Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

เชิงประจักษ์ ลดค่าไฟ 4 บาท เหลือ '3.2' บาท Technology ไทย ล้ำสมัย พิสูจน์จริง : เพิ่ม Yield Solar เก่า 8% ลดค่าไฟฟ้า20% คืนทุน 1 ปี

“บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด” นำล้ำเทคโนโลยี ติดตั้งหม้อแปลง AI Low Carbon รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) ช่วยโลกลดคาร์บอน ลดโลกร้อน “เจริญชัย-Erdi-CMU-KMUTT” พร้อมตี Journal IEEE ประเทศญี่ปุ่น

บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด ที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมสินค้าไทยซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NiA) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำพูน ทำการติดตั้งหม้อแปลง AI Transformer (หม้อแปลง Low Carbon) ขนาด 2000 kVA. ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ MOU ลงนามความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่ม MOU ได้ร่วมวิจัยเกี่ยวกับ Platform บริหารจัดการพลังงานสะอาดสูงสุด (Platform AI บริหารจัดการ Solar กับ Energy Storage  ด้วยหม้อแปลง IoT (Low Carbon) ประโยชน์สูงสุดและเสถียรภาพ พร้อมทำ AI Net Zero Go To Near Zero, AI Cut Peak Demand, AI Saving, AI Sustainability, AI Increase old Solar 6-8% และประหยัดค่าไฟฟ้าใช้งานจริงและพิสูจน์จริง ได้มีการประชุมและรายงานผลเบื้องต้น จากการวิเคราะห์หลังติดตั้งหม้อแปลง AI พบว่าสามารถลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20.28% และการเพิ่มผลผลิตโซลาร์เก่า 6-8% โดยมีระยะเวลาคืนทุนราว 11 เดือน ซึ่งผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ทางบริษัทและกลุ่มพันธมิตรเล็งเห็นว่า ข้อมูลของบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด มีผลลัพธ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพื่อให้การวิเคราะห์ในเชิงวิชาการมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการขอความอนุเคราะห์ตีพิมพ์ Journal วารสาร IEEE (16th International Conference on Power, Energy, and Electrical Engineering (CPEEE 2026) to be held in Osaka, Japan during March 6-8, 2026.)  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นหนึ่งในบริษัทฯ ที่มีข้อมูลเป็นที่น่าสนใจ เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลเชิงลึก ให้เป็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในทางประสิทธิภาพเชิงกราฟและข้อมูลอื่นๆ 

'บิ๊กเล็ก' สั่งเหล่าทัพ เร่งเสนอแผนจัดหายุทโธปกรณ์ด่วน เตรียมขอรัฐบาลอนุมัติจัดซื้อแบบเจาะจงทดแทนของเดิม

‘พล.อ.ณัฐพล’ รมช.กลาโหม สั่งเหล่าทัพทำลิสต์ความต้องการยุทโธปกรณ์เร่งด่วนทดแทนของเดิมส่ง ผบ.ทสส. พิจารณา เสนอรัฐบาลจัดซื้อแบบเจาะจง มั่นใจ ครม.อนุมัติซื้อกริพเพน แน่รอฟังครบทุกความเห็นหน่วยงาน

(30 ก.ค.68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่าได้สั่งการในที่ประชุมสภากลาโหม ให้ทุกเหล่าทัพเสนอความต้องการงบประมาณในการจัดหายุทโธปกรณ์ทั้งอาวุธ กระสุน และอาวุธปืนที่ต้องการ เพื่อทดแทนของเดิมที่ได้ปฏิบัติการในช่วงที่ผ่านมาที่ชำรุดเสียหาย โดยให้เร่งจัดเสนอความต้องการขึ้นมาด่วนซึ่งทางรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและจะขออนุมัติจากรัฐบาล ในการยกเว้นกรรมวิธีจัดหา ให้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง เพราะหากดำเนินตามวิธีปกติอาจจะต้องรอไปถึงปี 2570 ถึงจะได้อุปกรณ์เหล่านั้น แต่เราต้องการเร่งด่วนเพื่อมาทดแทน จึงต้องทำให้เร็วที่สุด และนำประสบการณ์ในครั้งนี้มาดูว่าจะต้องเสริมยุพปกรณ์อะไรขึ้นมา โดยให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดบูรณาการ และจัดเรียงตามลำดับตามความเร่งด่วน สมมุติว่ามีความต้องการ 50 รายการใช้งบ 1 หมื่นล้านบาทแต่รัฐบาลให้ได้เพียง 5 พันล้านบาท ก็จะนำมาตัดดูว่าจะได้แค่ไหน

ส่วนโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน ของกองทัพอากาศ เรื่องได้เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีแล้วหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า การนำเข้าที่ประชุม ครม. ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานต่างๆ ให้ครบ เพราะคราวที่แล้วยังส่งความเห็นไม่ครบ ยืนยันว่ารัฐบาลอนุมัติแน่ เพียงแต่รอขั้นตอนตอบความเห็นมาให้ครบ หากอนุมัติไปแล้วอาจจะมีปัญหา เช่นหากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)

ไม่เห็นด้วย จึงต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เชื่อว่าจะเห็นด้วยอยู่แล้ว

ทัพเรือภาคที่ 1 ปลดประจำการทหารกองประจำการอย่างสมเกียรติ

ณ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีปลดทหารกองประจำการ  จำนวน 9 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรีจนครบวาระ พร้อมมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นเกียรติแก่ความเสียสละและความภาคภูมิใจในฐานะ "ลูกผู้ชายไทย"

ในพิธี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่ทหารว่า “ขอให้ทุกท่านจงภาคภูมิใจในหน้าที่ที่ได้กระทำไว้ และจงนำความรู้ ประสบการณ์ และวินัยที่ได้รับ ไปใช้ในชีวิตข้างหน้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอให้จดจำคำปฏิญาณในวันนี้ไว้เสมอ และพร้อมกลับมารับใช้ชาติเมื่อชาติต้องการ”

พิธีในวันนี้ เต็มไปด้วยความอบอุ่น และความภูมิใจ ท่ามกลางการแสดงความยินดีจากผู้บังคับบัญชา

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

ทรัมป์เผย ‘สี จิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ กำลังเคาะวัน-เวลา และอาจไปจีนบ้างก่อนสิ้นปี

(30 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เตรียมเดินทางเยือนสหรัฐฯ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตกลงวันเวลาให้ชัดเจน พร้อมระบุว่า ตนเองอาจนำคณะเดินทางไปเยือนจีนก่อนสิ้นปีนี้เช่นกัน หากได้รับเชิญอย่างเป็นทางการจากผู้นำจีน

“เรากำลังหารือกันเรื่องวันเวลา เขาน่าจะมาเยือนเรา และผมก็น่าจะไปจีนในอนาคตอันใกล้ อาจจะก่อนปีนี้จะจบ” ทรัมป์กล่าวในการสัมภาษณ์กับสื่อ Breitbart News เมื่อวันอังคาร พร้อมย้ำว่า ตนไม่ได้ 'ร้องขอ' การประชุมสุดยอดกับจีน แต่จะไปต่อเมื่อมีคำเชิญจากสี จิ้นผิง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน ทรัมป์เคยระบุว่าได้ตอบรับคำเชิญจากผู้นำจีนในการเยือนกรุงปักกิ่งแล้ว แต่ยังไม่กำหนดช่วงเวลาอย่างแน่นอน โดยล่าสุดยังไม่มีแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีนเกี่ยวกับการเยือนครั้งนี้

‘บิ๊กเล็ก’ รมช.กลาโหม แจงข่าว ‘ทหารหน่วย BHQ’ ของกัมพูชา เป็นทหารเขมรแท้!! ดีกรีนักกีฬาวอลเลย์บอล ไม่ใช่ทหารรับจ้างรัสเซีย

(30 ก.ค. 68) จากกรณีที่โซเชียลแชร์ภาพทหารหน่วย BHQ ของกัมพูชา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นทหารรับจ้างของรัสเซีย วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร รายงานว่า ‘บิ๊กเล็ก’ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยที่มาทหารหน่วย BHQ เขมร

‘บิ๊กเล็ก’ ยืนยันว่าทหารหน่วยดังกล่าว ‘ไม่ใช่ทหารต่างชาติ’ หลังมีข่าวสะพัดเขมรจ้างทหารรัสเซีย รับจ้าง มาร่วมรบ พร้อมกับเผยอีกว่าเป็นทหารเขมรชั้นประทวน รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาดีรูปร่างดี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล และเป็นยูทูบเบอร์ จึงเป็นที่สนใจ

รมช. กลาโหม สั่งการหน่วยงานในสังกัด งดให้ความช่วยเหลือ 'กัมพูชา' จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.68) ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า  แม้ในปัจจุบันกองทัพจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา แต่ปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราก็ไม่ได้ละเลย หน่วยที่ไม่ได้ติดภารกิจในด้านชายแดนไทยกัมพูชา ก็ขอให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ พร้อม เน้นย้ำ ให้เข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัย ในการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้าออกหน่วยงานต่าง ๆ และการดูแลรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

พร้อมกันนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังบอกด้วยว่า "ได้มอบนโยบายเพิ่มเติมว่าในขณะนี้ ให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดีขึ้น" เนื่องจากยังมีโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษากันอยู่ รวมทั้งได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะ สำนักนโยบายและแผน และกรมพระธรรมนูญ สนับสนุนความช่วยเหลือด้านกฎหมายให้กับกองบัญชาการกองทัพไทย ในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว"

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อโซเชียล ถึงนายทหารในสังกัดของกองทัพกัมพูชา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชาวต่างชาตินั้น ว่า ตนได้รับการยืนยันเบื้องต้นว่า เป็นทหารชั้นประทวนของกองทัพกัมพูชา เพียงแต่หน้าตาดี รูปร่างดี เป็นนักกีฬาวอลเลย์บอล และเป็นยูทูบเบอร์ จึงทำให้คนสนใจ และเข้าใจไปว่าเป็นคนต่างประเทศ

ส่วนที่มีคลิปสนทนาผ่านวิทยุสื่อสารเป็นภาษารัสเซียนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยัน เพราะตั้งแต่เช้า ตนนั่งประชุม และติดตามข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ส่งข้อความเข้ามา และซักถามตั้งแต่เมื่อคืน ซึ่งตนก็พยายามหาคำตอบ และได้รับการยืนยันตามที่แจ้งไป

‘ชูวิทย์’ เผยชื่อคนปักธงชาติไทยบนจอยักษ์กลางไทม์สแควร์ ที่แท้คือ!! ‘ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์’ เจ้าของ PlanB

(31 ก.ค. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ภาพธงชาติไทยบนจอ LED กลางไทม์สแควร์ กรุงนิวยอร์ก พร้อมข้อความว่า “เขา คือ คนไทย” และแฮชแท็ก #TruthFromThailand สร้างความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ โดยระบุว่า ป้ายดังกล่าวเป็นหนึ่งในพื้นที่โฆษณาแพงที่สุดของสหรัฐฯ ที่เขารู้จักดีจากประสบการณ์ทำงานเมื่อ 40 ปีก่อน

ผู้อยู่เบื้องหลังคือ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ หรือ “บี” เจ้าของธุรกิจโฆษณา PlanB ที่มีเครือข่ายป้ายทั่วประเทศไทย ปัจจุบันยังเป็นเจ้าของสัมปทานจอ LED ใจกลางไทม์สแควร์ โดยเลือกนำภาพธงไตรรงค์ขึ้นจอทุกชั่วโมง ชั่วโมงละ 1 นาที ด้วยค่าเช่าประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อสื่อสาร “ความจริงจากไทย” สู่สายตาชาวโลก ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับกัมพูชา

นายชูวิทย์กล่าวชื่นชมว่า การกระทำของ “บี” ไม่ใช่แค่สะท้อนความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ยังแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ที่รักชาติ และกล้าสื่อสารจุดยืนต่อประชาคมโลกอย่างภาคภูมิใจ พร้อมยกย่องปิดท้ายว่า “ใครจะใจถึงเท่าเขา?”

‘ทรัมป์’ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเกาหลีใต้ 15% จาก 25% แลกข้อตกลง ‘ลงทุนในสหรัฐฯ’ มูลค่ารวมกว่า 12 ล้านล้าน!!

(31 ก.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับเกาหลีใต้ โดยจะเก็บภาษีนำเข้า 15% สำหรับสินค้าเกาหลีใต้ เช่น รถยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ แทนที่อัตรา 25% ที่เคยขู่จะใช้ หากไม่ได้ข้อสรุปก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่แข่งหลักในอุตสาหกรรม ได้ข้อยุติในอัตราภาษีเท่ากัน

ในข้อตกลงนี้ เกาหลีใต้จะลงทุนในสหรัฐฯ รวม 350,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) โดย 150,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้ในโครงการต่อเรือ รวมถึงเรือรบ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเกาหลีใต้ ท่ามกลางภาวะที่อุตสาหกรรมต่อเรือของสหรัฐฯ กำลังซบเซา การลงทุนนี้จึงช่วยตอบโจทย์ความมั่นคงของสหรัฐฯ และส่งเสริมอุตสาหกรรมเกาหลีไปพร้อมกัน

แม้อัตราภาษีใหม่จะครอบคลุมแค่รถยนต์และชิป แต่สินค้าอย่างเหล็กและอะลูมิเนียมยังคงถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 50% อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอี แจมยอง ของเกาหลีใต้ยกย่องข้อตกลงนี้ว่า “ประสบความสำเร็จ” โดยเฉพาะการที่เกาหลีใต้สามารถรักษาเส้นตาย ไม่ยอมเปิดตลาดข้าวและเนื้อวัวให้สหรัฐฯ เพิ่ม ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่เกษตรกรในประเทศต่อต้านอย่างหนัก

ส่วนประเด็นความมั่นคง ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องงบประมาณการรักษากองทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์เคยขู่จะถอนทหารหากโซลไม่จ่ายเพิ่ม การเจรจาประเด็นนี้จะมีขึ้นอีกครั้งในการเยือนวอชิงตันของผู้นำเกาหลีใต้ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า โดยอาจต้องแลกกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพิ่มเติมอีกครั้งเพื่อรักษาความร่วมมือทางทหารไว้

'ดร.เฉลิมชัย' เปิด เส้นทางศึกษาธรรมชาติอารยสถาปัตย์ จุดท่องเที่ยวสำคัญ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในพิธีเปิด “เส้นทางศึกษาธรรมชาติอารยสถาปัตย์” (Universal Design) ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก โดยมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ทส. พร้อมด้วย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายกฤษณะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล ตลอดจนคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าร่วมในพิธี และร่วมเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

ดร.เฉลิมชัย รมว.ทส.  กล่าวว่าวันนี้ว่า การจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กเล็ก ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยและส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง ตามแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นอกจากนี้ ยังเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของพื้นที่สำหรับรองรับการแข่งขันกีฬา IWAS Games หรือการแข่งขันกีฬาคนพิการทางการเคลื่อนไหวนานาชาติ ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนเมษายน 2569 โดยได้มอบหมายให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าปรับปรุงอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้วีลแชร์ภายในปี 2569

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ถือเป็นต้นแบบของอุทยานแห่งชาติ ที่มีการปรับปรุงให้มีทางลาด ห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ป้ายบอกทางที่ชัดเจน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ตามมาตรฐาน Universal Design ในบริเวณจุดสำคัญ อาทิ ด่านตรวจศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ จุดชมวิว กม.30 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์อาหาร อ่างเก็บน้ำสายศร เป็นต้น 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 6 แสนบาท มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบทในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี

เมื่อวานนี้ (30 ก.ค.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้จังหวัดเชียงราย จำนวน 25 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 587,380 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยมี นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย และนางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส) เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง ให้ความอนุเคราะห์สถานที่จัดงานและร่วมในพิธี และ คณะมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) นายสดใส โรจนวิชัย ร่วมในพิธี

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จำนวน 2 โรงเรียน รวมจำนวน 20 คัน เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวเชียงรายในครั้งนี้ทั้งสิ้น 616,980 บาท (หกแสนหนึ่งหมื่นหกพันเก้าร้อยแปดสิบบาทถ้วน) โดยมีประชาชน เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  อีกทั้ง มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ ณ บริเวณห้องประชุมอาคารพบโชคคอมเพล็กซ์ วัดห้วยปลากั้ง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

นับตั้งแต่เกิดมหาอุทกภัยขึ้น มูลนิธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งทีมบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที หลังจากนั้น ทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท โดยเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือรวมงบประมาณกว่า 9 ล้านบาท

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยในกลุ่มเป้าหมายแรกดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ต่อมาได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 จังหวัด จำนวน  485 ครัวเรือน รวมดำเนินการไปแล้ว 3 ภาค รวม 54 จังหวัด  813 ครัวเรือน รวมงบประมาณกว่า 15.6 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top