Friday, 5 June 2026
NewsFeed

Sandisk เปิดตัวใหม่!! ยกระดับการ์ดความจำ CFexpress 4.0 ความเร็วสูง SD Card V90/V60 อัปเกรดเต็มที่ รองรับ 6K 8K อย่างลื่นไหล

Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยล่าสุด 
เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 เมษายน 2569 – Sandisk โชว์นวัตกรรมใหม่ในงาน NAB 2026 ณ ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุด นำโดย SANDISK Extreme PRO® CFexpress™ 4.0 Type B Card เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมอัปเกรด SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 และ V90 ที่มาพร้อมความจุเพิ่มขึ้นสูงสุด 2TB และยกระดับความเร็วเพื่อการใช้งานที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อการผลิตคอนเทนต์ก้าวสู่ความละเอียดระดับ 6K 8K รวมถึง การบันทึกแบบบิตเรตสูงมากขึ้น ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความเสถียร เพื่อรองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับไลน์อัพ Sandisk ที่เปิดตัวภายในงาน NAB 2026 ประกอบด้วย
 
SANDISK Extreme PRO® CFexpress 4.0 Type B Card  ประสิทธิภาพเหนือระดับ เพื่อการสร้างวิดีโอมืออาชีพ เร็วแรงสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับภาพยนตร์
การ์ดหน่วยความจำรุ่นล่าสุดจาก Sandisk ที่มอบความเร็วในการอ่านสูงสุดถึง 3,700MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 3,500MB/s พร้อมประสิทธิภาพการเขียนแบบต่อเนื่องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบันทึกวิดีโอแบบบิตเรตสูงได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังรองรับความจุสูงสุดถึง 4TB รองรับการบันทึกต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น และการถ่ายทำความเร็วสูงในระดับความละเอียด 12K              
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026
 
SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V90 Card  รองรับการบันทึก 8K ต่อเนื่องอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ
การ์ดหน่วยความจำ V90 ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันระดับสูง รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K และการถ่ายทำที่ต้องการความเร็วสูงต่อเนื่อง มาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB โดยการ์ดขนาด 2TB นี้ สามารถบันทึกวิดีโอ8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ยาวนานกว่า 1,118 นาที นอกจากนี้ ยังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการอ่านสูงสุด 310MB/s และเขียนสูงสุด 305MB/s (สำหรับรุ่นความจุ 512GB ถึง 2TB)
พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

o  SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 Card   บันทึกวีดีโอ 6 K ได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงที่ 24 เฟรมต่อวินาที
·    การ์ดหน่วยความจำ V60 ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของกลุ่มโปรซูเมอร์และระดับมืออาชีพ สำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 6K ควบคู่กับการถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูง โดยมาพร้อมความจุที่ขยายสูงสุดถึง 2TB อีกทั้งยังมอบความเร็วในการอ่านสูงสุด 300MB/s และเขียนสูงสุด 250MB/s ช่วยให้สามารถการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดความจำเป็นในการเปลี่ยนการ์ดบ่อยครั้ง (สำหรับรุ่นความจุ 256GB ถึง 2TB)
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANDISK ในงาน NAB 2026 ได้ที่ เว็บไซต์

เกี่ยวกับแซนดิสก์
Sandisk (Nasdaq: SNDK) เป็นผู้นำด้านโซลูชันแฟลชและเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูง ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในทุกช่วงจังหวะของความต้องการและแรงบันดาลใจ ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายขีดจำกัดของความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดตาม Sandisk ได้ทาง Instagram, Facebook, X, LinkedIn, YouTube ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TeamSandisk บน Instagram
 .
SANDISK, โลโก้ SANDISK และ SANDISK Optimus เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ WD_BLACK, โลโก้ WD_BLACK และ WD Blue เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Western Digital Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายคำว่า NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc.
เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง และผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีวางจำหน่ายในทุกประเทศหรือทุกภูมิภาคทั่วโลก

© 2026 Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

พลังงานโลกเดือด!! ฮอร์มุซตึงเครียด ดันราคาน้ำมันทะยาน ไทยตรึงขายปลีก-กองทุนยังติดลบ น้ำมันพุ่ง ขณะไทยยันสำรองพอใช้ 111 วัน แต่ไทยยังคงราคาหน้าปั๊ม ลดแรงกระแทกค่าครองชีพ

กระทรวงพลังงาน ขอรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณสำรองและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ประจำวันที่ 23 เมษายน 2569

1.สถานการณ์พลังงานโลกและปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อราคา

- สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดและยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อเปิดทางเจรจา แต่กลับไม่มีตัวแทนเข้าร่วมหารือ   ที่ปากีสถานจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ามาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวด มีการสกัดกั้นและเปลี่ยนเส้นทางเรือแล้วถึง 29 ลำ รวมถึงสกัดกั้นและเบี่ยงเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย อีกอย่างน้อย 3 ลำ อิหร่านตอบโต้ด้วยการยึดเรือสินค้า 2 ลำ และโจมตีอีกลำในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบหรือหยุดยิงอย่างสมบูรณ์จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อม ภาวะชะงักงันของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ บวกกับรายงานสต็อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่นของสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ปรับเพิ่มขึ้น 3.43 ดอลลาร์ ปิดที่ 101.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล WTI เพิ่มขึ้น 3.29 ดอลลาร์ ปิดที่ 92.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Dubai พุ่งขึ้นถึง 6.13 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 100.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

2. ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ และ  การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล

- ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 111 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 25 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 39 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 22 วัน  

- การผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูลเฉลี่ยตั้งแต่วันที่ 1 - 21 เมษายน 2569 ไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 78.78 ล้านลิตร และจำหน่าย 51.93 ล้านลิตร

3. ราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ต่างประเทศ และฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 

- คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันขายปลีกยังคงเดิม ได้แก่ ดีเซล B7 อยู่ที่ 41.70 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท แก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท แก๊สโซฮอล E20 ที่ 35.45 บาท และดีเซล B20 ที่ 34.70 บาท ต่อลิตร

- เทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 47.87 - 87.45 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.30 – 118.29 บาทต่อลิตร 

- ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ติดลบ 62,158.23 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 132.47 ล้านบาท

มาสด้าลุยรถไฟฟ้า!! เปิดประสบการณ์ MAZDA6e ตลอดเม.ย.-พ.ค. โปรโมชันเด็ดดอกเบี้ย 1.78% แข็งแกร่งด้วยแบตเตอรี่ LFP 77.9 kWh ชาร์จเร็ว 15 นาทีขับไกล 654 กม.

มาสด้าจัดกิจกรรม MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์รถไฟฟ้ามาสด้าแบบจุใจตลอดเดือนเมษายนและพฤษภาคม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, วันที่ 22 เมษายน 2569 – มาสด้าตอบรับเสียงเรียกร้องจากลูกค้า

ภายหลังสร้างปรากฏการณ์กระแสตอบรับอย่างท่วมท้นกับรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ THE ALL-ELECTRIC

MAZDA6e ในงานมอเตอร์ โชว์ ที่ผ่านมา ด้วยการจัดกิจกรรม “MAZDA6e ONENESS EXPERIENCE

สัมผัสประสบการณ์ที่ใช่ พร้อมสร้างความมั่นใจในเอกลักษณ์แบบมาสด้า”

ที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำตลอดเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม 2569

เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด

และได้ทดลองสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้า

ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานจากลูกค้าทั่วโลก

โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศได้แล้วตั้งแต่วันนี้

หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e เป็นยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback”

ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างาม

ด้วยการคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 หรือ “2026 World Car

Design of the Year” มอบสมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ

และคงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ

มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางไกล 654 กม.

รองรับการชาร์จด่วน DC Fast Charging ชาร์จไฟจาก 30%-80% เร็วสูงสุดใน 15 นาที**

มาพร้อมกับทางเลือก 2 รุ่น 2 สไตล์

รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน

ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท

รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece

ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ

เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e มาสด้ายินดีมอบข้อเสนอมากมาย

ทั้ง ดอกเบี้ยพิเศษ 1.78% 1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 2 ฟรี Home Charger

จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ 3 ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5

ปี 4 นอกจากนั้นยังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-

MUS) ประกอบด้วย

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 5

ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 6

ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 7

ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร 8

สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package

ยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** ทั้งนี้

มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้าเป็นอย่างดี

และขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e

เข้ามาทดลองขับพร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่โชว์รูมมาสด้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลอดเดือนเมษายน-

พฤษภาคม 2569 ได้ตามวันและสถานที่ดังต่อไปนี้

21-23 เม.ย. 69

มาสด้า กฤษฎา รามอินทรา กม.9

มาสด้า พระนคร

เกษตร–นวมินทร์

21-25 เม.ย. 69

มาสด้า อนุภาษ ภูเก็ต

23-26 เม.ย. 69 

มินิ มอเตอร์โชว์

ศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์

สุรินทร์*

24-26 เม.ย. 69

มาสด้า พระราม 7

24-27 เม.ย. 69

- มาสด้า สุขุมวิท 65

28-30 เม.ย. 69

- มาสด้า เคพีออโต้ คลองหลวง

28 เม.ย.69 - 3 พ.ค. 69

- มาสด้า ดุสิต ออโต้ เซลส์ (ตรัง)

30 เม.ย.69 - 4 พ.ค. 69

- บิ๊กเซลส์ มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 11

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล อุบลราชธานี

ชั้น1*

1-3 พ.ค. 69

- มาสด้า 14 ออโตโมทีฟ เทพารักษ์

1-10 พ.ค. 69

- มหกรรมยานยนต์ล้านนา

ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เชียงใหม่

เฟสติวัล ชั้น 1 บริเวณลานกิจกรรม

5-7 พ.ค. 69  มาสด้า

- เจพี ประดิษฐ์มนูธรรม**

- มาสด้า เภตรา บางพูน**

5-11 พ.ค. 69

- มินิ มอเตอร์โชว์ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล กระบี่

7-17 พ.ค. 69

- มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2026

ศูนย์การค้า เทอมินอล 21 โคราช

ชั้น G โซน Paris & London Street

8-10 พ.ค. 69 

- ศูนย์การค้า ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

ชั้น B หน้า Amazon*

มาสด้า แอลบาทรอส ออโต้

รามอินทรา

*มีรถสำหรับจัดแสดงเท่านั้น **มีรถสำหรับทดลองขับเท่านั้น

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น

สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1 ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4)

บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3 ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง

1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4 สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5 ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE/TikTok

สวนนงนุชจัดโปร!! เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 ตลอดเดือนพฤษภาคม เด็กและผู้สูงอายุมากมายสิทธิ์ เมืองอียิปต์ใหม่พร้อมแลนด์มาร์ก

“เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้มทั้งบ้าน! สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ ตลอดพฤษภาคม ลดภาระครอบครัว เที่ยวได้ทั้งครอบครัวแบบสุดคุ้ม”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับช่วงใกล้เปิดเทอม จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in สามารถรับสิทธิพิเศษทันที เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีอีก 1 ใบในทันที เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบครอบครัวในช่วงปิดเทอมปลายที่กำลังจะสิ้นสุด

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยา บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับโลก มีสวนสวยมากกว่า 60 สวน และมีการรวมพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 18,000 ชนิด พร้อมไฮไลต์สุดตื่นตาอย่างโซนไดโนเสาร์มากกว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุด “เมืองอียิปต์” ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วยพีระมิดและรูปปั้น Ennead (เอนเนียด) หรือมหาเทพในตำนานอียิปต์โบราณ ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 12 องค์ จากทั้งหมด 23 องค์ มีความสูงกว่า 5 เมตร ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายภาพที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับคุณภาพ “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ ที่เปิดการแสดงวันละ 4 รอบ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกวัยสวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

MOSHI รุกตลาดไลฟ์สไตล์!! คว้าลิขสิทธิ์ "Kuromi" จาก Sanrio เสริมคอลเลกชันแฟชั่น-ไลฟ์สไตล์ มุ่งกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult ดันยอดขายไตรมาสแรกโตต่อเนื่อง

“MOSHI” เสริมแกร่งยอดขายไตรมาส 1/69 คว้าลิขสิทธิ์ ‘Kuromi’
ลงคอลเลกชันใหม่ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult
พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ ดันยอดขายโตต่อเนื่อง

‘บมจ. โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น’ หรือ MOSHI ผู้นำในธุรกิจร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของประเทศไทย เดินเกมรุกสร้างความคึกคักให้ตลาดค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ล่าสุด คว้าลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดฮิตระดับโลกอย่าง “Kuromi” (คุโรมิ) จาก Sanrio เสริมทัพสินค้ากลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ดึงเสน่ห์ความน่ารักปนเท่ มัดใจกลุ่มวัยรุ่นและ Young Adult พร้อมปูพรมสินค้าใหม่หลากเซกเมนต์ มั่นใจกระตุ้นยอดขายในไตรมาสแรกเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวบุณยวีร์ บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เปิดเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญของการเติบโตในธุรกิจค้าปลีกคือการสร้างความเคลื่อนไหวให้ร้าน (Store Dynamism) อยู่เสมอ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์การออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง (Continuous Product Refresh) เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งหวังให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกค้นพบสิ่งใหม่ (Sense of Discovery) ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความตื่นเต้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเยี่ยมชมร้านซ้ำ (Reason to Return) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เน้นไลฟ์สไตล์และความน่ารัก (Lifestyle & Trend-driven Products) ที่ผู้บริโภคต้องการความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด MOSHI ได้เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์ ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ “Kuromi” (คุโรมิ) คาแรกเตอร์ยอดนิยมระดับโลกจาก Sanrio ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ประกอบกับการเลือก Kuromi ในครั้งนี้ มาจากเสียงเรียกร้องของฐานลูกค้าที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันถือเป็นหนึ่งในคาแรกเตอร์ที่มีมิติชัดเจน สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงาน (Young Adult) ที่มีกำลังซื้อ ทำให้คอลเลกชัน Kuromi เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มไลน์สินค้าของ MOSHI ให้มีความเป็นแฟชั่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

สำหรับคอลเลกชัน Kuromi ได้รับการออกแบบให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกหมวดหมู่การใช้งานในชีวิตประจำวัน (Life-centric Design) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของใช้ในบ้าน (Home), สินค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) และเครื่องเขียน (Stationery) โดยมีไอเทมไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Kuromi ได้อย่างชัดเจน อาทิ หมอนไดคัท, ผ้าห่ม, กิ๊บติดผม, เสื้อผ้า, หมวก และอุปกรณ์จัดเก็บของต่างๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่ครบครันที่สุด เพื่อให้แฟนคลับสามารถเลือกใช้สินค้าที่ชื่นชอบได้ในทุกโมเมนต์ของวัน ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์ธุรกิจและปฏิบัติการ MOSHI กล่าวเพิ่มว่า บริษัทฯ ได้ใช้คอลเลกชัน Kuromi เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (Traffic Driver) สำคัญในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และเพื่อเพิ่มยอดการซื้อต่อครั้ง (Basket Size) จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มักซื้อสินค้าอื่นควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้เสริมทัพด้วยสินค้าลิขสิทธิ์อื่นๆ เช่น Hangyodon จาก Sanrio, Choonsik และ Niniz จาก Kakao Friends รวมถึงการปั้นสินค้าที่เป็นเอกสิทธิ์ของ MOSHI (Intellectual Property) อย่าง “Aqua Dream” เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (Multi-segment) นำไปสู่การเกิด Traffic ที่ต่อเนื่องและการซื้อซ้ำ (Repeat Purchase) ส่งผลให้ภาพรวมยอดขายในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ในด้านการบริหารจัดการและช่องทางการจำหน่าย บริษัทฯ ได้ใช้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจากขนาดธุรกิจ (Economy of Scale) จากเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ มาช่วยในการควบคุมต้นทุนเพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าใน “ราคาที่จับต้องได้” ผ่านกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นการสื่อสารผ่าน KOL ทุกระดับ ที่มีความชื่นชอบในแบรนด์จริง ซึ่งจะช่วยสร้าง Awareness และภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับแบรนด์ในวงกว้าง โดยผู้ที่สนใจสามารถเลือกช้อปคอลเลกชัน Kuromi และสินค้าใหม่ๆ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ร้าน Moshi Moshi ทุกสาขาทั่วประเทศและแพลตฟอร์ม Online Shopee หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Fanpage Moshi 

Moshi: https://www.facebook.com/moshimoshi.jp  

ม.รังสิต ลุยเวทีดีเบต!! SDIS ม.รังสิต โชว์ศักยภาพเวทีนานาชาติ คว้ารองชนะเลิศดีเบต 4 สถาบัน พร้อมรางวัล Best Speaker ตอกย้ำทักษะคิดวิเคราะห์-สื่อสารอังกฤษระดับสากล

คณะการทูตฯ ม.รังสิต คว้ารางวัลเวทีดีเบต 4 สถาบันระดับนานาชาติ

คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในเวทีวิชาการระดับอุดมศึกษา คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโต้เวทีสานสัมพันธ์ 4 มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยสหวิทยาการ (PPE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน (SWUIC) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) มหาวิทยาลัยมหิดล

ทีมดีเบต คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ Sai Zin Min Htike, Patinthida Ruchanarong และ Pyae Sone Kyaw โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sai Zin Min Htike นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล The Best Speaker ของการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะ และการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับสากลที่เฉียบคม นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทีมฝ่ายวิชาการ (Academic Support) นำโดย Nyein Thinzar Aung, Bang San Awng, Pyae Sone Aung, Nan Hnin Nway Ei และ Ye Htet ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลและเตรียมประเด็นการโต้แย้งอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาจากต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในเวทีการต่างประเทศในอนาคต

เคทีซีชู Green Growth ปรับใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสียพร้อมรับมือโลกร้อน ลดกระดาษหมื่นรีม-ขยะรีไซเคิลเกือบร้อยตัน ส่งเสริมพลังงานสะอาดและสร้างสำนึกองค์กร

เคทีซีชู Green Growth และ Better Climate มุ่งเน้น “การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่า” เป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน        

ในวันที่ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ทรัพยากรโลกมีจำกัด และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืน” ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ในแต่ละวันองค์กรกำลังใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากพอหรือยัง และ “ของเหลือ” ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทำงานกำลังถูกจัดการอย่างไร แนวคิดดังกล่าวกำลังเปลี่ยนมุมมองเรื่องของเสียในองค์กร จากปลายทางของการกำจัดขยะ สู่การเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพราะทุกทรัพยากรที่จบลงอย่างสูญเปล่า ไม่เพียงสะท้อนต้นทุนด้านวัสดุและพลังงาน แต่ยังหมายถึงภาระต่อสิ่งแวดล้อมที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จึงต่อยอดพันธกิจด้านความยั่งยืน ด้วยการบูรณาการแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเข้าสู่การดำเนินงานจริง ภายใต้กรอบกลยุทธ์ “Shift Forward: Survive and Thrive with Digital & AI” ซึ่งกำหนดให้แนวคิดการเติบโตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และไม่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อม (Green Growth) เป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Better Climate) เป็นหนึ่งในทิศทางหลักของการเติบโตระยะยาว โดยไม่มองประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแยกออกจากการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวินัยองค์กรและการบริหารประสิทธิภาพในภาพรวม

รายงานความยั่งยืนประจำปี 2568 ของเคทีซี ระบุว่า สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษจากโครงการต่างๆ ที่เน้นการใช้อิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการทำงาน ซึ่งช่วยลดกระดาษ 10,343 รีม รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งสิ้น 95.6 ตัน นอกจากนี้บริษัทยังสนับสนุนการลดการใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาด ผ่านการปรับสร้างความร่วมมือกับพนักงาน การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์  ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 116 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารต้นทุนและความรับผิดชอบต่อโลกโดยรวม

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือการนำขยะอาหารและของเหลืออินทรีย์ภายในองค์กร มาบริหารจัดการต่อเป็นปุ๋ยธรรมชาติ เพื่อลดปริมาณของเสีย ลดภาระการกำจัดขยะ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นต้นทุนปลายทาง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “ทำปุ๋ย” แต่คือการสร้างระบบคิดใหม่ให้องค์กร มองเห็นความสูญเปล่า และจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

นางสาวชนิดาภา สุริยา ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการลูกค้าและสนับสนุนธุรกิจ “เคทีซี” กล่าวว่า “ในวันที่หลายองค์กรพูดถึงความยั่งยืนมากขึ้น โจทย์สำคัญอาจไม่ใช่แค่การริเริ่มโครงการใหม่ แต่ต้องกลับมาทบทวนการใช้ทรัพยากรที่มี ว่าถูกใช้คุ้มค่าเพียงใด ของเหลือถูกจัดการอย่างไร และความสูญเปล่าในระบบงานลดลงจริงหรือไม่ เพราะ Green Growth ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสิ่งที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการมองให้เห็นสิ่งเล็กๆ รอบตัว และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีทั้งต่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการผลักดันความยั่งยืนจาก การลงมือทำจริงในทุกกระบวนการ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้องค์กรและสังคมเห็นว่า การเติบโตทางธุรกิจ และการดูแลโลกใบนี้ สามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

พญาหงส์ ลูกพี่ลูกน้องลิซ่า คว้าชัย!! บุกโค่นแชมป์ RISE QUEEN ถึงถิ่นญี่ปุ่น ‘พญาหงส์ บัญชาเมฆ’ สยบ ‘เมอิ มิยาโมโตะ’ ขาดลอย ต้อนแต้มมิยาโมโตะเอกฉันท์ ลุ้นชิงแชมป์ RISE ต่อไป ย้ำสถานะมวยหญิงไทยแถวหน้า

ประกาศความยิ่งใหญ่ โค่นแชมป์ RISE QUEEN

พญาหงส์ บัญชาเมฆ เอาชนะ เมอิ มิยาโมโตะ

26 เมษายน 2569 ศึกRWS x RISEซุปเปอร์ไฟต์กติกาคิกบ็อกซิ่ง 48กิโลกรัม คู่เอกนำรายการ ศึก RISE 197 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จันทกานต์ มโนบาล Sw tawan

การเอาชนะแชมป์ของ RISE ในบ้านของเขาเอง ยิ่งตอกย้ำฐานะ "ยอดนักชกหญิงเบอร์ 1 ของไทย"

ที่เคยคว้าเข็มขัดแชมป์ K-1 World GP มาแล้วก่อนหน้าเป้าหมายต่อไป ของพญาหงส์ (อาจจะมีการชิงเข็มขัด RISE อย่างเป็นทางการ)

รอติดตาม

: “พญาหงส์” บุกสยบซามูไรสาว  โชว์เชิงมวยสุดเหนือชั้นไล่ถล่มมิยาโมโตะขาดลอย รายการ RISE 197

"พญาหงส์ บัญชาเมฆ" จันทกานต์ มโนบาล

นักชกสาวแกร่งจากค่ายบัญชาเมฆ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงกระหึ่มกรุงโตเกียว  ในศึก RWS 197 ซุปเปอร์ไฟต์ ณ สังเวียนโครักคุเองฮอล ประเทศญี่ปุ่น โดยพญาหงส์มีคิวขึ้นสังเวียนเป็นคู่เอกนำรายการในพิกัด 48 กิโลกรัม ดวลกับนักชกเจ้าถิ่นอย่าง "เมอิ มิยาโมโตะ" ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนหมัดมวยชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ติดตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิด

เปิดฉากยกแรกเพียงไม่นาน มิยาโมโตะพยายามเดินลุยหวังใช้หมัดชุดเข้ากดดันทันที แต่พญาหงส์กลับนิ่งเกินคาด เธอใช้ลูกถีบทำลายจังหวะได้อย่างแม่นยำ พร้อมสลับเตะตัดล่างและเตะชายโครงจนคู่ชกเข้าไม่ติด และในช่วงปลายยกนี้เองที่แฟนๆ ต้องลุกขึ้นเฮ เมื่อพญาหงส์ดักชกหมัดขวาตรงเข้าเต็มใบหน้าจนมิยาโมโตะเสียอาการ ก่อนจะฉวยโอกาสทองตวัดแข้งขวาฟาดก้านคอส่งนักชกเจ้าถิ่นลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับแรกไปก่อนอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ยกที่สอง พญาหงส์ยิ่งชกยิ่งมั่นใจ โชว์ความเร็วของทั้งหมัดและแข้งออกมาแบบครบเครื่อง แม้มิยาโมโตะจะพยายามฮึดสู้ เดินเบียดวงในเพื่อชกตัดลำตัวหวังเอาคืน แต่พญาหงส์ยังใช้ชั้นเชิงมวยที่เหนือกว่าด้วยการกอดคลุกวงในทำลายจังหวะไม่ให้คู่ต่อสู้ทำอะไรได้ถนัด พร้อมกับโชว์รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนใบหน้าตลอดการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบรรยากาศการคุมเกมที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในยกสุดท้าย มิยาโมโตะพยายามเร่งเครื่องสู้ตายเพื่อหวังทวงคะแนนคืน แต่กลับต้องเจอกับกำแพงแข้งซ้ายและลูกถีบของพญาหงส์ที่ดักทางไว้ได้หมดทุกจังหวะ และในจังหวะที่มิยาโมโตะพุ่งเข้ามาแลกหมัดหวังพลิกเกม พญาหงส์ก็สวนด้วยหมัดขวาตรงเข้าเป้าอย่างจังจนมิยาโมโตะล้มพับไปให้กรรมการนับเป็นครั้งที่สอง เมื่อครบสามยก กรรมการจึงชูมือให้ "พญาหงส์ บัญชาเมฆ" เอาชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 3-0 เสียง (30-26, 30-25) ประกาศศักดาคว้าชัยในถิ่นซามูไรได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1511214367038779&id=100044506896587&rdid=VE2nyc324OO3G6Jp#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=987277083807287&id=100075750138901&rdid=mdfiNAu4MntKmp9e#

ญี่ปุ่นเดินเกมใหม่!! เปลี่ยนชื่อยศ SDF ไม่ง่าย ญี่ปุ่นเจอเสียงคัดค้านหวั่นฟื้นภาพกองทัพจักรวรรดิ กระแสคัดค้านพุ่งในสังคมออนไลน์ ขัดแย้งภาพลักษณ์สงครามเก่าใหม่

รบ.ญี่ปุ่นเดินหน้าแก้ 'ชื่อชั้นยศ' กองกำลังป้องกันตนเอง จุดกระแสคัดค้าน-กังวล

เมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจเดินหน้าแผนปรับเปลี่ยนชื่อยศของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (SDF) และตั้งใจจะยื่นร่างกฎหมายต่อสภาไดเอท หรือรัฐสภาญี่ปุ่น ภายในปี 2026 นี้

เนื่องจากชื่อเรียกชั้นยศที่ปรับใหม่บางรายการ เช่น การเปลี่ยนคำว่า "อิซสะ" (issa) ซึ่งแปลตามตัวว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนามชั้นหนึ่ง เป็น "ไทสะ" (taisa) ซึ่งเป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นทั้งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อให้เกิดความกังวลและข้อสงสัยอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1954 กองกำลังฯ ใช้ชื่อเรียกชั้นยศที่แตกต่างจากประเทศอื่น สะท้อนข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กองกำลังฯ มีสถานะไม่ใช่กองทัพแบบดั้งเดิม โดยรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขชื่อยศของกองกำลังฯ ครั้งแรก และถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ยึดถือมายาวนานอย่างมีนัยสำคัญ

ความคิดเห็นที่แสดงความกังวลและตั้งข้อสงสัยต่อแผนดังกล่าวแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวเน็ตรายหนึ่งตั้งคำถามว่า คำเรียกอย่าง "ไทสะ" เป็นคำที่เคยใช้ในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น แล้วทำไมถึงนำกลับมาใช้อีกในปัจจุบัน ขณะที่ชาวเน็ตอีกรายระบุว่า "รัฐบาลบอกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีเกียรติและความภาคภูมิใจ และทำำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ชื่อยศปัจจุบันไม่สามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นได้หรือ โดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่โน้มเอียงไปทางขวาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ"

ด้านคาซึทากะ คิมูระ นักเขียนด้านการทหารชาวญี่ปุ่นผู้มากประสบการณ์ วิจารณ์แผนการเปลี่ยนชื่อเรียกยศดังกล่าวว่าเป็น "นโยบายที่โง่เขลา"

เรียว สึโนดะ นักวิจัยอาวุโสจากมหาวิทยาลัยริตสึเมคัง ชี้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่นพยายามเว้นระยะห่างจากกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในอดีตมาโดยตลอด เพื่อแสดงถึงการทบทวนและสำนึกต่อความรับผิดชอบของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม พร้อมเสริมว่า ยังไม่แน่ใจว่าสังคมญี่ปุ่นจะมองการเปลี่ยนชื่อเรียกยศนี้ว่าเป็นแค่การพยายามสร้างความเคารพต่อกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นตามที่รัฐบาลอ้างหรือไม่

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top