Thursday, 4 June 2026
NewsFeed

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ปลดล็อกไรเดอร์เข้า ม.33 นักวิชาการคณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ชี้รัฐต้องพิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง”ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ นักวิชาการจี้รัฐใช้ ICSE-18 พิสูจน์สถานะจ้างงาน

เปิดข้อเสนอ 1 ปี ทำได้จริง พิสูจน์สถานะจ้างงานไรเดอร์ ปลดล็อกแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ม.33

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมตรากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ) 2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง) ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 - 12 มิ.ย. 2569 นี้

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

แอฟฟิโนมหนุนทีมวิจัย มช. จับมือทีม “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนาชุดตรวจ EEHV ดันชุดตรวจโรคเลือดออกช้างสู่การใช้งานจริง หวังช่วยชีวิตช้างไทยทันท่วงที เน้นเทคโนโลยีคนไทยเข้าถึงง่าย

ชูผลงานวิจัยเด่น! หนุนทีมวิจัยนําโดย “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนา “ชุดตรวจโรคเลือดออกช้าง” หวังช่วยชีวิตสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ทันท่วงที วันที 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569

บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด ตอกยําวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ระดับประเทศเปิดตัวโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” โดยชูประเด็นหลักในการสนับสนุนงานวิจัยทีนําทัพโดย อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วย ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ เพือเร่งพัฒนาชุด ตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnostic Test: RDT) สําหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชือไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หวังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู ่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมและ ช่วยเหลือชีวิตช้างไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด จะมีความเชียวชาญและเป็นผู้นําด้านเทคโนโลยีเครืองมือและชุดตรวจโรค สําหรับมนุษย์ แต่ทางบริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความสูญเสียอันน่าเศร้าทีเกิดขึนกับ "ช้าง" ซึงเป็นสัตว์ทีมี ความสําคัญและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ทางบริษัทจึงมีปณิธานอย่างแรงกล้าทีจะนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยชุดตรวจโรคเลือดออกในช้างเพื่อให้ในอนาคตเครือข่ายนักอนุรักษ์ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างและปางช้างทีดูแลช้างบ้าน จะมีเครืองมือทีเข้าถึงง่าย สามารถตรวจพบเชือได้ตังแต่ระยะเริมต้น ซึงจะช่วยเพิมโอกาสรอด ชีวิตและทําให้สัตวแพทย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในพิธีส่งมอบการสนับสนุน คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้มอบหมายให้ คุณเพชรมงคล วัสสุวรรณ ผู ้บริหารโรงพยาบาลศุขเวช และเลขาผู ้บริหารกลุ่มบริษัทนวศรีการแพทย์ เป็นตัวแทนส่งมอบความร่วมมือ อย่างเป็นทางการแก่ทีมวิจัย คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร เสริมว่า “บริษัทมีเป้าหมายผลักดันงานวิจัยทีทรงคุณค่าอย่างโครงการของ อ.ดร.ธัญมาส และ ดร.วที ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง

โดยสร้างระบบสนับสนุนทีช่วยลดข้อจํากัดด้านการพัฒนาต้นแบบและการผลิต เพื่อให้เทคโนโลยีชุดตรวจนีถูกกระจายไปถึงมือผู ้ปฏิบัติงานได้อย่าง รวดเร็วทีสุด” นายเพชรมงคล กล่าวว่า “การสูญเสียช้างไปแต่ละเชือกคือความสูญเสียทีประเมินค่าไม่ได้ เพราะชุดตรวจวินิจฉัยทีรู้ผลเร็ว หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตให้พวกเขา การสนับสนุนครังนีจึงไม่ใช่แค่มิติทางวิชาการ แต่เป็นการ ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยทีเข้าถึงง่าย ลดการ นําเข้าจากต่างประเทศทังนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าส่งเสริมนักวิจัยรุ ่นใหม่อย่างต่อเนืองในปีต่อไป เพื่อร่วมปกป้องและอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปด้าน ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาและหัวหน้าโครงการเผยถึงแผนการดําเนินงานว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation”

โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทังวัสดุวิจัยการให้คําปรึกษาทางเทคนิคและสิทธิในการใช้ OmniFlex™ Universal Platform ซึ้งเป็นระบบมาตรฐานทีออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบบนระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรมทําให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างทีได้มาตรฐานพร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทีเกียวข้องกับช้างทังภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป 

การบินไทยลุยต่อ!! ฉลอง 33 ปี Royal Orchid Plus เปิดตัวแคมเปญ Rise to GOLD ตอบโจทย์สมาชิกพร้อมสิทธิพิเศษ ขยายประสบการณ์สมาชิกเต็มรูปแบบ

การบินไทยเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปี Royal Orchid Plus มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์เหนือระดับแก่สมาชิกตลอดปี 2569

กรุงเทพฯ 25 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ฉลองครบรอบ 33 ปี โปรแกรมสะสมไมล์ Royal Orchid Plus (ROP) ด้วยการยกระดับประสบการณ์สมาชิก ROP ผ่านการเปิดตัวสิทธิประโยชน์ กิจกรรมพิเศษ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ตลอดปี 2569 เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ โดยมี คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทฯ พร้อมด้วย คุณกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมในงานแถลงข่าว ณ ห้องออเธอร์ส เลานจ์ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญ “Rise to GOLD” ซึ่งมุ่งเปิดโอกาสให้สมาชิก Royal Orchid Plus ระดับ Silver สามารถก้าวสู่สถานะ Gold Member ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมรับเอกสิทธิ์ การเดินทางระดับพรีเมียม อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษ น้ำหนักสัมภาระเพิ่มเติม และสิทธิประโยชน์จากเครือข่าย Star Alliance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สมาชิก ทั้งกลุ่มที่เดินทางอย่างต่อเนื่อง สมาชิกที่เคยถือสถานะ Gold รวมถึงสมาชิกที่อยู่ในช่วงใกล้ถึงสถานะ Gold     

ภายในงาน มีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ โดยผู้บริหารจากการบินไทย ร่วมพูดคุยถึงแนวคิด ทิศทาง และการพัฒนา Royal Orchid Plus ในอนาคต พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ หรือ “บาส”

จากช่อง Go Went Go ที่ร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักเดินทางและสมาชิก Royal Orchid Plus ถึงประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่

นอกจากนี้ การบินไทยยังเตรียมสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ตลอดทั้งปี อาทิ โปรโมชันร่วมกับ Mastercard ที่มอบ Bonus Miles เพิ่มเติมสำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมรายการ สิทธิประโยชน์จากพันธมิตรทางการเงิน กิจกรรมในงาน “รักคุณเท่าฟ้า” รวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 30% สำหรับการแลกบัตรโดยสารรางวัลชั้นประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศของการบินไทย

ขณะเดียวกัน Royal Orchid Plus ได้ขยายประสบการณ์ของสมาชิกสู่มิติใหม่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงโปรแกรมสะสมไมล์ แต่เป็น ecosystem ที่เชื่อมโยงการเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ที่มีความหมายสำหรับสมาชิก ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือพิเศษ เช่น  GDH Concert ซึ่งสมาชิกสามารถรับโบนัสไมล์และสิทธิประโยชน์พิเศษจากกิจกรรมได้ รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

โดยสมาชิกสามารถร่วมกิจกรรมและรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการขยายสิทธิประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวผ่าน Royal Orchid Holidays (ROH) ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถนำไมล์สะสมมาใช้แลกแพ็กเกจท่องเที่ยวและบริการต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

คุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการบินไทย กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี ของการบินไทย ครบรอบ 33 ปีของ Royal Orchid Plus และครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays เราได้เตรียมกิจกรรมและสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย เพื่อขอบคุณสมาชิก Royal Orchid Plus ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการบินไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแคมเปญ Rise to GOLD และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นปีนี้ สะท้อนความตั้งใจของการบินไทยในการมอบประสบการณ์และคุณค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่สมาชิกทุกคน”

ทั้งนี้ สมาชิก Royal Orchid Plus สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ thaiairways.com หรือช่องทางสื่อสารของการบินไทยและ Royal Orchid Plus การบินไทยยังคงมุ่งมั่นพัฒนา Royal Orchid Plus สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทั้งการสะสมไมล์ การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างคุณค่าและความประทับใจให้แก่สมาชิกในทุกการเดินทาง

“จีน” เมินสาร ‘ทากาอิจิ’!! สะท้อนรอยร้าว ปักกิ่ง–โตเกียว ปมไต้หวันและญี่ปุ่นหวนเสริมกำลังทหาร ปักกิ่งเลี่ยงรับสารทากาอิจิ ขณะรายงานสีจิ้นผิงฉุนหนักถึงทรัมป์

Nikkei Asia ออกบทวิเคราะห์ “จีนเมินสารแสดงความเสียใจของทากาอิจิ เหตุเหมืองถ่านหินระเบิด

สี จิ้นผิง ฉุนทรัมป์ ปมญี่ปุ่น “หวนติดอาวุธ” ภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ ถูกปิดเงียบ

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตหลายด้านภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยจุดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือท่าทีของจีนต่อคำแสดงความเสียใจจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทากาอิจิ ต่อเหตุระเบิดเหมืองถ่านหินในมณฑลซานซี ซึ่งคร่าชีวิตคนงานจำนวนมากและถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเหมืองร้ายแรงที่สุดของจีนในรอบ 17 ปี

ทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจถึงสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม โดยระบุว่าขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว พร้อมอวยพรให้ผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว และหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้มากที่สุด ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่ง รวมถึงสถานกงสุลญี่ปุ่นทั่วจีน และทากาอิจิยังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาษาญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนไม่ได้ประกาศรับสารแสดงความเสียใจดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่สื่อหลักของจีนก็ไม่ได้รายงานเรื่องนี้ ทำให้ถูกมองว่าปักกิ่งจงใจเพิกเฉยต่อท่าทีจากผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า หน่วยงานควบคุมข้อมูลข่าวสารของจีนได้จำกัดการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับทากาอิจิ ทั้งในเสิร์ชเอนจินและแพลตฟอร์ม AI ของจีน เพื่อควบคุมกระแสความคิดเห็นภายในประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หากค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสารแสดงความเสียใจดังกล่าว ระบบจะขึ้นข้อความปฏิเสธว่าไม่สามารถให้ข้อมูลได้

ต่อมาในวันอังคาร ระบบค้นหาและ AI ของจีนเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะเปิดเผยข้อมูลบางส่วน แต่กลับเปลี่ยนไปเป็นข้อความปฏิเสธอีกครั้งในเวลาไม่กี่วินาที สะท้อนความลังเลของฝ่ายจีนในการจัดการประเด็นนี้

แม้จีนจะไม่รายงานสารแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ แต่กลับอนุญาตให้ปรากฏข่าวเกี่ยวกับโพสต์ X ของทากาอิจิที่อ้างอิงจากสื่อญี่ปุ่นและฮ่องกง เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ถูกกดไม่ให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของผลการค้นหา นอกจากนี้ยังมีบทความวิจารณ์ทากาอิจิเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน ซึ่งอ้างอิงความเห็นจากสื่อรัฐบาลจีนปรากฏอยู่ด้วย

ความขัดแย้งระหว่างจีนกับทากาอิจิเริ่มรุนแรงขึ้นหลังเธอกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หากจีนโจมตีไต้หวัน อาจถือเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น และอาจเปิดทางให้ญี่ปุ่นใช้สิทธิการป้องกันตนเองร่วมกับพันธมิตรได้ คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับรัฐบาลสี จิ้นผิง จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว และจีนเริ่มโจมตีตัวทากาอิจิอย่างต่อเนื่อง

รายงานวิเคราะห์ว่า การตอบสนองของจีนต่อสารแสดงความเสียใจครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนของปักกิ่ง ซึ่งพยายามรักษาท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้ประชาชนจีนเห็นว่า ญี่ปุ่นอาจกำลังส่งสัญญาณปรับท่าทีบางอย่างต่อจีน และยังใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อต้านญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวันอีกครั้ง โดยจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีน

ในอดีต การส่งสารแสดงความเสียใจระหว่างผู้นำญี่ปุ่นและจีนเคยช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย แม้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งหนัก โดยในสมัยนายกรัฐมนตรีจุนอิจิโร โคอิซูมิ ซึ่งเดินทางไปศาลเจ้ายาสุกุนิทุกปีและสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างมาก อดีตนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีนก็ยังส่งโทรเลขแสดงความเสียใจถึงญี่ปุ่นถึงสองครั้งในปี 2004 จากเหตุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในจังหวัดนีงาตะ ซึ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่อนคลายลงชั่วคราว แม้จีนในเวลานั้นจะพยายามไม่ให้สื่อภายในประเทศรายงานเรื่องดังกล่าวมากนักก็ตาม

อีกพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นก่อนทากาอิจิส่งสารแสดงความเสียใจเพียงหนึ่งวัน เมื่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เรียวเซ อาคาซาวะ ได้พบพูดคุยสั้น ๆ กับรัฐมนตรีพาณิชย์จีน หวัง เหวินเทา ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ถือเป็นการติดต่อระดับรัฐมนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่กรณีคำพูดเรื่องไต้หวันของทากาอิจิเมื่อเดือนพฤศจิกายน

ขณะเดียวกัน อิวาโอะ โฮริอิ รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศญี่ปุ่น ก็ได้พบกับหวัง เหวินเทา เช่นกัน และเรียกร้องให้จีนดูแลความปลอดภัยของชาวญี่ปุ่นในจีน หลังเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดทำร้ายผู้คนในร้านอาหารญี่ปุ่นที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน รวมถึงชาวญี่ปุ่น 2 คน

อีกประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น คือรายงานของหนังสือพิมพ์ Financial Times ที่ระบุว่า สี จิ้นผิง แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อทากาอิจิระหว่างการหารือกับทรัมป์ที่ปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยกล่าวโจมตี “การกลับมาสร้างกองทัพ” ของญี่ปุ่นภายใต้รัฐบาลทากาอิจิ และทรัมป์ได้ออกมาปกป้องผู้นำญี่ปุ่น

รายงานระบุว่า สี จิ้นผิง มีท่าทีรุนแรงและใช้อารมณ์มากเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่สหรัฐรู้สึกประหลาดใจ และถือเป็นช่วงที่ตึงเครียดที่สุดของการประชุมสุดยอดตลอดสองวัน

รัฐบาลญี่ปุ่นตอบโต้รายงานดังกล่าวทันที โดยโยชิมาสะ ฮายาชิ หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ญี่ปุ่นยังคงยึดหลักนโยบายป้องกันประเทศเพื่อการป้องกันตนเองเท่านั้น และรักษาขีดความสามารถทางทหารไว้เพียงเท่าที่จำเป็น

ด้านเหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ถูกผู้สื่อข่าว Reuters ถามตรง ๆ ว่า ญี่ปุ่นเป็นประเด็นในการหารือระหว่างทรัมป์กับสี จิ้นผิง หรือไม่ และทรัมป์ได้ปกป้องทากาอิจิตามที่มีรายงานจริงหรือไม่ แต่เหมาตอบเพียงว่า รายงานดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนมี” พร้อมย้ำว่าจุดยืนของจีนต่อญี่ปุ่นมีความชัดเจน

บทวิเคราะห์มองว่า จีนหลีกเลี่ยงการยืนยันรายงานของ Financial Times เพราะไม่ต้องการยอมรับว่าทรัมป์เข้าข้างทากาอิจิ เนื่องจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ที่จีนพยายามสร้างว่า การประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งประสบความสำเร็จ และสหรัฐเข้าใจจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ได้โทรศัพท์ถึงทากาอิจิจากเครื่องบิน Air Force One ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน เพื่อสรุปผลการหารือกับสี จิ้นผิง ทำให้จีนกังวลว่าสหรัฐอาจแบ่งปันรายละเอียดสำคัญให้ญี่ปุ่นรับรู้

เหตุการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การควบคุมข้อมูลของ AI จีน การหลีกเลี่ยงตอบคำถามของกระทรวงต่างประเทศจีน ไปจนถึงรายงานว่าทรัมป์ปกป้องทากาอิจิ ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการทูตและความมั่นคงอย่างหนักในเวลานี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3667666416719359/?rdid=57JNypSETrHZM7ht#

“แคนตันทาวเวอร์” จัดงสนท่องเที่ยว กว่างโจวเจ้าภาพหลัก เปิดไฟร่วมหอคอยโลก 18 แห่ง จัดแสดงวัฒนธรรมหลิงหนาน เสริมท่องเที่ยวครบวงจรคุณภาพสูง

"แคนตันทาวเวอร์" พลิกบทบาทจากแลนด์มาร์กของกว่างโจว สู่เวทีระดับชาติ จัดงานวันท่องเที่ยวจีน ปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วันท่องเที่ยวจีน (China Tourism Day) ครั้งที่ 16 ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ (Canton Tower Tourism Area) ภายใต้การบริหารของ Guangzhou City Construction Investment Group โดยนับตั้งแต่มีการจัดงานดังกล่าวในปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่นครกว่างโจวได้รับเกียรติให้เป็นเมืองเจ้าภาพหลักของงานนี้

ในโอกาสสำคัญนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ได้เชิญหอคอยสมาชิก 18 แห่งของสหพันธ์หอคอยโลก (WFGT) รวมถึงหอวิทยุและโทรทัศน์กลาง กรุงปักกิ่ง, หอไข่มุกตะวันออก นครเซี่ยงไฮ้ และ Willis Tower/Skydeck Chicago สหรัฐอเมริกา มาร่วมเปิดไฟพร้อมกันในพิธีเปิดงาน นอกจากนี้ ยังจัดการแสดงโดรนสุดตระการตาจำนวน 5,190 ลำ ประดับท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือนครกว่างโจวอย่างสว่างไสวสวยงาม

การที่เทศกาลท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับชาติครั้งนี้จัดขึ้น ณ นครกว่างโจว สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในศักยภาพและสถานะของเมือง ขณะเดียวกันยังเป็นการยกย่องความมุ่งมั่นและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับนครกว่างโจวอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมตื่นตาตื่นใจสามรูปแบบ เติมชีวิตชีวาให้กับเมือง

ในระหว่างวันที่ 19-31 พฤษภาคม Guangzhou City Construction Investment Group ได้รังสรรค์ประสบการณ์หลากหลายรูปแบบทั้งสำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน โดยครอบคลุมทั้งความงดงามทางทัศนียภาพ กิจกรรมที่เปิดให้มีส่วนร่วม และอาหารอันหลากหลาย ภายใต้แนวคิด "เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง สำรวจภูมิทัศน์อันงดงาม"

นิทรรศการสมบัติทางวัฒนธรรมหลิงหนาน สะท้อนมรดกภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

มีการจัดแสดงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจำนวน 37 รายการ พร้อมผลงานชิ้นเอก 102 ชิ้น อาทิ เครื่องเคลือบกวางตุ้ง งานปักผ้ากวางตุ้ง ผ้าไหมกวางตุ้ง และงานแกะสลักงาช้าง อีกทั้งยังมีผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติจำนวน 13 ท่านมาร่วมสาธิตงานหัตถศิลป์อย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป

เทศกาลอาหาร Greater Bay Area

ภายในงานมีการจัดบูธอาหารจำนวน 59 บูธ กระจายอยู่ตลอดถนนสามสายหลัก พร้อมด้วยการแสดงสดดนตรีป๊อปฮ่องกงและคอนเสิร์ตต่อเนื่องตลอด 6 คืน รวมถึงโซนกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ "One Thought of Dunhuang" และตลาดสินค้าสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม ซึ่งเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ่ายทอดเสน่ห์ของนครแห่งอาหารที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ณ บริเวณเขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

มอบสิทธิพิเศษทั่วเมือง เพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์ เรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ล โรงละครแคนตันทาวเวอร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน ตลอดจนโรงแรม Mountain Villa, Hotel Indigo และ China Mayors Plaza รวมถึงศูนย์การประชุม Yuexiu International Convention Center และสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง ได้ผนึกกำลังร่วมกันนำเสนอแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์อันคุ้มค่าแก่ผู้มาเยือนนับหมื่นคน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความเชื่อมั่น ยกระดับจาก "การบริหารหอคอย" สู่ "การบริหารเมือง"

การที่แคนตันทาวเวอร์ก้าวขึ้นมาเป็นเวทีระดับชาติได้อย่างสง่างามในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์อันแน่วแน่และการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าทศวรรษของ Guangzhou City Construction Investment Group ในการพัฒนาและยกระดับเมืองอย่างต่อเนื่อง

Guangzhou City Construction Investment Group บูรณาการพื้นที่ทั้งหมดให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยไม่ได้มองแคนตันทาวเวอร์เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวแบบแยกส่วน แต่กำหนดให้เป็นแกนกลางสำคัญของเมือง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั่วเมืองเข้าด้วยกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับภูมิภาคที่ครอบคลุมทั้ง "หอคอย แม่น้ำ สะพาน เมือง เกาะ และสวนสาธารณะ" อันประกอบด้วยจัตุรัสหัวเฉิง เกาะไห่ซินซา อุทยานวัฒนธรรมหลิงหนานอิมเพรสชัน พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำกว่างโจวโอเชียนเวิลด์ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ โดยแลนด์มาร์กเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่กระจัดกระจาย แต่ถูกร้อยเรียงกันเสมือน "สร้อยคอไข่มุก" อันงดงาม

ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา ตัวชี้วัดการดำเนินงานที่สำคัญของแคนตันทาวเวอร์มีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้เยี่ยมชมต่อปีสม่ำเสมอที่ระดับ 2.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี Guangzhou City Construction Investment Group มิได้มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะสั้น แต่ได้นำกำไรกลับมาลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นของหอชมวิวเพียงแห่งเดียว ได้ยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศด้านวัฒนธรรม การค้า และการท่องเที่ยวแบบครบวงจรในปัจจุบัน โดยทุกก้าวของการพัฒนาล้วนสะท้อนถึงการสั่งสมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องในระยะยาว

นอกจากนี้ Guangzhou City Construction Investment Group ยังได้ขยายศักยภาพครอบคลุมระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจร โดยเรือสำราญล่องแม่น้ำเพิร์ลของแคนตันทาวเวอร์ได้ขยายการดำเนินงานไปยังเมืองชิงหยวนและจ้านเจียง ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม กิจกรรม และการแสดงสดต่าง ๆ ก็กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถส่งออกได้ในเชิงพาณิชย์ สิ่งที่ Guangzhou City Construction Investment Group กำลังสร้างขึ้นคือ ฉากทัศน์การใช้ชีวิตในเมืองแบบ "4 in 1" ที่ผสานศิลปวัฒนธรรม การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว การเที่ยวชมเมือง และการพบปะทางสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากจุดเริ่มต้นของหอคอยเพียงแห่งเดียว สู่การยกระดับเป็นระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งเมืองอย่างสมบูรณ์

แนวคิดและการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลักดันให้แคนตันทาวเวอร์ก้าวกระโดดจากการเป็น "แลนด์มาร์กสำคัญ" ไปสู่ "ตัวชี้วัดด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม" และยกระดับสู่การเป็น "เวทีระดับชาติ" อย่างแท้จริงในปัจจุบัน

อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น ภายใต้กลยุทธ์ "New Life" เมืองแห่งความสุข

"เวทีระดับชาติ" ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการพัฒนา ในอนาคต Guangzhou City Construction Investment Group จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ "New Life" อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อปลดล็อกมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมสร้างสรรค์รูปแบบการบริโภคและผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ตลอดจนยกระดับพอร์ตการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งและครบวงจรมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับระบบนิเวศ "Culture & Tourism+" ให้เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนการบริโภคระดับภูมิภาค โดยขยายจากโครงการเดี่ยวไปสู่การบูรณาการทรัพยากรและการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งเปลี่ยนกระแสนักท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กให้ต่อยอดไปสู่การบริโภคในหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการค้าปลีก เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude economy) อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ ตลอดจนผลักดันรูปแบบใหม่ของการผสานวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว กีฬา และนิทรรศการเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน ยังมีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ริมแม่น้ำเพิร์ลให้กลายเป็นแกนกลางที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของเมือง โดยมีแคนตันทาวเวอร์เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทรัพยากรด้านวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว และนิทรรศการทั้งสองฝั่งแม่น้ำ เติมเต็มด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการศิลปะ พื้นที่สาธารณะสำหรับพบปะพูดคุย กิจกรรมนันทนาการสำหรับครอบครัว และเศรษฐกิจยามค่ำคืน เพื่อยกระดับพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่หล่อเลี้ยงทั่วเมือง เปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชม พักผ่อน และจับจ่ายใช้สอย อันนำไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภครูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน

เพื่อเปลี่ยนจาก "การตามกระแส" ไปสู่ "การสร้างกระแส" City Salon ระดับโลก ได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ การประชุมสุดยอดระดับนานาชาติ และเวทีเสวนาระดับโลกด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม เพื่อรวบรวมทรัพยากรระดับโลกและผลงานชั้นนำจากนานาประเทศ โดยใช้สถานที่สำคัญ อาทิ แคนตันทาวเวอร์ เกาะไห่ซินซา และศูนย์การประชุม Yuexiu International Conference Center เป็นเวทีในการถ่ายทอดเรื่องราวของนครกว่างโจวและประเทศจีนอย่างทรงพลัง

จากหอคอยเพียงแห่งเดียวสู่ทั่วทั้งเมือง จากแลนด์มาร์กของเมืองสู่เวทีระดับชาติ จากนี้ไป Guangzhou City Construction Investment Group จะยังคงจับมือกับนักท่องเที่ยวนับล้านคน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ภูมิทัศน์อันงดงาม และขับเคลื่อนอนาคตอันรุ่งโรจน์ไปด้วยกัน

ที่มา: เขตท่องเที่ยวแคนตันทาวเวอร์

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

“นี่ไม่ใช่กีฬาหมู่บ้าน หรือกีฬาโรงเรียน ตะกร้อจะโตในระดับโลก ต้องมืออาชีพและเคารพกติกา”

ดาโต๊ะ อับดุล ฮาลิบ สุไลมาน

รองประธานสมคมเซปักตะกร้อมาเลเซีย (PSM)

ที่มา : https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1534252998060527/?rdid=0PmXSHVyshVyLt2B#

BCH ดัน WMC ยกระดับฟื้นฟู เปิดศูนย์หุ่นยนต์อัจฉริยะ พร้อม Angel Robot ช่วยเดินขั้นบันได นำ AI รักษาโรคสโตรกและเคลื่อนไหว จัดมหกรรมสุขภาพลดสูงสุด 70%

BCH ดัน WMC สู่ศูนย์กลางฟื้นฟูผู้ป่วยแห่งอนาคต เปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ  

และ Angel Robot ผสาน AI ยกระดับการรักษาไทย

เปิดมหกรรมสุขภาพ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” คืนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย

รพ.เวิลด์เมดิคอล เปิดตัวโครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” พร้อมเปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” ดึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยเดิน “Angel Robot”หุ่นยนต์ที่สามารถเดินในพื้นต่างระดับ การก้าวขึ้น–ลงบันได หรือการเดินในพื้นที่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย และระบบ AI ยกระดับการรักษาผู้ป่วยสโตรกและผู้มีปัญหาการเคลื่อนไหว สู่ยุค Smart Healthcare 5.0 ผสานทีมแพทย์เฉพาะทางและเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบบูรณาการ พร้อมจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” รวมโปรแกรมสุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์ลดสูงสุด 70% หวังผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ รพ.เวิลด์เมดิคอล

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการพัฒนาโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ในการก้าวสู่โรงพยาบาลยุคใหม่ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อรองรับแนวโน้มสังคมผู้สูงวัยและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์การรักษาเฉพาะทางที่ตอบโจทย์อนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคที่จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เปิดตัว ศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาและการฟื้นฟูผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กายภาพบำบัด แต่เราวางให้เป็น Smart Step Rehab Center ที่ผสานการทำงานร่วมกันของแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมมุ่งสู่การเป็น Center of Excellence ด้านการฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์และระบบ AI ในอนาคต รวมถึงเป็นศูนย์กลางรับส่งต่อผู้ป่วยในเครือเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลในพื้นที่นนทบุรีและใกล้เคียง

ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Healthcare 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “เครื่องมือช่วยเหลือ” ไปสู่ “คู่คิดอัจฉริยะ” หรือ Agentic AI ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ วางแผน และติดตามผลการรักษาได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง

“Angel Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยการก้าวเดินขึ้นลงบันได้อย่างดีและเข้าใจผู้ป่วยที่สุดตอนนี้ และถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยระบบ Robot-Assisted Gait Training (RAGT) ที่สามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผลการฝึกเดินออกมาเป็นตัวเลขและกราฟอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเห็นพัฒนาการของการฟื้นฟูได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวว่า โครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยสโตรกและผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเดิน โดยโรงพยาบาลได้นำหุ่นยนต์ “Angel Robot” เข้ามาช่วยฟื้นฟูการเดินและการทรงตัว ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีฟื้นฟูรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การกายภาพบำบัดมีความแม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่องมากขึ้น

จุดเด่นของ Angel Robot คือ สามารถช่วยประคองการเคลื่อนไหวของขา สะโพก และลำตัว วิเคราะห์รูปแบบการเดิน และปรับแรงช่วยเหลือให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้กลับมาเรียนรู้การเคลื่อนไหวซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว

ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและระบบประสาทของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกในยุคใหม่ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ยังจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โถงบริการ ชั้น 1 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยรวบรวมโปรแกรมตรวจสุขภาพและบริการทางการแพทย์จากศูนย์เฉพาะทางต่าง ๆ มอบโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 70% ครอบคลุมทั้งโปรแกรมตรวจสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ มะเร็ง ระบบสมองและหลอดเลือด การตรวจรักษาภาวะมีบุตรยากและอีกมากมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจสุขภาพในราคาพิเศษได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

ผ่านช่องทาง LINE Official Account : @wmchospital เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพและการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรในยุคดิจิทัล

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ ทดลองใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยก้าวเดิน “Angel Robot”, กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพจากทีมแพทย์เฉพาะทาง, การแข่งขัน WMC Junior Artist Battle, เวที WMC Fun Stage Kids รวมถึงกิจกรรม Lucky Draw และของรางวัลสำหรับผู้ร่วมงาน พร้อมบริการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วฟรีสำหรับประชาชนวันละ 100 คน

ทั้งนี้ WMC ยังได้เปิดรับสมัครผู้ป่วยสโตรกที่อยากเดินได้ มาฝึกเดินกับทีมนักกายภาพบำบัดและหุ่นยนต์ยุคใหม่ Angle Robot ได้ฟรี!!! สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 มิ.ย. 69 นี้เท่านั้น สามารถลงทะเบียนสมัครล่วงหน้าได้ที่https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScsv6q784XDArUfZFQ2z1jtoPUr6l7NOcbjZ5Uhw49czAxtgw/viewform?usp=publish-editor 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top