Friday, 4 September 2026
NewsFeed

เซเลนสกี้ขู่ไม่ว่าเครื่องบินชาติไหนจะถูกโจมตี!! ใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้ารัสเซีย จะถูกยูเครนโจมตี รัสเซียพร้อมปฏิบัติการตอบโต้ยูเครน หากยูเครนโจมตีพื้นที่พลเรือนในรัสเซีย

เซเลนสกี้แถลงขู่ เครื่องบินพาณิชย์ของชาติใดก็ตามที่ ใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้ารัสเซีย จะถูกยูเครนโจมตี

ปธน.ปูติน แถลงก่อนปิดการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เอเคเอ SCO 2026 ที่บิชเคก คีร์กีซสถาน เกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

- รัสเซียพร้อมปฏิบัติการตอบโต้ยูเครน หากยูเครนโจมตีพื้นที่พลเรือนในรัสเซีย

- ปธน.ปูติน ได้เซ็นคำสั่งให้กองทัพ และกองกำลังอวกาศรัสเซีย โจมตีโรงกลั่นน้ำมัน, คลังเก็บน้ำมัน และโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ยังเหลืออยู่ ในเคียฟ อันเป็นมาตรการตอบโต้การโจมตีของยูเครน ครั้งล่าสุด มุ่งเป้าท่าเรือ และคลังเก็บน้ำมันในรัสเซีย ที่มีพลเรือนรัสเซียเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คนในเบโกรอด

- ปูตินเตือนเซเลนสกี้ การโจมตีเครื่องบินพาณิชย์นั้นเป็นการก่อการร้าย จะไม่มีการเตือนหรือเจรจาใดๆทั้งสิ้น และหากพระเจ้าทรงปล่อยให้มันเกิดขึ้น รัสเซียจะตอบโต้ชนิดรุนแรงจนเกินจินตนาการ

- ปูตินพูดถึง แคมเปญโจมตีรัสเซีย 40 วันของเซเลนสกี้ เมื่อมีสื่อถามถึงการสังหารนายทหารระดับผู้บัญชาการรบของยูเครน เขาชี้ว่ารัสเซียต้องเหลือคนที่เจรจาได้ เพราะเราคาดว่าพวกเขาเข้าใจสถานการณ์การรบ และถึงจุดหนึ่งก็จะยอมเจรจา (ประมาณจะไม่เก็บหมดทุกนาย)

- ปูติน พูดถึงจักรวรรดินิยมชาติตะวันตก ที่กระหายทำสงครามกับรัสเซียดุจฉลามได้กลิ่นคาวเลือด ปูตินชี้พวกเขา(ชาติตะวันตก) พยายามลากรัสเซียเป็นเหยื่อในห่วงโซ่อาหาร และพยายามจะกลืนเรา(รัสเซีย) แต่พวกเขาไม่ระแวดระวังว่ารัสเซียนั้นมีความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตนั้นหากมันต้องเกิดขึ้น แล้วพวกเขาจะพบว่า กำลังพยายามจะเคี้ยวเหยื่อที่แข็งจนเกินเคี้ยว และมีขนาดใหญ่จนกลืนไม่ลง

ท้ายสุด ปธน.ปูติน แถลงว่า บรรดาศัตรูของรัสเซียจะล่มสลาย แม้ยากที่จะกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน หรือทำนายผลจากสงครามได้ แต่ให้คำมั่นว่า ที่สุดแล้วศัตรูเหล่านั้นจะล่มสลายอย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1626008465770059/?rdid=xCnNiTYHysuoA34Y#

รองประธาน Bank of America ถูกแทงเสียชีวิต!! เหตุสุ่มทำร้ายสะเทือนนิวยอร์ก ขณะเดินกลับบ้านย่านไทม์สแควร์ เหตุแทงไร้แรงจูงใจ เสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 1 ก่อนตำรวจวิสามัญผู้ก่อเหตุ

ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รองประธาน Bank of America ถูกแทงเสียชีวิต

Erin Piacenti รองประธานของ Bank of America ถูกแทงเสียชีวิตจากเหตุการณ์สุ่มทำร้ายด้วยมีดโดยไม่มีเหตุจูงใจ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ที่ไทม์สแควร์

มีรายงานว่าเธอกำลังเดินกลับบ้านขณะถูกทำร้าย และต่อมาเสียชีวิตจากบาดแผลที่โรงพยาบาล
ตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) ระบุผู้ต้องสงสัยคือ Pamela Cisneros หญิงวัย 49 ปีจากควีนส์ ซึ่งมีประวัติด้านสุขภาพจิตที่มีการบันทึกไว้

เป็นเวลาประมาณ 4 นาทีที่ตำรวจสั่งให้ Cisneros วางมีดลง แต่เธอปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “ฉันจะไม่วางอะไรทั้งนั้น ฉันยอมฆ่าพวกคุณทั้งสองคนดีกว่า” หลังจากเครื่องช็อตไฟฟ้า (Taser) ไม่สามารถหยุดเธอจากการเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ได้ ตำรวจ 2 นายจึงใช้อาวุธปืนยิงเธอจนเสียชีวิต

นักท่องเที่ยววัย 68 ปีจากรัฐโรดไอแลนด์ชื่อ Tak Kam ก็ถูกแทงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ขณะนี้เขายังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และอาการทรงตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3777436515742348&set=a.856524124500283

พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันพุ่ง!! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะใหม่ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง ชวนใช้ E20 ประหยัดกว่า 5 บาท สนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมันโลกพุ่งหลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่
พร้อมรณรงค์ประชาชนใช้ E20 เป็นทางเลือก ประหยัดกว่า 5 บาทต่อลิตร

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน้ำมันดิบเบรนด์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32% ทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะยังคงมีความผันผวนในระดับสูงและมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงาน ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาท ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ที่ยืนยันว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th

"กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นและการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย" นายวีรพัฒน์ กล่าว

ประเทศตัวตึงสายแข็ง“น้องรักของจีน”มีใครบ้าง ? โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น“น้องรัก”พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน”ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับ จีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีน อย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน

1) เริ่มจาก“เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลี เหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น“ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญา ป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุน ช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

2) ถัดมาคือ“อิหร่าน”น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็น สมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดด เดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และ เปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง เทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็น 1 เครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่าง เปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ) ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆด้วย

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ใน ครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น“พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า”(Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ใน ระดับ "หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์" (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่ นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor : CPEC ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึก กวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็น เสมือน "หน้าด่านสายแข็ง" ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชน เผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวที ระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การ ช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา 2 ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคง ของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วย ความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพ สำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดัน ในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วม กลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo) อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่ เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯกลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยว จากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ“ระบบ ป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีป ยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้าง รถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) - กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี ้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติด กับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือ เป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันล่าตระเวนปราบปราม ลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมา ทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลัง ปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด 3 ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน“สนธิสัญญามิตรภาพและ ความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร”(Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียง ของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน กัมพูชา ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้า อีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ“เลือกข้างจีน”อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพ กัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก

(อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”
ใน https://thestandard.co/china-cambodia-hun-sen-thailand-ties/ )

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วม ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ เมียนมา เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาล ทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง“ท่อ น้ำเลี้ยงหลัก”และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการ ถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่ มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ“เจียวเพียว”ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรอง ในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของ สหรัฐฯ 4

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น“เพื่อนรัก”สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้ง สองประเทศยกระดับความสัมพันธ์“หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุก มิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท"ซื้อใจจีน"และกลายเป็น"คู่ซี้"สีจิ้นผิง” ใน https://thestandard.co/putin china-territory-friendship/)

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ“เลี้ยงต้อย”มาอย่างยาวนาน จีนซุ่ม ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการ คุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลาย ประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อม ตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน“สมรภูมิรบ”และ พร้อมเป็น“เสียงของจีน”ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา!! ตบสาวไทยกวาดรางวัลเอเชีย “พรพรรณ–ศศิภาพร–ทัดดาว” ผงาดทีมยอดเยี่ยม 2026 หลังสร้างประวัติศาสตร์ที่เทียนจิน โค่นจีน 3-2 เซต พร้อมคว้าแชมป์ ตั๋วโอลิมปิก2028 และรางวัล MVP

"ชมพู่" พรพรรณ เกิดปราชญ์ คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026

“แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา 3 สาวไทยผงาด คว้ารางวัลยอดเยี่ยม ศึกเอเชีย 2026

30 สิงหาคม 2569 #วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สร้างผลงานสุดยิ่งใหญ่ในศึก #วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women’s Continental Championship 2026) ที่ #เมืองเทียนจิน ประเทศ #จีน หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังจีน 1-2 เซต กลับมาเอาชนะเจ้าภาพ 3-2 เซต คว้า #แชมป์เอเชียเป็นสมัยที่4 และ #คว้าสิทธิ์ ไปแข่งขัน #โอลิมปิกเกมส์2028 ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย

เกมรอบชิงชนะเลิศจบลงด้วยสกอร์ จีน 2-3 ไทย
25-20, 11-25, 25-23, 18-25 และ 10-15

ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ไทยรักษาแชมป์เอเชียได้สำเร็จ หลังจากเคยคว้าแชมป์ในปี 2009, 2013 และ 2023 โดยศึกปี 2026 มีเดิมพันสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะแชมป์ทวีปเอเชียจะได้โควตาไปโอลิมปิก 2028 โดยตรง ขณะที่ 3 อันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้าร่วมศึกชิงแชมป์โลก 2027

“ศศิภาพร” ระเบิดฟอร์ม 28 แต้ม
หนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของเกมรอบชิงชนะเลิศคือ ศศิภาพร จันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut) หมายเลข 11 ตำแหน่ง หัวเสา (Outside Hitter) ซึ่งทำคะแนนสูงสุดของทีมไทยถึง 28 คะแนน
ผลงานยืนยันบทบาทสำคัญในเกมรุกของไทยตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยก่อนหน้านี้ Volleyball World เคยรายงานว่าเธอเป็นหนึ่งในตัวทำคะแนนหลักของไทยใน VNL 2026 และทำ 21 คะแนนในเกมที่ไทยเอาชนะบัลแกเรีย 3-0 เซต

BEST 6 ของเอเชีย 2026 ไทยติดถึง 3 คน
นอกจากถ้วยแชมป์แล้ว #ผู้เล่นไทย ยัง #ติดทีมยอดเยี่ยม ประจำการแข่งขันหลายตำแหน่ง โดยรายชื่อ “Best 6”

หัวเสา (Outside Hitter)
#ศศิภาพรจันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut)
หมายเลข 11 MVP ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)

จวง อวี่ซาน (Zhuang Yushan)
หมายเลข 2 ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)
ผู้เล่นจีนที่มีบทบาทสำคัญในเกมรุกของเจ้าภาพ และทำได้ 21 คะแนนในรอบชิงชนะเลิศ

บอลเร็ว (Middle Blocker)
หวัง หยวนหยวน (Wang Yuanyuan)
หมายเลข 7 ตำแหน่งบอลเร็ว (Middle Blocker)
อีกหนึ่งกำลังสำคัญของทีมจีน โดยเฉพาะการสกัดเกมรุกหน้าเน็ต

#ทัดดาวนึกแจ้ง (Thatdao Nuekjang)
MVP บอลเร็ว (Middle Blocker)
ทัดดาวยังคงเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีมไทย ทั้งเกมบล็อกและการทำคะแนนจากบอลเร็ว โดยในรอบชิงชนะเลิศทำไป 18 คะแนน และมีบล็อกทำแต้มหลายครั้ง

บีหลัง (Opposite)
วาดะ ยูกิโกะ (Yukiko Wada)
หมายเลข 1 ตำแหน่งบีหลัง (Opposite)
ตัวทำคะแนนสำคัญของทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีผลงานโดดเด่นตลอดการแข่งขัน

ตัวรับอิสระ (Libero)
หวัง เหมิงเจี๋ย (Wang Mengjie)
หมายเลข 18 ตำแหน่งตัวรับอิสระ (Libero)
ผู้เล่นแนวรับของจีนที่ได้รับการยอมรับจากผลงานด้านการรับเสิร์ฟและเกมรับ

มือเซต (Setter)
#พรพรรณเกิดปราชญ์ (Pornpun Guedpard)
หมายเลข 3 ตำแหน่งมือเซต (Setter)
ยังได้ MVP #ผู้เล่นทรงคุณค่า เป็นรางวัลใหญ่ ไปด้วย พรพรรณทำหน้าที่ควบคุมจังหวะเกมรุกของไทย กระจายบอลให้หัวเสา บอลเร็ว และบีหลัง ทำให้เกมไทยสามารถเปลี่ยนจังหวะได้ตลอดการแข่งขัน

Cr. ThaiTribune

ที่มา : https://www.facebook.com/100069242419146/posts/1389423770042357/?rdid=UdbSQFGfutYYwhNF#

ไทย–สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์!! งานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น นายกฯ สองประเทศร่วมดนตรี Let It Be–Blowin’ in the Wind ‘อนุทิน’ ร้อง ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เล่นกีตาร์ สร้างช็อตอบอุ่นงานเลี้ยงผู้นำไทย–สิงคโปร์

“อนุทิน” จับไมค์ร้อง “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เล่นกีตาร์ เพลง “Let It Be” และ “Blowin’ in the Wind” ช็อตประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และภริยา ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand - Singapore Leaders' Retreat ครั้งที่ 5 ในวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายอนุทินได้ร้องเพลง 2 เพลง คือ “Let it be” ของ The Beatles และ “Blowin’ in the Wind” ผลงานของ Bob Dylan โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เล่นกีตาร์ในระหว่างที่นายอนุทินขับร้อง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ขณะที่ Facebook ของนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิประหว่างที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ เล่นดนตรีและร้องเพลง พร้อมข้อความระบุว่า โดยเมื่อนักดนตรีเจอกับนักดนตรี…ในงานเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พวกเราก็ได้ฟังเพลง “Let it be”

ช่วงบ่ายได้แถลงการณ์ความร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ การลงทุน AI อาเซียน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1590001376487245&id=100064321946557&rdid=puqN6jt9a8gukKu8#

“สวนนงนุชพัทยา” ปักหมุดบนสื่อระดับโลก!! AP พร้อมสื่อใหญ่ เผยพัทยา สู่จุดหมายครอบครัว ที่รวมธรรมชาติและวัฒนธรรม ‘นายกัมพล’ ชี้สวนนงนุชตอบโจทย์ทุกวัย ย้ำพัทยาหลากหลาย พร้อมก้าวสู่โลกกว้าง

สำนักข่าวระดับโลก AP กล่าวถึง “สวนนงนุชพัทยา” สะท้อนภาพใหม่พัทยาสู่ Family Destination

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าว Associated Press (AP) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยา ประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น โดยรายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อระดับนานาชาติ อาทิ ABC News และ The Washington Post ทำให้เรื่องราวของพัทยา รวมถึง สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) ได้รับการนำเสนอสู่สายตาผู้อ่านในวงกว้าง

หนึ่งในสถานที่ที่รายงานของ AP กล่าวถึงโดยตรงคือ สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) โดยนำเสนอถึงพื้นที่สวนและพรรณไม้อันกว้างใหญ่ รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรม สะท้อนอีกมิติของพัทยาที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า การที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงสวนนงนุชพัทยาในบริบทของภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และสอดคล้องกับแนวทางที่สวนนงนุชมุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทุกช่วงวัย ทั้งครอบครัว เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยารวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสวนสวยและพรรณไม้จากทั่วโลก หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเรียนรู้

การปรากฏชื่อ Nong Nooch Tropical Botanical Garden ในรายงานของสำนักข่าวระดับโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พัทยาในมุมใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียร์ไทยอย่างมีสไตล์ SIRIVANNAVARI สินค้าคอลเลกชันพิเศษ CheerTeamThai เติมพลังใจให้นักกีฬาไทยก่อนลุยศึกที่ญี่ปุ่น เริ่มจำหน่าย 11 ก.ย. 69 นี้ ที่สยามพารากอน รายได้ส่วนหนึ่งหนุนพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI เปิดตัวคอลเลกชันเฉพาะกิจ #CheerTeamThai เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย ผ่านหมวกและเสื้อกีฬา ที่ถ่ายทอดคาแรกเตอร์เดียวกับชุดพิธีการของนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม

สำหรับคอลเลกชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าดอนกอย ผูกหาง ราคา 2,900 บาท (มีจำนวนจำกัด และจำกัดการซื้อ 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน)

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ผูกหาง ราคา 1,900 บาท

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ราคา 1,200 บาท

· เสื้อกีฬา CheerTeamThai ราคา 1,500 บาท

โดยคอลเลกชัน #CheerTeamThai จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ใน วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 สยามพารากอน (เซาท์โซน) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย จะนำไปสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิก โดย คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพและพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI ชวนคนไทยมาร่วมสร้างความภาคภูมิใจ และส่งเสียงเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 และเอเชี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2569 ผ่านแฮชแท็ก #CHEERTEAMTHAI #SIRIVANNAVARI เพราะทุกเสียงเชียร์คือพลังที่ส่งต่อถึงนักกีฬาไทย และทุกก้าวสู่ชัยชนะ คือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10384486

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียมุ่งตัดระบบส่งกำลังของกองทัพยูเครน โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่ง เป้าหมายหลักเคียฟและท่าเรือ เรือบรรทุกสินค้า 2 ลำโดนถล่ม กระทบโครงข่ายยูเครนทั่วพื้นที่

กองกำลังรัสเซียโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ — กระทรวงกลาโหมรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองกำลังรัสเซียได้โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ
ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ Eridon ในเมืองวิชเนโวเอ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางทหาร

อีกแห่งคือ ศูนย์ FM Logistic Dnepr ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า เป็นสถานที่เก็บสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน
นอกจากนี้ ยังมี สถานที่ด้านโลจิสติกส์ในเขตชุมชนคอร์เชวาโตเอ ซึ่งถูกใช้สำหรับเก็บรักษาและกระจายสินค้าส่งต่อให้กองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังรายงานด้วยว่า มีการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ โดยลำหนึ่งอยู่ที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ และอีกลำอยู่ในทะเลดำ

ขณะเดียวกัน ยังมีการโจมตีคลังสินค้าที่เก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารในท่าเรือโอเดสซาอีกด้วย
โดยสรุป รายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังโครงข่ายโลจิสติกส์ของยูเครน ทั้งศูนย์กระจายสินค้า คลังเก็บชิ้นส่วนโดรน เรือบรรทุกสินค้า และคลังยุทโธปกรณ์ในพื้นที่เคียฟ เชอร์โนมอร์สก์ ทะเลดำ และโอเดสซา

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top