Friday, 5 June 2026
NewsFeed

สหรัฐฯ ยังไม่ปิดประตูเจรจา!! ท่ามกลางไฟสงคราม ‘ทรัมป์’ อ้างยังต่อสายคุยอิหร่าน หวังหาทางออกวิกฤต ท่ามกลางวิกฤตฮอร์มุซเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ ยังคงมีการเจรจากับอิหร่านผ่านทางโทรศัพท์

“เรากำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่ในขณะนี้ และเราไม่ต้องบินนาน 18 ชั่วโมงทุกครั้งเพียงเพื่อไปดูเอกสารสักแผ่นอีกต่อไป เราทำผ่านทางโทรศัพท์” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

ประธานาธิบดียังกล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเขาชอบการหารือแบบพบหน้ากันมากกว่าเสมอ แต่เขาเห็นว่าการต้องเดินทางไกลด้วยเครื่องบินสำหรับการประชุมทุกครั้งนั้นเป็นเรื่อง “ไร้สาระ”

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความเสียหายและมีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานได้ประกาศหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป และทรัมป์ได้ขยายระยะเวลาการยุติการสู้รบออกไป เพื่อให้อิหร่านมีเวลาเสนอ “ข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ”

เมื่อวันที่ 13 เมษายน กองทัพเรือสหรัฐฯ เริ่มปิดล้อมการจราจรทางทะเลที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านทั้งสองฝั่งของช่องแคบฮอร์มุซ โดยวอชิงตันยืนยันว่า เรือที่ไม่ใช่ของอิหร่านยังสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ ตราบใดที่ไม่จ่ายค่าผ่านทางให้กับเตหะราน

ที่มา : Sputnik

“ปากีสถาน” เปิด6ระเบียง!! มุ่งเชื่อมอิหร่านเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ จีน-รัสเซียหนุนเบื้องหลังฉีกสหรัฐฯ เปิดทางส่งออกทะเลอาหรับเสริมอำนาจ สร้างกำแพงยูเรเซียสกัดดอลลาร์

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"

ปากีสถานเปิด 6 ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมอิหร่าน จิ๊กซอว์ลับ "จีน-รัสเซีย"ทะลวงปิดล้อมสหรัฐฯ
มองจากดาวอังคารยังเห็น! ว่างานนี้ไม่ได้มีแค่ปากีสถานกับอิหร่าน แต่คือยุทธศาสตร์ "ขั้วอำนาจใหม่" ที่มีพี่เบิ้มอย่าง จีน และ รัสเซีย นั่งแท่นเป็นผู้กำกับเส้นอยู่หลังม่าน เพื่อฉีกหน้ากากการปิดล้อมของสหรัฐฯ ให้ขาดสะบั้น!

การที่ปากีสถานตัดสินใจเปิด 6 เส้นทางขนส่งทางบก เชื่อมต่อกับอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการ "เลือกข้าง" ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

ใครได้ประโยชน์

จีนกลัวการโดนปิดล้อมที่ "ช่องแคบมะละกา" มาตลอด การเชื่อมท่าเรือกวาดาร์ ผ่านโครงข่ายถนนทั้ง 6 นี้เข้ากับอิหร่าน ทำให้สินค้าจีนไหลลงทะเลอาหรับและพุ่งตรงสู่ยุโรป/แอฟริกาได้ทันทีโดยไม่ต้องง้อทางเรือแบบเดิม

รัสเซีย ต้องการทางออกสู่ "มหาสมุทรอินเดีย" เพื่อระบายสินค้าและพลังงานหนีการคว่ำบาตรจากตะวันตก เส้นทางนี้คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้รัสเซียเชื่อมโลกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กพุ่งลงใต้ มาออกที่พรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน ได้สำเร็จ

ปากีสถาน เมื่อเงินจากสหรัฐฯ และ IMF มาพร้อมเงื่อนไขที่น่ารำคาญ ปากีสถานเลยหันไปหา "ความชัวร์" จากจีนและรัสเซีย ทั้งน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านและการเป็นฮับขนส่งของภูมิภาค กินค่าธรรมเนียมผ่านทางนิ่มๆ ผ่านถนนทั้ง 6 เส้นนี้

ใครเสียทั้งเหลี่ยมและผลประโยชน์

งานนี้สหรัฐฯ "หน้าชา" เพราะปากีสถานที่เป็นอดีตเด็กสร้าง กลับกล้าเปิดบ้านให้ศัตรูเบอร์หนึ่งอย่างอิหร่านเดินผ่านสบายใจเฉิบ ส่วนอิสราเอลแม้จะเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่จะให้ "เปิดศึก" กับปากีสถานตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนี่คือ "มหาอำนาจนิวเคลียร์" การขยับหมากรุกตัวนี้จึงเสี่ยงเกิดสงครามล้างโลก แน่นอนว่าปากีสถานกำลังเล่นกับไฟ ความเสี่ยงโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตรเศรษฐกิจหรือโดนตัดความช่วยเหลือทางการทหารมีสูงมาก แต่ดูเหมือนปากีสถานจะคำนวณแล้วว่า "ขนมปังจากจีนและพลังงานจากรัสเซีย" อิ่มท้องกว่าคำสัญญาว่างเปล่าจากฝั่งตะวันตก

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนน 6 สาย แต่มันคือการสร้าง "กำแพงยูเรเซีย" ที่รวมเอา จีน-รัสเซีย-อิหร่าน-ปากีสถาน เข้าด้วยกัน

เพื่อปิด2ตำนาน

-ยุคผูกขาดอำนาจของดอลลาร์ในภูมิภาคนี้หมดไปอย่างสิ้นเชิง!
-ความเป็นนกสองหัวของอินเดีย

สุดท้าย สหรัฐฯก็รู้ว่า"เปโตรดอลลาร์" เป็นเส้นทางที่ไม่วันหวลกลับมาอีกต่อไป #สหรัฐฯแพ้แล้ว
source:รายงานการเปิดระเบียงขนส่ง 6 เส้นทาง (Gwadar-Gabd / Karachi-Taftan และเส้นทางที่เกี่ยวข้อง),สถานะตู้คอนเทนเนอร์กว่า 3,000 ตู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวผ่านพรมแดนปากีสถาน-อิหร่าน,ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ CPEC และ INSTC

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1283519627269728/?rdid=9S5hCO6pt9Th8VCL#

ดาสโซลท์-กรู๊ปโรเชร์ จับมือ!! ดันเทคโนโลยี Virtual Twin เร่งพัฒนาสูตร ใช้ AI-3D ลดเวลาทดลอง 20% เสริมความแม่นยำสูตรด้วยดิจิทัล เริ่มที่พืช Ice Plant ในเครื่องสำอาง

Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) และ Groupe Rocher (กรู๊ป โรเชร์) กลุ่มธุรกิจความงามจากฝรั่งเศส เจ้าของแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ในไทย เดินหน้าความร่วมมือครั้งใหม่ ยกระดับการพัฒนาสูตรเครื่องสำอางจากธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง)
 
ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) เตรียมนำเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) มาเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

-Dassault Systèmes จะพัฒนา Virtual Twin (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) ที่สามารถจำลองและคาดการณ์การทำงานของสารออกฤทธิ์กับผิว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์

-เทคโนโลยีดังกล่าวผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), 3D modeling (การสร้างแบบจำลองสามมิติ) และ simulation (การจำลองสถานการณ์) เพื่อช่วยให้ทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการพัฒนาลดลง 20%
 
กรุงเทพฯ — 27 เมษายน 2569 — Dassault Systèmes(Euronext Paris: FR0014003TT8, DSY.PA) และ Groupe Rocher บริษัทเครื่องสำอางจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่รู้จักในไทยผ่านแบรนด์ Yves Rocher (อีฟ โรเช) และ Sabon (ซาบอน) ประกาศความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยเทคโนโลยี virtual twins — (แบบจำลองดิจิทัลเสมือนจริง) มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และผ่านการพิสูจน์แล้วในหลากหลายอุตสาหกรรม
 
Groupe Rocher ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2502   เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีรากฐานยาวนานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพจากธรรมชาติ โดยมีแบรนด์สำคัญ ได้แก่Yves Rocher (อีฟ โรเช), Sabon (ซาบอน), Arbonne (อาร์บอนน์) และ Dr Pierre Ricaud (ดร. ปิแอร์ ริโกด์) ปัจจุบันบริษัทมีนักวิทยาศาสตร์กว่า 200 คน ที่ทำงานวิจัยศักยภาพของพืชอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์องค์ประกอบและกลไกการทำงาน การพัฒนากระบวนการสกัดเชิงนวัตกรรม ไปจนถึงการออกแบบสูตรเครื่องสำอางจากสารออกฤทธิ์เฉพาะ
 
ปัจจุบัน การค้นหาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต้องอาศัยการทดลองในห้องปฏิบัติการเฉลี่ยราว 30 ครั้ง Groupe Rocher จึงตั้งเป้าที่จะเร่งกระบวนการดังกล่าวผ่านความร่วมมือกับ Dassault Systèmes เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานโดยใช้แนวทางเทคโนโลยีใหม่นี้ผสาน Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์), chemical modeling (แบบจำลองทางเคมี) และ simulation (การจำลอง) เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านสารสกัดจากพืช เพื่อสร้างระบบการคาดการณ์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมวิจัย ช่วยลดเวลาในการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของกระบวนการ
 
เวโรนิก ชวาร์ตซ์-บัวชู (Véronique Schwartz-Boishu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientific Officer) ของ Groupe Rocher กล่าวว่า “กลยุทธ์ด้านนวัตกรรมของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวด เพื่อให้เราสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความเป็นธรรมชาติ และความยั่งยืนได้อย่างลงตัว ความเชี่ยวชาญของ Dassault Systèmes ในด้าน Virtual Twin และปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้เราคาดการณ์ประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนาสูตรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้นลง”
 
ทีมวิจัยของ Dassault Systèmes จะพัฒนาแบบจำลองของสารออกฤทธิ์เฉพาะของ Groupe Rocher รวมถึงแบบจำลองผิว ภายใต้ Virtual Twin as a Service บนแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE  ด้วยการใช้ Virtual Twin ทาง Groupe Rocher จะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากปฏิสัมพันธ์ของสาร ทดสอบการซึมผ่านของผิว และจำลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสูตรผลิตภัณฑ์ได้ตั้งแต่ระยะแรกของการพัฒนา ด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้น ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความเชี่ยวชาญของงานวิจัยและพัฒนา ช่วยลดจำนวนการทดลองลง 20% และช่วยย่นระยะเวลาการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น
 
เอลิซา พริสเนอร์ (Elisa Prisner) รองประธานบริหารฝ่ายกลยุทธ์ อุตสาหกรรม การตลาด และการเปลี่ยนผ่านองค์กร (Executive Vice President, Strategy, Industry, Marketing and Transformation) ของ Dassault Systèmes (ดาสโซลท์ ซิสเทเมส) กล่าวว่า “การแข่งขันที่เข้มข้น อัตรากำไรที่จำกัด และความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น กำลังผลักดันให้บริษัทในอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลต้องสร้างนวัตกรรมอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่เพียงแค่ความรวดเร็วเท่านั้น เทคโนโลยี Virtual Twin ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของเราจะช่วยให้ Groupe Rocher สามารถจำลอง คาดการณ์ และปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ได้อย่างมั่นใจ บนสภาพแวดล้อมคลาวด์ที่ปลอดภัย พร้อมสร้างระบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดและขยายผลได้ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์จากพืช”
 
ในระยะแรก ความร่วมมือระหว่าง Dassault Systèmes และ Groupe Rocher จะมุ่งเน้นไปที่พืช Ice Plant (ไอซ์ แพลนต์) ก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายไปยังสารออกฤทธิ์อื่น ๆ โดยพืชชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกลุ่มชะลอวัยYves Rocher Lift Pro Collagene (อีฟ โรเช ลิฟต์ โปร คอลลาเจน)
 

“Darkest Before Dawn” เปิดโลกศิลปะนอกขนบ ผ่านผลงานเดี่ยวของ ‘ไกรลาศ มณี’ นิทรรศการเดี่ยวที่เชียงใหม่ เปิดแสดง 16 พ.ค.-26 มิ.ย. 69

DARKEST BEFORE DAWN
นิทรรศการเดี่ยวโดย ไกรลาศ  มณี
คิวเรทโดย จิรารัตน์ ไชยราช และ ไรน์ฮาร์ด เครสส์เนอร์
จัดแสดงที่ Head High Second Floor เชียงใหม่ 
16 พฤษภาคม – 26 มิถุนายน 2569

นิทรรศการนี้หยิบยกประเด็น “ศิลปะนอกขนบ” หรือ “Outsider Art” คำนิยามที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1972 โดยนักวิชาการชาวอังกฤษ Roger Cardinal ซึ่งได้ขยายขอบเขตแนวคิด Art Brut หรือ “ศิลปะนอกกรอบ” ที่ Jean Dubuffet ศิลปินชาวฝรั่งเศส บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่ออธิบายงานศิลปะของผู้ที่อยู่นอกสังคมกระแสหลัก อาทิ ผู้ป่วยจิตเวช หรือบุคคลชายขอบ ต่อมา Cardinal ได้ขยายนิยามดังกล่าวให้ครอบคลุมศิลปินนอกระบบสถาบันศิลปะอย่างเป็นทางการในวงกว้างยิ่งขึ้น

ภายในห้องจัดแสดงนำเสนอผลงานของ ไกรลาศ มณี ศิลปินและนักสร้างสรรค์นอกกระแส เชื้อสายอินเดีย–อเมริกัน ผู้มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดอารมณ์อันดิบสด อิสระ และไร้ขอบเขต ผ่านกระบวนการทำงานที่ตกผลึกทั้งในด้านความคิด รูปแบบ และเทคนิค เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่และประสบการณ์การโยกย้ายถิ่นฐาน ตั้งแต่อินเดีย สหรัฐอเมริกา จนถึงการตัดสินใจชักชวนครอบครัวมาตั้งรกรากในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนดังกล่าวนำพาให้เขาย้อนทบทวนความทรงจำ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความมืดหม่น การสูญเสีย การรอคอย และการต่อสู้กับภายในจิตใจของตนเอง เขาจึงแสวงหาความหวังและความเป็นไปได้ของการเริ่มต้นใหม่ ดั่งเช่นผู้คนในสังคมที่ต่างเผชิญความท้าทายของชีวิต นิทรรศการ ก่อนจะถึงรุ่งสาง: Darkest Before Dawn ยังเชื้อเชิญผู้ชมให้หวนกลับมาค้นพบความงามอันน่าหลงใหลของศิลปะนอกขนบ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการตีความ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างของสังคมมนุษย์
ไกรลาศ  มณี | ศิลปิน นักสร้างสรรค์ - เกิดปี พ.ศ. 2527 ประเทศสหรัฐอเมริกา

ไกรลาศ มณี เป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวอินเดีย-อเมริกัน เกิดที่ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ปัจจุบันพำนักและทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัยบอสตัน และปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียคอมมอนเวลธ์, สหรัฐอเมริกา คณะศิลปศาสตรบัณฑิต ด้านการสอนภาษาอังกฤษ ผลงานของเขาสะท้อนความสนใจในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ผ่านการสำรวจมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนของการดำรงอยู่ สร้างสรรค์จากจิตใต้สำนึกส่วนตัว และด้วยความที่ไม่ได้เรียนจบศิลปะโดยตรง ทำให้เขาไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบหรือกรอบตายตัว  งานของเขาจึงสะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งรากเหง้าความเป็นอินเดียที่สืบทอดผ่านสายเลือด

ประสบการณ์การเติบโตในอเมริกา และการย้ายถิ่นฐานมาเมืองไทย ซึ่งมอบแรงบันดาลใจและประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หล่อหลอมแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานของเขา นิทรรศการ ที่ผ่านมาของเขา แสงดี แกลเลอรี เชียงใหม่ (2558), โรงเรียนวูดสต็อก เมืองมุสโซรี ประเทศอินเดีย (2562) และคาเฟ่เออร์บัน โซเลซ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย (2566)

กีฬาพาเยาวชนเติบโต!! 18 ปี BTTC ผลักดันทุกโอกาส กีฬาไม่ใช่แค่แข่งขันเฉพาะในสนาม แต่เป็นพื้นที่ให้เยาวชนเล็งเห็นศักยภาพ เยาวชน BTTC สานฝันสู่เส้นทางอาชีพ

กีฬาพาไปไกลกว่าสนามแข่งขัน
จากเทเบิลเทนนิสสู่เส้นทางชีวิตของเยาวชนสโมสรฯ บ้านปู

เสียงลูกปิงปองกระทบโต๊ะดังสลับไปมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน สำหรับใครบางคน อาจเป็นเพียงเกมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับเยาวชนในสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (Banpu Table Tennis Club - BTTC) เสียงเหล่านี้คือจังหวะแห่งการเติบโต เปลี่ยนผ่าน และการเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตัวเอง
ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา BTTC ไม่ได้เป็นสโมสรที่เน้นเพียงการสร้างผลงาน แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและการใช้ชีวิต ผ่านการฝึกซ้อมและส่งแข่งขันที่เป็นระบบและเท่าเทียม กิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงวัฒนธรรมของการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันในสโมสรฯเยาวชนที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่นักกีฬา แต่ยังได้ค้นหาตัวตน เรียนรู้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค และต่อยอดทักษะไปสู่เส้นทางชีวิตที่หลากหลาย

จากสนามแข่งขันสู่เส้นทางอาชีพ: “โอม” นายจีรัฐติกุล เกษมพงศ์เรือง 
“โอม” เริ่มต้นจากการเล่นปิงปองด้วยความชอบในวัย 11 ปี ก่อนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTTC ในวัย 14 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น ไม่เพียงจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและโอกาสลงแข่งขันในนามสโมสรฯ ทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ แต่ยังรวมถึงการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโค้ช และการได้เรียนรู้ทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในบทบาท “พี่สอนน้อง” ผ่านการออกไปช่วยสอนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลร่วมกับสโมสรฯ อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ พาโอมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ของการต่อยอดกีฬาเป็นอาชีพในอนาคต

ปัจจุบันโอมเลือกที่จะต่อยอดประสบการณ์จากสนามแข่งขันสู่บทบาท “โค้ช” อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวจากสิ่งที่เขารัก “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู ทำให้ผมได้ลอง ได้พัฒนา และได้โอกาสเรียนรู้ในหลายบทบาท จนผมมั่นใจว่าปิงปองเป็นอาชีพที่ทำให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ วันนี้ผมจึงอยากส่งต่อโอกาสและทักษะที่ผมเคยได้รับ เพื่อผลักดันให้น้อง ๆ รุ่นหลังเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ผมเคยเป็น”

กีฬาพาไปเจอความฝันใหม่: “เจฟฟี่” นายชลสิทธิ์ บุญสิริวัชรกุล

สำหรับ “เจฟฟี่” ที่เติบโตมากับ BTTC มากว่า 10 ปี การเล่นปิงปองจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่เป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิต จากผลงานการแข่งขันระดับประเทศสู่โควตานักกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้เจฟฟี่เติบโตไม่ใช่แค่การลงแข่งขัน แต่คือสภาพแวดล้อมของสโมสรฯ ที่เปิดกว้างและไม่ตีกรอบเส้นทางชีวิต นักกีฬาสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ แม้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถไปทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ถูกกดดันให้ต้องมีชีวิตอยู่แค่ในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว
เมื่อเดินตามเส้นทางกีฬาไปถึงจุดหนึ่ง เจฟฟี่จึงเริ่มต่อยอดความสนใจสู่สายสื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวารสารศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษาผ่านโควตานักกีฬาควบคู่กับการเป็นนักแสดงในสังกัดค่ายที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งเริ่มต้นงานถ่ายแบบเข้าร่วมรายการวาไรตี้ และกำลังมีผลงานซีรีส์ที่เตรียมออกอากาศภายในปีนี้ โดยยังคงรักษาบทบาทนักกีฬาไปพร้อมกัน

“สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปูไม่เคยตีกรอบว่าเราต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด สโมสรฯ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลอง ได้พยายาม ได้ผิดพลาด และได้ค้นหาตัวเอง ความมั่นใจของผมเกิดจากการที่มีคนคอยสนับสนุนและรู้ว่าไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องในทีมของผมคอยเชียร์อยู่ข้างหลังเสมอ” เจฟฟี่กล่าว

กีฬาพาไปเจอวัคซีนทางใจ: “ครีม” นางสาวสรวีย์ ยุติธาดา
แม้เส้นทางของ “ครีม” จะไม่ได้มุ่งไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ใน BTTC ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิตที่จำเป็น ครีม นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านอกจากการฝึกซ้อมกีฬา สโมสรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กัน ซึ่งจะสอดแทรกผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬา หรือกิจกรรมรวมพลประจำปี ที่เปิดโอกาสให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อน โค้ช และรุ่นพี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ รวมถึงระบบของสโมสรฯที่มีความเป็นระเบียบ ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการจัดการอารมณ์ ซึ่งกลายเป็นทักษะที่ติดตัวและถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียน

“การแข่งเทเบิลเทนนิสไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใจหนูเข้มแข็ง เติบโต เป็นสนามฝึกให้หนูเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก และเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้” ครีมกล่าว

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และมองว่ากีฬาจะช่วยสร้างคนทำให้เยาวชนได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และต่อยอดศักยภาพสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต เราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กทุกคนต้องไปเป็นนักกีฬาอาชีพหรือต้องได้ที่หนึ่งในทุกการแข่งขัน แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน สร้างการเรียนรู้ในฐานะนักกีฬาที่มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะส่งต่อพลังความรู้ พลังกาย และพลังใจที่พวกเขาเคยได้รับจากสโมสรฯ   ไปยังน้อง ๆ ในรุ่นถัด ๆ ไป”
ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (BTTC) ได้ที่ https://www.facebook.com/BanpuTableTennisClub

เกี่ยวกับบ้านปู

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินธุรกิจหลัก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) US Closed-Loop Gas (ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ) Power+ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) Future Tech (เทคโนโลยีแห่งอนาคต) ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ด้วยการสร้างสมดุลพลังงานที่มีความเสถียร สามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ปิติ ชี้ แลนด์บริดจ์!! มากกว่าเชื่อม 2 ทะเล ต้องเชื่อมจีนให้ได้ ไทยต้องสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมแผ่นดินใหญ่เอเชีย อย่ามองเป็นแค่ทางลัดข้ามทะเลไทย แต่คือประตูเชื่อมจีน-อาเซียนสู่ 2 มหาสมุทร

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Piti Srisangnam กล่าวว่า

อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก

บทความวิเคราะห์โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงการระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือ "Land Bridge" (แลนด์บริดจ์) ชุมพร-ระนอง ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นความหวังในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย โดยมักถูกนำเสนอด้วยวาทกรรมหลักที่ว่า "นี่คือเส้นทางลัดที่จะมาทดแทนหรือแข่งขันกับช่องแคบมะละกา" อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาผ่านกรอบการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ลอจิสติกส์เชิงลึก และภูมิรัฐศาสตร์โลก วาทกรรมดังกล่าวอาจเป็น "กับดักทางความคิด" ที่ทำให้การออกแบบยุทธศาสตร์ของประเทศเดินหลงทาง หากไทยยังคงดึงดันที่จะสร้าง Land Bridge เพียงเพื่อเป็น "ทางผ่าน" ข้ามคอคอดกระ โครงการนี้อาจกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวที่สูญเสียความคุ้มค่าทางการลงทุน (ตามความคิดส่วนตัว ผมกังวลเรื่อง คลองลัด มากๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์, ความมั่นคง, สิ่งแวดล้อม และ สังคม เคยวิเคราะห์อย่างละเอียดไว้แล้วในหนังสือ Amidst the Global Sea Power ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน

ทิศทางที่ถูกต้องและตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างแท้จริง คือการพลิกกรอบคิดใหม่: เราต้องไม่สร้าง Land Bridge เพื่อแค่เชื่อมสองฝั่งทะเลไทย แต่ต้องสร้างให้เป็น "ประตูการค้า" (Macro-Regional Gateway) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตของจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (Mainland ASEAN) ออกสู่มหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก

ส่วนที่ 1: ภาพลวงตาของ "ทางลัด" และฝันร้ายของ "Double Handling"

เหตุผลสำคัญที่สายการเดินเรือระดับโลกตั้งคำถามกับความคุ้มค่าของ Land Bridge ในฐานะเส้นทางทดแทนช่องแคบมะละกา คือปัญหาทางเทคนิคและต้นทุนแฝงที่เรียกว่า Double Handling (การยกขนสินค้าซ้ำซ้อน) ซึ่งเป็น "จุดสลบ" ทางลอจิสติกส์ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ในโลกของการขนส่งทางทะเลยุคใหม่ "ระยะทางที่สั้นกว่า" ไม่ได้แปลว่า "ใช้เวลาน้อยกว่า" เสมอไป หากเรากางตัวเลขเปรียบเทียบกระบวนการขนส่ง จะเห็นภาพความซับซ้อนที่ชัดเจนดังนี้:

1. ขีดความสามารถที่ไม่สมมาตร (Asymmetric Capacity)

ฝั่งทะเล: ปัจจุบันเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) สามารถบรรทุกสินค้าได้ถึง 20,000 - 24,000 TEU (ตู้ขนาด 20 ฟุต) ต่อลำ

ฝั่งราง: รถไฟบรรทุกสินค้า (Freight Train) 1 ขบวนที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขนตู้คอนเทนเนอร์ได้เพียงประมาณ 100 - 200 TEU เท่านั้น

คอขวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้: การจะระบายสินค้าจากเรือ ULCV เพียง 1 ลำให้หมดเพื่อข้ามฝั่ง ต้องใช้ขบวนรถไฟมากถึง 120 - 200 ขบวน นี่คือฝันร้ายของการบริหารจัดการพื้นที่ลานกองตู้สินค้า (Yard Management) และตารางการเดินรถไฟ (Train Scheduling)

2. การสูญเสียเวลาในทุกจุดเชื่อมต่อ (Time Lost in Transitions)

หากเรือสินค้าเลือกแล่นผ่านช่องแคบมะละกา ระยะทางที่เพิ่มขึ้นราว 1,200 กิโลเมตร จะใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 ถึง 2.5 วัน โดยเป็นการเดินทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless Transit) แต่หากเลือกใช้ Land Bridge ระยะเวลาที่สูญเสียไปในแต่ละขั้นตอนจะประกอบด้วย:

การรอคิวเทียบท่า (Berthing Wait Time): 12 - 24 ชั่วโมงในฝั่งแรก

การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ (Unloading): แม้จะใช้เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ที่ทันสมัยที่สุดที่มีความเร็ว 30-40 Moves/Hour/Crane การยกตู้ระดับหมื่นตู้ลงลานกองต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 วัน

การรอคิวจัดขบวนรถไฟ (Train Marshalling): การยกตู้จากลานกองขึ้นรถไฟกว่าร้อยขบวน และเดินทางข้ามระยะทาง 90 กิโลเมตร อาจใช้เวลาอีก 1 - 2 วัน เป็นอย่างน้อย

การขนถ่ายสินค้าขึ้นเรือฝั่งตรงข้าม (Reloading): เมื่อถึงฝั่งตรงข้าม ต้องรอเรือแม่ลำใหม่มารับ และใช้เวลายกตู้ขึ้นเรืออีก 2 - 3 วัน

สรุปต้นทุนเวลา: การผ่าน Land Bridge แบบ Double Handling อาจใช้เวลาเบ็ดเสร็จ 6 - 9 วัน ในขณะที่การอ้อมช่องแคบมะละกาใช้เวลาเพียง 2 - 3 วัน นี่ยังไม่นับรวม "ต้นทุนค่ายกตู้" (Handling Charge) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการทำงานซ้ำซ้อนสองฝั่งท่าเรือ สายการเดินเรือจึงไม่มีแรงจูงใจใดๆ ที่จะหยุดเรือเพื่อย้ายของ หากเป้าหมายคือการขนส่งจากตะวันออกกลางไปเอเชียตะวันออกโดยตรง

ส่วนที่ 2: Land Bridge ในฐานะ "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative)

แม้ Land Bridge จะล้มเหลวหากมองในมุมของการ "ทดแทน" แต่โครงการนี้จะทรงคุณค่ามหาศาลหากถูกวางตำแหน่งให้เป็น "ทางเลือกทางยุทธศาสตร์" (Strategic Alternative) ช่องแคบมะละกาในปัจจุบันรองรับปริมาณการค้าราว 25-30% ของโลก และการขนส่งน้ำมันกว่า 60% ของเอเชีย แต่ช่องแคบนี้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงระดับวิกฤต (Chokepoint Risks) ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของการจราจรทางน้ำ ภัยคุกคามทางความมั่นคง หรือแม้แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน (เช่น กรณีเรือ Ever Given ขวางคลองสุเอซ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกนับพันล้านเหรียญต่อวัน)

ในบริบทนี้ การมี Land Bridge จะทำหน้าที่เสมือน "ระบบประกันภัยทางลอจิสติกส์ของโลก" เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน (Food and Energy Security) หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบมะละกาหรือทะเลจีนใต้ถูกปิดกั้น Land Bridge ของไทยจะเป็นเส้นทางเดียวที่สามารถรักษาระบบการไหลเวียนของสินค้าจำเป็นให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

ส่วนที่ 3: ระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป (The Hinterland Connection)

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของ Double Handling ยุทธศาสตร์หลักของ Land Bridge ต้องเปลี่ยนจากการเป็น "ทางผ่านชั่วคราว" ไปสู่การเป็น "จุดกำเนิดและจุดหมายปลายทาง" (Origin & Destination Hub) ของสินค้า ซึ่งหมายถึงการดึงเอาพื้นที่ตอนใน (Hinterland) ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเชื่อมต่อกับโครงข่ายนี้

แผนยุทธศาสตร์ลอจิสติกส์ระยะยาวต้องดำเนินการดังต่อไปนี้:

1. การเชื่อมต่อโครงข่ายรางระดับทวีป (Pan-Asian Railway Network Integration)

Land Bridge ต้องไม่สิ้นสุดแค่ระนองและชุมพร แต่ต้องเชื่อมโยงกับระบบรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงที่พาดผ่านแนวยาวของประเทศ จากภาคใต้ขึ้นสู่กรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อหนองคาย สปป.ลาว ไปจนถึงนครคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) และพื้นที่ภาคตะวันตกของจีน (ผ่านเส้นทาง R3A และรถไฟจีน-ลาว)

2. ปลดล็อกศักยภาพ Mainland ASEAN

สินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย สปป.ลาว กัมพูชา และจีนตอนใต้ สามารถใช้เส้นทางรางมุ่งตรงสู่ท่าเรือฝั่งอันดามัน (ระนอง) เพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และยุโรปได้โดยตรง โดยไม่ต้องอ้อมลงไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง หรืออ้อมช่องแคบมะละกา นี่คือจุดที่ Land Bridge จะประหยัดเวลาและต้นทุนได้อย่างแท้จริง เพราะสินค้าถูกบรรจุใส่ตู้ตั้งแต่ต้นทาง และทำการยกขึ้นเรือ (Single Handling) เพียงครั้งเดียวที่ท่าเรือระนอง

3. เชื่อมโยง SEC กับ EEC อย่างไร้รอยต่อ

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปรับแต่งสินค้า (Customization) ประกอบชิ้นส่วน หรือแปรรูปขั้นสุดท้าย ก่อนส่งออก และต้องมีโครงข่ายลอจิสติกส์ที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างแข็งแกร่ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่สามารถกระจายสินค้าออกได้ทั้งสองมหาสมุทร (Two-Ocean Gateway) ได้อย่างคล่องตัว และสิ่งที่ต้องดำเนินการคู่ขนานไปด้วยคือเชื่อมโยง SEC, EEC และ Land Bridge กับ Central Economic Corridor ภาคกลาง, Northern Economic Corridor ภาคเหนือ และ Northeastern Economic Corridor ภาคอิสาน กับอีก 10 จังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ที่จะเชื่อมไทยกับเพื่อนบ้าน

ส่วนที่ 4: ยุทธศาสตร์การลงทุนเพื่อถ่วงดุลมหาอำนาจ (Balancing Geopolitical Powers)

ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fragmentation) และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรง โครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลทางการเมือง

หากประเทศไทยพึ่งพิงเงินทุนจากมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งเพียงชาติเดียว (เช่น การพึ่งพาข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative - BRI ของจีนทั้งหมด) อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านอธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Debt-trap Diplomacy) และก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากมหาอำนาจขั้วตรงข้าม ซึ่งรวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

การออกแบบโมเดลการลงทุนแบบ "กลุ่มทุนผสมผสาน" (Multinational Consortium):

ไทยต้องใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) และหลักการความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) เข้ามาบริหารจัดการโครงการ รัฐบาลควรเปิดประมูลและจัดตั้งกลุ่มร่วมทุนระดับนานาชาติที่ประกอบด้วย:

จีน: ในฐานะผู้ใช้บริการหลักจากพื้นที่ตอนล่างของประเทศ และผู้นำด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย: ภายใต้นโยบาย Act East เพื่อให้ฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกับโครงการ Trilateral Highway อย่างเป็นรูปธรรม สร้างฐานตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้: ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงและนักลงทุนหลักใน EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล

สหรัฐฯ และยุโรป: เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีสีเขียว (Green Port) และรักษาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy)

โมเดลการลงทุนแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายมี "ผลประโยชน์ร่วมกัน" (Vested Interests) ในการปกป้องและรักษาเสถียรภาพของ Land Bridge ของไทย แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่ประลองกำลัง

บทสรุป

การผลักดันโครงการ Land Bridge ชุมพร-ระนอง ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่ความผิดพลาดคือการพยายามขายโครงการนี้ในฐานะ "ทางลัดเพื่อฆ่าช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ของการขนส่งและหลักเศรษฐศาสตร์ของการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องนำเสนอภาพจำใหม่ต่อประชาคมโลก Land Bridge คือ "Gateway of the Mainland" หรือประตูบานใหญ่ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ทุน และเทคโนโลยีจากแผ่นดินใหญ่ของเอเชีย (อาเซียนและจีน) ออกสู่สองมหาสมุทร การสร้างยุทธศาสตร์ที่ผนวกโครงข่ายทางราง การพัฒนาอุตสาหกรรมหลังท่า และการถ่วงดุลทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชาญฉลาดเท่านั้น ที่จะทำให้เมกะโปรเจกต์นี้แปรเปลี่ยนจากความฝันบนหน้ากระดาษ สู่การเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10163875751577225&id=625882224&rdid=zfrTEIh8CUG5t32O#

‘อ.อุ๋ย’ จี้รัฐบาล!! เดินหน้าทางกฎหมาย ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา ไม่ควรผลักภาระให้คนไทย ‘ใครก่อความเสียหาย ต้องจ่าย’

อาจารย์อุ๋ย จี้! รัฐบาล ทวงค่าซ่อมปราสาทตาควายจากกัมพูชา อย่าควักเงินคนไทยไปจ่าย!

จากรอยกระสุนและคราบเขม่าดินปืนที่ฝังลึกในเนื้อหินของ ปราสาทตาควาย และ ปราสาทตาเมือนธม ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของโบราณสถานพังทลาย แต่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างร้ายแรง 

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ากัมพูชาคือฝ่ายที่เริ่มใช้กำลังติดอาวุธรุกรานเข้าสู่เขตแดนไทยก่อน ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ "ผู้เริ่มก่อการ" ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

1. หลักความรับผิดของรัฐ (ARSIWA): ใครรุกรานคนนั้นต้องชดใช้
ภายใต้ร่างบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อการกระทำที่มิชอบระหว่างประเทศ หรือ ARSIWA (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts) กัมพูชาไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้ โดยตาม มาตรา 1 (Article 1) บัญญัติชัดเจนว่า "การกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัฐย่อมก่อให้เกิดความรับผิดสากล"

เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตีพื้นที่อธิปไตยของไทย จึงถือเป็น "การกระทำที่มิชอบ" และตาม มาตรา 31 (Article 31) รัฐผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง (Full Reparation) ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายทางวัตถุหรือจิตใจ 

นอกจากนี้ มาตรา 34 และ 35 ยังบังคับให้รัฐต้องทำคืนสภาพเดิม (Restitution) หรือจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Compensation) ดังนั้น กัมพูชาจึงต้องรับภาระค่าซ่อมแซมปราสาทตาควายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

2. อนุสัญญากรุงเฮก 1954: การทำลายโบราณสถานคือความผิด
ในมิติของกฎหมายมรดกโลก มีกลไกสำคัญคือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 (The 1954 Hague Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed Conflict) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาเป็นภาคี กฎหมายฉบับนี้ห้ามมิให้คู่พิพาทโจมตีโบราณสถานโดยเด็ดขาด

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนใหญ่ระดมยิงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อตัวปราสาท ถือเป็นการละเมิดมาตรา 4 และ 6 ของอนุสัญญาฯ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้รัฐผู้ทำลายต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น

3. กฎหมายภายในประเทศและสิทธิในการเรียกร้อง
ประเศไทยไทยในฐานะผู้ดูแลรักษาโบราณสถานตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะประเมินมูลค่าความเสียหายและเรียกร้องผ่านช่องทางทางการทูตหรือศาลระหว่างประเทศ เพื่อบังคับให้กัมพูชาชดใช้ตามหลักกฎหมายละเมิด

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

บทสรุป: 
เราจะปล่อยให้โบราณสถานไทยถูกย่ำยีแล้วใช้ภาษีคนไทยซ่อมเองไม่ได้! รัฐบาลไทยต้องแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว กัมพูชาในฐานะฝ่ายเริ่มสงครามก่อนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนภายใต้หลัก ARSIWA และต้องชดใช้ค่าซ่อมแซมปราสาททุกบาททุกสตางค์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าใครที่ริเริ่มความรุนแรงและทำลายมรดกของมวลมนุษยชาติ จะต้อง "จ่าย" ให้กับความเสียหายนั้นเสมอ!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1JQD4ZezQE/?mibextid=wwXIfr
 

น้ำมันดีเซลพอใช้ 103 วัน!! พลังงานไทยยังตึงตัว สถานการณ์ตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงต่อเนื่องทั่วโลก กองทุนน้ำมันขาดทุนกว่า 6 หมื่นล้านบาท

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

ประจำวันที่ 30 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

-  สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ หลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลจนกว่าอิหร่านจะตกลงในประเด็นนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กำลังเตรียมเสนอแผนปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นให้ทรัมป์พิจารณา เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านเพิ่มเติม ด้านอิหร่านระบุว่าความอดทนต่อมาตรการปิดล้อมมีขีดจำกัด และพร้อมจะตอบโต้หากการปิดล้อมยังดำเนินต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ประกอบกับการที่กลุ่ม OPEC+ มีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตได้เพียงเล็กน้อยราว 188,000 บาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกยังคงตึงตัว และราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาปิดวันที่ 29 เมษายน น้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 6.95 ดอลลาร์ ปิดที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Brent ปรับขึ้น 6.77 ดอลลาร์ ปิดที่ 118.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน Dubai ปรับลงเล็กน้อย 0.71 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 106.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 103 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 38 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 17 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 28 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 74.57 ล้านลิตร และจำหน่าย 54.34 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- อ้างอิงราคาจาก ปตท. ราคาน้ำมันดีเซล B7 40.20 บาท น้ำมันดีเซล B20 33.20 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล E20 35.45 บาท น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 42.45 บาท และน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 42.08 บาท

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.77 - 88.26 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.91 – 119.38 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 ติดลบ 62,853.38 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 118.83 ล้านบาท

คืนพิเศษของดนตรีไทย คอนเสิร์ตรำลึกบทเพลงศตวรรษที่ 20 นำโดย มาเอสโตร 'สมทรง' พลิกประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง สะท้อนพลังดนตรีดิบเถื่อน ซิมโฟนี 4 ของ 'มาห์เลอร์' เสียงสวรรค์บริสุทธิ์อบอุ่น

กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2569 —คอนเสิร์ตบางงานเป็นเพียงงานแสดง แต่บางงานคือการรำลึก เป็นการส่งต่อแสงไฟที่ไม่ให้มอดดับ คอนเสิร์ตของสยามซินโฟนิเอตตา ในวันที่ ๒๖ เมษายนนี้ คือคืนแห่งการรำลึกอย่างแท้จริง

ภายใต้การอำนวยเพลงของมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล วงออร์เคสตราจะนำเสนอผลงานชิ้นเอกสองชิ้นแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ได้แก่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ของสตราวินสกี้ และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ ทั้งสองบทเพลงนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย เพราะทั้งคู่ได้รับการแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดย พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ศิลปินแห่งชาติ นักการศึกษาผู้มีวิสัยทัศน์ และผู้ที่เปิดประตูสู่ดนตรีออร์เคสตราแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มาเอสโตร สมทรง เองก็คือผู้อำนวยเพลงในการแสดงครั้งที่สองในประเทศไทยของทั้งสองบทเพลงนี้เช่นกัน คืนนี้จึงเป็นการเดินทางที่วนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เป็นการสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ควรค่าแก่การจดจำ

บทเพลงในคืนนี้

สตราวินสกี้ — เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง (ค.ศ. ๑๙๑๓)

ไม่มีบทเพลงใดในโลกที่สร้างความวุ่นวายได้เท่านี้ และไม่มีบทเพลงใดที่ถูกรักอย่างลึกซึ้งได้เท่ากัน เมื่อครั้งที่ เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ได้รับการแสดงรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๑๓ ผู้ชมในหอแสดงดนตรีถึงกับก่อจลาจล ดนตรีที่กระหึ่มดังเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางเสียง ประกอบกับท่าเต้นที่แปลกประหลาดสุดขีด ทำให้ผู้คนตะโกน ชกต่อย จนตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

สตราวินสกี้ได้สร้างภาพแทนพิธีกรรมแห่งฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียโบราณ — ดิบ เข้มข้น และดุดัน ซึ่งในพิธีกรรมนั้นหญิงสาวผู้ถูกเลือกจะต้องเต้นรำจนสิ้นลมเพื่อบูชาเทพเจ้า ดนตรีสะท้อนเรื่องราวนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ จังหวะที่ไม่หยุดหย่อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสียงประสานที่ชนกันอย่างรุนแรง และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่ที่ถูกผลักไปสู่ขีดจำกัด เพียงแค่โน้ตเปิดของบาสซูนเพียงอย่างเดียวที่ถูกเขียนให้เล่นในช่วงเสียงสูงจนแทบเป็นไปไม่ได้ แขวนอยู่ระหว่างเสียงครวญคราญและความน่าสะพรึง ก็บอกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ดนตรีที่ทำให้รู้สึกสบาย

ทว่าภายในเวลาไม่กี่ปี เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก วันนี้บทเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดแห่งยุคสมัยใหม่ เป็นจุดที่ดนตรีคลาสสิกก้าวพ้นจากห้องรับแขกที่ประณีตและก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่เก่าแก่และดั้งเดิมกว่านั้น หลายคนรู้จักบทเพลงนี้ผ่านภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์เรื่อง Fantasia (ค.ศ. ๑๙๔๐) ซึ่งนำเพลงนี้มาประกอบฉากยุคไดโนเสาร์ และนั่นก็เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในเพลงนี้มีบางอย่างที่ดึกดำบรรพ์ บางอย่างที่พูดถึงพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่าอารยธรรม การได้ฟังบทเพลงนี้สด ๆ  ได้รู้สึกถึงจังหวะอันน่าตื่นตะลึงนั้นในร่างกายของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เกินกว่าคำบรรยาย

มาห์เลอร์ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ในบันไดเสียง G major (ค.ศ. ๑๙๐๐)

หากสตราวินสกี้คือพลังธรรมชาติ มาห์เลอร์ก็คือบางสิ่งที่ใกล้ชิดกว่า และในแบบของมันเอง ก็ไม่น้อยหน้ากันเลย

กุสตาฟ มาห์เลอร์ (ค.ศ. ๑๘๖๐–๑๙๑๑) คือหนึ่งในนักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคโรแมนติกตอนปลาย ผู้ที่เขียนซิมโฟนีที่ยิ่งใหญ่อลังการและเต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ตั้งคำถามกับชีวิต ความตาย และสิ่งที่อาจรออยู่เบื้องหน้า ทว่า ซิมโฟนีหมายเลข ๔ กลับเป็นข้อยกเว้นที่น่าประหลาดใจในผลงานทั้งหมดของเขา มันคือสิ่งที่ละเอียดอ่อนและส่องสว่างที่สุดที่เขาเคยเขียน ซิมโฟนีที่สวมใส่ใบหน้าแห่งความบริสุทธิ์ไว้

บทเพลงเปิดต้นด้วยเสียงกระดิ่งเลื่อนหิมะที่ระยิบระยับ ราวกับว่าเรากำลังถูกเชิญเข้าสู่นิทานฤดูหนาว ท่อนแรกมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์ที่แทบจะปิดบังฝีมือการประพันธ์อันสมบูรณ์แบบได้สำเร็จ ท่อนที่สองแปลกประหลาดกว่านั้น: ไวโอลินเดี่ยวที่ถูกขึ้นสายสูงกว่าปกติโดยเจตนา เพื่อให้เสียงออกมาได้ยิน เฉียบแหลม น่าขนลุก สื่อถึงภาพแห่งความตายที่กำลังเล่นซอในงานเต้นรำพื้นบ้าน เป็นอุปมานิทัศน์ยุคกลางที่ถ่ายทอดผ่านภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาห์เลอร์ ท่อนที่สามเปิดออกสู่หนึ่งในท่อนช้าที่สงบและงดงามที่สุดในซิมโฟนีทั้งหมดของโลก ห้วงแห่งความสงบสุขที่ดูเหมือนดำรงอยู่นอกเหนือกาลเวลา

และแล้วท่อนสุดท้ายก็เผยให้เห็นสิ่งที่ซิมโฟนีนี้กำลังสร้างขึ้นมาตลอด นักร้องโซปราโนก้าวออกมาขับร้อง Das himmlische Leben "ชีวิตในสวรรค์" บทกวีจากหนังสือรวมเพลงพื้นบ้านเยอรมันโบราณ Des Knaben Wunderhorn (ขลุ่ยวิเศษแห่งเยาวชน) ในบทกวีนี้สวรรค์ถูกบรรยายผ่านสายตาของเด็กน้อย เป็นแดนแห่งการเลี้ยงฉลอง ของลูกแกะและทูตสวรรค์ ของความสุขเรียบง่าย ภาพเหล่านี้อาจดูไร้เดียงสาเกือบเกินไป แต่ในมือของมาห์เลอร์ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ส่องสว่างและซาบซึ้งอย่างลึกล้ำ มุมมองของสวรรค์ที่กรองผ่านเลนส์ที่บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บทบาทของนักร้องโซปราโนในคืนนี้ตกเป็นของ ปุณณิกา มเหมือง นักร้องสาวผู้มีความสามารถจากโครงการ Opera Siam Young Soloist การที่ผลงานระดับนี้จะถูกมอบให้กับศิลปินชาวไทยรุ่นใหม่ ผู้ที่ได้รับการฝึกฝนที่นี่ในกรุงเทพฯ รู้สึกถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับคอนเสิร์ตที่โดยแก่นแท้แล้วพูดถึงการส่งต่อสิ่งที่มีค่าจากรุ่นสู่รุ่น

คืนแห่งการสืบทอด

พันเอก ชูชาติ พิทักษ์สกร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตโดยเชื่อว่าดนตรีที่ยิ่งใหญ่เป็นของทุกคน — ว่าผู้ฟังชาวไทยสมควรได้พบกับบทเพลงที่เคยสั่นสะเทือนหัวใจผู้คนในเวียนนา ปารีส และนิวยอร์ก และท่านถูกต้อง ความจริงที่ว่าบทเพลงที่ท่านเลือกนำมาเป็นผู้บุกเบิก เดอะ ไรต์ ออฟ สปริง และ ซิมโฟนีหมายเลข ๔ ของมาห์เลอร์ กลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติดนตรีโลก แสดงให้เห็นถึงสายตาอันเฉียบแหลมและหัวใจที่รักดนตรีของท่านอย่างชัดเจน

มาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล หนึ่งในบุคคลที่สร้างสรรค์ที่สุดของประเทศไทย ทั้งในฐานะนักประพันธ์เพลงและวาทยากรระดับโลก ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษสานต่อมรดกนี้ คอนเสิร์ตนี้คือเครื่องบรรณาการของท่าน ไม่เพียงแต่ต่อผู้บุกเบิกที่มาก่อน แต่ต่อความเชื่อที่ว่าดนตรีมีพลังข้ามทุกพรมแดน และกรุงเทพมหานครก็คู่ควรกับบทเพลงชิ้นเอกเหล่านี้เช่นเดียวกับทุกเมืองในโลก

ไม่ว่าคุณจะรักดนตรีคลาสสิกมาทั้งชีวิต หรือกำลังก้าวเข้าสู่หอแสดงดนตรีเป็นครั้งแรก คืนนี้เป็นคืนที่ไม่ควรพลาด

เกี่ยวกับสยามซินโฟนิเอตตา

สยามซินโฟนิเอตตา คือหนึ่งในวงออร์เคสตราเยาวชนที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อตั้งโดยมาเอสโตร สมทรง สุจริตกุล และมีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิโอเปร่ากรุงเทพและ Opera Siam นับตั้งแต่ก่อตั้ง วงได้นำเสนอผลงานออร์เคสตราที่ท้าทายที่สุดในโลกให้แก่ผู้ฟังชาวไทย และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ทั้งในและต่างประเทศ

 

บัตรและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจองบัตร: VIP: ๑,๒๐๐ บาท | ทั่วไป: ๖๐๐ บาท จำหน่ายบัตรที่: ticketmelon.com/operasiam/rite สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @operasiam

ปตท.สผ. ลุยผลิตก๊าซ!! เพิ่มกำลังผลิตถึง 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุต รายได้รัฐไตรมาส 1 กว่า 7,300 ล้านบาท หนุนเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ลงทุนโครงการใหม่ในมาเลเซียปี 2571

ปตท.สผ. แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569
เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานในประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 เมษายน 2569 – ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการในประเทศในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานและช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานโลก โดยไตรมาส 1 บริษัทสามารถนำส่งรายได้จากการดำเนินงานให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ)  ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4  และโครงการจี 2/61  ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย 

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย 

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้  การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย”  นายมนตรีกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย 

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ 
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top