprise” มอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเมื่อเติมน้ำมันครบ 1,000 บาท และใช้คะแนนสะสม UOB Reward Points 1,000 คะแนน รับทันทีบัตรStarCASH มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เติมน้ำมันในครั้งถัดไป โดยรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม 2569

นายธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า "ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ยูโอบีจึงต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เราตั้งใจออกแบบแคมเปญนี้ร่วมกับคาลเท็กซ์ เพื่อให้ลูกค้านำคะแนนสะสม UOB Rewards Points ที่มีอยู่ มาใช้กับรายจ่ายที่จำเป็น โดยแลกรับบัตรเติมน้ำมันสำหรับใช้ในครั้งถัดไป เป็นอีกทางเลือกในการแลกใช้คะแนนสะสมให้คุ้มค่าและช่วยลดรายจ่ายในชีวิตประจำวันได้"

นายวีรพงษ์ นุ่มตี่ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SPRC และเป็นผู้ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการประกอบธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อคาลเท็กซ์ในประเทศไทย กล่าวว่า "ความร่วมมือกับธนาคารยูโอบีในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือภายใต้กลยุทธ์ Smart Partnership ของคาลเท็กซ์ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าให้ผู้บริโภค ในช่วงเวลาที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังเป็นรายจ่ายสำคัญในชีวิตประจำวัน เราต้องการให้ลูกค้าได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีที่คาลเท็กซ์และสิทธิประโยชน์ที่ใช้ได้จริง พร้อมเติมเต็มความคุ้มค่าในทุกการเดินทาง”

ผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบีสามารถรับสิทธิ์ได้ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2569) เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ที่ร่วมรายการ เวลา 9.00-19.00 น. เท่านั้น จำกัด 1 สิทธิ์ ต่อคนต่อวันและสูงสุด 250 สิทธิ์ต่อสถานีบริการน้ำมัน ตามเงื่อนไข คือ ครบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อเซลส์สลิป และใช้คะแนนสะสม UOB Rewards Points 1,000 คะแนน แลกรับบัตรเติมน้ำมัน StarCASH มูลค่า 500 บาท เพื่อใช้เป็นส่วนลดในการเติมน้ำมันครั้งถัดไป

รอบที่ 1: วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สามเสนใน คาลเท็กซ์ประชาชื่น คาลเท็กซ์ อรุณ เอนเนอจี้ จำกัด สาขา 1 และคาลเท็กซ์ My Park รามคำแหง
รอบที่ 2: วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์สาขาไฮเท็กซ์ เค ยู คาลเท็กซ์รามอินทรา คาลเท็กซ์พัฒนาการ และคาลเท็กซ์งามวงศ์วาน (บจก. รวีเซอร์วิส)
รอบที่ 3: วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2569 ปั๊มคาลเท็กซ์จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ คาลเท็กซ์ศรีบุญทอง คาลเท็กซ์เพชรพระเทพ คาลเท็กซ์บรมราชชนนี ขาเข้า (ดาวอุไร 1) และคาลเท็กซ์ราชพฤกษ์

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นความคุ้มในทุกๆ วันที่เติมน้ำมัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% เมื่อเติมน้ำมันครบทุก 800 บาทต่อเซลส์สลิป
ผู้ถือบัตรสามารถตรวจสอบรายละเอียด สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วมรายการ ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ที่ https://go.uob.com/4xcUehU
บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ (ตอนนี้ มิจฉาชีพกำลังส่งข้อความไปขอแอดกับ บางคน อย่าเชื่อตามนะคะ)

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ

ตอนนี้ #มิจฉาชีพ กำลังส่งข้อความไปขอแอดกับบางคน
+
ทัก inbox ไปชวนลงทุน/ชวนเข้ากลุ่มไลน์

#อย่าหลงเชื่อ ตาม และช่วยกด report ให้ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/share/p/1G9sB9DMPC/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10240826190725550&id=1037140385&mibextid=wwXIfr&rdid=QBCXGYdR8yO46hKM#

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

สหรัฐฯ เตรียมโจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่!! เพนตากอน เตรียมโจมตีภายใน 96 ชม. เกิดหลังเลือกตั้งกลางเทอม พ.ย. เป้าหมายคือโครงสร้างสำคัญของอิหร่าน แต่การอนุมัติยังไม่แน่นอนจาก 'ทรัมป์'

ซีเอ็นเอ็นเผยสหรัฐฯ เตรียมโจมตี 'อิหร่าน' รอบใหม่ หลังเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อวันจันทร์ (26 ต.ค.) ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ากระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ หรือเพนตากอนเตรียมดำเนินปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่รอบใหม่ภายใน 96 ชั่วโมง หลังจากรับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยปัจจุบันมีการวางกำลังพลในตะวันออกกลางในระดับ "เพียงพอ" ต่อการโจมตี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนเชื่อว่าทรัมป์อาจสั่งปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวก่อนสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะหลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน และขอบเขตของปฏิบัติการทางทหารรอบใหม่อาจขยายวงเกินกว่าการโจมตีเพื่อตัดกำลังหรือควบคุมสถานการณ์

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านและกลุ่มฮูตีไม่น่าจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีบุคลากรของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก่อนเพื่อยกระดับความขัดแย้ง แต่อิหร่านและกลุ่มฮูตีอาจจะตอบโต้อย่างไม่ลังเล หากอิหร่านตกเป็นเป้าหมายการโจมตีก่อนโดยกองกำลังของสหรัฐฯ หรืออิสราเอล

เมื่อสัปดาห์ก่อน เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจัดทำแผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกลับมาโจมตีอิหร่านรอบใหม่หลังจากเสร็จสิ้นการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยมีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน โรงงานนิวเคลียร์ คลังขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านเป็นเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทรัมป์จะอนุมัติการโจมตีระลอกใหม่หรือไม่ เนื่องจากเขาได้ยกเลิกแผนการกลับมาโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ในปีนี้หลายครั้งแล้ว

ที่มา : Xinhua

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK แสดงความสำคัญมิตรภาพ รำลึกวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน กระชับความร่วมมือทั้งสองประเทศ

'หวังฮู่หนิง-คิมจองอึน' เยือนตานตง เมืองชายแดนจีน-DPRK

หวังฮู่หนิง ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงของจีน ได้ร่วมเดินทางกับคิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีและประธานกิจการแห่งรัฐของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) ในการเยือนเมืองตานตง มณฑลเหลียวหนิง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันเสาร์ (24 ต.ค.) ที่ผ่านมา

หวังฮู่หนิง ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน ได้ส่งคำทักทายที่อบอุ่นและความปรารถนาดีจากสีจิ้นผิง เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและประธานาธิบดีจีน ไปยังคิมจองอึน

ช่วงเช้าวันเสาร์ หวังได้ให้การต้อนรับคิม ณ ลานหน้าหอรำลึกสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี (Memorial Hall of the War to Resist U.S. Aggression and Aid Korea) พร้อมทั้งร่วมเดินทางไปวางกระเช้าดอกไม้หน้าหอรำลึก

ระหว่างพิธี มีการบรรเลงเพลงชาติของทั้งจีนและ DPRK ก่อนที่กองทหารเกียรติยศจะนำกระเช้าดอกไม้ไปวางสักการะ จากนั้นคิมได้เดินเข้าไปจัดริบบิ้นบนกระเช้า ซึ่งมีข้อความระบุว่า "วีรชนผู้เสียสละแห่งกองทัพอาสาประชาชนจีนจะเป็นที่จดจำตลอดไป" ท่ามกลางบรรยากาศอันสมเกียรติ โดยผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต่างร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงเหล่าผู้เสียสละ

ภายในหอรำลึก คิมได้เข้าชมนิทรรศการโบราณวัตถุและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชน รวมถึงการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันของทหารจีนและ DPRK พร้อมกันนี้ยังได้มอบภาพถ่ายประวัติศาสตร์พร้อมคำอุทิศส่วนตัวให้แก่ทางหอรำลึกด้วย

ระหว่างการพบปะหารือ หวังระบุว่าเนื่องในวาระครบรอบ 76 ปีที่กองทัพอาสาประชาชนจีนได้ข้ามพรมแดนเข้าสู่ DPRK เพื่อร่วมรบในสงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี การเดินทางเยือนเมืองตานตงเป็นกรณีพิเศษของเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าพรรคฯ และรัฐบาล DPRK ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อมิตรภาพของสองประเทศที่หล่อหลอมขึ้นด้วยเลือดเนื้อ

หวังกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยสืบสานมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนกับ DPRK และเสริมสร้างความผูกพันของประชาชนทั้งสองฝ่ายให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยกระชับความไว้วางใจทางการเมืองซึ่งกันและกัน ตลอดจนผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไป

หวังกล่าวเสริมว่า เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมาและเดือนมิถุนายนปีนี้ เลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงและเลขาธิการใหญ่คิมจองอึนได้เดินทางเยือนกันและกันครั้งประวัติศาสตร์ และบรรลุฉันทามติร่วมกันในประเด็นสำคัญหลายประการ ซึ่งช่วยแนะแนวทางให้ความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่างจีนกับ DPRK ก้าวเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์

จีนพร้อมที่จะร่วมมือกับ DPRK ในการขับเคลื่อนฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองพรรคและสองประเทศได้ตกลงร่วมกันอย่างแน่วแน่ และใช้ภารกิจด้านสังคมนิยมที่มีร่วมกันเป็นสายใยผูกพันในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-DPRK ให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถใช้โอกาสจากการเปิดสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK เพื่อเพิ่มการแลกเปลี่ยนระดับบุคคลและความร่วมมือทางการค้า ซึ่งจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ หวังยังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกระชับการสื่อสารและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างบรรยากาศภายนอกที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ อันเป็นเกราะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และการพัฒนาของแต่ละฝ่าย

ด้านคิมได้ฝากคำทักทายอันอบอุ่นและความปรารถนาดีไปยังเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงผ่านทางหวัง พร้อมทั้งอวยพรให้การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 5 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ที่กำลังจะมีขึ้น ประสบความสำเร็จด้วยดี

คิมระบุว่า การเดินทางมายังตานตงเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อคารวะดวงวิญญาณของเหล่าวีรชนกองทัพอาสาประชาชนจีน ผู้ยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ DPRK ในช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเพื่อแสดงความขอบคุณจากใจจริงและความเคารพซึ่งไม่มีวันเสื่อมคลายของ DPRK ที่มีต่อเหล่าวีรบุรุษเหล่านี้

คิมกล่าวว่า การเดินทางเยือน DPRK ครั้งประวัติศาสตร์ของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิงเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนว่าจีนให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความสัมพันธ์ DPRK-จีน และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี

คิมยังชี้ด้วยว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่าง DPRK กับจีน พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนและช่วยเหลือภารกิจสังคมนิยมของ DPRK มาอย่างยาวนาน โดยย้ำว่าโอกาสในความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายนั้นกว้างขวางอย่างมาก

คิมกล่าวว่า DPRK ชื่นชมความสำเร็จด้านการพัฒนาอันโดดเด่นของประชาชนชาวจีน ตลอดจนสถานะและบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศภายใต้การนำของเลขาธิการใหญ่สีจิ้นผิง พร้อมย้ำว่า DPRK พร้อมทำงานร่วมกับจีนเพื่อสืบสานมิตรภาพทางประวัติศาสตร์ เพิ่มความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ช่วงบ่าย หวังร่วมเดินทางไปกับคิมเพื่อเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองตานตง โดยทั้งสองได้ตรวจเยี่ยมสายการผลิตในโรงงานและรับฟังการบรรยายสรุป และเมื่อถึงเวลาที่คิมเดินทางออกจากตานตง หวังได้เดินทางไปส่งคิม ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยาลู่แห่งใหม่ระหว่างจีน-DPRK

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top