Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

‘พงศ์กวิน’ แจงปมปลัดฯ เซ็นย้าย ขรก. ยังใช้อำนาจเต็มตามตำแหน่ง ชี้ เป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนเหมาะสมหรือไม่เจ้าตัวควรรู้ ไม่จำเป็นต้องสอน

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย กรณีการสรรหาปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ หลังการโอนย้ายตำแหน่ง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้ต้องรอกระบวนการโอนย้ายปลัดกระทรวงฯ เดิมให้เสร็จสิ้น แล้วจึงจะเริ่มกระบวนการในการสรรหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่ โดยยังไม่สามารถดำเนินการสรรหาท่านใหม่ในระหว่างนี้ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ระหว่างที่รอขั้นตอนทางราชการ มีการมองหาปลัดกระทรวงฯ คนใหม่หรือมีคนใดเข้าตาบ้างไหม นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการสรรหาอย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปลัดกระทรวงฯ โดยเบื้องต้น จะต้องมีความโปร่งใส มีคุณธรรม เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่แล้ว และมีความรู้ในเรื่องของการลงทุน เนื่องจากปลัดกระทรวงฯ จะต้องเป็นประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) โดยตำแหน่ง ซึ่งกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่มีสถานะกองทุนฯ ราว 2.7 ล้านล้านบาท ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งควรที่จะมีความรู้และความสามารถในด้านนี้

“หากเป็นคุณสมบัติด้านการบริหาร ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ขึ้นไปถึงระดับปลัดกระทรวงฯ หรือระดับผู้บริหารกระทรวงฯ จะต้องมีความรู้และความสามารถในด้านนี้อยู่แล้ว เลยไม่ได้มองว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เราต้องการเพิ่มเติม” นายพงศ์กวิน กล่าว

เมื่อถามว่า หากกำหนดคุณสมบัติให้มีความรู้ด้านการลงทุน เท่ากับเปิดช่องให้คนนอกหรือเสือข้ามห้วยหรือไม่ นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ไม่จำเป็น เนื่องจากบุคคลภายในกระทรวงฯ เองก็มีผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุน ความรู้ด้านการลงทุนมีหลากหลายด้าน เช่น หากเคยมีประสบการณ์ลงทุนในตลาดทุนมาอย่างยาวนาน มีใบประกาศ (Certificate) ก็ถือว่าใช้ได้ หรือจะเป็นเรียนจบมาด้านนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการลงทุนเช่นกัน และยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการเฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็นบุคคลภายในหรือคนภายนอก ซึ่งขณะนี้ มีข้าราชการจำนวนมากที่อยู่ในสโคป จึงต้องค่อยๆศึกษาไปทีละท่านว่า แต่ละท่านมีความเหมาะสมประมาณไหน

เมื่อถามถึงกรณีหลังจากมีมติการโอนย้าย นายบุญสงค์ ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายบุญสงค์ ยังใช้อำนาจทุกรูปแบบในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการภายในกระทรวงฯ เรื่อยมา นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เนื่องจากกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น นายบุญสงค์ จึงถือว่ายังมีอำนาจเต็มในฐานะปลัดกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจของท่านอยู่

เมื่อถามว่าย้ำว่า โดยจารีตและหลักปฏิบัติที่ยึดถือในวงราชการและทุกกระทรวง จะไม่ทำกันแบบนี้กัน นายพงศ์กวิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละท่าน เป็นเรื่องส่วนบุคคล โดยแต่ละท่านต้องมีวิจารณญาณของตนเองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ในฐานะที่ปลัดกระทรวงฯ เองยังถือว่า มีอำนาจเต็มอยู่ ตนก็ไม่สามารถไปวิจารณ์ท่านได้

“จริงๆ เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องเรียกปลัดกระทรวงฯ มาเคลียร์ ทุกท่านจะต้องทราบอยู่แล้วว่า มีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ผมมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแค่ระยะเวลาเดือนกว่า ผมยังทราบ แต่ท่านปลัดฯ อยู่ในวงการราชการมาอย่างยาวนาน ท่านควรจะต้องทราบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเองคงไม่กล้าไปสอนท่านในเรื่องนี้” นายพงศ์กวิน กล่าว

‘ไทย’ เตรียมลดนักกีฬาซีเกมส์ของ ‘กัมพูชา’ เหลือไม่เกิน 200 คน เพื่อความปลอดภัย และบรรยากาศงาน

(22 ส.ค. 68) จากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา โดยไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ 

ล่าสุด นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ ซีอีโอสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ เปิดเผยว่า ได้ขอให้กัมพูชาลดจำนวนนักกีฬาที่เข้าร่วมลงเหลือไม่เกิน 200 คน จากเดิมที่ส่งรายชื่อมากว่า 600 คน พร้อมเจ้าหน้าที่อีกกว่า 100 คน โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา และบรรยากาศของงาน จึงจำเป็นต้องควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมเพื่อให้สามารถดูแลได้ทั่วถึง 

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ากัมพูชาเคยส่งเอนทรีฟอร์มบายนัมเบอร์มาถึง 1,515 คน แต่ภายหลังมีข่าวว่าจะลดเหลือเพียง 57 คน ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดน ซึ่งต่อมา นายวัธ จำเริญ เลขาธิการโอลิมปิกกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยกำหนดการส่งรายชื่อนักกีฬาฉบับสมบูรณ์ (เอนทรีฟอร์มบายเนม) จะปิดรับในวันที่ 15 กันยายนนี้

‘ช่อ พรรณิการ์’ ตอบ 'ทหารชายแดน' ปมสงครามไทย-กัมพูชา ใครกันแน่ไม่อยากให้จบ?

จากกรณีที่ ‘ช่อ’ พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า เคยระบุเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า "มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่" ทำให้มีทหารไทยนายหนึ่ง ได้อัดคลิปส่งสารถึง ‘ช่อ พรรณิการ์’ ว่า  ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ต้องพลัดจากครอบครัว ลั่นปกป้องแผ่นดิน จนกลายเป็นไวรัลไปก่อนหน้านี้ 

ล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่าน (20 ส.ค.68) 'ช่อ พรรณิการ์' โพสต์คลิปผ่านติ๊กต็อกส่วนตัว @pannika.chor โดยระบุว่า...

ตอบคำถามพี่ทหาร ตกลงใครอยากเป็นฮีโร่ ไม่อยากให้สงครามจบ

โดยในคลิป 'ช่อ พรรณิการ์' ได้ชี้แจงประเด็นที่ทหารนาวิกโยธินสองท่าน เข้าใจว่า น่าจะเป็นแนวหน้าที่ปฏิบัติการอยู่ที่ชายแดนอัดคลิปถึงช่อ พรรณิการ์ จากประเด็นที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของเธอในรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนอื่นต้องยืนยันว่า เน้นย้ำถึงความสำคัญของทหารแนวหน้า และอธิบายว่าเหตุผลหลักที่เธอต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วที่สุดนั้น เพื่อปกป้องชีวิตของทหารและพลเรือน 

เธอยังระบุถึงกลุ่มคนที่อาจไม่ต้องการให้สงครามยุติ  ข้อที่ 1 คือ นายกรัฐมนตรีฮุนเซน และกลุ่มสุดท้าย คือ 'ทหารการเมือง' ที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากการขัดแย้ง ตรงกันข้ามกับทหารอาชีพที่อยู่แนวหน้า ซึ่งต้องการความสงบสุข 

ท้ายที่สุด เธอกล่าวถึงสามกลุ่มที่ต้องการให้สงครามยุติโดยเร็วที่สุด ได้แก่ ทหารแนวหน้าและครอบครัว ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และ ผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาแรงงานกัมพูชา

‘เจดี แวนซ์’ รองปธน.สหรัฐฯ ชี้ยุโรปต้องรับบทหลัก ดูแลความมั่นคง ‘ยูเครน’ หลังสิ้นสุดสงคราม ไม่ใช่สหรัฐฯ

(22 ส.ค. 68) เจดี แวนซ์ (James David Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า หากสงครามรัสเซีย-ยูเครนสิ้นสุดลง ประเทศในยุโรปจะต้องเป็นผู้รับภาระหลักด้านความมั่นคงของยูเครน แทนที่จะให้สหรัฐฯ แบกรับฝ่ายเดียว โดยย้ำว่าวอชิงตันพร้อมช่วยเหลือหากจำเป็นเพื่อหยุดสงคราม แต่ยุโรปต้องแสดงบทบาทนำ 

คำกล่าวของแวนซ์มีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งปฏิเสธแนวคิดส่งทหารอเมริกันไปยูเครน แต่ยังเปิดทางสนับสนุนทางอากาศ พร้อมระบุว่ายุโรปควรเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ขณะที่สหรัฐฯ จะให้ความช่วยเหลือจากแนวหลัง 

ประเด็นหลักที่ยังถกเถียงกันคือการรับประกันความมั่นคงของยูเครนหลังสงคราม โดยทรัมป์ไม่สนับสนุนการรับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก NATO แต่มีการหารือถึงข้อตกลงลักษณะคล้ายมาตรา 5 ของ NATO ซึ่งกำหนดว่าการโจมตีสมาชิกหนึ่งประเทศคือการโจมตีสมาชิกทั้งหมด 

ด้านรัสเซียแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน โดยเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า มอสโกต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาความมั่นคง เพราะหากตัดรัสเซียออกไปก็จะ “ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง” และย้ำว่าการมีทหาร NATO ตามแนวชายแดนรัสเซียเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ 

แม้ยังมีความเห็นต่าง แต่แวนซ์ยืนยันว่าความพยายามเจรจาของรัฐบาลทรัมป์เริ่มเห็น 'ความก้าวหน้า' เนื่องจากทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนได้เริ่มพูดคุยถึงรายละเอียดที่อาจนำไปสู่การยุติการสู้รบ และความสูญเสียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีครึ่ง 

แพทย์ทหารเรือ ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารชายแดนตะวันออก ชี้แนวทางจัดการความเครียด

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) พล.ร.ต.ชาตรี เปี่ยมศิริ ผอ.รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ (ฐท.สส.) ในฐานะหัวหน้าเครือข่ายปฐมภูมิกองทัพเรือ นำคณะฯ เยี่ยมหน่วยแพทย์กองทัพเรือ ภาคตะวันออก เพื่อเป็นการบำรุงขวัญกำลังใจและรับฟังข้อมูล พร้อมเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาข้อขัดข้องด้านสายแพทย์ 

โดยมีหัวหน้าหน่วยกำลังในพื้นที่ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ร่วมแลกเปลี่ยน/รับฟังข้อมูลและดำเนินงานด้านจิตเวช โดยให้ความรู้จิตเวชทหารแก่ กำลังพลสายแพทย์ เพื่อนำไปดูแลกำลังพล และมีแนวทางในการจัดการคลายความเครียดให้กับกำลังพลกองทัพเรือ ที่ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา

อีกทั้ง ให้แนวทางแผนการส่งกลับสายแพทย์ในกรณีที่เกินขีดความสามารถ รวมถึงดำเนินการสร้างภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพจิตกับ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด รพ.พระปกเกล้า จว.จันทบุรี ณ กปช.จต. ค่ายตากสิน อ.เมือง จ.จันทบุรี

จเรตำรวจแห่งชาติยกระดับความสัมพันธ์ตำรวจไทย-เวียดนาม พร้อมร่วมเสริมทัพวอร์รูม IAC ปราบคอลเซ็นเตอร์

 

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปร่วมพิธีวันสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม หารือความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ระหว่างไทย–เวียดนาม และพบปะหารือเชื่อมความสัมพันธ์ตำรวจฮานอย เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตามคำเชิญของกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ และคณะ ร่วมเดินทาง

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ และคณะ ได้เข้าร่วมพิธีสถาปนาครบรอบ 80 ปี กระทรวงความมั่นคงสาธารณะแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ  ศูนย์ประชุมแห่งชาติเวียดนาม (National Convention Center )โดยมีผู้แทนจาก 17 ประเทศเข้าร่วม และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจไทยและตำรวจเวียดนาม, พบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนาม อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ อธิบดีกรมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเจ้าหน้าที่กองบัญชาการตำรวจนครฮานอย เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ขอบคุณตำรวจเวียดนามที่ได้ร่วมดำเนินการจับกุมและประสานงานให้กับตำรวจไทยเป็นอย่างดี และทางด้านตำรวจเวียดนามขอบคุณฝ่ายไทยที่ได้ประสานงานและจับกุมคนที่ทางการเวียดนามต้องการตัว มีการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดีตลอดมา

ทั้งนี้ ได้มีการหารือถึงความเคลื่อนไหวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ Scam Center ที่มีการเคลื่อนไหวย้ายฐานปฏิบัติการจากฝั่งตะวันตกของประเทศกัมพูชา เช่น ปอยเปต ออกไปทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น เช่น สวายเรียง ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศเวียดนาม อาศัยสาธารณูปโภคของเวียดนามไปใช้ในการหลอกลวงคนเวียดนาม ซึ่งไทยและเวียดนามได้ยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น พิกัดสถานที่ของแก๊ง การปราบปราม และการประสานในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับระหว่างประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) หรือ “วอร์รูม IAC” มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนานาประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โอกาสนี้จึงได้เชิญเจ้าหน้าที่จากเวียดนามมาปฏิบัติงานในวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งอธิบดีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามแสดงความยินดีและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศเวียดนามให้ความสำคัญต่อการเชิญผู้แทนจากประเทศไทยเข้าร่วมในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างและยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเวียดนามในด้านความมั่นคงและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีความพึงพอใจและประทับใจในความร่วมมือที่ผ่านมาในทุกระดับ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้นต่อไป

‘ทักษิณ’ ร่วมโต๊ะอาหาร ‘นายหน้าธุรกิจสีเทา’ ตอกย้ำอดีตผู้นำไทยใกล้ชิดเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ

ช่วงนี้ใครที่ติดตามข่าวต่างประเทศอาจได้เห็นรายงานที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบทความของ Tom Wright นักเขียนเชิงสืบสวน ซึ่งเผยแพร่ใน Whale Hunting ภายใต้ชื่อ 'RICH LIST: The Fixer, the Jet, and Thaksin's Shadow Wealth' ที่เจาะลึกความมั่งคั่งเงาของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย

สิ่งที่ Tom รายงานและสร้างแรงสั่นสะเทือนในทางการเมือง–ธุรกิจ ก็คือ ในเดือนเมษายน ปี 2568 ทักษิณได้พบกับชายชาวแอฟริกาใต้ชื่อ Benjamin Mauerberger ซึ่งถูกระบุว่าเป็น 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' (grey-business broker) หรือที่ Tom ใช้คำว่า 'Fixer' โดยบุคคลนี้มีสายสัมพันธ์กับธุรกิจการบินและเครือข่ายการจัดหาทรัพย์สินนอกระบบ จุดนัดพบไม่ใช่เพียงร้านอาหารหรูธรรมดา แต่จากการตรวจสอบของเพจเรา ยืนยันแล้วว่าร้านดังกล่าวคือ ร้านหรูภายในเกสรพลาซ่า (Gaysorn Village) กรุงเทพมหานคร 

ใครคือ Benjamin?
ข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่า Benjamin ไม่ใช่นักธุรกิจทั่วไป แต่มีภูมิหลังที่ยาวและเต็มไปด้วยข้อครหา ได้แก่
สถานะทางกฎหมาย: เขาเป็นชาวแอฟริกาใต้ ถูกระบุว่าเป็น อาชญากรที่ถูกตัดสินความผิดและหลบหนีคดี (convicted criminal on the run) และมีชื่อเสียงในฐานะ 'นายหน้าธุรกิจสีเทา' ที่ทำงานกับกลุ่มชนชั้นนำกัมพูชา คดีในนิวซีแลนด์ (2003): ศาลโอ๊คแลนด์สั่งปรับเขา NZ$30,000 จากการโทรหลอกลวงชาวนิวซีแลนด์และออสเตรเลียให้ลงทุนผ่านบริษัท Mauer-Swisse Securities ซึ่งถูกจัดอยู่ในรูปแบบ boiler room scam

คดี Atlantic Wine Agencies (2004–2006) : Benjamin ถูกอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับคดีหลอกขายหุ้น (boiler room) ผ่านบริษัท Atlantic Wine Agencies (Florida/ลอนดอน) ปี 2005 บริษัท Atlantic Wine เซ็นสัญญากับเขาในฐานะ consultant เพื่อหาพันธมิตรควบรวมบริษัท (merger partners), จัดหาผู้บริหารระดับสูง และวางแผนการขยายธุรกิจ

เขาได้รับค่าตอบแทนเป็น หุ้น 4,000,000 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ $140,000
ข้อตกลงนี้เกี่ยวพันกับ Adam Mauerberger (ญาติของเขา) ซึ่งดำรงตำแหน่ง President/CEO ของ Atlantic Wine
Brinton Group / Boiler Room Scam (2001) : ชื่อของ Benjamin ยังถูกโยงเข้ากับเครือข่ายธุรกิจสีเทาในเอเชียที่ใช้วิธีการ cold-calling หลอกขายหุ้น โดยเฉพาะคดีใหญ่ของ Brinton Group ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกตำรวจไทยและต่างชาติร่วมกันบุกจับในปี 2001 หลังหลอกชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เสียหายกว่า 200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (6.9 พันล้านบาท)

คดีนี้ถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งใน เครือข่ายสแกมเมอร์นานาชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงเวลานั้น

แล้วเขาคุยกับทักษิณเรื่องอะไร?
เมื่อเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การพูดคุยเพื่อหาช่องทางได้มาซึ่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวแบบนอกระบบ หรือที่เรียกกันว่า 'เครื่องบินเถื่อน' โดยเครื่องบินที่เป็นประเด็นคือ Bombardier Global G7500 ซึ่งถูกใช้เพื่อการเดินทางส่วนตัวของทักษิณ

เครื่องบินประเภทนี้ หากจัดหาผ่านช่องทางสีเทา จะช่วยเลี่ยงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การขึ้นทะเบียน และการควบคุมการบินสากล ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลของทักษิณต่อข้อจำกัดการเดินทางและการเฝ้าติดตามจากรัฐไทยและพันธมิตรระหว่างประเทศ

บทสรุป
การพบกันของ ทักษิณ ชินวัตร กับ Benjamin Mauerberger จึงไม่ใช่เพียงมื้ออาหารธรรมดา แต่คือการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างอดีตผู้นำไทยกับเครือข่ายธุรกิจสีเทานานาชาติ Benjamin ในฐานะ นายหน้าธุรกิจสีเทา–สแกมเมอร์ ที่มีประวัติพัวพันกับคดีหลอกลวงการลงทุน (2001–2006) กลายเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมโยงการเมืองไทยกับโลกใต้ดินทางการเงิน การจัดหาเครื่องบินเจ็ตเถื่อนอาจเป็นสัญญาณถึงการเตรียมการด้านความปลอดภัย การเคลื่อนย้าย หรือแม้แต่การสร้างเครือข่ายเคลื่อนทุนข้ามพรมแดนในยามวิกฤติ

ข่าวอ้างอิง ปูมหลัง Benjamin
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Payouts-Pacific...
- https://www.thisismoney.co.uk/.../Global-scam-in-Atlantic...
- https://www.theguardian.com/world/2001/jul/27/johnaglionby
- https://www.crimes-of-persuasion.com/.../brinton-group.html

‘โจว หมิง’ วิศวกรออกแบบ ‘Boeing 787–Airbus A380’ ลาอเมริกา!! มุ่งกลับจีน..หวังปั้นทีมวิจัยในสถาบันน้องใหม่ที่หนิงโป

(22 ส.ค. 68) โจว หมิง (Zhou Ming) วิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญที่ช่วยออกแบบเครื่องบิน Boeing 787 และ Airbus A380 ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Altair ในสหรัฐฯ เพื่อกลับมาร่วมงานกับสถาบัน Eastern Institute of Technology ที่เมืองหนิงโป ประเทศจีน โดยจะดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์เกียรติยศ (chair professor) เพื่อสร้างทีมวิจัยระดับโลกด้านซอฟต์แวร์วิศวกรรมและการออกแบบเชิงจำลอง

การกลับมาของ ‘โจว หมิง’ ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในแวดวงวิศวกรรมการบินและซอฟต์แวร์ระดับโลก หลังจากที่เขาสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศยาวนานหลายทศวรรษ เขาตั้งเป้าที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ระดับสากลเพื่อพัฒนานวัตกรรม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงของจีน

เส้นทางวิชาการของโจวเริ่มต้นจากการเรียนด้านวิศวกรรมการบินกว่า 10 ปีที่มหาวิทยาลัยเป่ยหาง (Beihang University) ในจีน ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่เยอรมนี ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้บุกเบิกด้านการออกแบบเชิงเพิ่มประสิทธิภาพด้วยคอมพิวเตอร์ (topology optimization) และในปี 1998 เขาเข้าร่วม Altair จนได้ขึ้นเป็นรองประธานอาวุโสและหัวหน้าวิศวกร

ผลงานของเขาได้พลิกโฉมการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ (CAD) ไปสู่คอมพิวเตอร์ช่วยวิศวกรรม (CAE) ซึ่งช่วยให้อุตสาหกรรมการบินและยานยนต์สร้างโครงสร้างที่เบาและแข็งแรงกว่าเดิม อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากสหรัฐฯ โดยได้รับเลือกเป็นสมาชิกสถาบันวิศวกรรมแห่งชาติ (US National Academy of Engineering) 

สำหรับสถาบัน Eastern Institute of Technology ที่โจวเข้าร่วมถือเป็นสถาบันเอกชนเกิดใหม่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี แต่มีเป้าหมายใหญ่ในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก โดยการดึงตัวบุคลากรชั้นนำอย่างโจวเข้ามาถือเป็นหมากสำคัญ มุ่งสร้างระบบนิเวศด้านสตาร์ตอัป วิจัยประยุกต์ และความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนในระยะยาว

เพจ ‘อานนท์ นำภา’ แชร์ความเห็นเทียบ ‘เสก โลโซ’ หวังได้เดินสายอ่านบทกวีนอกคุกบ้างคงจะดีไม่น้อย

เพจอานนท์ นำภา แชร์ความเห็นเทียบ เสก โลโซ หากเดินสายอ่านกวีคงดีไม่น้อย

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘อานนท์ นำภา’ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างจำคุกในฐานความผิดมาตรา 112 ได้แชร์ข้อความจาก ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Te Neti ที่ได้โพสต์ถึงกรณีงานนิทรรศการผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ 2568 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ทำให้ เสก โลโซ ผู้ต้องขังในเรือนจำได้ออกไปทำการแสดงทุกวัน โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คอยให้กำลังใจ นอกจากนี้ ยังเดินสายพาไปโชว์ที่ต่างจังหวัด ร้องเพลงให้กำลังใจผู้อพยพจากเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ตามจุดต่างๆ ต่างจากผู้ต้องขังรายอื่น เช่น นายอานนท์ นำภา ที่ไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Te Neti เผยว่า เสก โลโซ ติดคุกไม่นาน พอดีกรมราชทัณฑ์มีงานนิทรรศการผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ จัดที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี 5 วัน เสก โลโซ เลยได้ออกมาเล่นคอนเสิร์ตทุกวัน วันแรกมีเต้น ณัฐวุฒิ ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ร่วมให้กำลังใจ และทุกวันมีเพื่อนฝูงในวงการและเมียเสก ไปเยี่ยมถ่ายรูปโชว์ลงโซเชียลมากมาย

เสร็จจากคอนเสิร์ตที่เมืองทองธานี ทวี สอดส่อง ยังนำกรมราชทัณฑ์เดินสายจัดมินิคอนเสิร์ต เสก โลโซ ให้ขวัญกำลังใจทหารและผู้อพยพที่ชายแดน

ก็น่าดีใจกับ เสก โลโซ ที่ในขณะที่ติดคุกอยู่ยังได้มีโอกาสทำสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ออกมาเล่นดนตรี ได้ถ่ายรูปพบปะคนรัก เมีย และเพื่อนฝูง แม้รัฐมนตรียังได้ร่วมถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย

ไม่เหมือน อานนท์ นำภา ทนายความผู้รักความยุติธรรม โอกาสที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก คือการแสวงหาความยุติธรรมให้ลูกความของตัวเองในขณะตัวเองถูกคุมขังอยู่ กลับถูกศาลตั้งแง่ ไม่ให้ใส่ชุดครุย ไม่ให้ใส่ชุดนักโทษว่าความ

ล่าสุดแม้รูปถ่ายจากซุ้มถ่ายรูป ที่กรมราชทัณฑ์จัดให้นักโทษถ่ายร่วมกับญาติเองแท้ ๆ เมื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย กลับถูกบังคับให้ลบรูปออก

ว่าไปจริง ๆ อานนท์ นำภา ก็มีความสามารถในเรื่องดนตรีไม่เบา ผมเคยเห็นเขาร้องเพลงลูกทุ่ง เคยเห็นเขาเป่าขลุ่ยอย่างไพเราะ และหลายคนคงเห็นความสามารถในการเขียน บทกวี

นี่ถ้า อานนท์ นำภา ได้มีโอกาส เดินสายอ่านบทกวี เป่าขลุ่ย ร้องเพลง นอกคุกแบบ เสก โลโซ คงจะดีไม่น้อย เพื่อนฝูงและคนรักจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน ร่วมถ่ายรูปกับ อานนท์ นำภา มาลงโซเชียลมีเดีย แบบ เสก โลโซ 
บ้าง... 

‘พีระพันธุ์’ เผย กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อมเร่งเจรจาปรับราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มเอกชน อิงราคาของ กฟผ.

กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อม มาตรการสำคัญด้านพลังงาน แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน -ขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง – บริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ – ลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย - กำหนดราคาขายไฟเพื่อนบ้าน – ยกเลิกแผนแยก SO

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังต่อไปนี้

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2566 – 2573 (การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ) โดยมีมติ ดังนี้ (1) โครงการพลังงานลม เนื่องจากการอ้างอิงราคาที่ กฟผ. ดำเนินการมีราคาที่สูงกว่าอัตรา FIT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ จึงให้ดำเนินการในขั้นตอนของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป และให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบเวลาในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และ ขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 และ (2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มอบหมายให้ กกพ. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ สนพ. ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้ากับผู้ประกอบการเอกชนที่ กกพ. ประกาศรายชื่อ และให้ กฟผ. พิจารณาเสนออัตราค่าไฟฟ้าสำหรับใช้เจรจาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยอ้างอิงราคาโครงการ Solar Floating ที่กฟผ. ได้ดำเนินการ และปรับเพิ่มสมมติฐานให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ กพช. มีมติ และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับเงื่อนไขสัญญาและขยาย SCOD เช่นเดียวกันกับโครงการพลังงานลมเพื่อใช้สำหรับการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการที่ปรับลดราคาลงตามการเจรจา ทั้งนี้ สำหรับโครงการที่ไม่ปรับลดราคาตามการเจรจาให้รายผลให้ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ การขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ การขยายอายุการเดินเครื่องครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ประมาณ 28,358 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำเรื่องดังกล่าวบรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งได้เห็นชอบ แนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อทดแทนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 โดยกำหนดให้ (1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) และ (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 พร้อมเลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 

โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว (ไม่จ่ายไฟเข้าระบบ) ระหว่างการปรับปรุงในช่วงปี 2569–2574 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และลดผลกระทบค่าไฟฟ้าต่อประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถลดค่า Ft ได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลงราว 9,566 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ กฟผ. เสนอเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนพ. บรรจุแนวทางดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ต่อไป

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ โดยให้ชำระค่าไฟฟ้าไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าที่ กกพ ประกาศ เรียกเก็บตามรอบ Ft ในแต่ละรอบโดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งในงวดเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 อยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ทั้งนี้ มอบหมาย สนพ. และ กกพ. พิจารณาทบทวนการกำหนดช่วงการใช้ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิส่วนลดให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อคงวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการอุดหนุนเกินจำเป็น 

ทั้งนี้ให้ สนพ. และ กกพ.พิจารณาปริมาณหน่วยการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบ้านพักอาศัยที่ควรต้องชำระค่าไฟฟ้าสูงกว่าอัตราที่ กกพ.ประกาศในแต่ละรอบตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ว่าควรมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงไม่เกินเดือนละกี่หน่วย และปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินปริมาณหน่วยขั้นสูงนั้นจะคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าเท่าใด โดยให้นำผลการพิจารณาไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยให้ กฟภ. และ กฟน. รับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ กฟผ. และ กฟภ. กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช. ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายให้ประชาชนภายในประเทศ ทั้งนี้ กพช. ยังได้มอบหมายให้ กฟผ. และ กฟภ. ร่วมกันศึกษาแนวทางการกำหนดราคาที่เหมาะสม และนำเสนอต่อ กพช. ต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้ติดตาม ความคืบหน้าประเด็นการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator: SO) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 กพช. เคยมีมติให้แยก SO ออกมาเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เป็นอิสระจาก กฟผ. อย่างไรก็ตาม พบว่า SO ภายใต้ กฟผ. (Ring Fenced) เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยในรูปแบบ ESB (Enhance Single Buyer) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคง ที่ประชุมจึงมีมติ ยกเลิกมติเดิมของ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้แยก SO เป็นนิติบุคคลออกจาก กฟผ.

และที่ประชุมยังได้มีมติ รับทราบผลโครงการนำร่อง Demand Response (DR) ปี 2565–2566 และมีมติเห็นชอบแนวทางพัฒนามาตรการ DR ดังนี้ (1) ให้ดำเนินโครงการ DR ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วม และพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย DR จะช่วยลดการสร้างหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในบางช่วง ลดการนำเข้า LNG และสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ (2) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข อัตราค่าตอบแทน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยอัตราค่าตอบแทนต้องไม่สูงกว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าหรือไฟฟ้าจาก LNG เพื่อช่วยลดค่าไฟโดยรวมของประเทศ และ (3) มอบหมายให้ กบง. .ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการสั่งเรียกมาตรการ DR ตามเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ตามเป้าหมายรายปีในแผน PDP ฉบับใหม่เข้าในค่าไฟฟ้าฐานต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุม กพช.ได้รับทราบการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 การบริหารจัดการ Pool Gas ของประเทศ (Pool Manager) ว่าได้ดำเนินการแยก Pool manager เป็นอิสระจาก ปตท. (Ring Fenced) แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแยก Pool manager เป็นนิติบุคคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top