Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘หมอสุภัทร’ หวั่น!! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่รักษาสัจจะ ฝาก!! ‘อนุทิน’ จัดโผ ครม. ให้มียี้ น้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการ รพ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีใจความว่า ...

ผมเฝ้าติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด แม้สองสามวันที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้ส่งเสียง แต่ผมก็เฝ้ามองด้วยความห่วงใยในอนาคตของประเทศ และอนาคตของพรรคประชาชน พรรคที่แบกความหวังของคนในประเทศและของผมไว้

วันนี้ผมมีภารกิจ ออกตรวจ OPD ทั้งวัน เสร็จออกจากห้องตรวจตอนเย็นก็พบว่า “พรรคประชาชนยังรักษาสัจจะ โหวตให้อนุทินเป็นนายก” เพื่อนๆ ต่างถาม “แล้วผมจะไหวไหม” 

ผมเข้าใจพรรคประชาชนอย่างยิ่ง เพราะผมเองก็สู้ในระบบอย่างมะรุมมะตุ้ม ผมรู้ว่าการสู้ในระบบนั้นมีข้อจำกัดมากมาย มีโครงสร้างอำนาจที่ใหญ่โตกดทับอยู่ การทำลายโครงสร้างอำนาจกดทับด้วยการแก้รัฐธรรมนูญจึงสำคัญ โอกาสนี้ก็เป็นโอกาสเดียวนี้ที่มีอยู่ของพรรคประชาชนในการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะหากยุบสภาไป เลือกตั้งกลับมาใหม่ ก็ยังไม่มีใครชนะขาด สภาวะสามก๊กก็ยังคงอยู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงแทบเป็นไปไม่ได้ การสู้ในระบบนั้นจึงมีบริบทที่ต่างจากการสู้นอกระบบอย่างมาก แต่แม้ผมจะเข้าใจ แต่ผมเองก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้

มาถึง ณ นาทีนี้ เราจะทำอะไรได้บ้างกับสังคมที่ความหวังลดฮวบ เพราะเราไม่เคยเชื่อมั่นในคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยว่าจะรักษาสัจจะ ด้วยความรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะยุบสภาใน 4 เดือน เดี๋ยวก็มีข้ออ้างและลูกเล่นต่างๆ ในอนาคตอีกมากมาย 

ผมคิดว่า สังคมไทยทั้งหมดควรเปลี่ยนถ่ายพลังแห่งความหงุดหงิด พลังแห่งความผิดหวัง มุ่งเป้าไปยังคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ติดตามหน้าตาของคณะรัฐมนตรีให้มียี้น้อยที่สุด ติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเกิดให้เร็วที่สุด ติดตามการใช้อำนาจรัฐโยกย้ายข้าราชการประจำหรือใช้งบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะตามมา ใช้พลังของสังคมทั้งหมดทำหน้าที่เป็น watchdog  ร่วมกับพรรคประชาชน เพื่อให้สัญญาประชาคมครั้งนี้เกิดขึ้นจริงใน 4 เดือน 

ผมเองก็แอบคิดบวกๆ ว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยคิดยาว มองไกลๆ รักษาสัจจะได้จริง พรรคภูมิใจไทยนี่แหละจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดของพรรคประชาชนอย่างแท้จริง ประเทศไทยจะเข้าสู่ระบบ 2 พรรคการเมืองหลักก็เป็นได้

ประเทศไทยต้องเดินหน้า ประชาธิปไตยต้องเดินต่อ การเมืองต้องไม่ใช่ของพรรคการเมืองไปตกลงกันเท่านั้น แต่เราภาคประชาชนจะยังต้องเป็นพลังกดดันอย่างต่อเนื่องกันต่อไป 

‘มทส.’ สุดเจ๋ง!! สร้างเครื่องระบบตัดสัญญาณควบคุมโดรนระยะไกล ส่งมอบกองทัพภาคที่ 2 ใช้งานจริงในพื้นที่ เสริมภารกิจป้องกันประเทศ

(6 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ได้มีพิธีแถลงข่าวเปิดตัวและทดสอบ “ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกล” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย ทองโสภา และคณะวิจัย จากสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อนำไปใช้ป้องกันและรับมือกับโดรนที่ก่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมี พ.อ.สาธิต อุ่นกาย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 ผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 กองทัพภาคที่ 2 และคณะเข้าร่วมสังเกตการณ์สาธิต

รศ.ดร.ชาญชัย ทองโสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการประยุกต์ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มทส. กล่าวว่า ระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลนี้ ระบบจะปล่อยสัญญาณรบกวนกำลังสูง ทำให้โดรนที่เข้ามาในพื้นที่สูญเสียการนำทางและสัญญาณควบคุมระยะไกลถูกตัดขาด ส่งผลให้โดรนหยุดนิ่งหรือตกลง สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งการป้องกันพื้นที่เฉพาะจุดหรือการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีระยะการรบกวนได้ไกลกว่า 2-10 กิโลเมตร

โดยทางทีมวิจัยได้ทำออกมา 2 แบบ คือ ระบบการตัดสัญญาณควบคุมโดรนแบบรอบตัวรัศมีไม่เกิน 2 กิโลเมตร ส่วนอีกรูปแบบนั้นเป็นแบบบังคับทิศทางซึ่งสามารถเลือกทิศทางที่ต้องการจะตัดสัญญาณโดรนที่บินเข้ามาได้รัศมีไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร โดยส่งสัญญาณไปในทิศทางด้านหน้า ซึ่งหลักการของเครื่องตัดสัญญาณก็คือ การส่งสัญญาณเข้าไปรบกวนโดรนทำให้ผู้บังคับโดรนนั้นไม่สามารถควบคุมโดรนที่ส่งออกมาได้

ดร.ชาญชัยกล่าวต่อว่า สำหรับระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลที่เห็นนั้นจะเป็นการกำจัดโดนแบบ soft kill คือเป็นการมุ่งเน้นไปที่การตัดหรือรบกวนสัญญาณ ซึ่งโดรนที่ใช้ในปัจจุบันจะแบ่งเป็นประมาณ 7 ประเภท โดยโดรนที่สามารถกำจัดด้วยวิธีการ soft kill มีอยู่ 4 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ โดรนที่ทำเองหรือโดรนทางการเกษตร ซึ่งถ้าสามารถรบกวนหรือตัดสัญญาณได้แล้วโดรนจะบินวนไร้ทิศทางและก็จะตกเมื่อแบตเตอรี่หมด

ประเภทที่ 2 คือ โดรนที่โดนรบกวนสัญญาณแล้วจะหยุดนิ่งจนกระทั่งแบตเตอรี่หมดแล้วก็ตกลงพื้น ประเภทที่ 3 เป็นประเภทที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าถูกตัดหรือรบกวนสัญญาณแล้วโดรนจะนิ่งรอสัญญาณสักครู่จนกระทั่งไม่มีสัญญาณส่งมาจากผู้บังคับโดรน โดรนก็จะบินกลับไปยังโฮม คือผู้บังคับโดรนนั่นเอง และแบบที่ 4 คือ โดรนที่สลับความถี่หนีเครื่องรบกวนสัญญาณ แต่เครื่องของทาง มทส.ที่ผลิตนั้นสามารถตามไปรบกวนสัญญาณต่อได้ ถ้าสามารถรู้ความถี่ของโดรนบินเข้ามา

"ส่วนโดรนที่จำเป็นต้องใช้วิธีแบบ hard kill ที่เครื่องรบกวนสัญญาณไม่สามารถใช้การได้ คือ โดรนที่บินได้ด้วยระบบสายไฟเบอร์ออปติก, โดรนที่บินด้วยระบบการวาดแผนที่ และโดรนที่บินด้วยระบบ AI รวมทั้งโดรนบินด้วยระบบผสมทั้งหมด โดรนเหล่านี้ต้องใช้วิธีแบบ hard kill คือการยิงทำลาย" ดร.ชาญชัยกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 จะนำเครื่องและระบบตัดสัญญาณควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ระยะไกลดังกล่าวไปทดสอบและประยุกต์ใช้งานจริงในพื้นที่ชายแดน เสริมภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศต่อไป

จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้าเต็มกำลัง Warroom IAC และ ศปอส.ตร. ปราบคอลเซ็นเตอร์ เข้มกวาดล้างซิมผี-บัญชีม้า ทุกพื้นที่ ล่าสุดตำรวจเชียงใหม่รวบทันควันทั้งบัญชีม้า-ผู้ว่าจ้าง 

(6 ก.ย. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า การดำเนินการของ Warroom IAC เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในภาพรวมของนานาประเทศ ซึ่ง ศปอส.ตร. เป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่ปฏิบัติการเสริม Warroom IAC ในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ จึงได้สั่งการในที่ประชุม ศปอส.ตร. เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ให้เร่งรัดการปฏิบัติและการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามซิมผี บัญชีม้า เพื่อตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้นในทุกพื้นที่ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติด้วย 

ที่ผ่านมา ศปอส.ของพื้นที่ต่างๆ ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมซิมผี บัญชีม้า อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด พื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (ภ.จว.เชียงใหม่) โดย ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งข้อมูลจาก ศปอส.ตร. ว่ามีกลุ่มบุคคลตระเวนพาบัญชีม้าถอนเงินสดจากธนาคารสาขา และตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนหลายครั้ง จึงทำการสืบสวน จนกระทั่งวันที่ 5 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.00 น. สืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถอนเงินจากสาขา และตู้เอทีเอ็ม ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนพบว่ามีบุคคลต้องสงสัยพาบุคคลอื่นมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวนมากและหลายครั้ง มีการยืนเฝ้ารอจนกว่าบุคคลเจ้าของบัญชีจะถอนเงินเสร็จ และรับมอบเงินสดทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเพื่อตรวจสอบ 

จากการตรวจสอบพบว่ามีการถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารที่รับเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายผ่านระบบคอมพิวเตอร์จริง และได้มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว จึงได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ น.ส.ณัฐนิชฯ อายุ 40 ปี เป็นผู้ว่าจ้าง ควบคุมสั่งการ และ น.ส.สายธารฯ อายุ 19 ปี เป็นผู้ถอนเงินสด พร้อมด้วยของกลาง เงินสดจำนวน 90,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร ดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันพยายามฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” นำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และรับว่าเงินสดจำนวน 90,000 บาท ของกลางในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้ ไม่ใช่เงินสดของตน และไม่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใดๆ หากมีการนำเงินสดดังกล่าวคืนกลับแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนผู้เสียหายต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากนี้ Warroom IAC จะเดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลกในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ของไทย ทำให้สามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการได้ชัดเจนขึ้น และนอกจาก Warroom IAC จะเดินหน้าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติแล้ว ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเงินที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน นำกลับคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ตามปฏิบัติการ Money Cash Back 

สาวกพรรคส้ม ลั่น!! ถอยออกมาจาก ‘Supporter’ เป็น ‘Observer’ ชี้!! เลือกตั้งครั้งต่อไป เลือกได้แค่ พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) ‘วรา จันทร์มณี’ โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อผมวิจารณ์รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ ประวิทย์ เพื่อไทย ชนชั้นนำศักดินา อย่างทะลุทะลวง ผมไปขึ้นเวที 3 นิ้ว ฝ่ายประชาธิปไตยชอบ พอใจ พอผมวิจารณ์พรรคประชาชน พวกฝ่ายประชาธิปไตยรับไม่ได้ ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจไว้ แม้ผมจะเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ผมไม่ได้เป็นทาสพรรคประชาชน ผมมีสิทธิ์ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานของพรรค

พวกคุณที่บอกว่ามีหัวใจประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายที่ตัวเองชอบถูกวิจารณ์รับไม่ได้ ไม่เปิดใจรับฟัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่คุณว่า ผมยกตัวอย่าง กรณี มาตรา 69 พรบ. ประมง คุณหลายคนเงียบกริบ กรณี สส.พรรคประชาชนทะเล่อทะล่ามาพูด “ทหารส้นตีน” “ไปไหว้อะไรก็ไม่รู้” คุณเงียบกริบ แถมหลายคนออกมาแถช่วยหาคำอธิบายต่างๆ นานา

คุณบอกว่าที่สังคมไทยมันห่วย เพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง แต่พอคุณสมาทานพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมา พรรคการเมืองนั้นกลับกลายเป็นศาสดาหรือเทพเจ้าที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมว่านี่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งทางการเมือง

ผมทนเห็นไม่ได้หรอกที่พรรคการเมืองจะมีนโยบายไปอุ้มชูกลุ่มทุนเช่นประมงพาณิชย์ โดยทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล คุณลองไปดูว่านโยบายประมงของพรรคประชาชนในสมัยพิธา นั้นส่งเสริมการทำลายทรัพยากรหรือส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร เขาพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมเก็บไว้ในใจนานแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะถนอมน้ำใจพรรคที่ผมชอบเหมือนพวกคุณนานแล้ว แต่มันคืออะไรถ้าเราจะสงบปากสงบคำ แล้วไม่วิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองเลย เราก็ไม่ทุเรศต่างไปจากคนอื่นที่เราว่าหรอก

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็คือ การครอบงำทางการเมืองของผู้ก่อตั้งพรรค เมื่อเป็น สส. แล้วห่วงตัวเองมากกว่าสังคม คิดถึงแต่การรักษาสถานภาพหรือการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป และเมื่อไปสมาชิกพรรคการเมืองแล้วหลับหูหลับตาไม่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พรรคที่ตนชอบทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายอื่น

สำหรับพรรคประชาชน ตอนนี้ผมถอยออกมาจาก Supporter เป็น Observer พรรคประชาชนไม่มีอะไรพิเศษกว่าพรรคอื่น ผมจะมองดูเขาด้วยสายตาเท่ากันกับที่มองพรรคอื่น 

เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง การเลือกตั้งของผมครั้งต่อไปก็คงเลือกได้แค่พรรคการเมืองที่เห็นว่าน่าจะเลวน้อยที่สุด

สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้และเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่มาด่าผม ผมว่าคุณไม่ได้มีความรู้มากกว่าผมและไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าผม

ไทย–ลาว เข้มสกัดยาเสพติด ส่งรายชื่อ 29 ผู้ต้องหา กลับขึ้นบัญชีดำ

เมื่อวันที่ (6 ก.ย. 68) พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. นำคณะผู้แทนไทยประกอบด้วย นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผอ.ปปส.ภาค 4 และอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติด เดินทางเยือน สปป.ลาว กระชับความร่วมมือปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดระหว่างสองประเทศ

โดยมี พลจัตวา สาลี พุดทะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ พันเอก จันทอน เฮืองคำไซ เลขาธิการสำนักงานตรวจตราและควบคุมยาเสพติด และพันเอก แพง ไซยะวง หัวหน้ากรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ในการนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ส่งมอบบัญชีรายชื่อผู้ต้องหาคนไทยคดียาเสพติดรายสำคัญที่คาดว่าหลบหนีอยู่ใน สปป.ลาว จำนวน 29 ราย ให้แก่ทางการลาวเพื่อช่วยติดตามนำตัวกลับมาดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมา ทางการลาวได้จับกุมและผลักดันคนไทยที่มีหมายจับคดียาเสพติดแล้ว 13 ราย

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่เครือข่ายยาเสพติดยังคงใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ไทย

ทั้งนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนของ สปป.ลาว ที่ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติของทั้งสองประเทศ

สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมตระหนักรู้ถึงการป้องกันการฆ่าตัวตาย

(6 ก.ย. 68) คุณโกมล เจียรวนนท์ ประธานที่ปรึกษาประธานคณะผู้บริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร และเลขาธิการ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์ แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย และนักศึกษาหลักสูตรTENX4 ได้จัดงาน Power to Live เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก 2568 ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ทั้งนี้ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ขอชวนคนไทยเสริมสร้างพลังใจให้เกิดความสุข ความหวัง รู้ถึงคุณค่าของตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  และตระหนักรู้ถึงการป้องกันการฆ่าตัวตาย ลดStigma สร้าง mindset และ skill ในการรับรู้และป้องกันซึมเศร้า และลดโอกาสการฆ่าตัวตาย 

โดย มี พญ.ภาวิณี รุ่งทนต์กิจ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร นายแพทย์จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ร่วมเปิดงาน ภายในงานมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การฆ่าตัวตาย  Power to Live  เสวนา "AI ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นอย่างไร "เสวนา" เสริมพลังใจจากประสบการณ์ " เสวนาเรื่อง “คุยเติมใจ” เสวนาเรื่อง “First Jobber อยากสื่อสารอะไร” และเสวนา"ความสุขในรั้วมหาวิทยาลัย "รวมถึงการแสดงดนตรีเพื่อผ่อนคลายจากเหล่าศิลปิน อาทิ DOM  และ วง JMNK จากค่าย XOXO Entertainment Work Point  และวง Y2Z จากค่าย A BEAR DAY Entertainment และการแสดงดนตรีเพิ่มพลังชีวิต จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล  

พญ.ภาวิณี รุ่งทนต์กิจ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมป้องกันการฆ่าตัวตาย มุ่งหวังสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่า ในการใช้ชีวิตของตนเองให้มากขึ้น โดยแผนการดำเนินงานของกรุงเทพมหานคร ในมิติด้านสุขภาพดี ปี 2568 มุ่งส่งเสริมสุขภาพประชาชนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพดี 2 BKK Health Zone เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลประชาชนเชิงรุก ครอบคลุมทุกพื้นที่มีการจัดตั้งศูนย์สอบถามปัญหาสุขภาพ (Urban Medicine Service Center : UMSC) โครงการส่งเสริมสุขภาพคนเมืองให้บริการเชิงรุกด้วยเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับการให้บริการด้านสุขภาพ พร้อมย้ำว่าการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า เข้มแข็ง อดทน และพยายามส่องหาทางออกที่สร้างสรรค์ มีส่วนช่วยในการป้องกันการฆ่าตัวตาย 

นพ.จุมภฎ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลว่าจากรายงานจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สถิติในปี 2567 พบผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายจำนวน 5,126 ราย  คิดเป็น 7.89 รายต่อแสนประชากร โดยกลุ่มผู้ที่เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ  20-59 ปี จำนวน 3,635 ราย รองลงมาอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน  1,345 ราย อายุ 15 -19ปี จำนวน 122 ราย และ อายุ 5 -14 ปี จำนวน 24 ราย อัตราพยายามฆ่าตัวตายอยู่ที่ 49.42 ต่อแสนประชากร ในทุกๆ 1 ชั่วโมง มีผู้พยายามฆ่าตัวตาย 4 คน โดยกลุ่มวัยเรียน/วัยรุ่น ช่วงอายุ 15-19 ปี เป็นกลุ่ม ที่มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่ากลุ่มอื่นๆอยู่ที่ 136.4 ต่อแสนประชากร กรมสุขภาพจิตมีนโยบายและหน่วยงานในการป้องกันการฆ่าตัวตายทั่วประเทศ ทีมปฏิบัติการพิเศษป้องกันการฆ่าตัวตายหรือ Hope Task Force ที่เป็น ความร่วมมือของภาคสาธารณสุข ทีมตำรวจ และ Social Influencer รวมถึงสื่อมวลชน มีสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่าจากการศึกษาของกรุงเทพมหานคร พบว่ากลุ่มคนที่มีความเครียดมากในกรุงเทพฯ อยู่ในวัย 18-25 ปี เป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาและกลุ่มวัยเริ่มทำงาน ซึ่งทางกรุงเทพมหานครมีหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือชาวกรุงเทพฯทุกเพศทุกวัย

ด้านผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ กล่าวว่าทางสมาคมซึ่งเป็นสมาชิกของ International Association for Suicide Prevention ได้จัดงานวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลกในช่วงเวลาเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ การฆ่าตัวตายและการพยายามฆ่าตัวตาย มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางด้านชีวภาพสารสื่อสมองที่ผิดปกติ จิตวิทยา สังคม ความสัมพันธ์ และเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ผลกระทบจากการฆ่าตัวตายจะเกิดเป็นลูกโซ่มีผลกระทบต่อ 6 คนรอบข้าง คนในครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหรือแม้แต่เพื่อนสนิท เกิดความรู้สึกผิดในจิตใจโทษตัวเอง เกิดภาวะซึมเศร้า ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เกิดstigma หรือฆ่าตัวตายตาม ดังนั้นในการช่วยเหลือ ไม่ใช่เฉพาะคนที่กำลังเผชิญวิกฤตจิตใจและพยายามฆ่าตัวตาย แต่ต้องช่วยเหลือทั้งครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้ฆ่าตัวตาย ปัจจุบันมีการทำกลุ่มจิตบำบัดPRAKARN Modelสำหรับผู้มีคนใกล้ชิดเสีขชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ซึ่งสามารถช่วยให้คนเหล่านั้นลดstigma กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทางสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย มีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือป้องกันการฆ่าตัวตายโดยจับมือร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนเเครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย 

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพใจเพิ่มมากขึ้น จากปัญหาทั้งความสัมพันธ์และเศรษฐกิจ ประกอบกับสัดส่วนของจิตแพทย์ไม่เพียงพอมีเพียง 1.2 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ประกอบกับอัตราการรอคอยเพื่อได้พบจิตแพทย์ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงเกิดแนวคิดใช้ AI เข้ามาคัดกรองผู้ป่วย โดย AIMET ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (Center of Excellence in Digital and AI for Mental Health) สังกัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดค้นและเกิดนวัตกรรม DMIND แอปพลิเคชันคัดกรองภาวะซึมเศร้าด้วย AI “เพื่อนที่พร้อมรับฟังทุกความรู้สึกของคุณใช้ประเมินผลผ่านการตรวจจับข้อความของผู้ใช้งานที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างอิสระตลอด 24 ชั่วโมง ให้ความแม่นยำ 85% และสามารถใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมนี้มีการใช้ได้จริง กว่า 500,000 ครั้งแล้วผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม และปัจจุบัน ระบบ DMIND ถูกนำไปใช้งานใน 1323 สายด่วนกรมสุขภาพจิตด้วย “นวัตกรรมนี้ถูกออกแบบโดยจิตแพทย์ ดังนั้นคำถามจึงเสมือนจิตแพทย์ถามและจับสังเกตในข้อความสำคัญ

ที่กระทบกับความรู้สึก เช่น วันนี้ที่เศร้ารู้สึกอย่างไร อะไรที่เป็นสาเหตุให้ไม่สามารถทำงานได้ รวมถึงสามารถเก็บสีหน้าของผู้สอบถามได้ด้วย  พบว่าบางคนร้องไห้กับไอแพดก็มี ในกรณีที่มีแนวโน้มอันตรายหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะมีการส่งข้อมูลที่เชื่อมโยงกับหมอพร้อมเพื่อให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปติดตามผู้ป่วยได้ทันที ”รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าว

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนและการร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วนด้วยกัน โดยสมาคมป้องกัน การฆ่าตัวตายไทยร่วมกับกรมสุขภาพจิต สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทยและเครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยการสนับสนุนของกรุงเทพมหานคร นักศึกษาหลักสูตรเท็นเอ็กซ์ ฝ่ายส่งเสริมสุขภาวะนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดย ได้รับการสนับสนุนพื้นที่จัดงานจากบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้สนับสนุนด้านงบประมาณจากบริษัท เจียไต๋ จำกัด ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจำกัด(มหาชน) บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อินโนเวทีฟ เมดิซีน และสมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีผู้สนับสนุนสิ่งของและกิจกรรมจากหลายบริษัทด้วยกัน

‘อ.อุ๋ย’ เตือน!! ครม. ‘นายกฯ หนู’ ต้องมีความสามารถ มีจริยธรรม!! ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์

(6 ก.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับว่าที่ท่านนายกคนใหม่ ซึ่งผมหวังว่าท่านจะมีความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระในการใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ในการบริหารประเทศโดยไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคล กลุ่มบุคคลหรือคลิปเสียง คลิปภาพใด ๆ อย่างไรก็ตามผมมีความกังวลเมื่อได้เห็นบุคคลบางคนในโผ ครม. ซึ่งจะมานั่งเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าจะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 โดยเฉพาะ (4) และ (5) หรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งบางคนตามโผ ครม. เคยถูกศาลพิพากษามาแล้วว่ามีความผิดจริง แม้จะไม่ใช่ศาลไทยก็ตาม และแม้มีการล้างมลทินแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นเพียงการลบล้างโทษ และถอนชื่อออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมเท่านั้น การล้างมลทินไม่ได้ลบล้างการกระทำผิดที่เคยเกิดขึ้น การกระทำผิดนั้นยังคงได้ชื่อว่าเคยกระทำอยู่ และศาลรัฐธรรมนูญได้วางหลักไว้ในคำวินิจฉัยที่ 21/2567 หน้าที่ 23-28 ว่า “...ความหมายของคำว่า ‘ซื่อสัตย์’ และ ‘สุจริต’ มิใช่เป็นเพียงเรื่องการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ต้องเป็นการกระทำให้วิญญูชนทั่วไปที่ทราบพฤติการณ์หรือการกระทำนั้น แล้วยอมรับว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จึงจะถือได้ว่า เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์...

...การที่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นรัฐมนตรี มิได้อาศัยเฉพาะแต่เพียงความไว้วางใจส่วนตนโดยแท้ แต่คณะรัฐมนตรีซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละคนต้องได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณชนหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง อันเป็นความเชื่อถือและไว้วางใจในความเป็นจริงด้วย” ดังนั้น แม้เพียงการไม่มีคดีอาญาติดตัว หรือได้รับอภัยโทษ หรือเคยทำผิดแต่ได้รับการตัดสิน รอการลงโทษ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลผู้นั้นจะถือว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เสมอไป 

และหากนายกรัฐมนตรีรู้ข้อเท็จจริงถึงคุณสมบัติของผู้ที่ตนจะแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีแล้วว่า ขาดคุณสมบัติในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็ยังทูลเกล้า ฯ ถวายชื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอีก ก็จะถือว่านายกรัฐมนตรีผู้เสนอชื่อรัฐมนตรีนั้น ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรง เป็นการกระทำที่เอาประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประเทศชาติ ถือว่านายกรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ 

ดังนั้นผมจึงอยากฝากให้ท่านนายกหนู พิจารณาแต่งตั้งคนดีมีความรู้ความสามารถ มีความรู้ลึกซึ้งในปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจ ไม่ใช่คนที่รู้แต่ในตำรา เพราะตำราเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่เขียนโดยชาวตะวันตก ซึ่งใช้กันก่อนหน้านี้ถอยหลังไปห้าปีขึ้นไป จะใช้ไม่ได้แล้ว เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านจากยุคความเป็นมหาอำนาจโลกเจ้าเดียว (uni-polar world) ของตะวันตก ไปสู่ยุคของภาคีพหุนิยม (multi-polar world) ภายใต้หลักการของความเสมอภาค การค้าเสรี การไม่แทรกแซงในกิจการภายในของประเทศอื่น หรือการเคารพในอำนาจอธิปไตยของกันและกัน 

สรุป ผมขอให้ ครม. นายกหนู เป็น ครม. ที่ประกอบด้วยคนเก่ง คนดี มีความรู้ความสามารถ ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งผมขอให้ท่านายกหนูมีความใจกว้างที่จะสรรหาคนนอก ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้มาทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบอุปถัมภ์ พรรคพวกหรือระบบโควตาพรรคการเมืองใด ๆ และผมเชื่อว่า ประชาชนจะเทคะแนนเสียงให้พรรคของท่านอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี

สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี

(6 ก.ย. 68) หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ในจำนวนเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 15 ปีพบการเสียชีวิตอันดับ 1 มาจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 1,234 คน หรือวันละ 3 – 4 คน ระหว่างปี 2546 - 2556 หรือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มียอดเสียชีวิตรวมถึง 14,789 ราย เป็นการเสียชีวิตในแหล่งน้ำธรรมชาติมากที่สุด 49.4 % และมักจะจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันหลายๆ คน

‘รวี เล็กอุทัย’ สส.เพื่อไทย อุตรดิตถ์ ยัน!! เลือก ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ ลั่น!! ดำเนินการทางกฎหมาย หากใครใส่ร้าย สร้างความเสียหาย

(6 ก.ย. 68) นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 5 กันยายน 2568 

ในวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ผมนายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

จังหวัดอุตรดิตถ์ เขต3 พรรคเพื่อไทย ได้มีมติออกเสียงลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีให้แก่ 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ครับ

จากการที่สำนักข่าวหลายแห่งได้เผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวหาว่าผมโหวตสวนมติพรรค 

ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นความเท็จและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากตัวผมเองได้ลงมติโหวต 'นายชัยเกษม นิติสิริ' ตามมติพรรค 

การกระทำดังกล่าวถือได้ว่ามีเจตนาที่จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในตัวของผม อีกทั้งยังส่งผลให้ผมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง และเกียรติยศอย่างร้ายแรง การโพสต์ข้อความอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของผมในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการใส่ความบุคคลอื่นต่อสาธารณชนหรือต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผมถูกดูหมิ่น เกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 

นอกจากนี้ การที่สำนักข่าวได้ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข้อความดังกล่าว ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงและรับรู้ได้โดยบุคคลทั่วไปจำนวนมาก จึงถือเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดที่มีบทลงโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328

ด้วยเหตุนี้ ผมนายรวี เล็กอุทัย จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิและเกียรติยศของตนเองจากการกระทำอันไม่ชอบธรรมดังกล่าวและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการหยุดยั้งการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นในสังคมต่อไป

สามารถดูคลิปการลงมติของผมได้ที่ >> https://youtu.be/u20aykxstPY

ชัยชนะของจีนในสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างเงื่อนไข!! เอื้อฟื้นฟูชาติ

(6 ก.ย. 68) สถาบันซินหัว คลังสมองของสำนักข่าวซินหัว เผยแพร่รายงานระบุว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นได้สร้างเงื่อนไขสำคัญให้ประชาชนจีนสร้างเส้นทางที่ถูกต้องสู่การฟื้นฟูชาติภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

รายงานฉบับดังกล่าวมีชื่อว่า "รำลึกประวัติศาสตร์และผดุงความยุติธรรม - คุณูปการยิ่งใหญ่ของสมรภูมิหลักทางตะวันออกในสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก" เผยแพร่ทั้งฉบับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

ปี 2025 นับเป็นวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก ซึ่งรายงานเผยว่าสถานการณ์อันซับซ้อนของสงครามได้เป็นบททดสอบและหล่อหลอมพรรคคอมมิวนิสต์จีน

หลังจากชัยชนะในสงคราม พรรคฯ ได้ชี้นำประชาชนให้บรรลุชัยชนะในการปฏิวัติประชาธิปไตยใหม่อย่างรวดเร็ว และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ทำภารกิจแห่งประวัติศาสตร์ในการสร้างเอกราชของชาติและการปลดแอกประชาชนจีนสำเร็จลุล่วงในที่สุด

รายงานระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้ได้ลบล้างศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู สร้างเงื่อนไขทางสังคมขั้นพื้นฐานสำหรับการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติจีน และเปิดบทใหม่แห่งการพัฒนาของจีน

อนึ่ง สถาบันซินหัว ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัยเชิงนโยบาย ได้ดำเนินการวิจัยเชิงคาดการณ์ เชิงกลยุทธ์ และเชิงเตรียมการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับประเด็นสำคัญทั้งในประเทศและระดับโลก โดยได้สร้างผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลจำนวนมากในกระบวนการดังกล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top