Monday, 8 June 2026
NewsFeed

ปัตตานี - 'บิ๊กยูร' แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พบสื่อในพื้นที่ปัตตานีเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งได้มอบนโยบาย และแผนการปฏิบัติงาน ในการขับเคลื่อนงานสันติสุขพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ปี 2569

ผู้สื่อข่าวปัตตานีรายงาน (14 ต.ค. 68) เวลา 09:30 น. ที่สโมสรนายทหารสัญญาบัตร กองพลทหารราบที่ 15 ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานมอบนโยบายการปฏิบัติงาน และแถลงแผนขับเคลื่อนการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บังคับบัญชาจากหน่วยขึ้นตรงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เข้าร่วมรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าว แถลงนโยบายว่า “ก่อนอื่น ผมขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ให้ความสนใจและร่วมติดตามแนวทางการขับเคลื่อนงานของกองทัพภาคที่ 4 และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในการดำเนินงานเสริมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

การประชุมในวันนี้ เป็นการกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันของทุกหน่วย เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจในปี 2569 มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยสานต่อนโยบายเพื่อสันติสุข เสริมสร้างความต่อเนื่อง และดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง ตลอดจนการพัฒนาทุกมิติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้ ยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติสุขอย่างแท้จริง โดยมีพี่น้องประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และมีการบูรณาการประสานสอดคล้อง ตลอดจนความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งต่อยอดและสานต่อโครงการ ตลอดจนแนวนโยบายต่าง ๆ ที่ดำเนินอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยสิ่งแรกที่จะเป็นสารตั้งต้น และเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืน นั่นคือ ความสามัคคีของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะทหาร และตำรวจ ที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ มีความปรารถนาสูงสุด คือ การสร้าง ‘สันติสุขอย่างยั่งยืน’ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้การพัฒนาในทุกมิติของจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” 

พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “นอกจากนี้จะดำเนินการในเรื่อง การรักษาความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู พระภิกษุ และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกับพี่น้องประชาชนและภาคประชาสังคม เพื่อให้ทุกการปฏิบัติดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายเดียวกันอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม พร้อมทั้งได้เน้นย้ำ ให้เพิ่มความเข้มงวดด้านการข่าว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการก่อเหตุรุนแรงในทุกมิติ รวมทั้งปรับปรุงแผนการรักษาความปลอดภัยของฐานปฏิบัติการ ให้มั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น กำชับให้ทุกหน่วยดำเนินงานด้านการเมือง ควบคู่ไปกับภารกิจทางทหาร โดยเฉพาะ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน การคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของพี่น้องในพื้นที่ และการประสานความร่วมมือ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดพลังร่วมในการขับเคลื่อนสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน 

“บิ๊กยุร” ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ท่านใหม่ ซึ่งตนเองก็ได้ติดตามข่าวสารในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ซึ่งตนก็ได้เน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือ เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง ทำให้ประชาชนนั้นรู้สึกปลอดภัย ยังคงให้ความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขในทุกพื้นที่ จึงเน้นให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานความพร้อมสูงสุด ทั้งในด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการประสานงาน เพื่อให้สามารถตอบสนอง ต่อสถานการณ์ ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกันทาง แม่ทัพพภาคที่4 ก็ยังได้กล่าวขอบคุณ ทุกหน่วยงาน รวมถึงกำลังพล และประชาชนในพื้นที่ ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่า “ความร่วมมือของทุกภาคส่วน คือพลังสำคัญที่จะนำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่ปลอดเหตุ ประชาชนปลอดภัยอย่างยั่งยืน

พิษณุโลก ผบ.มทบ.39 ทำทันที ลงพื้นที่บ้านน้ำปาด หลังถูกน้ำป่าถล่มหนัก

เมื่อวันที่ (14 ต.ค. 68) เวลา 1330 พล.ต. นพดล วัชรจิตบวร ผบ.มทบ.39/ผอ.ศบภ.มทบ.39 ลงพื้นที่ เข้าพบฝ่ายปกครองท้องถิ่นอำเภอเนินมะปราง เพื่อผนึกกำลังสนันสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก ช่วงเวลา 18.30 น. เมื่อวานที่ผ่านมา ในพื้นที่ ม.2 บ้านน้ำปาด ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก

สืบเนื่องจากเกิดเหตุฝนตกหนักในพื้นที่เขาบ้านรักไทย จึงทำให้มวลน้ำป่ามหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือน, โรงเรียน และพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนได้รับความเสียหาย จำนวน 188 หลังคาเรือน

มทบ.39 นำโดย ผบ.มทบ.39 ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถาการณ์จริง โดยนำกำลังพลชุดบรรเทาสาธารณภัย เข้าช่วยเหลือประชาชนในการขนย้ายสิ่งของและทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชน พร้อมนำถุงยังชีพกองทัพบก พร้อมนำดื่ม จำนวน 50 ชุด มอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ณ ศาลาการเปรียญวัดน้ำปาด จากนั้นลงพื้นที่ต่อไปยังบ้านผู้สูงอายุและป่วยติดเตียง เพื่อรับฟังปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่า “ทหารพร้อมเป็นที่พึ่งของประชาชน ในทุกโอกาส”
 มบท.39 #มณฑลทหารบกที่39

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39
ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

‘ปูติน’ มอบเอกสารลับของสหภาพโซเวียตให้ ‘ทรัมป์’ หวังคลี่คลายปริศนาการลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ. เคนเนดี’

(15 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันเปิดเผยว่า เอกอัครราชทูตอเล็กซานเดอร์ ดาร์ชีเยฟ (Alexander Darchiev) ได้ส่งมอบจดหมายจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเอกสารลับที่เพิ่งถูกเปิดเผย เกี่ยวกับการลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี เมื่อปี 1963 โดยมีการส่งมอบผ่านนางแอนนา พอลินา ลูนา (Anna Paulina Luna) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา

เอกสารดังกล่าวอ้างอิงจากบันทึกลับของสหภาพโซเวียต ซึ่งบางส่วนเคยถูกมอบให้สหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยที่ อนาโตลี มิคอยาน (Anastas Mikoyan) ประธานสภาระดับสูงแห่งโซเวียต ซึ่งเป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธีศพของเคนเนดี โดยรัสเซียระบุว่าการเปิดเผยครั้งนี้เป็นไปตามความตกลงของผู้ถือสิทธิ์ในเอกสาร และมีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนเพิ่มเติมตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัญญากับประชาชนอเมริกัน

ด้านนางลูนาได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า เธอได้รับรายงานต้นฉบับจากเอกอัครราชทูตรัสเซียแล้ว และทีมผู้เชี่ยวชาญกำลังเร่งแปลและตรวจสอบเนื้อหา ก่อนจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยเร็ว โดยระบุว่า “นี่คือเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล”

(สุรินทร์)แม่ทัพภาค​ 2 มอบเครื่องปั่นไฟฟ้า และมอบสิ่งของบำรุงขวัญทหารชายแดน ขณะที่กัน จอมพลัง ติดตามการสร้างห้องน้ำ และเคลียใจ แม่ทัพภาค​ 2

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) เวลา 11.30 น. พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมคณะ เยี่ยมพบปะให้กำลังใจทหารที่ปราสาทตาเมือนธม ฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมกับมอบเครื่องปั่นไฟฟ้า และสิ่งของบำรุงขวัญ พร้อมทั้งแจกตะกรุดหลวงปู่เจียม​ "รุ่นทหารของพระเจ้าอยู่หัว" รวมถึงความปรารถนาดีของผู้บังคับบัญชา พี่น้องประชาชนที่ส่งเป็นกำลังใจมาให้ และกล่าวชื่นชมในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติห้วงที่ผ่านมาได้อย่างดีเยี่ยมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ อดทน และขอให้ทหารทุกนายได้หมั่นฝึกซักซ้อมพัฒนาตนตามแผนอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความพร้อมที่สุด และที่สำคัญต้องไม่ประมาท นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังร่วมรับประทานอาหารกับกำลังพลนายทหาร นายสิบ พลทหารที่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งสร้างความอบอุ่นและเป็นกันเอง ตอกย้ำถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอมา 

ขณะที่ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ได้เดินทางมาที่วัดแห่งหนึ่งที่ อำเภอพนมดงรัก เพื่อเข้าไปมอบของให้แก่ทหาร พร้อมกับได้ขึ้นมาที่ปราสาทตาเมือนธม​ เพื่อมาดูบังเกอร์และห้องน้ำที่สร้างไว้ จึงได้พบกับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 โดยบังเอิญ โดยทั้ง​ 2​ ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกันพร้อมกับพูดคุยเคลียใจกัน พร้อมทั้งรับมอบตะกรุดหลวงปู่เจียมรุ่นทหารของพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน​ จอมพลัง) ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับประเด็นนักสิทธิ์ออกมาคัดค้านการเปิดเครื่องเสียง ว่า  

ตั้งแต่วันนี้ทางเราจะหยุดจะไม่เอารถแห่ไปเปิดเพลง ส่วนตัวเองรู้สึกรำคาญ เลียนความโลกสวย เพราะไม่ใช่แต่ไทยที่ทำ ทางกัมพูชาเองก็เคยเอาเครื่องเสียงมาเปิด แต่ไม่มีนักสิทธิ์คนไหนออกมาพูดหรือเรียกร้องให้กับคนไทยบ้างเลย หรือแม้กระทั่งเด็ก 8 ขวบที่เสียชีวิตลงที่กัมพูชายิงระเบิดลงบ้านก็ไม่มีนักสิทธิ์คนไหนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประเทศไทย แต่ถ้าประชาชนยังต้องการและเรียกร้องให้ตนกลับมานำเครื่องเสียงมาเปิดอีกตนก็จะทำตามเสียงของประชาชน ย้ำว่าถ้าประชาชนเรียกร้องนะ ส่วนวันนี้ที่ได้พบกับท่านแม่ทัพภาคที่ 2 นั้น ก็เป็นการดีถือว่าเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกัน และรับรู้ถึงความรู้สึกของท่านแม่ทัพภาคที่ 2​ ว่ามีความจริงใจ และพร้อมจะร่วมงานเดินหน้าไปด้วยกัน

สมุทรปราการ-ครบรอบ 32 ปี รพ.เปาโล สมุทรปราการ 32 ปี แห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สู่มาตรฐานการดูแลที่ดีกว่าเดิม

(15 ต.ค. 68) ที่ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคาร 1 โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ จัดงานฉลองครบรอบ 32 ปี ภายใต้แนวคิด “32 Years of Trust” ปีแห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ สู่มาตรฐานการดูแลที่ดีกว่าเดิม ซึ่งสะท้อนถึงการเดินทางตลอดกว่า 3 ทศวรรษในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการรักษาและการบริการด้านสุขภาพ 

เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในจังหวัดสมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน 

โดยมี นายอนุพนธ์ เดชวรสุทธิ นายกเทศมนตรีเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมในพิธีครั้งนี้

โดยนายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเปาโล สมุทรปราการไม่เพียงแต่เป็นสถานพยาบาลที่ให้การรักษาโรค แต่ยังเป็นสถานที่ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ด้วยมาตรฐานการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ควบคู่กับการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด 

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ผู้ใช้บริการ โดยโรงพยาบาลได้มุ่งพัฒนา “ศูนย์กระดูกและข้อ” (Orthopedic Center) ให้เป็นหนึ่งในศูนย์ความเชี่ยวชาญที่ครบวงจร ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยีการผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่าและข้อสะโพก ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บ ฟื้นตัวได้เร็ว และเพิ่มคุณภาพชีวิตแก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาล ยังเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญเชื่อมโยงบริการสุขภาพสู่ชุมชนเพื่อรองรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนประกันสังคม รวมถึงคลินิกเครือข่ายและ Project All Network ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด“ใกล้ที่ทำงาน ใกล้บ้าน ใกล้คุณ” การพัฒนาบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีในการรักษา 

ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของเครือโรงพยาบาลพญาไท เปาโล มุ่งมั่นสร้างการเข้าถึงการรักษาในทุกมิติ เชื่อมโยงศักยภาพของ Healthcare Network ที่ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน

ผู้รับบริการจึงสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมสิทธิ์ “เลือก 1 ใช้สิทธิ์ได้ 8 โรงพยาบาล” รวมถึงคลินิกเครือข่ายพญาไท เปาโล กว่า 13 แห่ง เพื่อเชื่อมโยงสุขภาพที่ดีสู่ชุมชนอย่างแท้จริงนอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และ นายแพทย์กษิดิศ ศรีจงใจ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “ก้าวสู่ปีที่ 32 จากความเชื่อมั่น สู่การพัฒนาบริการทางการแพทย์” ถ่ายทอดมุมมองด้านการปรับเปลี่ยนและพัฒนาศักยภาพการบริการ พร้อมทั้งนำเสนอทิศทางของการแพทย์ในอนาคตที่มุ่งเน้นความแม่นยำ ความสะดวก และคุณภาพการรักษาที่เหนือกว่า

ภายในงานมีเวทีเสวนา ร่วมพูดคุย กับนายแพทย์อาจ พรวรนันท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพร้อมด้วย นายแพทย์กษิดิศ ศรีจงใจ สาขาศัลยกรรมกระดูก ในหัวข้อ “ก้าวสู่ปีที่ 32 จากความเชื่อมั่น สู่การพัฒนา บริการทางการแพทย์” และกิจกรรมภายในงาน Work Shop ฟื้นฟูกล้ามเนื้ออย่างสมดุล คลายปวด Office Syndrome ด้วย PMS เยี่ยมชม “Paolo Care World” พื้นที่บริการสุขภาพและนวัตกรรมการรักษา นิทรรศการ “32 Years of Trust”ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางกว่า 3 ทศวรรษ แห่งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในมาตรฐานการดูแลสุขภาพ

‘ธีระชัย’ ค้านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ตั้ง AMC แก้หนี้นอนแบงก์ ชี้ อาจฝ่าฝืนกฎหมาย-รอนสิทธิแบงก์พาณิชย์ - เพิ่มภาระคลัง

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอแนะกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมาย

(15 ต.ค. 68) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร รับยื่นหนังสือจากนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องกระบวนการแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่อาจจะฝ่าฝืนกฎหมายตามที่รัฐบาลมีนโยบายจะแก้ปัญหาลูกหนี้รายย่อยด้อยคุณภาพที่ไม่เกิน 1 แสนบาทโดยจะจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้มาบริหารจัดการในเชิงผ่อนปรน โดยในข่าวที่อ้างถึง โครงการจะซื้อหนี้ทั้งสิ้น 1.23 แสนล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์ 1.6 หมื่นล้านบาท จากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท และส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท โดยเงินทุนที่จะใช้จัดตั้งบรรษัทฯ (AMC) และที่จะใช้ซื้อหนี้ จะมาจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 โดยรัฐบาลมีแนวคิดที่จะใช้เงินจากวงเงินดังกล่าวจำนวน 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเพื่อรับซื้อลูกหนี้ 7 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทเป็นค่าบริหารจัดการบรรษัทฯ (AMC) รวมทั้งเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจหรือประกอบอาชีพ นั้น

จึงเห็นว่าโครงการเช่นนี้อาจจะเข้าข่ายรัฐไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 จึงขอให้สิทธิตาม 50 (2) ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยมีข้อมูล ดังนี้

1. การโอนภาระสะสางหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ
สืบเนื่องจากเกิดวิกฤตระบบสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในปี 2540 รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับภาระในการช่วยเหลือมิให้ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงินที่ปิดตัวลงต้องสูญเสียเงินฝาก เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 1.4 ล้านล้านบาท อันเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยทุกปี

ต่อมาเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในปี 2554 พบว่าถึงแม้เวลาผ่านไปถึง 14 ปี ได้มีการชำระคืนเงินต้นหนี้ดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ยอดหนี้ยังค้างอยู่มากถึง 1.1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นภาระต้องจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยแต่ละปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดงบประมาณด้านอื่นเพื่อบริหารประเทศ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาหนี้ 1.1 ล้านล้านบาทดังกล่าว จึงได้เสนอให้รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เพื่อโอนหนี้ 1.1 ล้านล้านบาท ดังกล่าวไปที่กองทุนฟื้นฟูฯ โดยกำหนดให้เป็นภาระที่กองทุนฟื้นฟูฯ จะเรียกเงินนำส่งจากบรรดาสถาบันการเงินเพื่อนำมาทยอยชำระคืนหนี้เงินต้นและชำระดอกเบี้ยในแต่ละปี ในหลักการว่า ยามวิกฤตรัฐช่วยสถาบันการเงิน ยามปกติสถาบันการเงินต้องกลับมาช่วยรัฐ จนกระทั่งในปี 2567 ยอดหนี้ดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 5 แสนล้านบาท และปลดภาระประจำปีของกระทรวงการคลังในการจัดงบประมาณมาชำระดอกเบี้ยไปอย่างสิ้นเชิง

2. การปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินอาจส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เนื่องจากการบริหารประเทศที่ผ่านมาสิบปี หลายรัฐบาลใช้นโยบายที่มีการกระจายรายได้น้อยเกินไป จึงก่อให้เกิดภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อยที่ด้อยคุณภาพจำนวนมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปี 2567 ตนจึงได้เสนอแนวคิดแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพต่อสาธารณะ โดยเสนอให้รัฐบาลยินยอมปรับลดอัตรานำส่งกองทุนฟื้นฟูฯ ของสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สถาบันการเงินประหยัดเงินเก็บไว้ในมือได้จำนวนหนึ่งสำหรับเอามาใช้เพื่อแก้ปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ 

ทั้งนี้ การลดอัตราดังกล่าว กรณีที่หนึ่ง ถ้าหากกระทรวงการคลังมิได้ยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ย่อมไม่มีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะสถาบันการเงินยังมีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แต่กรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังยกเลิกภาระที่สถาบันการเงินจะต้องทยอยชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ในส่วนที่ลดอัตรานำส่งชั่วคราว ย่อมมีผลกระทบต่อหนี้สาธารณะโดยตรง เพราะสถาบันการเงินจะไม่มีภาระต้องเป็นผู้ชำระหนี้เงินต้นสำหรับเงินจำนวนนี้

ต่อมาในปี 2568 กระทรวงการคลังได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ แต่เมื่อสืบค้นไม่พบข้อมูลสาธารณะว่า กระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งหรือกรณีที่สอง ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สอง ก็มีหน้าที่จะต้องนำเสนอรัฐสภาตามขั้นตอนในกฎหมาย เพราะกำหนดการชำระคืนหนี้สาธารณะที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ที่เดิมเป็นภาระที่มอบไปให้สถาบันการเงินจะเป็นผู้ชำระคืนนั้น บางส่วนจะกลับเป็นภาระที่กระทรวงการคลังจะต้องชำระคืนเอง หนี้สาธารณะจะมิได้ลดลงตามเจตนารมณ์ของพระราชกำหนดฯ

3. การนำเงินที่ประหยัดไปใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) เป็นการรอนสิทธิ เนื่องจากหนี้ที่จะนำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่ที่สุดคือจากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) 8.5 หมื่นล้านบาท เป็นลูกหนี้จากธนาคารพาณิชย์เพียง 1.6 หมื่นล้านบาท และจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาท ดังนั้น กรณีที่รัฐบาลจะนำเอาเงินที่สถาบันการเงินประหยัดจากการปรับลดอัตรานำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินของสถาบันการเงินชั่วคราวจากร้อยละ 0.46 ลงเหลือร้อยละ 0.23 ไปช่วยแก้ปัญหาลูกหนี้จากผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) นั้น จะมีปัญหาเป็นการรอนสิทธิ

ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่หนึ่งข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของสถาบันการเงินไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ซึ่งกระทรวงการคลังจะต้องได้รับคำยินยอมจากสถาบันการเงินเสียก่อน ถ้าหากกระทรวงการคลังใช้หลักการกรณีที่สองข้างต้น จะเป็นการรอนสิทธิของกระทรวงการคลังเองไปให้ประโยชน์แก่ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) กระทรวงการคลังจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ

นอกจากนี้ สำหรับการที่กระทรวงการคลังจะใช้โครงการนี้แก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 1.8 หมื่นล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นการกวาดฝุ่นลงใต้พรม (white wash) วิธีถูกต้องคือจะต้องสอบสวนเสียก่อนว่ามีการละเลยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือการฉ้อฉลอันทำให้เกิดหนี้ด้อยคุณภาพในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหรือไม่ อย่างไร เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงและลงโทษตัดคะแนนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ยกเว้นแม้แต่กรณีสมมุติถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่เคยดำรงตำแหน่ง อีกทั้งการชดเชยเงินเพื่อแก้ปัญหาในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายหลังจากกระทำการสอบสวนจนครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังควรจัดงบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารเฉพาะกิจของรัฐดังกล่าวโดยตรงโปร่งใส เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้รับรู้และช่วยกันเสนอแนะวิธีป้องกันปัญหาในอนาคต จึงขอให้พิจารณาเพื่อแจ้งให้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาลต่อไป

โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ประเด็นดังกล่าวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของหนี้ หากเป็นหนี้ในรูปของ ธนาคารกับธนาคารจะไม่เป็นปัญหา แต่หากเป็นธนาคารกับหน่วยงานอื่นจะพบปัญหาตามประเด็นข้างต้น ทั้งนี้ จะนำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

สมุทรปราการ-ต่อศักดิ์ อัศวเหม มั่นใจ อบจ.เอาอยู่!! สนับสนุนเครื่องสูบน้ำสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว งานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค. 68) ที่ผ่านมา นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ พร้อมด้วย ผู้ประกอบการของทางธนาภรณ์ โปรโมชั่น ซ้อแป๋ว และคณะเจ้าหน้าที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ทาง อบจ.สมุทรปราการ ให้การสนับสนุนเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังในเขตพื้นที่การจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568

โดยทางด้าน นายต่อศักดิ์ อัศวเหม รองนายก อบจ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ทาง อบจ.สมุทรปราการ โดยท่าน สุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.สมุทรปราการ ได้ให้ความสำคัญของการจัดงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ประจำปี 2568 

นอกจากนี้ ยังมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่มาเที่ยวชมงานจึงได้มีการประชุมวางแผนคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ในการวางแผนรับมือปัญหาน้ำท่วมขังภายในงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ ที่คาดว่าจะมีประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยว กว่า  10,000 คน เดินทางมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าภายในงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์

ทั้งนี้ ทาง อบจ.สมุทรปราการ ได้ให้การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวนหลายเครื่องตามจุดสำคัญต่างๆ ในเขตพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดมีฝนตกลงมาอย่างหนัก และเพื่อป้องกันให้ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังขึ้นมาได้ 

อย่างไรก็ตาม ทาง อบจ.สมุทรปราการ ต้องการสร้างความมั้นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาเที่ยวงานนมัสการองค์พระสมุทรเจดีย์ จึงได้ติดตั้งวางเครื่องสูบน้ำไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ อาทิเช่น นิคมอุตสาหกรรมบางปู เครื่องสูบน้ำ จำนวน 6 เครื่อง แบ่งเป็น รถสูบน้ำส่งระยะไกล เครืองสูบประจำจุด ท้ายซอย 7a และ ท้ายซอย 9a เครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 2 เครื่อง ประจำจุด บริเวณตีนสระพาน ซอย 11c/1 และซอย 12c 

เครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 2 เครื่อง ประจำจุดท้ายนิคม 2 ตัว ประจำประตูน้ำ แบ่งเป็น รถสูบส่งระยะไกล 1 คัน ประจำประตูน้ำคลองนางหงษ์ (พื้นที่ อบต.คลองด่าน) เครื่องสูบน้ำขนาด 12 นิ้ว 2 ตัว ประจำประตูน้ำคลองบางปิ้ง (พื้นที่เทศบาลนคร) เครื่องสูบน้ำประจำพื้นที่ถนน แบ่งเป็น ประจำถนนสุขุมวิทสายเก่าบริเวณแยกหอนาฬิกา เครื่องขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง ประจำถนนศรีนครินทร์ บริเวณหน้าปากซอยวัดด่าน เครื่อง ขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง ประจำถนนศรีนครินทร์บริเวณ 4 แยกศรีเทพารักษ์ ขนาด 12 นิ้ว 1 เครื่อง รวมถึงจุดอื่นๆ ที่สำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมขังอย่างแน่นอน
 

ตม.กัมพูชา ยืนยันพบแล้วชาวเกาหลีใต้ 80 คน อ้างทั้งหมด 'มีความสุขดี' และปฏิเสธกลับประเทศ

(15 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนไว้ในความดูแล โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จากเกาหลีใต้จะเข้ามาประสานงานแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้เปิดเผยโดยนายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ผ่านสำนักข่าวซินหัว ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้ง 80 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับพลเมืองเกาหลีใต้ที่รัฐบาลโซลกำลังติดตามหาหรือไม่ หลังมีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน “หายตัวไป” ในกัมพูชา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ที่ถูกพบเป็นศพในจังหวัดกำปอต

คดีดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คน และทางการกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน โฆษกกัมพูชายังยืนยันว่า ครอบครัวของนักศึกษาผู้เสียชีวิตและสถานทูตเกาหลีใต้ในพนมเปญ ไม่ได้แจ้งบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการเข้ามา

จีนจัดประชุม World Conference on China Studies เวทีวิชาการระดับนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อจีนยุคใหม่

(15 ต.ค. 68) ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้เปิดฉากงานประชุมระดับนานาชาติ 'World Conference on China Studies' ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ 'Historical and Contemporary China: A Global Perspective' โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษากว่า 500 คนจากทั่วโลก เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเทศจีนทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ภายในงานจัดขึ้นทั้งเวทีเสวนาย่อย นิทรรศการ และกิจกรรมทางวัฒนธรรม โดยเน้นหัวข้อสำคัญ เช่น ความทันสมัยของจีน, บทบาทของคนรุ่นใหม่ในวงการศึกษาของจีน, และการศึกษาจีนในยุคปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของจีนในการเปิดกว้างทางความคิดและส่งเสริมความเข้าใจจากมุมมองจากนานาชาติ

ทั้งนี้ การประชุมนี้จัดโดย สำนักงานข้อมูลแห่งคณะรัฐมนตรีจีน (SCIO) และรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ พร้อมด้วยหน่วยงานและสถาบันการศึกษาหลายแห่งร่วมสนับสนุน อีกทั้งยังมีการประกาศ 'ข้อริเริ่มพัฒนาจีนศึกษาโลก' และเปิดตัวหนังสือแนะนำสำหรับการวิจัยด้านจีนศึกษา เพื่อผลักดันองค์ความรู้เชิงลึกของจีนในระดับสากล
 

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ล็อกอินแอปครั้งแรก รับส่วนลดเครื่องดื่มอินทนิล 50% 

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้แก่สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ (Bangchak GreenMiles) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบางจากและเข้าสู่ระบบสมาชิกครั้งแรก รับทันทีคูปองส่วนลด 50% สำหรับซื้อเครื่องดื่มอินทนิล โดยรับสิทธิ์ได้ในฟีเจอร์ “คูปองของฉัน” เมนูที่ร่วมรายการ ได้แก่ เอสเพรสโซ่เย็น, อเมริกาโน่เย็น, โกโก้เย็น, ชาเขียวลาเต้เย็น (22 ออนซ์) และชาไทยพรีเมียมลาเต้สูตรดั้งเดิม (16 ออนซ์) จากราคาปกติ 60–65 บาท (1 สิทธิ์/สมาชิก) ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 รวมกว่า 280,000 สิทธิ์ตลอดโครงการ 

สำหรับแอปพลิเคชัน 'บางจาก' ล่าสุดได้ปรับโฉมใหม่ที่มาพร้อมรูปแบบและฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย สะดวก และครบครันยิ่งกว่าเดิมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่  และยังทำให้ทุกการใช้จ่ายคุ้มค่า ยิ่งใช้ยิ่งได้ ยิ่งเติมยิ่งอัปเวลดาวน์โหลดแอป 'บางจาก' เวอร์ชันใหม่ได้แล้ววันนี้ ทั้งบน iOS / Android / Huawei : https://bit.ly/3YZxWQu


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top