Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือตรงถึง ‘สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน’ เบรกดีลขาย ‘กริพเพน’ ให้ไทย!! อ้างจะถูกนำมาใช้รุกรานเขมร

(28 ส.ค. 68) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ส่งหนังสือตรงถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน เรียกร้องให้ยุติข้อตกลงขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) ให้ไทย โดยให้เหตุผลว่าอาจบ่อนทำลายสันติภาพ และเสี่ยงถูกนำไปใช้รุกรานกัมพูชา ซ้ำรอยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุในจดหมายว่า แม้สวีเดนมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ แต่การขายเครื่องบินรบครั้งนี้กลับเป็นการขัดแย้งกับจุดยืนดังกล่าว เพราะนอกจากจะกระทบความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากถูกใช้โจมตีพลเรือน

CHRC อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา พร้อมเรียกร้องให้สวีเดนคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ คัดค้านการขายกริพเพนให้ไทย ทบทวนและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส และสนับสนุนการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี

ท้ายจดหมาย CHRC ยังเรียกร้องให้สวีเดนช่วยกดดันรัฐบาลไทยให้ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยย้ำว่าการละเว้นจากการติดอาวุธให้ประเทศที่อาจเป็นผู้รุกราน ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นเรื่องของจิตสำนึกเพื่อสันติภาพโลก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครูศูนย์ฝึกฯ พัฒนาการสอนวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน วางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

(28 ส.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อนุมัติให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่ในการสอบวิชาจราจรในศูนย์ฝึกอบรมตำรวจทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาการสอนการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน สู่มาตรการถนนปลอดภัย ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (มนป.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาความเสี่ยงหลักร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการอบรมการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนนเชิงลึก เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (PRS) ให้กับครู อาจารย์ ตามศูนย์และโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์คือ จะมองให้ลึกกว่าคำว่าอุบัติเหตุทางถนนเกิดจากความประมาท หรือการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่อาจเกิดจากขีดจำกัดของมนุษย์ ซึ่งต้องแก้ไขโดยการปรับปรับปรุงเชิงระบบ โดยนำระบบมาช่วยจำกัดข้อผิดพลาดของมนุษย์

ในเวทีประชุมยังได้หยิบยกตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าตัวเลขการเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต “เป็นสีเขียว” ในทุกหัวข้อ แสดงถึงทิศทางที่ถูกต้อง แต่ความท้าทายคือจะรักษาตัวเลขที่ดีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมถือเป็นบุคลากรสำคัญที่จะต้องนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อผลิตกำลังพลคุณภาพกระจายสู่ทุกภูมิภาค

ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุด เพื่อใช้ประกอบการวางมาตรการในท้องที่จริง ตลอดจนตั้งคำถามเชิงท้าทายว่า “AI หรือมนุษย์ตำรวจวิเคราะห์ได้ดีกว่ากัน?” ซึ่งคำตอบคือ แม้ AI จะช่วยได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงมนุษย์ควบคู่ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทจริง และการอบรมยังเน้นย้ำความสำคัญของ “ผู้เผชิญเหตุคนแรก” เนื่องจากเมื่อนักเรียนนายสิบตำรวจจบออกไป ทุกนายต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลและพยานหลักฐานเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะเดินทางมาถึง การรู้จักวิเคราะห์หาสาเหตุเบื้องต้น ไม่เพียงช่วยในการสืบสวน แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เองไม่ตกเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตได้อีกด้วย

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้าง “ครูศูนย์ฝึกฯ ต้นแบบ” แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านความปลอดภัยทางถนน และวางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการประชุมว่า ข้อมูลคือหัวใจของการป้องกันอุบัติเหตุ การสร้างบุคลากรที่สามารถวิเคราะห์และใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้มาตรการความปลอดภัยทางถนนมีความแม่นยำ สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่ถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

สว.สงขลา เร่ง มหาดไทย แก้ปัญหา กลุ่มอิทธิพล ท้องที่ ท้องถิ่น เอี่ยว บีอาร์เอ็น เรียกค่าคุ้มครอง ผู้ประกอบการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย สัปดาห์เดียวมี โรงงานถูก และผู้รับเหมา ถูก วางเพลิง วางระเบิด 3 ราย หลังไม่จ่ายค่าคุ้มครอง

(28 ส.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลา เปิดเผยถึง สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ว่า ในรอบสัปดาห์ ที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจาก กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น จะมีเป้าหมายต่อ เจ้าหน้าที่รัฐ  โดยการ วางระเบิดคาร์บอมบ์ ต่อชุดคุ้มครองตำบลบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส แล้ว ยังมีการ วางเพลิง วางระเบิด โรงงานผลิตไฟฟ้า ชีวมวล ที่ ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส วางเพลิง วางระบิด บริษัทเหมืองแร่เอเชีย จำกัด ในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และการ วางเพลิง เครื่องจักรกล ของ บริษัทซามะสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างแหล่งน้ำของ ชลประทาน ใน ต.ปล่องหอย อ.กระพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก และที่เหมืองแร่เอเชีย มีคนงาน ถูกกับระเบิด ขาขาด 1 ราย และ บาดเจ็บ 1 ราย แสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็น มีเป้าหมายในการ ทำลายเศรษฐกิจ การลงทุนในพื้นที่ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสร้างความ วิตกกังวล ให้กับ เจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนรายอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า ธุรกิจ ของตนเอง จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เมื่อไหร่ และมี ผู้ประกอบ หลายราย ได้ ร้องทุกข์มายัง สมาชิกวุฒิสภา ให้เรียกร้องต่อ รัฐบาล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ ก่อนที่  อุตสาหกรรม ในพื้นที่จะกลายเป็น เหยื่อ ของ สถานการณ์

โดยผู้ที่ร้องทุกข์กับ สมาชิกวุฒิสภา ได้ให้รายละเอียดว่า หลังการก่อเหตุ บีอาร์เอ็น มีการ แขวนป้ายผ้า ที่มีข้อความว่า การ ก่อการร้าย ต่อ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ในพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการ ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ให้กับประชาชน ไม่ให้ถูก นายทุน เข้ามาหาประโยชน์ กับ ทรัพยากรในพื้นที่ ห้ามให้มีการ ขุดดิน ,หิน และ ทำเหมืองแร่ แสดงให้เห็นว่า กิจการ ที่เกี่ยวกับ การ ขุดดิน เหมืองหิน เหมืองแร่ จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เพื่อให้ เสียหาย และ หยุด กิจการ

นายไชยยงค์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายข่าวในพื้นที่คือ ก่อนที่ จะมีการ วางเพลิง วางระเบิด ต่อ เป้าหมาย มีการเรียกค่าคุ้มครอง จาก”แนวร่วม ในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล ที่เกี่ยวข้องกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และ แต่ เจ้าของกิจการยังไม่ได้ตอบตงลง และบางรายได้แจ้งให้ หน่วยงานความมั่นคงได้รับทราบ บางรายไม่จ่าย เพราะเป็นคนในพื้นที่ เป็นอดีต นักการเมืองท้องถิ่น และเป็นนักการเมืองท้องถิ่น จึงถูก กองกำลังติดอาวุธ ของ บีอาร์เอ็น วางเพลิง และ วางระเบิด เพื่อแสดงถึง อิทธิพล และต้องการให้ ผู้ประกอบการเห็นว่า เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถปกป้อง ดูแลความปลอดภัยให้กับ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้  รวมทั้ง การ ทำลาย เศรษฐกิจ การลงทุน ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 1 ใน 5 นโยบายของ บีอาร์เอ็น ที่มีการประกาศเป็น ธงนำ เช่น 1 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ 2 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อการลงทุนของภาคเอกชน 3 มุ่งเป้าก่อเหตุทำลายสาธารณูประโภคที่เป็นของรัฐ 4 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อสถานที่ราชการที่เป็นสัญลักษณ์ของการปกครอง 5.มุ่งเป้าการก่อเหตุเพื่อทำลายความเชื่อมมั่นของอำนาจรัฐในพื้นที่

ที่สำคัญการ เรียกค่าคุ้มครอง มีคนของรัฐในพื้นที่เป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น ซึ่งคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยตรง เป็นหน้าที่ของ นายอำเภอ และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ต้องเข้าไป ตรวจสอบ และดำเนินการในการ แก้ปัญหา จึงขอเรียกร้องให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการ ทั้งในการให้การป้องกัน อุตสาหกรรม ในพื้นที่ รวมทั้ง การค้า การลงทุน อย่าให้ถูก วางเพลิง วางระเบิด เกิดขึ้น และให้ ตรวจสอบ เอาผิด กับ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้มี อิทธิพล ที่เป็นคนของ นักการเมือง ซึ่งมีส่วนในการเป็น เครือข่าย ของ บีอาร์เอ็น ในการ เรียกค่าคุ้มครอง จากผู้ประกอบการใน จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

จีนประกาศจัดอันดับ 500 บริษัทเอกชนรายใหญ่ปี 2025 JD.com ครองแชมป์ต่อเนื่อง หลังกวาดรายได้ทะลุ 1.16 ล้านล้านหยวน

(28 ส.ค. 68) จีนเผยรายชื่อ 500 บริษัทเอกชนรายใหญ่ปี 2025 โดย JD.com อีคอมเมิร์ซ ครองอันดับ 1 ตามด้วย Alibaba (China) และ Hengli Group ซึ่งทั้งสามยังครองตำแหน่งผู้นำต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนพลังการเติบโตของภาคเอกชนจีนอย่างชัดเจน

การจัดอันดับจัดทำโดย สมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแห่งชาติจีน (ACFIC) และประกาศที่การประชุมสุดยอด 'China Top 500 Private Enterprises' ในนครเสิ่นหยาง โดยมีบริษัทเข้าร่วมสำรวจมากถึง 6,379 ราย ซึ่งแต่ละแห่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านหยวนในปี 2024

ผลสำรวจระบุว่า เกณฑ์ขั้นต่ำของการติดอันดับพุ่งเป็น 27,000 ล้านหยวน ขณะที่รายได้รวมของ 500 บริษัทแตะ 43.05 ล้านล้านหยวน โดย JD.com ทำสถิติเป็นเอกชนจีนรายแรกที่มีรายได้ทะลุ 1.16 ล้านล้านหยวน ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการธุรกิจเอกชนจีน

นอกจากนี้ ความสามารถทำกำไรของบริษัทชั้นนำก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมี 361 บริษัทที่รายได้เติบโตจากปีก่อน รวมกำไรสุทธิแตะ 1.8 ล้านล้านหยวน หรือเฉลี่ยกว่า 3.6 พันล้านหยวนต่อบริษัท เพิ่มขึ้นราว 6.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรแรง 'ไทยเที่ยวไทย' มา 3 จ่าย 2 ตลอดเดือนกันยายน


นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจนักท่องเที่ยวในแคมเปญ 'ไทยเที่ยวไทย' เพียงมา 3 ท่าน จ่ายเพียง 2 ท่าน สำหรับบัตรผ่านประตู ตั้งแต่วันที่ 1–30 กันยายน 2568 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอีกมากมาย ได้แก่เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. (ที่มากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทั้งปี โดยไม่มีเงื่อนไข


นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับการแสดงสุดอลังการ 'นงนุชโชว์' และการแสดงช้างแสนรู้ ที่โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ (เช้า 2 รอบ – บ่าย 2 รอบ) พร้อมตื่นตากับสวนสวยกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อาทิ สวนตะบองเพชร 1 และ 2, สวนลอยฟ้า, สวนกล้วยไม้ และเนิร์สเชอรี่ไม้ประดับหลากหลายชนิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานสะสม สามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ที่รวบรวมพระเครื่องเก่าอายุกว่า 100 ปี และพิพิธภัณฑ์รถแปลกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสวนรถ1และ2 ส่วนเด็ก ๆ จะได้สนุกสนานกับการผจญภัยท่ามกลางไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว สวนนงนุชพัทยา เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

‘กรมธนารักษ์’ จับมือ กองทัพเรือ เปิดตัว Clean Energy นำร่องพลิกที่ราชพัสดุเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด

กรมธนารักษ์-กองทัพเรือ จับมือเดินหน้า 'Clean Energy' ใช้ที่ราชพัสดุต้นแบบผลิตไฟฟ้าสะอาด หนุนเป้าหมาย Net Zero 2608

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 'Clean Energy' พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ราชการ โดยมีพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพลังของทั้ง 2 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ในการยกระดับที่ราชพัสดุจาก 'สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์แห่งอนาคต' ยกระดับ 'ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์' สู่ 'ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม' ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ กรมธนารักษ์จึงพลิกบทบาทของที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้าม ว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยยกเว้น หรือลด ค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในที่ราชพัสดุ ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop) บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อส่งเสริมให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชน มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลักเกณฑ์การขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาดโครงการ Clean Energy กรมธนารักษ์ได้กำหนด “หลักเกณฑ์กลางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับหน่วยงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ Clean Energy โดยเปิดโอกาสให้นำที่ราชพัสดุมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น – จะได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ แต่หน่วยงานต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ

2. หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ – จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ

3. รัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) – หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม โดยต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บค่าเช่าเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ

4. ผู้เช่าเอกชน – กรณีติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองภายในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือใช้ในกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบจะต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar จะเก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ

5. การเปิดประมูลจัดให้เช่าใหม่ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี (ลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ)

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้งเพื่อคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยและเหตุทั้งปวง และต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อให้สามารถรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย จับมือกองทัพเรือต้นแบบการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือ นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพเรือให้กลายเป็นต้นแบบพลังงานสะอาดของประเทศไทย โดยเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อีก 6 แห่ง

อาทิ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี นี่ไม่เพียงเป็นการลดภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นพลังสะอาดที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

และที่สำคัญคือการสร้าง “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกมองข้าม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero โครงการ Clean Energy คือภาพสะท้อนบทบาทใหม่ของกรมธนารักษ์ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าและคุณค่าใหม่จากที่ราชพัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

“Clean Energy ไม่ได้เป็นแค่โครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว

‘จีน’ ปัดร่วมวงถกลดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมีน้อยอยู่แล้ว หลัง ‘ทรัมป์’ เชิญเข้าร่วมโต๊ะเจรจากับ ‘สหรัฐฯ-รัสเซีย’

(29 ส.ค. 68) จีนปฏิเสธเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และรัสเซีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความหวังว่าปักกิ่งจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจา โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” ที่จะคาดหวังให้จีนเข้าร่วม เนื่องจากขนาดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของจีนไม่เทียบเท่าสองมหาอำนาจดังกล่าว

กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ชี้ว่า สหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ต้องรับผิดชอบหลักในการลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่า สหรัฐฯ มีหัวรบ 3,708 ลูก รัสเซีย 4,380 ลูก ขณะที่จีนมีเพียง 500 ลูก ถือว่าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้

จีนยืนยันว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของตนถูกจำกัดไว้ในระดับขั้นต่ำ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ และไม่ต้องการเข้าสู่การแข่งขันสะสมอาวุธกับชาติใด พร้อมย้ำว่าสนับสนุนแนวทางการลดอาวุธในหลักการ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเจรจาที่ออกแบบมาเพื่อสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยตรง

ด้านสถานการณ์โลก ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังรัสเซียถอนตัวจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายเมื่อปี 2023 และปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ใหม่ที่ลดเกณฑ์การใช้อาวุธลง ขณะเดียวกันมอสโกยังเริ่มผลิตขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้ ซึ่งมีแผนจะติดตั้งในเบลารุสภายในปีนี้ ยิ่งทำให้ความเสี่ยงการเผชิญหน้าเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

‘พงศ์กวิน’ ผลักดันโครงการ Learn to Earn ทำงานระหว่างเรียน 'สร้างรายได้–สกิล–ประสบการณ์'

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการ 'Learn to Earn: เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ' เพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาทำงานมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานในการแก้ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานจริงระหว่างเรียน

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กจบใหม่จำนวนมากประสบปัญหาการหางาน เพราะ ขาดประสบการณ์การทำงาน แม้จะมีความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น ดิจิทัล กราฟิก การตลาด หรือการขาย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำงานจริง โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สะพานเชื่อม' ระหว่างการเรียนกับโลกการทำงาน ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง ได้รายได้เสริม และช่วยลดภาระครอบครัว โดยเยาวชน ที่เตรียมเป็นแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคต จะได้ประโยชน์ครบทั้ง รายได้–สกิล–ประสบการณ์ ที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก hard skill จากงานจริง และ soft skill เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ

นาย พงศ์กวิน กล่าวย้ำว่า โครงการ Learn to Earn ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวกับแรงงานรุ่นใหม่ เพราะจะช่วยให้เยาวชนปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็จะได้บุคลากรที่พร้อมทำงานจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกสอนเพิ่มเติม โครงการ Learn to Earn จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงแรงงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับแรงงานรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้สังคม และเศรษฐกิจไทย

“ผมอยากให้เยาวชน ใช้โอกาสนี้ค้นหาตัวเองให้เจอเร็ว ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้จากของจริง กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งในด้านโอกาสทำงาน การสร้างระบบที่เป็นธรรม และการผลักดันมาตรการคุ้มครองเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม” รมว.พงศ์กวิน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'Learn to Earn' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน และสร้างการรับรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานในช่วงที่ว่างจากการเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเรียนรู้โลกการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ประกอบด้วย การสัมภาษณ์พิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยถึงการสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับนักเรียนนักศึกษา การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานในสายอาชีพต่าง ๆ จากนายจ้างและสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรการเรียนการสอนสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเตรียมพร้อมก่อนการทำงาน ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
5. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยศิลปากร
7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
9. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
10.มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยสยาม
12.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13.มทร.ตะวันออก
14.มรภ.สวนสุนันทา
15.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
16.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนที่เข้าร่วม ดังนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการจำนงค์ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สถาบันการสร้างชาติ นอกจากนี้ยังสถานประกอบการร่วมจำลองการทำงาน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ต้องการจ้างงานนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงที่ว่างจากการเรียน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาได้ทดลองทำงานจริงเพื่อสร้างประสบการณ์

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ 'ไทยมีงานทำ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'ไทยมีงานทำ' โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ในตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ ส่วนนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางรับสมัครงาน สามารถลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

‘เวียดนาม’ ประกาศแจกเงิน!! เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติ 2 ก.ย. นี้ ประชาชนทุกคนเตรียมรับ 100,000 ดอง หรือประมาณ 130 บาท

(29 ส.ค. 68) รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินสด 100,000 ดอง (ราว 130 บาท) ให้กับประชาชนทุกคน เนื่องในวันชาติ 2 กันยายนนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกของประเทศ และคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,000 ล้านบาท

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า มาตรการนี้เป็นการแสดง “ความห่วงใยของพรรคและรัฐที่มีต่อประชาชน” โดยการจ่ายเงินสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารหรือรับเป็นเงินสดได้ โดยธนาคารกลางและกระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันชาติในสัปดาห์หน้า

ชาวกรุงฮานอยหลายคนแสดงความประหลาดใจต่อมาตรการดังกล่าว โดยบางคนบอกว่า “ตอนแรกคิดว่าเป็นข่าวปลอม” ขณะที่บางคนบอกว่าจะนำเงินไปซื้อกาแฟ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับ 3 แก้วเท่านั้น ทั้งนี้ ข้อมูลทางการระบุว่าค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานเวียดนามเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 7.7 ล้านดองต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนหน้า

ในโอกาสเดียวกัน กรุงฮานอยยังเตรียมจัดขบวนพาเหรดวันชาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีการประกาศเอกราช โดยสื่อทางการรายงานเพิ่มเติมว่า ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์จะให้บริการฟรีตลอดทั้งวันชาติด้วย

‘แฟรงค์ คาปริโอ’ ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ผู้ดำรงความยุติธรรมโดยไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ในวันที่โลกใบนี้สูญเสีย แฟรงค์ คาปริโอไปในวัย 88 ปี เราไม่เพียงแต่สูญเสียผู้พิพากษาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เราสูญเสียผู้ที่แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมและความเมตตาสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว
แฟรงค์ คาปริโอเกิดในย่าน Federal Hill ของเมือง Providence รัฐ Rhode Island ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่แน่นแฟ้นที่สุดของอเมริกา ท่านเป็นบุตรคนที่สองจากสามคนของครอบครัว Antonio และ Filomena Caprio

ชีวิตของครอบครัวคาปริโอในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยแฟรงค์เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยค่านิยมของการทำงานหนักและความเมตตากรุณาที่พ่อแม่ปลูกฝัง

การศึกษาและความมุ่งมั่น
ตั้งแต่เด็กแฟรงค์ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ทั้งทำงานเป็นคนล้างจานและขัดรองเท้าขณะเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของ Providence ความขยันขันแข็งและรักการเล่นกีฬาทำให้ท่านกลายเป็นนักมวยปล้ำระดับรัฐเมื่อเรียนที่ Central High School และได้รับการบรรจุเข้า Rhode Island Wrestling Hall of Fame ในภายหลัง

หลังจากจบการศึกษาจาก Central High School ในปี 1953 แฟรงค์ได้เข้าเรียนที่ Providence College โดยศึกษาสาขารัฐศาสตร์ เพื่อจ่ายค่าเรียน ท่านต้องทำงานถึงสามงานพร้อมกัน ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยกระดับชีวิตของตนเองและครอบครัว

หลังจบปริญญาตรีในปี 1958 แฟรงค์ได้งานเป็นครูสอนวิชารัฐศาสตร์อเมริกันที่โรงเรียน Hope High School ใน Providence แต่ความฝันที่จะเป็นทนายความยังคงอยู่ในใจ เนื่องจากไม่มีเงินเรียนโรงเรียนกฎหมายแบบเต็มเวลา ท่านจึงตัดสินใจเดินทาง 50 ไมล์จาก Providence ไป Boston ทุกวันหลังเลิกสอนเพื่อเรียนกฎหมายแบบกลางคืนที่ Suffolk University School of Law

เริ่มต้นอาชีพทนายความ
หลังจากสำเร็จการศึกษากฎหมายและสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แฟรงค์เริ่มต้นการทำงานในสำนักงานกฎหมายเล็กๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเมืองและการพิพากษา ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความฝันทำให้ท่านเข้าใจถึงชีวิตของคนธรรมดาเป็นอย่างดี

อาชีพผู้พิพากษาและมรดกทางกฎหมาย
แฟรงค์ คาปริโอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเทศบาล Providence ตั้งแต่ปี 1985 จนถึงมกราคม 2023 เป็นเวลากว่า 38 ปี ในระหว่างนี้ท่านได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่มาพร้อมกับความเมตตาจากการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนใครโดยการรักษาความยุติธรรมไปพร้อมๆกับรักษาความเป็นมนุษย์ของคนที่ได้รับการพิจารณาคดีไปพร้อมๆกันด้วย

นอกจากการเป็นผู้พิพากษาแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ Rhode Island อีกด้วย ท่านได้ใช้ประสบการณ์และปัญญาในการพัฒนาระบบการศึกษาของรัฐ

ปรากฏการณ์ “Caught in Providence”
ชีวิตของผู้พิพากษาคาปริโอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อการพิจารณาคดีในศาลของท่านได้รับการถ่ายทำและออกอากาศในรายการ “Caught in Providence” รายการนี้เริ่มต้นเป็นการถ่ายทำเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ความนิยมระดับโลก:
- ช่อง YouTube “Caught in Providence” มีผู้ติดตาม 2.92 ล้านคน
- วิดีโอต่างๆ มียอดชมรวมเกือบ 500 ล้านครั้งในปี 2022
- วิดีโอหนึ่งเดียวมียอดชมสูงสุด 43.6 ล้านครั้ง
- ในปี 2017 วิดีโอของท่านไวรัลทั่วโลกด้วยยอดชม 15 ล้านครั้ง
 
เหตุผลแห่งความนิยม:
รายการไม่ได้มีชื่อเสียงเพราะความบันเทิง แต่เพราะท่านแสดงให้โลกเห็นว่าความยุติธรรมสามารถดำเนินไปด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตัวอย่างการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ:

1. คดี Victor Colella - ชายวัย 96 ปีที่ยังขับรถพาลูกไปหาหมอ
สถานการณ์- Victor Colella ชายวัย 96 ปีถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตโรงเรียน เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล Victor ตอบว่า “ผมขับรถช้าและขับเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ตอนนั้นผมกำลังพาลูกไปเจาะเลือด”
ผู้พิพากษาคาปริโอถาม: “ลูกชายของคุณอายุเท่าไหร่?”
Victor ตอบ: “63 ปีครับ และเขาพิการ”

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ให้ยกฟ้องทันทีพร้อมกับยกย่องความทุ่มเทของ Victor ที่มีต่อลูกชาย ท่านกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในคดีที่สะเทือนใจที่สุดในอาชีพการงานของท่าน

2. คดี Jenna Bettez - ครูประถมลูกสอง
สถานการณ์: Jenna Bettez ครูประถมถูกออกหมายเรียกเรื่องค่าปรับการจอดรถค้างชำระ 2 ใบ โดยมีลูกชายตัวเล็ก Luke และลูกสาววัยทารก Bella มาด้วย Jenna อธิบายว่าเธอเป็นครูประถมและกำลังดูแลลูกเล็กสองคนคนเดียว ทำให้มีภาระทางการเงินหนัก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านมองเห็นความยากลำบากของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำหน้าที่ครูและต้องเลี้ยงดูลูกเล็กสองคน ท่านจึงยกเลิกค่าปรับทั้งหมด พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของเธอในการสอนหนังสือเด็กๆ

3. คดีชายส่งพิซซ่าผู้อพยพ
สถานการณ์:ชายผู้อพยพที่ทำงานส่งพิซซ่าถูกฟ้องเรื่องการจอดรถผิดที่ ภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีพอที่จะเข้าใจคำถามของผู้พิพากษาได้ชัดเจน และพบว่าชายคนนี้จอดรถผิดที่ขณะที่กำลังส่งพิซซ่า ซึ่งเป็นงานหารายได้เลี้ยงชีพ

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านใช้เวลาอดทนในการสื่อสารกับชายคนนี้ จนเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานของผู้อพยพ และตัดสินใจลดค่าปรับลงอย่างมาก พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงานหนักเพื่อครอบครัว

4. คดีผู้สูงอายุไปดูแลคู่ชีวิตป่วย
สถานการณ์: ผู้สูงอายุคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาการจอดรถผิดที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล ชายผู้นี้อธิบายว่าเขาต้องมาดูแลภรรยาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และไม่มีที่จอดรถว่างในบริเวณใกล้เคียง

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านเข้าใจถึงความจำเป็นและความรักที่มีต่อคู่ชีวิต จึงยกเลิกข้อหาทั้งหมด และแสดงความชื่นชมต่อความรักและความผูกพันระหว่างสามีภรรยา

5. คดีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพาลูกไปโรงเรียน
สถานการณ์: แม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด เธออธิบายว่ากำลังรีบพาลูกไปโรงเรียนเพราะตื่นสาย และต้องรีบไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- แม้ท่านจะเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ท่านก็เข้าใจถึงความยากลำบากของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงลดค่าปรับลงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเวลาอย่างอ่อนโยน

หลักการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ

1. การมองดูบริบทโดยรวม
ท่านไม่เพียงแต่มองแค่ความผิดที่เกิดขึ้น แต่มองถึงสาเหตุและสถานการณ์ที่นำไปสู่ความผิดนั้น

2. การให้ความสำคัญกับครอบครัว
ท่านเข้าใจว่าการลงโทษหนักอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจำเลย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

3. การแสดงความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่านได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมาจากสภาพแวดล้อมใด

4. การให้โอกาสในการเรียนรู้
แทนที่จะลงโทษอย่างเดียว ท่านมักจะให้คำแนะนำและโอกาสในการปรับปรุงตนเอง

5. การช่วยเหลือผู้ที่ประสบความยากลำบาก.
ท่านแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจหรือสุขภาพ

ผลกระทบของแนวทางการพิจารณาคดีในแนวทางของผู้พิพากษาคาปริโอนั้นได้สร้างผลกระทบเชิงบวกไว้อย่างมากมาย จำเลยทุกคนจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวังและกำลังใจและเรียนรู้จากประสบการณ์แทนการถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว

เป็นแบบอย่างของระบบยุติธรรมที่มีความเมตตาในสังคม สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการให้อภัยและความเข้าใจสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ และในส่วนของระบบยุติธรรมนั้น ผู้พิพากษาคาปริโอได้พิสูจน์ว่าความเมตตาและความยุติธรรมไม่ขัดแย้งกัน จนสร้างให้เกิดแนวทางใหม่ในการพิจารณาคดีรวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆ ได้อย่างมาก

หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
แฟรงค์ คาปริโอไม่ใช่แค่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่คือผู้ที่ทำให้ห้องพิจารณาคดีในศาลกลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง ไม่ใช่แค่สถานที่แห่งการพิจารณาคดี ศาลของท่านเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือได้รับโอกาสในการแก้ไขชีวิตและดูแลครอบครัวของตน 

ในยุคที่ความยุติธรรมมักจะเย็นชาและเป็นทางการ ผู้พิพากษาคาปริโอแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีสามารถเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจได้ ท่านมองเห็นมนุษย์ในตัวของทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่าน ไม่ใช่แค่มองเห็นความผิดที่พวกเขาทำแต่เพียงเท่านั้น

บทเรียนจากโลกออนไลน์
รายการ “Caught in Providence” ที่นำเสนอชีวิตประจำวันของท่านในการพิจารณาคดีการจราจรและความผิดเล็กน้อยในโรดไอแลนด์ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีผู้ติดตามมหาศาลทั่วโลก ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบันเทิง แต่เกิดจากการที่ผู้คนทั่วโลกได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงของความเมตตาที่แสดงออกมาผ่านการปฏิบัติให้เห็นแบบชัดๆของผู้พิพากษาคาปริโอ ทุกตอนของรายการเป็นเสมือนบทเรียนที่สอนเราว่าการให้อภัย การเข้าใจ และการเปิดโอกาสให้กับคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างไร

มรดกแห่งความเมตตาที่ฝากไว้ให้กับโลก
แฟรงค์ คาปริโอเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อใครบางคนเข้ามาและพวกเขาคิดว่าโลกกำลังจะจบลงเพราะปัญหาของพวกเขา และฉันสามารถช่วยพวกเขาได้ และเห็นความโล่งใจในดวงตาของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดถึง”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นหัวใจของท่านที่ไม่เคยหยุดให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ และการช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการฝ่าฝืนกฎจราจรก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะหากคนๆ นั้นกำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว

บทเรียนที่ยั่งยืน
ผู้พิพากษาคาปริโอสอนเราผ่านการกระทำของท่านว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการลงโทษอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมองหาวิธีที่จะช่วยให้คนกลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้ การแสดงความเมตตาไม่ได้หมายความว่าเป็นการปล่อยผ่าน แต่หมายความถึงการให้โอกาสมนุษย์คนหนึ่งในการเรียนรู้และเติบโต

ผู้ที่ผ่านห้องพิพากษาในศาลของท่านมามักจะได้รับมากกว่าการพิจารณาคดี พวกเขาได้รับ “มือที่วางบนไหล่เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นการต่อสู้ที่ยากลำบากในปัจจุบัน” ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้พิพากษา แต่ท่านเป็นเสมือนพ่อ ครู และผู้ให้กำลังใจคนอื่นในตัวคนคนเดียว

ความทรงจำที่จะคงอยู่
การจากไปของ แฟรงค์ คาปริโอเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่มรดกของท่านจะคงอยู่ตลอดไปในคนทุกคนที่เคยได้รับความเมตตาจากท่าน ในคนทุกคนที่ได้เรียนรู้จากตัวอย่างของท่าน และในคนทุกคนที่จะนำแนวทางของท่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เราอาจไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่เราทุกคนสามารถเป็นผู้สืบทอดของผู้พิพากษาคาปริโอได้ในวิถีของเราเอง ด้วยการแสดงความเมตตา ความเข้าใจ และการให้โอกาสแก่คนรอบข้าง ด้วยการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในทุกคนที่เราพบเจอ และด้วยการเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง

วันนี้ ใดๆ Digestขอร่วมส่งความเคารพและความกตัญญูไปยังผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอผู้ที่เป็นที่รักและได้รับความเคารพจากคนทั่วโลก ผู้ที่แสดงให้เราเห็นว่าความเมตตาไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรม แต่เป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละคน ทีละใจ มรดกของท่านจะคงอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้จากสั่งที่ท่านแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาคือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ ทีละหัวใจ ทีละชีวิต

“ความยุติธรรมโดยไม่มีความเมตตาคือความโหดร้าย แต่ความเมตตาโดยไม่มีความยุติธรรมคือความอ่อนแอ”

แฟรงค์ คาปริโอสอนเราว่าทั้งสองอย่างสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสวยงาม

ผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ(1936-2025) - ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ที่จะอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

ด้วยจิตคารวะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top