Friday, 4 September 2026
NewsFeed

“แกร็บ” รุกสินเชื่อบุคคลทั่วไทย!! เพิ่มวงเงินสูงสุด 30,000 บาท ขยายเวลาผ่อนชำระ 9 เดือน เจาะกลุ่มเดอะแบกแนวหน้าประเทศ ขยายบริการสู่ต่างจังหวัดหลัก

แกร็บ เล็งขยายสินเชื่อบุคคลทั่วไทย
อัปวงเงิน 30,000 บาท-ขยายเวลาผ่อนสูงสุด 9 เดือน

แกร็บ เผยกระแสตอบรับดีหลังเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไป (Grab Quick Cash) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 4 เดือน พบอินไซต์ผู้ใช้บริการสินเชื่อส่วนใหญ่เลือก “กู้เท่าที่จำเป็น” กว่า 80% เลือกขอเงินกู้เพียง 70% ของข้อเสนอวงเงินที่ได้รับ โดย “กลุ่มเดอะแบก” หรือมนุษย์เงินเดือนวัย 30–45 ปี ครองสัดส่วนผู้ใช้บริการสินเชื่อสูงสุด (มากกว่า 60%) รองลงมาคือกลุ่ม Gen X และ First Jobber ซึ่งส่วนใหญ่นำเงินไปใช้เสริมสภาพคล่องและขยายกิจการ โดยในช่วงไตรมาส 3 แกร็บเตรียมขยายบริการสินเชื่อไปในต่างจังหวัด พร้อมอัปเกรดวงเงินกู้สูงสุดเป็น30,000 บาท และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 9 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลได้มากขึ้น

นายภูรัชต์ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบริการทางการเงิน แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “แกร็บเริ่มทดลองเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดทันใจสำหรับบุคคลทั่วไปหรือ Grab Quick Cash ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 20,000 บาท และมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 6 เดือน โดยมีจุดเด่นของสินเชื่อที่สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ อนุมัติไว และดำเนินการแบบดิจิทัลผ่านแอปฯ ได้ 100% ทำให้เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ เรายังได้เห็นอินไซต์ที่น่าสนใจของผู้ใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็น รวมถึงพฤติกรรมการขอรับสินเชื่อที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม โดยเราจะนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”

ถอดรหัสผู้ใช้บริการสินเชื่อจาก Grab “ใครกู้-กู้แค่ไหน-กู้ไปทำอะไร?”
- กลุ่ม “เดอะแบก” ขึ้นแท่นผู้ใช้เบอร์หนึ่ง โดยกว่า 60% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash คือคนวัยทำงานอายุ 30–45 ปี ซึ่งหลายคนเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็น “Sandwich Generation” ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเอง ลูก และพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน รองลงมาคือกลุ่ม “Gen X” อายุ 46 ปีขึ้นไป ซึ่งถึงแม้จะผ่านช่วงสร้างตัวไปแล้ว แต่ยังเป็นวัยที่มีภาระทางการเงินรอบด้าน ตามมาด้วยกลุ่ม “First Jobber” หรือวัยเริ่มทำงานที่มีอายุ 20–29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการริเริ่มเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองเพื่อสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง โดยอาจมีเงินทุนสำรองไม่มากนักและต้องการตัวช่วยทางการเงินเมื่อมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

- กู้เท่าที่ใช้ ผ่อนเท่าที่ไหว กว่า 80% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash เลือกกู้ไม่เต็มวงเงินที่ได้รับข้อเสนอ โดยขอกู้จริงเฉลี่ยเพียง 70% ของข้อเสนอวงเงิน ขณะที่เกือบครึ่งเลือกกู้ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ใช้บริการเกือบ 70% เลือกโปรแกรมผ่อนชำระนาน 5–6 เดือน คิดเป็นการผ่อนเฉลี่ยประมาณ 2,400–2,500 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการนิยมกู้โดยคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องในแต่ละเดือน

- ต่างวัย ต่างโจทย์การเงิน เมื่อเจาะลึกถึงวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ พบว่า กลุ่มเดอะแบกและ Gen X มีเป้าหมายคล้ายกัน โดยส่วนใหญ่กว่า 70% ต้องการนำเงินไปเป็น “ทุนหมุนเวียน” ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่อขยายกิจการ รวมถึงสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ขณะที่กลุ่ม First Jobber นำเงินก้อนนี้ไปเป็น “ทุนตั้งต้น” เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับทำงานและสร้างรายได้

“เพื่อเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางเงินดิจิทัลให้กับคนไทย แกร็บเตรียมเดินหน้ารุกบริการสินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ใช้บริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักๆ อย่าง ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ในช่วงไตรมาสสาม พร้อมกันนี้เรายังเพิ่มวงเงินสินเชื่อสูงสุดขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 30,000 บาท พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดเป็น 9 เดือน เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการในแต่ละกลุ่ม” นายภูรัชต์ กล่าวเสริม

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

จีนปักหมุดบทบาทใหม่ในตะวันออกกลาง!! ‘สีจิ้นผิง’ พบผู้นำอียิปต์ ชู 4 ข้อ ริเริ่มสร้างกรอบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง เน้นบทบาทภูมิภาคและสันติภาพ อียิปต์หนุนความร่วมมือร่วมพัฒนา

ไคโร, 3 ก.ย. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งพบปะหารือกับอับดุล ฟัตตาห์ อัลซีซี ประธานาธิบดีอียิปต์ ณ กรุงไคโร เสนอข้อริเริ่ม 4 ประการเพื่อสร้างกรอบความมั่นคงรูปแบบใหม่ในตะวันออกกลาง โดยยึดวิสัยทัศน์ที่มุ่งส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันอย่างครอบคลุมรอบด้าน อาศัยความร่วมมือ และมีความยั่งยืน พร้อมชี้ว่าจีนสนับสนุนนานาประเทศในภูมิภาคให้พัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรและความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเรียกร้องให้ส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคด้วยการกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายใน

สีจิ้นผิงกล่าวว่าประชาชนในตะวันออกกลางควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องของตนเองและปฏิเสธการแทรกแซงจากภายนอก โดยจีนสนับสนุนกลุ่มประเทศในภูมิภาคให้เสริมสร้างการเจรจาสันติภาพและความมั่นคง ร่วมสำรวจการสร้างกรอบความมั่นคงใหม่สำหรับตะวันออกกลาง และกำหนดอนาคตของตนเอง อีกทั้งควรใช้แนวทางที่ครอบคลุมเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้านเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้นมีประเด็นร้อนหลายจุดที่ยึดโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ปัญหาปาเลสไตน์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาในตะวันออกกลาง และไม่ควรถูกมองข้ามหรือลดทอนความสำคัญลงเด็ดขาด

สีจิ้นผิงระบุว่าการพัฒนาควรเป็นรากฐานในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในตะวันออกกลางนั้นยังขึ้นอยู่กับการพัฒนา โดยจีนพร้อมร่วมมือกับนานาประเทศในตะวันออกกลางเพื่อรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ ผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริมการประสานผลประโยชน์ของประเทศในภูมิภาค ทยอยสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และขจัดต้นตอความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงเรียกร้องให้เสริมสร้างการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาค โดยยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศในฐานะหลักการพื้นฐานในการจัดการกิจการต่างๆ ในตะวันออกกลาง พร้อมระบุว่าประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศภายนอกภูมิภาค ควรยุติแนวทางแบบสองมาตรฐานในประเด็นตะวันออกกลาง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศในภูมิภาค ร่วมกันรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และสนับสนุนให้สหประชาชาติดำเนินบทบาทอย่างมีประสิทธิภาพในการจัดการกิจการในตะวันออกกลาง
ด้านอัลซีซีกล่าวว่าอียิปต์ชื่นชมจุดยืนของจีนต่อประเด็นตะวันออกกลางที่มีความสม่ำเสมอ เป็นกลาง และเป็นธรรม พร้อมระบุว่าอียิปต์มุ่งส่งเสริมการลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค แก้ไขความขัดแย้งและความแตกต่างผ่านวิธีทางการเมือง ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมความมั่นคงและการพัฒนาในภูมิภาค โดยอียิปต์พร้อมเดินหน้าเสริมสร้างการประสานงานกับจีนเพื่อบรรเทาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รักษาเสถียรภาพของภูมิภาค และร่วมกันสร้างกรอบความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา : Xinhua

คูเวตประกาศด่วน!! กองทัพคูเวตแจ้งเตือนภัยทางอากาศ ระบบป้องกันภัยทางอากาศทำงาน สกัดขีปนาวุธ-โดรนอิหร่าน เตือนประชาชนระวังตัวเข้มงวด

กองทัพคูเวตออกประกาศด่วนช่วงเช้าวันนี้ (3 กันยายน) โดยระบุว่า

ระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังเข้ารับมือกับ ขีปนาวุธและโดรนที่เป็นภัยคุกคามจากอิหร่าน พร้อมชี้แจงว่า เสียงระเบิดที่ประชาชนได้ยินในหลายพื้นที่ เกิดจากการทำงานของระบบป้องกันภัยทางอากาศที่กำลังสกัดเป้าหมาย และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยของทางการอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390342236587466/?rdid=0N0kz8n6voEmV01l#

จากความหวังสู่ความเสียใจ ‘จอนนี่ มือปราบ’ เสียใจหนัก หลัง ‘ครูอำนาจ’ กลับไปดื่มอีกครั้ง เผยครอบครัวทำเต็มที่แล้ว ทุ่มเท 3 เดือนดึงลูกขึ้นจากโคลน วางแผนเต็มที่ดูแลใกล้ชิดทุกอย่าง แต่ไม่ผ่านบททดสอบใจกลับไปเมา

โพสต์ล่าสุด จากพี่จอนนี่ มือปราบ

ผมตื่นเช้ามา ทราบข่าวครูอำนาจกลับไปเมา แล้วหลุด  ผมกับลูกโคตรเสียใจมากๆครับ

ความรู้สึกผมดิ่งลงสุดๆเลยตอนนี้ ลูกชายผมถึงกับร้องไห้

3เดือน ที่ผมดึงขึ้นจากโคลน มาบำบัดรักษา ดูแล ช่วยเหลือ ตามใจเอาใจทุกอย่าง วางแผนการทุกอย่าง หลอกล่อทุกอย่าง เพื่อจะให้เขาได้ทานยา ให้เขาได้ไปอบสมุนไพร ให้เขาได้วิ่งออกกำลังกาย คือเขาขออะไร พูดอะไร ผมตามใจตลอด

ยอมเสียสละ ให้ลูกชายมาตื่นแต่เช้าวิ่งเป็นเพื่อน ในฐานะลูกศิษย์ เพื่อที่จะยกย่องเขาเป็นครูอีก

3เดือนอยู่กับผม เชื่อฟังผม มาโดยตลอด น่ารักสุดๆ จนมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น เป็นครูที่มีลูกศิษย์รักมากมาย

มาถึงวันที่เขาขอลากลับ ผมก็ถือเป็นบททดสอบจิตใจ ว่าจะผ่านบททดสอบนี้ได้หรือไม่ หากผ่าน การลงทุนสร้างยิมส์หลายล้านบาท ที่จะลงทุนให้เขาได้สอนมวย มีรายได้มั่นคง ผมคงจะลงทุนแบบไม่ต้องมีความกังวล จึงปล่อยเขากลับไป เป็นอีกแผนการวัดใจ!!

ผลปรากฏ “เขาไม่ผ่านบททดสอบ” เขาทำให้ผมผิดหวังสุดๆ  และเสียใจมากๆ

แปลกสุดๆ ไม่ถึง24ชั่วโมงไม่ทันข้ามวันเลย เขาหลุดขนาดนั้น

“ผมกราบขอโทษไปยังสังคมครับ ผม ลูกชายผม ภรรยาผม พวกเราได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เต็มที่ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งครอบครัวๆหนึ่ง จะดึงมือคนที่จมโคลน ลุกขึ้นมายืนได้”

ฝากพี่น้องชาวศรีราชา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยรักษาเขา ดูแลเขาแทนผมด้วยนะครับ

ผม ภรรยาผม ครอบครัวผม และลูกชายผม ยังคงรัก และคิดถึง เป็นห่วงเขามากๆ

3เดือนที่อยู่กับผม  ผมทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ผมขอโทษสังคม ผมขอโทษพี่น้องชาวศรีราชาครับ

ผมขอโทษจากหัวใจ

เห็นหน้าลูก น้ำตาผมไหลเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/100063641362350/posts/1753329223465106/?rdid=RBwXtoBm23H8ZET7#

สื่อไทยกล่าวร้ายคนอิสราเอล!! อิสราเอลชี้แจงปมข่าวนักท่องเที่ยวในไทย ท่ามกลางกระแสวิจารณ์บนโซเชียล ปฏิเสธข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง จับตาท่าทีตำรวจ–รัฐบาล

ได้เวลาโต้กลับโซเชี่ยลไทยบ้างแล้ว ทูตอิสราเอลออกโรง เข้าพบตำรวจ ปมสื่อไทยรังแกอิสราเอล และปฏิเสททุกข้อกล่าวหา ไม่เป็นความจริง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกระแสสังคมไทยกับประเด็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติบางรายยังคงถูกจับตามอง หลังช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อพิพาทหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลในพื้นที่ท่องเที่ยวของไทย จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายอิสราเอล โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเข้าพบหน่วยงานตำรวจ เพื่อหารือเกี่ยวกับ ความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งข้อร้องเรียนจากคนไทยและการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถานทูตอิสราเอลเคยออกมาชี้แจงกรณีข่าวนักท่องเที่ยวถูกกล่าวหาว่ารับประทานอาหารแล้วไม่จ่ายเงินในจังหวัดภูเก็ต ปฏิเสทว่าไม่ใช่อิสราเอล และหลายๆคลิปก็ไม่ใช่อิสราเอล
ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังมีกลุ่มเคลื่อนไหวของไทยออกมาประท้วงหน้าสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยกล่าวถึงข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางราย รวมถึงประเด็นธุรกิจและการถือครองทรัพย์สินในประเทศไทย

เรื่องนี้จึงยังต้องจับตา ทั้งท่าทีของตำรวจ รัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และกระแสสังคมไทยต่อจากนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751414159383144/?rdid=RAOj3CWkY8oBLDhV#

‘ปูติน’ โต้ข้อกล่าวหาเยอรมนี!! จาก Nord Stream ถึงโดรนไลพ์ซิก ปูตินปฏิเสธรัสเซียอยู่เบื้องหลังโดรนสนามบินไลพ์ซิก ซัดเยอรมนีใช้ “ภัยคุกคามรัสเซีย” กลบวิกฤตในประเทศ ใช้รัสเซียเป็นแพะการเมือง

ปูตินโต้เยอรมนีกล่าวหารัสเซียอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนที่สนามบินไลพ์ซิก ชี้รัฐบาลกำลังใช้ “ภัยคุกคามจากรัสเซีย” กลบปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ

หลังเสร็จสิ้นการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ปูตินเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกถามคือ กรณีรัฐบาลเยอรมนีกล่าวหารัสเซียว่าอยู่เบื้องหลังเหตุโดรนบรรทุกวัตถุระเบิดที่สนามบิน Leipzig/Halle เมื่อเดือนสิงหาคม

ปูตินปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า หลักฐานที่เยอรมนีนำมาใช้นั้นถูก “ยัดเยียดขึ้นมา” และมองว่ารัฐบาลเยอรมนีกำลังเผชิญปัญหาภายใน ทั้งโรงงานปิดตัว ประชาชนตกงาน และมาตรฐานการครองชีพลดลง จึงจำเป็นต้องอธิบายปัญหาเหล่านี้ด้วยการสร้างภาพว่า ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับ “รัสเซียผู้รุกราน”

ปูตินยังย้อนถึงกรณี Nord Stream โดยกล่าวว่า เยอรมนีเคยกล่าวหารัสเซียว่าเป็นผู้ระเบิดท่อส่งก๊าซของตัวเอง ทั้งที่รัสเซียเป็นฝ่ายได้ประโยชน์จากการขายก๊าซให้ยุโรป และพร้อมกลับมาส่งก๊าซให้เยอรมนีได้ แต่เบอร์ลินไม่กล้าดำเนินการเพราะมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไปในคืนวันที่ 5 สิงหาคม 2569 มีรายงานการพบโดรนบรรทุกวัตถุระเบิดใกล้กับเครื่องบินขนส่งสินค้า Antonov ของยูเครนที่สนามบินไลป์ซิก/ฮัลเลอ (Leipzig/Halle) ประเทศเยอรมัน มีรายงานว่าโดรนลำที่สองชนกับเครื่องบินขนส่งสินค้าของ DHL และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม มีการพบโดรนอีกครั้ง เป็นลำที่สามในทุ่งนาแห่งหนึ่งของเยอรมัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน รัฐบาลเยอรมนีได้กล่าวโทษรัสเซียอย่างเป็นทางการและประกาศมาตรการต่างๆ ได้แก่ การปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในบอนน์ภายในวันที่ 18 กันยายน และการยกเลิกข้อตกลงเกี่ยวกับบ้านรัสเซียในเบอร์ลิน มอสโกปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2153813715514370&set=gm.1390387139916309&idorvanity=849053944049634

ขอแสดงความเสียใจ 'คุณป้าแบ็คแพ็ค' เสียชีวิตแล้ว วันที่ 3 ก.ย. 69 นี้ แจ้งข่าวถึงเพื่อนและแฟนคลับ กำหนดการพิธีแจ้งภายหลัง

แจ้งข่าวการเสียชีวิตของคุณป้านะครับ

คุณป้าแบ็คแพ็คได้จากไปอย่างสงบเมื่อเข้า

วันที่ 3  กันยายน 2569

จึงขอแจ้งข่าวให้ทั้งเพื่อนคุณแม่ที่อยู่ในเพจนี้ และผู้คนที่ชื่นชมในคุณแม่ด้วยครับ

กำหนดการของพิธีจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606653620816788&id=100044164972969&post_id=100044164972969_1606653620816788&rdid=WiAmZDt4zoJG82Ry#

‘เอกนัฏ’ ลุยจัดระเบียบ Data Center !! ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันเกิน 1.5 แสนลิตร สั่งดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย เร่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจ-ไม่กระทบปชช.

“เอกนัฏ” เอาจริง! ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ-ไม่กระทบประชาชน

วันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาการควบคุมศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยยืนยันรัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังพบประเด็นการจัดเก็บน้ำมันปริมาณมากเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย พร้อมเตรียม ปูพรมตรวจสอบ Data Center ทุกแห่งในกรุงเทพฯ หากพบการดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มอง Data Center เพียงในมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน

“หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม. ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ ยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบ Data Center ทั้งระบบต้องใช้เวลา โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับ “หลักเดือน” เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการ Data Center โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนา Data Center เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า เรื่อง Data Center เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการการทำงานของหลายกระทรวง พร้อมกำชับว่า ตอนนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ระหว่างมีกฎหมายใหม่

‘ทรัมป์’ ไม่กั๊กวิจารณ์ ‘แฮร์รี–เมแกน’ !! หลังย้ายออกจากสหรัฐฯ ชี้ไม่ใช่แฟนคลับทั้งคู่ ย้ำขาดความเคารพเชื้อพระวงศ์ เมแกน-แฮร์รี กลับอังกฤษครบ 6 ปี รับสถานะราชวงศ์แต่ไม่ปฏิบัติภารกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในวันพุธ(2ก.ย.) บอกว่าเขา "มีความสุข" ที่เจ้าชายแฮร์รีและครอบครัวเดินทางออกจากอเมริกาและกลับไปใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร ระบุไม่ชอบบุคคลทั้ง 2 เพราะขาดความเคารพต่อเชื้อพระวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับควีนเอลิซาเบธผู้ล่วงลับและกษัตริย์ชาร์ลส์

"ผมมีความสุขกับเรื่องนี้ ผมไม่ใช่แฟนคลับของพวกเขา" ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการตัดสินใจเมื่อเร็วๆนี้ของเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ในการออกจากแคลิฟอร์เนีย หลังใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐนานกว่า 6 ปี

ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ประกาศลดบทบาทและขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกชั้นสูงของราชวงศ์อังกฤษในปี 2020 และจากนั้นได้เดินออกจากสหราชอาณาจักรไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนีย อย่างไรก็ตาม 6 ปีผ่านไป ทั้งคู่ รวมถึงโอรสและธิดา เดินทางกลับสู่สหราชอาณาจักรเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม

"ผมคิดว่าพวกเขาปฏิบัติกับราชวงศ์ด้วยความไร้ซึ่งความเคารพเป็นอย่างสูง" ทรัมป์กล่าว พร้อมพาดพิงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับควีนเอลิซาเบธผู้ล่วงลับและกษัตริย์ชาร์ลส์ ซึ่งอยู่ระหว่างการรักษาโรคมะเร็ง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เมแกนโดยเฉพาะ บอกว่า "ผมไมชอบท่าทีของเธอ ผมคิดว่าเธอขาดความเคารพเป็นอย่างสูง"

เจ้าชายแฮร์รี พระชนมายุ 41 พรรษาและเมแกน วัย 45 ปี ย้ายจากสหราชอาณาจักรไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ ท่ามกลางความบาดหมางอย่างรุนแรงกับเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ และความสัมพันธ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก หลังจากเจ้าชายแฮร์รีเปิดตัวหนังสือเรื่อง "Spare" บันทึกความทรงจำที่เปิดเผยทุกเรื่องราว และไปให้สัมภาษณ์แบบเปิดใจโดยไม่มีการปิดบังใดๆ กับรายการทอล์คโชว์ชื่อดังของสหรัฐฯ ที่มี โอปราห์ วินฟรีย์ เป็นพิธีกร

หลังจากย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ เจ้าชายแฮร์รี ให้สัมภาษณ์กับ โอปราห์ วินฟรีย์ กล่าวหาราชวงศ์ละเลยพระองค์ ส่วน เมแกน ซึ่งมารดาเป็นคนผิวสีและบิดาเป็นคนขาว บอกว่าตอนที่เธอตั้งครรภ์ลูกชาย มีสุ้มเสียงแห่งความกังวลและมีการซุบซิบพูดคุยกันภายในราชวงศ์ เกี่ยวกับสีผิวของลูกชายของเธอ

เจ้าชายวิเลียม พระเชษฐาของเจ้าชายแฮร์รี ปกป้องเชื้อพระวงศ์หลังถูกกล่าวหา และตรัสเน้นย้ำว่า "เราไม่ใช่พวกเหยียดผิว"

นอกจากนี้แล้วเจ้าชายแฮร์รียังอ้างการถูกจับตามองจากสื่อมวลชน และความล้มเหลวของรัฐบาลในการอารักขาความปลอดภัยแก่ครอบครัวของพระองค์ ในเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายไปใช้ชีวิตในแคลิฟอร์เนีย

คาดหมายว่า เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ที่เวลานี้เดินทางกลับสู่สหราชอาณาจักรแล้ว ยังคงสถานะเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ได้ปฏิบัติกรณียกิจใดๆ

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับทั้งคู่เปิดเผยเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าครอบครัวนี้มีแผนย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่งรอบนอกกรุงลอนดอน เป็นระยะเวลานาน โดยที่พระโอรส เจ้าชายอาร์ชี พระชนมายุ 7 พรรษาและเจ้าหญิงลิลิเบท พระชนมายุ 5 พรรษา มีแผนเข้าศึกษาที่โรงเรียนในสหราชอาณาจักร

ไม่แน่ชัดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสำหรับทั้งคู่ แต่เจ้าชายแฮร์รีเคยตรัสไว้ว่าเขาต้องการให้โอรสและธิกา ได้ใช้เวลาในอังกฤษ

"ถ้าผมเป็นราชวงศ์ ผมจะไม่รับพวกเขากลับเข้าไป" ทรัมป์กล่าวปิดท้ายในวันพุธ(2ก.ย.)

(ที่มา:รอยเตอร์ส/mgronline)

ที่มา : https://mgronline.com/around/detail/9690000086418


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top