Thursday, 29 October 2026
NewsFeed

ความช่วยเหลือของยุโรปต่อยูเครน

สรุปการจัดอันดับ 32 ประเทศและสัดส่วนต่อ GD

เยอรมนีมีมูลค่าความช่วยเหลือรวมสูงสุด รองลงมาคือฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร เมื่อเทียบยอดสะสมกับ GDP ปี 2021 เดนมาร์กมีสัดส่วนสูงสุดที่ 4.17% ตามด้วยเอสโตเนีย 3.77% และลิทัวเนีย 3.29%

ตารางรวมความช่วยเหลือทางทหาร การเงิน และมนุษยธรรม ทั้งทางตรงและส่วนแบ่งผ่าน EU ไม่ใช่เงินสดหรือเงินให้เปล่าทั้งหมด และไม่ใช่รายจ่ายที่เท่ากันทุกปี

แหล่งข้อมูล

Kiel Institute Ukraine Support Tracker ข้อมูลฉบับที่ 31

ชุดข้อมูล Country Summary (€) ยอดจัดสรรรวมส่วนแบ่งผ่าน EU และ GDP ปี 2021

พังงา ลุยสนามฟุตบอลชายหาด!! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ติดตามงาน ก่อสร้างสนามแข่งลูกหนังชายหาด ความคืบหน้าดำเนินไปตามแผน ทีมชาติไทยเตรียมเก็บตัวพรุ่งนี้

ผู้ว่าฯพังงา นายไพรัตน์ เพชรยวน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026

นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจังหวัดพังงาร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เป็นเจ้าภาพจัดระหว่าง 18–28 พ.ย.

จากการติดตามความคืบหน้าพบว่าการก่อสร้างสนามขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20% เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้ดำเนินการวางผังพื้นที่จัดการแข่งขันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยสนามแข่งขันหลัก 1 สนาม สนามฝึกซ้อม 2 สนาม ตลอดจนอาคารและส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับรองรับการแข่งขันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของการแข่งขันระดับเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์การแข่งขัน อัฒจันทร์สำหรับรองรับผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง และดำเนินการปรับแต่งพื้นที่ชายหาด เพื่อเตรียมความพร้อมของสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทีมฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีกำหนดเดินทางมายังจังหวัดพังงา เพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน สร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับเยาวชน แฟนกีฬา และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวพังงาได้ใกล้ชิดกับนักกีฬาทีมชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลชายหาดมากยิ่งขึ้น

ด้าน Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีผู้คนที่น่ารัก สมควรได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยทีมชาติจากประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมเชิญชวนชาวพังงาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขันและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทย รวมถึงทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะกำลังใจจากผู้ชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความสำเร็จให้กับการแข่งขันครั้งนี้

ขอเชิญชวนชาวพังงา แฟนฟุตบอลชายหาด และนักท่องเที่ยว ร่วมชมการแข่งขัน AFC Beach Soccer Asian Cup 2026 ระหว่างวันที่ 18–28 พฤศจิกายน 2569 ณ ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน สนามรองรับผู้ชมได้ประมาณ 2,000 คน พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยและนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับการแข่งขันระดับเอเชียที่จังหวัดพังงาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10447066

‘ศุภจี’ ดัน Credit Term สำเร็จ!! มีผล 2 พ.ย. สร้างความเป็นธรรม SMEs ตัดเวลาชำระเงินเหลือ 30-45 วัน เพิ่มสภาพคล่องหมุนเวียนกว่า 7.5 แสนล้าน หนุนแข่งขันยั่งยืนและลดต้นทุนแพลตฟอร์ม

ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย

หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs

การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs

การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์

กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า

ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน

กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง

โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นวัตกรรมละครทุนวัฒนธรรม!! เปิดตัวละครสั้น "โปงลางสะท้านธุง" ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองรอง ผสานงานวิจัยและชุมชนสร้างสรรค์

เปิดตัว “โปงลางสะท้านธุง” ละครสั้นแนวตั้งจากทุนวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ ชูงานวิจัยสู่การสร้างทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม อว.รวมภาคีงานวิจัยแถลงข่าว กว่าจะมาเป็น “โปงลางสะท้านธุง” แห่งเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเปิดตัว 11 โครงการวิจัย ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสูเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

กรุงเทพฯ – วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้วิจัยและภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “เปิดตัวละครสั้นแนวตั้งจากทุนวิจัยสู่การสร้าง ทุนวัฒนธรรม” เพื่อเปิดตัวละครสั้นแนวตั้ง “โปงลางสะท้านธุง” ซึ่งนำศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของเมืองกาฬสินธุ์มาเล่าด้วยรูปแบบที่ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ผลงานนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ สื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด่านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดำเนินงานโดย มูลนิธิ สื่อสานพลังชุมชน

งานแถลงขาวจัดที่รานเจริญเจริญ (เจริญวันเจริญคืน) สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 12 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ละครแนวตั้งเรื่องนี้นำอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปญญา ศิลปะ อาหาร และผู้คน มาเล่าผานเรื่องราวร่วมสมัย การเล่าแบบกระชับและเข้าใจง่ายเหมาะกับการรับชมผ่านโทรศัพทมือถือ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่ ถูกต้อง ครบถวน และสร้างสรรค์ ผลงานจึงมีเป้าหมายตอยอดสู่ มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายทาง เช่น การ ทองเที่ยวตามรอยละคร การอุดหนุนอาหารและผลิตภัณฑท้องถิ่น และกิจกรรมหรือบริการสร้างสรรค์ของ ชุมชน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่า “การนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสื่อร่วมสมัย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ถือเปนสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวเหล่านี้ไดรับการถ่ายทอดอย่างเข้าใจและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม พรอมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของรวมกัน นอกจากนี้การนำละคร แนวตั้งมาเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพทมือถือเป็นการสรางทั้งคุณค่าทางสังคม หน้า 1 จาก 5 และโอกาสด้านรายได้ในอนาคต ผ่านการต่อยอดทั้งการทองเที่ยวตามรอยละคร

การซื้อสินคาทองถิ่น และ กิจกรรมสรางสรรค์ของชุมชนต่างๆ” ทางด่าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) ผู้รังสรรค์แนวคิดละครทุนวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงการต่อยอดทุนวัฒนธรรมของชาติที่ตองทำ ให้เกิดขึ้นอยางเป็นรูปธรรมและแพร่หลายในวงกว้าง “วันนี้ ผมคิดว่าการที่เอาทุนวัฒนธรรมสร้างชาติโดยผ่านงานวิจัยมาถึงจุดที่มันเริ่มออกดอกออกผลให้ เห็นแล้วแตละพื้นที่แต่ละเมืองมีอัตลักษณของตัวเอง มีวัตถุดิบต่างกัน ทุนมนุษย์ก็ต่างกัน มีประเพณีดั้งเดิมก็ต่างเพราะฉะนั้นจะเกิดความหลากหลาย ถ้าประเทศนี้มองทุนวัฒนธรรมเป็นทุนการขับเคลื่อนประเทศ ทุกพื้นที่สร้างได้หมดโดยการนำสื่อที่เป็นทางการ เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย การทำหนังเรื่องหนึ่งคนดูเป็นล้าน เป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบ ทีนี้คนเป็นล้านที่จะรู้จักที่นั่น ก็จะทำใหงานวัฒนธรรมแข็งแรงขึ้น และเติบโตอย่างมีนัยยะ” ในส่วนของ ดร.สรวงมณฑ สิทธิสมาน หัวหน้าโครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการผลิตละครสั้นแนวตั้ง ทุนวัฒนธรรมเรื่องนี้ กล่าวว่า “ละครสั้นแนวตั้งเปนอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะเราเชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านรูปแบบเดิม ๆ เสมอไป เรื่องราวของชุมชนสามารถนำมาสรางเป็นความ บันเทิงที่ทั้งสนุกและทำให้ผู้ ชมได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมทองถิ่นไปพร้อมกัน และสิ่งสำคัญของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่การผลิตละครเพียงอย่างเดียว แต่เปนกระบวนการทำงานรวมกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจทุนวัฒนธรรมก่อนนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาสื่อสาร โดยเริ่มตนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งศิลปะการแสดงโปงลางผ้าไหมแพรวา และธุงที่สามารถนำมาถ่ายทอดผ่าน เรื่องราวของละครได้ “เราไม่ได้คาดหวังเพียงให้คนดูละครแล้วจบไป แตอยากให้ละครเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ ชมสนใจว่า กาฬสินธุ์ มีอะไรน่าค้นหา มีวัฒนธรรมอะไรที่นาสนใจและอยากเดินทางไปสัมผัสดวยตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และสามารถนำทุนวัฒนธรรมเหล่านั้นมาต่อยอดได้ ซึ่งเป็น เป้าหมายสำคัญของการใช้สื่อเปนกลไกขับเคลื่อนเมืองรองสู่เศรษฐกิจสรางสรรค์” ทางด้าน คุณมานิดา นฤภัทร ผู จัดละคร กลาวถึงจุดเริ่มตน แรงบันดาลใจและความแตกตางของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้มาจาก ดร.ธนภณ วัฒนกุล ในการสร้างละคร ทุนวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้ทำให้คนเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสรางสรรค์จากทุนวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งเราก็อยากให้ ละครเรื่องนี้มีความหมายมากกวาแค่การดูละครสนุก ๆ เพราะเราเชื่อว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความพิเศษในความธรรมดา และอยากให้คนในพื้นที่คนไทยที่เป็นเจ้าของแผนดิน เห็นถึงความหมายพิเศษของทุนวัฒนธรรมในบ้านเราที่หาที่ไหนไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ความรู้สึกของ คุณนุ่น ศิรพันธ วัฒนจินดา นักแสดงนำ กล่าวถึงความรู้ สึกของการได้ เป็นส่วนหนึ่งของละครสั้นแนวตั้งที่เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ในการแสดงละครของตัวเองด้วยว่า “ตอนที่ทีมงาน ติดต่อเข้ามา ก็สนใจทั้งที่ไม่เคยเล่นละครสั้นแนวตั้งมาก่อน เพราะการนำละครสั้นแนวตั้งมาผสมกับวิธีการเล่า เรื่องแบบ Storytelling นั้นน่าสนใจ ละครเรื่องนี้สื่อถึงรากเหงา ศิลปวัฒนธรรม แกนของคน ไม่ใช่แค่คนกาฬสินธุ์ แต่คือแกนของคนไทย ยิ่งเป็นคนไทยในพืเนถิ่น ส่วนตัวคิดว่าหาดูได้ยาก ภาพสวย วิธีการเลาเรื่องที่ทำให้คน หนา 2 จาก 5 รู้สึกอิน การที่เราได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง มีความสนุกใครได้ดูก็ตองอยากมาตามแนวละคร และการสื่อสารผ่านละครสั้นนี้ เป็นการสงสารไปถึงคนรุ่นใหม่ ในเชิงอนุรักษ์ สืบสานสามารถส่งต่อพลังได้จริง ๆ” “โปงลางสะท้านธุง” เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยไปใชจริงในพื้นที่ โดยเชื่อมทุนวัฒนธรรมกับสื่อ ร่วมสมัยและอุตสาหกรรมสรางสรรค์ ผลงานนี้จึงเป็นทั้งความบันเทิงและช่องทางให้ผู้ ชมรู้จักเมืองรอง และเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสรางสรรค์ ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชุมชน

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

“พันธมิตรเมกกะ” หวังเจรจา!! เจ้าหน้าที่สูงสุด 3 ชาติ บุกเตหะราน หารือหยุดสงครามตะวันออกกลาง เล็งลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง เน้นความร่วมมือป้องกันภัยและข่าวกรอง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจาก 3 ชาติ "พันธมิตรเมกกะ" บุกถึงเตหะราน! หวังเจรจาหยุดสงครามตะวันออกกลางไม่ให้บานปลายไปกว่านี้!

26 ตุลาคม 2026
"อาลี บาเกรี คานี" รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยืนยันว่า "ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มพันธมิตรเมกกะ (Mecca Pact) ส่งคณะผู้แทนระดับสูงเดินทางมายังกรุงเตหะราน เพื่อเจรจาด้านความมั่นคงในภูมิภาค ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องของกลุ่มฮูตีในเยเมน

การประชุมครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่
เจ้าชายคาลิด บิน ซัลมาน รัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย
อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน
อิบราฮิม คาลิน ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองตุรกี

โดยจะหารือกับผู้แทนด้านความมั่นคงของอิหร่านโดยตรง
อาลี บาเกรี คานี รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เปิดเผยว่า แนวคิดการประชุมครั้งนี้ถูกเสนอโดยอาซิม มูนีร์ ระหว่างเดินทางเยือนกรุงเตหะรานก่อนหน้านี้

ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียระบุว่า การเจรจามีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างคู่ขัดแย้ง และสนับสนุนความพยายามทางการทูตของกาตาร์กับปากีสถาน

สำหรับ "พันธมิตรเมกกะ" (Mecca Pact) เป็นข้อตกลงป้องกันร่วมกันทางทหารระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ลงนามเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่พระราชวังอัลซาฟา เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

ข้อตกลงนี้มีหลักการสำคัญว่า หากประเทศสมาชิกหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งสามประเทศ โดยสมาชิกตกลงร่วมมือกันด้านการป้องกันประเทศ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การฝึกทหาร และการสนับสนุนทางทหารเพื่อรับมือภัยคุกคาม

หลักการดังกล่าวคล้ายกับมาตรา 5 ของ NATO ที่กำหนดเรื่องการป้องกันร่วมกัน แม้พันธมิตรเมกกะจะเป็นข้อตกลงแยกต่างหาก และมีรายละเอียดการปฏิบัติที่แตกต่างกันก็ตาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109040563508642&id=61595259264487&rdid=4AbVAWjUuuWFDLDV#

EEC เปิดประตูรับทุนอุตสาหกรรมอนาคต!! 'อนุทิน' นั่งประธานประชุม กพอ. อนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ดันโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ เร่งระบบสาธารณูปโภครองรับการลงทุน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2569 วันที่ 26 ตุลาคม 2569
ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นเลขานุการการประชุมฯ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม กพอ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้บรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเร่งปรับโครงสร้าง

เศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีมติที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการอีอีซี เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

ที่ประชุม กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ได้แก่
1. เห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 4 แห่ง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้าสู่พื้นที่อีอีซี และนักลงทุนสามารถขอรับสิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การอนุมัติ อนุญาต ตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เป็นการเพิ่มขนาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบของ อีอีซี รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ช่วยให้ชุมชนและเมืองเกิดการพัฒนายิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อีเทค สมาร์ท พาร์ค เนื้อที่ประมาณ 610 ไร่ บริเวณตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ส่งเสริมการลงทุนด้วยนวัตกรรมขั้นสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีดึงดูดการลงทุนระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบผลิตอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจ คาดว่าเมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 19,750 ล้านบาท และสามารถจ้างงานได้สูงถึงประมาณ 3,500 – 5,500 อัตรา ยกระดับการจ้างงานในท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่

2) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิว ฮอไรซัน ซิตี้ เนื้อที่ประมาณ 572 ไร่ บริเวณตำบลบางพระ อำเภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ดิจิทัล ส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) พัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1,200 อัตรา

3) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พนัสนิคม เนื้อที่ประมาณ 507 ไร่ บริเวณตำบลวังหิน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
การแปรรูปอาหาร การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,669 ล้านบาท ดึงดูดการลงทุนกลุ่มรถยนต์ EV กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ คลังสินค้าและโลจิสติกส์ เกิดธุรกิจสนับสนุน เช่น ศูนย์วิจัย สถาบันฝึกอบรม รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจเชื่อมโยงพื้นที่และชุมชน เช่น หอพัก ร้านอาหาร ขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

เกิดการเพิ่มรายได้และการจ้างงานประมาณ 7,750 อัตรา
4) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ยานยนต์สมัยใหม่ (ปลวกแดง) ระยอง เนื้อที่ประมาณ 70 ไร่ บริเวณตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ ดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา เพิ่มการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่สำคัญภายในประเทศ ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 245 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในสาขาต่างๆ ทั้งด้านวิศวกรรม การผลิต และบริการสนับสนุน เพิ่มขึ้นประมาณ 250 อัตรา

โดยเมื่อประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) จะติดตามกำกับการดำเนินงานของแต่ละเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตามกฎหมายอีอีซี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จัดตั้งขึ้นส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

2. เห็นชอบ ร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่าด้วยการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ เป็นร่างระเบียบฯ ที่จะจัดให้มีการจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วให้แก่นักลงทุน โดยสกพอ. จะดำเนินการจัดทำสารบัญจดทะเบียนสำหรับการเช่าที่ดิน แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนการเช่า รวมถึงกำหนดกระบวนการยื่นคำขอ การตรวจสอบ และการจดทะเบียน ทั้งนี้ในกรณีเป็นที่ราชพัสดุ จะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมธนารักษ์ต่อไป

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top