Friday, 5 June 2026
NewsFeed

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

“บริทาเนีย” ลุยตลาดบ้าน 10 ปีพัฒนาโครงการบ้านแนวราบ พร้อมขยายฐานลูกค้า 5 แบรนด์หลัก ใช้กลยุทธ์ Joint Venture เสริมแกร่ง ตั้งเป้าเติบโตด้วย Crafted for Better Living

1 ทศวรรษ Britania แห่งการเติบโตอย่างมั่นคง

สู่การปรับกลยุทธ์รับมือโลกยุคใหม่ 

ถ้าพูดถึงบ้านแนวราบต้องมีชื่อ “BRITANIA” (บริทาเนีย) อยู่ในนั้นแน่นอน ธุรกิจจะไปในทิศทางไหนอย่างไร วันนี้ บริทาเนีย ชวนหาคำตอบ พร้อมกับจุดเริ่มต้นเรื่องราวตลอดช่วง 10 ปี บนเส้นทางพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับ กฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI พร้อมเผยกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน

คุณกฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนราวปี 2559 ว่า บริทาเนีย เปรียบเสมือนเหมือน New S-Curve ให้กับบริษัทแม่ คือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นสินค้าหลัก ที่มีความต้องการจะขยายธุรกิจสู่ที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้านจัดสรร) ภายใต้บริษัท ออริจิ้น เฮ้าส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เลือกโลเคชันที่คุ้นเคย คือ ‘โซนตะวันออก’ เปิดโครงการแรกภายใต้ชื่อ “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 149 ยูนิต เริ่มเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2560 กระแสตอบรับดีมากใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ ในการปิดการขายโครงการ จากนั้นเดินเกมบุกต่อไม่หยุด ใช้สูตรทวีคูณเพิ่มพอร์ตไต่ระดับเติบโตและแบรนด์ “บริทาเนีย” เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดบ้านแนวราบ สู่การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก ออริจิ้น เฮ้าส์ มาเป็น “บริษัท บริทาเนีย จำกัด” ในปี 2562 เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ และสร้างการรับรู้ของคำว่า “บริทาเนีย” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นบ้านสไตล์อังกฤษ

เปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” Spin-off เข้าตลาดหุ้น

แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ก็ไม่ได้ฉุดรั้งความมุ่งมั่นหมุดหมายสำคัญของการเติบโต ผู้บริหารและทีมงานเดินหน้าลุยเปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” ด้วยการ Spin-off ในธุรกิจของออริจิ้น เป็นบริษัทย่อยบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อท้ายชื่อบริษัทด้วย “จำกัด (มหาชน)” ในปี 2564 และใช้ชื่อย่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “BRI” ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ท่ามกลางผู้เล่นในตลาดที่หลากหลาย บริทาเนีย ได้สร้างความแตกต่างเพียง 10 ปี พัฒนาโครงการไปแล้ว 50 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 64,519 ล้านบาท และมีลูกบ้านที่ได้ดูแลมากกว่า 4,600 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล, EEC และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ครอบคลุมทุก Segment ได้แก่ ทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว และ บ้านพักตากอากาศ

โดยบ้านกลุ่มแรกพัฒนาภายใต้แบรนด์ “ไบรตัน” (Brighton) แบรนด์บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับเริ่มต้นราคา 2.5 - 4 ล้านบาท และกลุ่มที่ 2 แบรนด์ “บริทาเนีย” (Britania) แบรนด์บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับ Mid-end ราคา 4 - 8 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 3 เจาะระดับ High-End ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ บริทาเนีย” (Grand Britania) บ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ราคา 8 - 20 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 4 บ้านเดี่ยว ระดับ Luxury ราคา 20 - 50 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “เบลกราเวีย” (Belgravia) และกลุ่มที่ 5 แบรนด์ใหม่ บ้านพักตากอากาศพูลวิลล่า ระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์ "บัลโค" (Balco) เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ต้องการบ้านพักตากอากาศระดับ Luxury ราคา 32 - 60 ล้านบาท เน้นโครงการใกล้ชิดธรรมชาติและทำเลศักยภาพระดับ World Destination เช่น บางเทา ภูเก็ต ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศที่หรูหรา ใส่ใจในรายละเอียด และเป็นส่วนตัว โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ บริทาเนีย เตรียมทยอยรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท

พาร์ทเนอร์ + Synergy ในกลุ่ม BRI อีก Key Success ที่ทำให้เติบโต

กลยุทธ์ร่วมทุน (Joint Venture) กับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ ทั้งจากญี่ปุ่นและพันธมิตรในไทย เป็นอีกเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ บริทาเนีย เลือกใช้นับตั้งแต่ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Growth Together’ เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและเจ้าของที่ดิน ร่วมทุนพัฒนาโครงการหลายแห่ง อาทิ  Sotetsu Group ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ร่วมทุนพัฒนาโครงการ เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ราชพฤกษ์-พระราม 5 เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury, Nomura Real Estate Development ร่วมพัฒนาโครงการ บริทาเนีย โฮม บางนา กม. 17 และ บริทาเนีย ทาวน์ บางนา กม. 17, LOFIS (THAILAND) พัฒนาโครงการ แกรนด์ บริทาเนีย คูคต สเตชั่น, บริทาเนีย อมตะ-พานทอง และ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม. 35

“บริทาเนีย” วางเกมปี 2569 ชู Crafted for Better Living ปั้นการเติบโตระยะยาว 

เพราะธุรกิจอสังหาฯมี Cycle ขึ้น-ลง ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งคุณกฤษณ์ ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยจากวิกฤตพลังงานและสงครามในตะวันออกกลางที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากมองในอีกมุม สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น ‘ความท้าทาย’ ที่ช่วยสร้างรากฐานความสำเร็จในอนาคต ซึ่งเราเองจำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็ว และทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้เรามุ่งเน้นในเรื่องของการทำงานร่วมกัน (Synergy) ทั้งกับพาร์ทเนอร์และบริษัทในเครือ Origin Group ก่อให้เกิดพลังร่วมที่มากกว่าและเกิด Business Model ใหม่ ๆ”

สำหรับ BRITANIA จะเติบโตแบบไหน คุณกฤษณ์ เผยถึงการวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Crafted for Better Living ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” สะท้อนถึงการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ มีเป้าหมายสำคัญในปีนี้ คือ “ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นผู้พัฒนาบ้าน แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว” โดยมุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้าน บริทาเนีย เป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว

BRITANIA Investment Property มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพสูงที่มีความต้องการเช่าชัดเจน ทั้ง บริเวณใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม, ทำเลศักยภาพโซนกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ขณะเดียวกันเรามีระบบการบริหารจัดการมืออาชีพ โดยได้ทีมจาก Hampton Hotel & Residence Management หรือ HHR ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปีในเครือ Origin Group ในการบริหาร Service Residence มาตรฐานโรงแรม เข้ามาดูแลบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการเช่าแบบครบวงจร นับเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ให้กับนักลงทุน

BRITANIA Wellness Residence ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกายสุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย สร้างพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย บริทาเนียยังได้ร่วมมือกับ THE LONGEVIST ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Longevity มาปรับใช้ในการอยู่อาศัยจริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว และมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกช่วงเวลา

BRITANIA Community สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและเสริมสร้างความผูกพันในทุกเจเนอเรชัน โดยมุ่งเน้นการสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้พักอาศัยในโครงการและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านสุขภาพ กิจกรรม Pet Friendly และกิจกรรมสำหรับครอบครัว

BRITANIA Care Service เชื่อมลูกบ้านกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำ ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในระยะยาว จับมือหลากหลายพันธมิตร กว่า 50 ราย อาทิ แบรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงชั้นนำ Pando, Pet dé Bath และ Pets' Ville ร่วมยกระดับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ Pet Friendly Living ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีบริการทำความสะอาดบ้าน, ดูแลสวน, ซักรีด, บริการดูแลสัตว์เลี้ยง, บริการดูแลรถยนต์ ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ โดยลูกบ้านสามารถเลือกใช้บริการผ่าน Britania Connect ได้ทั้งรูปแบบรายเดือนและรายปี

และในปี 2569 นี้ บริทาเนีย มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท เน้นทำเลศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประกอบด้วย เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี บ้านหรูระดับลักชัวรี มูลค่าโครงการเฟสแรก 800 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม

บริทาเนีย ยังสร้างความแตกต่าง ส่งโมเดลอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบเดิม กับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ “BRILLIANT AVENUE” มุ่งสร้างโอกาสใหม่แห่งการเติบโตภายใต้คอนเซ็ปต์ “WHERE WORK AND LIFE BALANCE ที่ซึ่งธุรกิจและความสุข บรรจบกันอย่างลงตัว” เป็นโครงการรูปแบบ Lifestyle Mixed-Use Residences ที่นี่ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ผสานการใช้ชีวิตและการทำงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บนพื้นที่เดียวกัน มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท 

และยังร่วมมือกับ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในเครือ Origin Group พัฒนา “BRILLIANT BUSINESS PARK” สะท้อนการก้าวข้ามบทบาทเดิมของบริทาเนีย จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การพัฒนา “บ้าน” แต่ขยายไปสู่การพัฒนาระบบธุรกิจครบวงจรรูปแบบใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน ด้วยการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบไฮบริด (Hybrid Lifestyle) นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ พระราม 2, บางนา-ตราด, อมตะซิตี้, แหลมฉบัง และระยอง มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริทาเนีย ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แต่เรามุ่งมั่นสร้าง Community และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน พร้อมยกระดับสู่ Wellness Residences เพื่อส่งต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตมีความมั่นคงและรองรับการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ  พร้อมส่งมอบพื้นที่แห่งความสุขและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับทุกครอบครัว

เพราะ บริทาเนีย เชื่อว่า “บ้าน” เป็นพื้นที่แห่งความสุขของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี พร้อมมุ่งมั่นสร้างความผูกพัน ควบคู่ไปกับการดูแลความสุขให้ทุกครอบครัวของบริทาเนีย

บริทาเนีย จึงเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 2 ชุด อายุ 1 ปี 9 เดือน และ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยระหว่าง [5.65 – 6.15]% ต่อปี ผ่าน 14 สถาบันการเงิน อันดับความน่าเชื่อถือ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เตรียมออกและเสนอขายระหว่างวันที่ 5 - 7 พฤษภาคม 2569 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :   https://oriurl.com/py7wcybb

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด 

คุณธันวา หมายนาค (วา) 083 554 9826

คุณศุภสิริ สุขมนต์ (ปลา) 089 748 5171 

Email: [email protected]

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]

ไทยกลับมาติดอันดับ!! ดัชนีความเชื่อมั่น FDI ปี 2569 เอเชียแปซิฟิกครอง 10 ประเทศ ไทยลุยมาตรการส่งเสริมใหม่ นักลงทุนเชื่อมั่นแรงงานและธุรกิจสะดวก

ไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 ขณะที่เอเชียแปซิฟิกครองตลาดท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก

เอเชียแปซิฟิกครองสัดส่วนสูงสุดในดัชนีเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ โดยมี 10 ประเทศจากทั้งหมด 25 อันดับ

ไทยและมาเลเซียกลับเข้ามาติด 25 อันดับแรก ขณะที่ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และอินเดียต่างมีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสนใจจากนักลงทุน ผ่านมาตรการส่งเสริมในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืนสาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า

นักลงทุนระบุว่าความสะดวกในการทำธุรกิจและทักษะความสามารถของแรงงานไทยเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดในการเข้ามาลงทุน

กรุงเทพฯ 20 เมษายน 2569 — ประเทศไทยกลับมาติด 25 อันดับแรกของดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) ของ‎คาร์นีย์ (Kearney) ในปี 2569 (Kearney’s 2026 FDI Confidence Index®) หลังจากครั้งล่าสุดในปี 2566 โดยการสำรวจผู้บริหารธุรกิจระดับโลกประจำปีนี้ได้จัดอันดับตลาดที่มีแนวโน้มสูงสุดในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การสำรวจที่ดำเนินการโดย Global Business Policy Council ของ Kearney ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีผู้บริหารระดับสูงกว่า 500 คนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ยังคงมุ่งมั่นในการลงทุนระหว่างประเทศแม้จะมีความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสำรวจถึง 88% ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องในโอกาสระยะยาวของตลาดโลก

ไทย (อันดับ 20) และมาเลเซีย (อันดับ 21) กลับเข้ามาติด 25 อันดับแรกอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานถึง 3 ปีและ 12 ปีตามลำดับ ขณะที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดายังคงครองอันดับ 1 และ 2 ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 3 และจีน (รวมฮ่องกง) ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 4 นอกจากนี้ สิงคโปร์ (อันดับ 8) เกาหลีใต้ (อันดับ 11) และอินเดีย (อันดับ 22) ต่างก็มีอันดับที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้ไทยมีอันดับที่สูงขึ้น โดยการประกาศใช้มาตรการหลายด้านในปี 2568 เพื่อขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนในหลายภาคส่วน ได้แก่ พลังงานที่ยั่งยืน สาธารณสุข ศูนย์ข้อมูล การผลิตแบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม เช่น การยกเว้นและลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นภาษีนำเข้า การอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดิน และการอำนวยความสะดวกด้านบุคลากรต่างชาติ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุนโดยรวมของไทย

อัตราการว่างงานของไทยลดลงเหลือ 0.76% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ปี 2557 สถิติดังกล่าวสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยทักษะและความสามารถของแรงงานไทย (29%) รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ (31%) ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย

เดวิด อูเลนบร็อค (David Uhlenbrock) พาร์ทเนอร์ของ Kearney ประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยกำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนในด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตรงเป้าหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่แข่งขันได้ และกลยุทธ์ China+1 ในภูมิภาค ส่งผลให้การลงทุนใหม่มุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของภูมิทัศน์การลงทุนในประเทศไทย” 

ตลาดเกิดใหม่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง

ตลาดเกิดใหม่ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับกระแสการลงทุนโลกมากขึ้น ทั้งไทยและมาเลเซียมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จากอันดับ 10 เป็น 6 และจากอันดับ 11 เป็น 7 ตามลำดับ) ในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสำหรับตลาดเกิดใหม่ของ Kearney ปี 2569 โดยเฉพาะไทยที่มีการปรับตัวขึ้นสูงสุดท่ามกลางการกระจายตัวของห่วงโซ่อุปทานที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่จีนยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเกิดใหม่อันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ติดอันดับ 5 ของโลก และเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการจัดอันดับความมั่นใจสุทธิของตลาดเกิดใหม่ นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ยังคงช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การลงทุน

แม้ความตั้งใจในการลงทุนจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ผู้บริหารยังคงตื่นตัวต่อความเสี่ยงระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในปีหน้า (36%) ตามมาด้วยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (30%)

ในขณะเดียวกัน นโยบายอุตสาหกรรมกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการตัดสินใจลงทุน จากการสำรวจพบว่านักลงทุนทั่วโลก 84% ระบุว่านโยบายอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุน และ 57% เชื่อว่านโยบายดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัท นอกจากนี้นักลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่าให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนทางการเงินว่าเป็นเครื่องมือนโยบายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดย 88% มองว่านโยบายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นปัจจัยที่ดีและ 80% มีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

สิทธารถ ปาทัก (Siddharth Pathak) พาร์ทเนอร์อาวุโสของ Kearney กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่นักลงทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีการแบ่งขั้วมากขึ้น เอเชียครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดที่ติดอันดับในดัชนีปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นที่มีความก้าวหน้าที่น่าสนใจที่สุดของภูมิภาค โดยกลับเข้ามาอยู่ในดัชนีระดับโลกอีกครั้ง และมีอันดับที่สูงขึ้นในดัชนีตลาดเกิดใหม่ ท่ามกลางการกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบ China+1 ที่ยังคงดำเนินต่อไป และความน่าสนใจในฐานะประเทศกำลังพัฒนาขนาดกลางที่เพิ่มสูงขึ้น ในภาพรวม นักลงทุนกำลังนำเงินทุนไปยังตลาดที่มีการผสมผสานระหว่างศักยภาพ ด้านนวัตกรรม โอกาสในการเติบโต และความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์”

เกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569

ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของ Kearney ปี 2569 (2026 Kearney FDI Confidence Index®) จัดทำขึ้นจากข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำทั่วโลกจำนวน 507 คน โดยดำเนินการสำรวจในเดือนมกราคม 2569 กลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจประกอบด้วยผู้บริหารระดับ C-level ผู้นำระดับภูมิภาค และผู้นำหน่วยธุรกิจจากบริษัทที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 500 ล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไป โดยบริษัทเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่กระจายอยู่ใน 30 ประเทศทั่วโลก และครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ

การคำนวณค่าดัชนีใช้วิธีค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากจำนวนคำตอบที่อยู่ในระดับสูง ปานกลาง และต่ำ ซึ่งเป็นคำตอบต่อคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลงทุนโดยตรงในตลาดที่เลือกไว้ภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า โดยค่าดัชนีคำนวณจากคำตอบของบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ค่าดัชนีของสหรัฐอเมริกาจะไม่นับรวมคำตอบจากนักลงทุนที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ค่าดัชนีที่สูงขึ้นแสดงให้เห็นว่าประเทศนั้นเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจมากขึ้น

ข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่นำเสนอในรายงานนี้เป็นตัวเลขประมาณการและคาดการณ์ล่าสุดจาก Oxford Economics เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น ส่วนแหล่งข้อมูลทุติยภูมิอื่น ๆ ได้แก่ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ธนาคารกลาง กระทรวงการคลังและการค้า แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง และแหล่งข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

 

เกี่ยวกับ Kearney

‎คาร์นีย์ (Kearney) เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการชั้นนำระดับโลกมากว่า 100 ปี และได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำใน Fortune Global 500 มากกว่าสามในสี่ และเป็นที่ปรึกษาให้กับภาครัฐทั่วโลก ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ บุคลากรของเราคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กร Kearney ยึดหลักการทำงานที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกเป็นสำคัญ พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน เราพร้อมอยู่เคียงข้างคุณเพื่อสร้างคุณค่า ผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

 

ดูข้อมูล FDI Confidence Index ฉบับก่อนหน้านี้ได้ที่www.kearney.com/foreign-direct-investment-confidence-index.

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ Global Business Policy Council (อีเมล: [email protected])

สำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ  

TQPR Thailand ในนามของ Kearney อีเมล: [email protected]

“มาห์เล” โชว์ความแข็งแกร่ง!! ปิดงบปี 2568 ด้วยกำไรที่ดีขึ้น ท่ามกลางตลาดผันผวน ยอดขาย 11,300 ล้านยูโร ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรสุทธิพุ่ง ขณะที่หนี้สินลดฮวบ เน้นนวัตกรรม EV และปรับโครงสร้างองค์กรต่อเนื่อง

มาห์เลเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความท้าทาย

กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรได้ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายและมีรายจ่ายสูงจากการปรับโครงสร้างองค์กร

-ยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร จากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการถอนการลงทุนบางส่วน

-ผลิตภาพ กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง และสภาพคล่องมั่นคง

-อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร”

-โครงสร้างใหม่ของกลุ่มบริษัทเริ่มสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเสริมแกร่งระดับภูมิภาคช่วยเร่งการดำเนินงาน ขณะที่การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในธุรกิจการจัดการความร้อนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

-กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และจุดแข็งด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน

-นวัตกรรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ราว 860 รายการ และการคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ 5.4%

-ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังคงผันผวนและคาดการณ์ยาก มาห์เลจะเดินหน้าปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน

มาห์เล (MAHLE) กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนี ปิดงบการเงินปี 2568 ด้วยผลกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการผลักดันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยกลุ่มบริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร ส่วนยอดขายปกติ (organic sales) ซึ่งปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการนําบริษัทย่อยออกจากงบการเงินรวมแล้ว เติบโต 0.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT) เพิ่มขึ้นเป็น 442 ล้านยูโร และอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT margin) ปรับตัวขึ้นเป็น 3.9%

มาห์เลมีหนี้สินสุทธิลดลงและส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิในปีงบการเงิน 2568 ซึ่งเป็นการยืนยันความสำเร็จของการพลิกฟื้นการดำเนินงานที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2566 และเร่งเดินหน้าในปี 2567 แม้สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและกลุ่มบริษัทมีประมาณการหนี้สินจากการปรับโครงสร้างเป็นจำนวนมากก็ตาม ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และความเป็นผู้นำด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังคงสร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

การคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ระดับ 5.4% รวมทั้งจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ที่ประมาณ 860 รายการ สะท้อนให้เห็นว่า มาห์เลยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร” อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอ กล่าวในการแถลงข่าวประจำปี ณ เมืองชตุทท์การ์ท “ความทุ่มเทของเราเห็นผลแล้ว และความสำเร็จนี้สามารถวัดผลได้จริง” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ มาห์เลจะเดินหน้าปรับธุรกิจให้สอดรับกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ “Back on Track” โดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน 

พัฒนาการและความท้าทายของตลาด

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ตลาดที่ซบเซา และการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทาย มาห์เลจึงได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้เกิดความคล่องตัว ปรับพอร์ตธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนรวมฐานการผลิต และปรับลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ

ตลาดขาลงและอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ยอดขายได้รับผลกระทบจากความต้องการของลูกค้าที่อ่อนแอลง ปริมาณการผลิตรถยนต์ที่ลดลงในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะตลาดรถบรรทุกในสหรัฐอเมริกาที่ซบเซา และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนคือปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ธุรกิจระบบส่งกำลังและการชาร์จแบตเตอรี่ (Powertrain and Charging) มียอดขาย 3,900 ล้านยูโร เติบโต 1.9% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ธุรกิจระบบความร้อนและของไหล (Thermal and Fluid Systems) มียอดขายในระดับเดียวกับปีก่อนหน้าที่ 6,100 ล้านยูโร หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว

ธุรกิจอะไหล่และบริการ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นธุรกิจระบบขับเคลื่อนและวงจรชีวิตของยานยนต์ (Lifecycle and Mobility) มียอดขาย 1,200 ล้านยูโร เติบโต 1.7% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ภูมิภาค: ตลาดที่เติบโตมีความสำคัญมากขึ้น

หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว ยอดขายในยุโรปและจีนลดลง ในขณะที่ยอดขายในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดียโตเร็วสุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 20% กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น หนี้สินสุทธิลดลง สภาพคล่องมั่นคง

กำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน มาตรการด้านราคา และการลดค่าใช้จ่ายเชิงโครงสร้าง ซึ่งช่วยชดเชยกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มตามเงินเฟ้อ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และปริมาณการขายที่ลดลง

ขณะที่ตัวเลข EBIT ได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่มีรายได้พิเศษ (One-time gain) เหมือนปีงบการเงินก่อนหน้าซึ่งมีรายได้ 164 ล้านยูโรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมทุน แบร์-เฮลล่า เทอร์โมคอนโทรล (Behr-Hella Thermocontrol: BHTC) ตลอดจนรายการพิเศษอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างองค์กร

ด้านหนี้สินสุทธิลดลง 136 ล้านยูโร มาอยู่ที่ 1,030 ล้านยูโร แม้กลุ่มบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ มาห์เล แบร์ (MAHLE Behr) ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 21.9% ขณะเดียวกัน ฐานทางการเงินของมาห์เลยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการขยายเงินกู้ร่วม (Syndicated loan) จำนวน 1,200 ล้านยูโร ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2572 “นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารต่าง ๆ เชื่อมั่นในกลยุทธ์และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท วงเงินกู้นี้ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นทางการเงินและความมั่นคงในการวางแผนงาน” มาร์คุส คาพอน (Markus Kapaun) สมาชิกคณะกรรมการบริหารและซีเอฟโอของมาห์เล กล่าว “ด้วยกลยุทธ์ MAHLE 2030+ เรากำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง” รักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นที่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการจัดการความร้อน

มาห์เลลงทุน 607 ล้านยูโรในด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยแรงสนับสนุนจากวิศวกรราว 4,500 คน กลุ่มบริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตร 361 รายการ และรายงานการประดิษฐ์ 497 รายการ ซึ่งประมาณ 70% เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมดังกล่าว ได้แก่ ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงในตัว, โมดูลจัดการความร้อนที่มาพร้อมฮีทปั๊ม และพัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ มาห์เลยังขยายโซลูชันการจัดการความร้อนไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบติดตั้งอยู่กับที่ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จระดับเมกะวัตต์

คำสั่งซื้อใหม่ยังมีเสถียรภาพ แต่ยอดสั่งซื้อนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังต่ำกว่าคาด

คำสั่งซื้อใหม่ในปี 2568 คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยต่อปีที่ 1,900 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่มาจากระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง, ระบบจัดการความร้อน, ระบบหล่อเย็น, ระบบนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่, คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน อย่างไรก็ดี แม้ผลิตภัณฑ์สำหรับเครื่องยนต์สันดาปมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังได้รับคำสั่งซื้อต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการรถยนต์ EV ที่อ่อนแอโดยเฉพาะในยุโรป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรง และนโยบายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ เติบโตผ่านการกระจายการลงทุนและการขยายธุรกิจด้านใหม่ ๆ

มาห์เลกำลังกระจายการลงทุนทั้งในด้านเทคโนโลยี ตลาด และรูปแบบการใช้งาน โดยขยายจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปยังภาคส่วนอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ โลจิสติกส์ การเดินเรือ เหมืองแร่ ระบบราง และการป้องกันประเทศ กิจกรรมทางธุรกิจนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกปรับโครงสร้างใหม่เป็นหน่วยโซลูชันอุตสาหกรรมและโซลูชันพิเศษ (Industrial and Special Solutions) ภายใต้กลุ่มงานขาย (Group Sales) โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการชาร์จระดับเมกะวัตต์ การระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง การระบายความร้อนชิป ระบบไฮดรอลิก และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การรวมธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันสูง ขณะที่การปรับตัวยังเป็นภารกิจหลัก

มาห์เลเดินหน้าปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตทั่วโลกในปี 2568 ด้วยการปิดฐานการผลิต การถอนการลงทุน และการลดกำลังคน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่งผลให้จำนวนพนักงานทั่วโลกลดลง 3,466 คน มาอยู่ที่ 64,242 คน ทั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าลดต้นทุนด้านการบริหารและการพัฒนาต่อไป ขณะที่คาดว่าแรงกดดันที่มีต่อการรวมธุรกิจในยุโรปจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “การตัดสินใจทางการเมืองในสหภาพยุโรปส่งผลโดยตรงต่อการรวมธุรกิจ” พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดกว้างทางเทคโนโลยีและการผลักดันกฎระเบียบด้าน CO₂ ที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ เพื่อปกป้องการลงทุน ฐานการผลิต และการจ้างงานในยุโรป

“ไบรท์ตัน” ลุยลงทุน!! ติดอันดับโรงเรียนชั้นนำ หนึ่งในสองไทยติดระดับโลก ครบ 10 ปี ฉลองแผนใหญ่ ผลักดันคุณภาพครบด้าน

Brighton College Bangkok ได้รับการจัดอันดับ Top 100

โดย Spear's School Index 2026 หนึ่งในสองโรงเรียนในไทยที่ติดอันดับระดับโลก

โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการจัดอันดับใน Spear’s Schools Index 2026 ให้เป็นหนึ่งใน 100 โรงเรียนเอกชนชั้นนำของโลก และเป็นหนึ่งในเพียง 2 โรงเรียนในประเทศไทยที่ได้รับเกียรตินี้

Spear’s Schools Index เป็นการประเมินคุณภาพโรงเรียนเอกชนที่เข้มงวดและได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยพิจารณาจากความโดดเด่นทั้งผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ การดูแลนักเรียน กิจกรรมนอกหลักสูตร และโอกาสที่โรงเรียนมอบให้กับนักเรียน การได้รับการจัดอันดับเทียบชั้นสถาบันที่มีประวัติยาวนานหลายศตวรรษ และในฐานะโรงเรียนที่กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สอง ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตของโรงเรียนไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเติบโตในด้านอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ และชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง

3 ปีแห่งรางวัลและเกียรติยศ ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นจากนักเรียนเป็นสำคัญ ซึ่งความใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น และพลังของพวกเขา คือหัวใจของทุกสิ่งที่โรงเรียนยึดถือ รวมถึงคณะครูและบุคลากรผู้เปี่ยมด้วยคุณภาพ ที่ทุ่มเทและใส่ใจในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคน ขอขอบคุณผู้ปกครองและชาวชุมชนไบรท์ตันที่มอบความไว้วางใจและความร่วมมือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้โรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ เป็นอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ British International School of the Year, Best International School in Thailand และล่าสุด Spear’s Top 100 Schools Worldwide รางวัลเหล่านี้สะท้อนถึงพัฒนาการที่เติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สู่การเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โรงเรียนขอขอบคุณทุกท่านที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้

การพัฒนาปรับปรุงครั้งสำคัญ ฉลองครบรอบ 10 ปี ไบรท์ตัน คอลเลจ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ โรงเรียนมีความภาคภูมิใจในการประกาศแผนการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งมา ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ครอบคลุมทุกมิติของชีวิตและการเรียนรู้ของนักเรียน

การพัฒนาครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของโรงเรียนในการยกระดับมาตรฐานความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม และการศึกษาที่รอบด้าน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ในสภาพแวดล้อมระดับโลกที่ส่งเสริมความใฝ่รู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความมีน้ำใจ

หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการสร้างลู่วิ่งกรีฑาสีน้ำเงินขนาดมาตรฐานโอลิมปิก ซึ่งจะมอบสภาพแวดล้อมระดับมืออาชีพให้นักเรียนได้ฝึกซ้อม แข่งขัน และพัฒนาความรักในกีฬาตลอดชีวิต พร้อมยกระดับความโดดเด่นด้านกีฬาของโรงเรียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับระดับ Early Years โรงเรียนได้พัฒนาห้อง Sensory Room ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนในช่วงวัยเริ่มต้น โดยเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย กระตุ้นพัฒนาการ และส่งเสริมสุขภาวะรวมถึงการควบคุมอารมณ์ ขณะเดียวกันระดับ Prep School จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงห้องสมุดครั้งใหญ่ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้อย่างอิสระ อีกทั้งการติดตั้งอุปกรณ์การเล่นใหม่สำหรับระดับ Key Stage 2 จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ส่งเสริมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และจินตนาการของนักเรียน

มาตรฐานความเป็นเลิศครบทุกด้านการพัฒนาด้านวิชาการจะได้รับการยกระดับอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ห้องเรียน และห้องคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง เพื่อให้นักเรียนพร้อมก้าวสู่โลกแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

ความยั่งยืนและสุขภาวะของนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนครั้งนี้ โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มเติมสะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน ขณะเดียวกัน ระบบกรองอากาศแบบ Positive Pressure ที่ทันสมัยจะช่วยยกระดับคุณภาพอากาศทั่วทั้งโรงเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีต่อสุขภาพ ในระดับ Senior School การสร้างห้อง House ใหม่จะช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความผูกพันในชุมชนโรงเรียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ของโรงเรียน พร้อมกันนี้ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกของฝ่าย Drama และ Music รวมถึงอุปกรณ์และทรัพยากรใหม่ จะช่วยยกระดับด้าน Performing Arts เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

การพัฒนาครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาว ที่ไม่เพียงเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่ยังเป็นการลงทุนอย่างมั่นคงเพื่ออนาคต โดยโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ก้าวสู่ทศวรรษที่สองด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย และสร้างสภาพแวดล้อมที่นักเรียนทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ขอเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมงาน Open House ครั้งถัดไปของโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ [email protected]

ฝูเจี้ยนเปิดเกมท่องเที่ยว ประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรม ยกระดับหมินหนานสู่โลก จัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟ เปิดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวช่วงหยุดยาว

มณฑลฝูเจี้ยนจัดประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวปี 2569 ณ เมืองจางโจว มุ่งบูรณาการความร่วมมือและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม

คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

งานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน ณ เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภายใต้แนวคิด "สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสู่เสาหลักทางเศรษฐกิจ" โดยมุ่งถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมหมินหนาน (ฝูเจี้ยนตอนใต้) งานประชุมนี้สอดรับกับโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมินหนานระดับโลก ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลัก 6 รายการ พร้อมด้วยกิจกรรมเสริมอีก 60 รายการ เพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลก

ในพิธีเปิดงาน มีการจัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟในชื่อ "หวนคืนสู่หมินหนาน" โดยจำลองบรรยากาศท่าเรือเยว่กังอันเก่าแก่ ผสานกับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นอย่างวิจิตร ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง "ความกล้าหาญและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ" ได้อย่างมีชีวิตชีวา

งานประชุมนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีการเปิดตัวโครงการสำคัญหลากหลาย ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจการแสดง รวมถึงแนวคิด "ภาพยนตร์และโทรทัศน์ผสานการท่องเที่ยว"

เพื่อถ่ายทอดและส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในงานยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรมหมินหนานอันหลากหลาย ทั้งการแสดงตลก การแสดงงิ้วเกอจื่อ และงานกาลา นอกจากนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแคมเปญ "เปิดประสบการณ์ใช้ชีวิตสไตล์ฝูเจี้ยน" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันแรงงานและช่วงฤดูร้อน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสเสน่ห์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของฝูเจี้ยนตอนใต้อย่างแท้จริง

นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา งานประชุมนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน
 
ที่มา: คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง

‘เจมส์’ เคล็ดลับสู่สายมู ศิษย์เก่าภาษาจีน ม.รังสิต ผสมผสานดูดวงกับศิลปะไพ่ยิปซี ลุยสายคอนเทนต์ในยุคดิจิทัล สร้างแรงบันดาลใจผ่าน a.gurltarot

"เจมส์ อาณดา" ศิษย์เก่าศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จากเด็กเอกภาษาจีนสู่ Content Creator สายมูตัวท็อป

ท่ามกลางกระแสโลกดิจิทัลที่หมุนไว "การปรับตัว" คือทักษะที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ "พี่เจมส์ - อาณดา เทพชาลี" ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายดูดวง เจ้าของช่อง a.gurltarot ทาง Tiktok Youtube และ Instagram ผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้ในห้องเรียน และแพชชันส่วนตัวสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นอาชีพที่สร้างแรงบันดาลใจและช่วยเหลือผู้คนได้จริง

จุดเริ่มต้นเมื่อ "ภาษาจีน" และ "ไพ่ยิปซี" มาบรรจบกัน หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนภาษาที่ดูจริงจัง กับการเป็นแม่หมอดูดวงมาเจอกันได้อย่างไร "จริงๆ ต้องบอกว่าการเรียนดูดวงเริ่มมาพร้อมๆ กับการเรียนภาษาจีนที่ ม.รังสิต เลยค่ะ เริ่มจากความชอบในงานศิลปะบนหน้าไพ่ 78 ใบ จนอยากดีไซน์ไพ่เป็นของตัวเอง เลยอาศัยช่วงเวลาว่างจากคลาสเรียนอ่านหนังสือคู่มือและฝึกเล่นกับเพื่อนๆ ส่วนการเป็น Content Creator นั้นเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มหลังจากเรียนจบค่ะ"

กะเทาะเปลือกประสบการณ์ที่หลากหลาย สู่การปั้นช่องแบบ ‘One Person Team’

เส้นทางอาชีพของพี่เจมส์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนั้นเรียนจบในช่วงคาบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่อาชีพ Content Creator ยังไม่บูมเท่าปัจจุบัน แต่เจมส์ก็เลือกที่จะ "พุ่งชน"  โอกาส  (รายละเอียดสัมภาษณ์ตามไฟล์แนบ)

เริ่มต้นอนาคตที่ไทย!! Chery, OMODA & JAECOO เปิดบทใหม่ในไทย ด้วยโรงงาน NEV และแผนลงทุนระยะยาว หนุนเทคโนโลยีขับเคลื่อนยุคใหม่ เดินหน้าผลิต 8 หมื่นคันต่อปีใน 5 ปี

Chery Group, OMODA & JAECOO Thailand
พิธีเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
“The Future Starts Here” ก้าวสำคัญของการผลิตในประเทศ เทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งอนาคต และการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

ประเทศไทย, 21 เมษายน 2569 — Chery Group ร่วมกับ OMODA & JAECOO ประเทศไทย จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “The Future Starts Here” ตอกย้ำความมุ่งมั่นระยะยาวในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาประยุกต์ใช้ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ ผู้แทนภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยของ Chery Group ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลยุทธ์ด้านการผลิตในประเทศ (Localization) และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางในประเทศไทย

นายเฉิน ชุนชิง (Mr.Chen Chunqing) รองประธานบริหาร CHERY International กล่าวว่า “ในวันนี้ ผมขอยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการสร้างมาตรฐานการผลิตระดับโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลก”

Chery Group ยังคงเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก ด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 19 แห่ง พันธมิตรซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติกว่า 300 ราย และเครือข่ายการขายและบริการมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Chery กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่มียอดส่งออกรวมสะสมทะลุ 6 ล้านคัน และมียอดส่งออกเกิน 100,000 คันต่อเดือนต่อเนื่อง 11 เดือน ขณะที่เดือนมีนาคมมียอดส่งออก 148,777 คัน เติบโต 72% เมื่อเทียบกับปีก่อน

การขยายตัวในระดับสากลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในยุโรป Chery Group ได้ดำเนินธุรกิจมากกว่า 18 ประเทศ และในตลาดพวงมาลัยขวาทั่วโลก ครอบคลุม 14 ประเทศ พร้อมสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 แบรนด์ ได้แก่OMODA & JAECOO, ตามด้วย CHERY และล่าสุดคือ LEPAS สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพระยะยาวของตลาดไทย ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ปี 2569 CHERY, OMODA & JAECOO สามารถคว้าอันดับ 1 ด้านยอดจองในกลุ่มแบรนด์ยานยนต์สัญชาติจีน สะท้อนถึงโมเมนตัมทางการตลาดที่แข็งแกร่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์และทิศทางของแบรนด์ในประเทศไทย

โรงงาน NEV ในประเทศไทยได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง รวมถึงกระบวนการเชื่อมตัวถังอะลูมิเนียม และได้เริ่มเข้าสู่ระยะการผลิตแล้ว โดยในแผนระยะ 5 ปี (2569–2573) Chery Group ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 80,000 คันต่อปี ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในภูมิภาค

นายเซดริก ซุย (Mr. Cedric Cui) ประธาน Chery Group (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สิ่งที่เราต้องการสื่อสารในประเทศไทยนั้นชัดเจน คือความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ความพร้อมของอะไหล่ คุณภาพการบริการ การดูแลลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย”

แผนการดำเนินงานในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่านพอร์ตโฟลิโอของทั้ง 3 แบรนด์ โดย CHERY จะเน้นกลุ่มครอบครัวผ่านผลิตภัณฑ์ BEV และ PHEV ขณะที่ OMODA และ JAECOO จะสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนวัตกรรมครอสโอเวอร์และไลฟ์สไตล์เอาต์ดอร์ ส่วน LEPAS จะนำเสนอแนวคิด “Elegant Mobility Life” เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศการเดินทางที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการผลิต Chery Group ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการหลังการขายภายใต้แนวคิด “Here to Care” โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายบริการเป็น 210 โชว์รูมภายในปีนี้ พร้อมพัฒนาศักยภาพช่างเทคนิคให้ผ่านการรับรอง 100% และตั้งเป้าประสิทธิภาพด้านอะไหล่และบริการในระดับสูง
ภายใต้แนวคิด “Here to Stay” กลุ่มบริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านโครงการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรม xEV ครอบคลุมทั้งนักเรียนอาชีวศึกษา นักศึกษา บุคลากรในสายงาน และคนรุ่นใหม่ในอนาคต

นอกจากนี้ Chery Group ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ AHRDA เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานด้านเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ โดยมีกำหนดลงนามความร่วมมือด้านทักษะ NEV ในเดือนพฤษภาคม 2569 รวมถึงการลงนามความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคระยอง และวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อเสริมสร้างบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย ในฐานะสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นต่อสังคมไทย รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกภายใต้แบรนด์ CHERY และ OMODA & JAECOO จะถูกส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย สะท้อนแนวคิดที่ว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมควรเติบโตควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้สังคม การเปิดโรงงาน NEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของ Chery Group, OMODA & JAECOO ในด้านการผลิตภายในประเทศ นวัตกรรม และความร่วมมือระยะยาวกับประเทศไทย
The Future Starts Here


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top