Thursday, 11 June 2026
NewsFeed

หญิงเขมรในคลิปชี้หน้าด่าทหารไทย โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!! ที่แท้คือหลานอดีตกษัตริย์กัมพูชา ‘สมเด็จพระนโรดม สีหนุ’

(16 ก.ค. 68) จากกรณีคลิปไวรัลที่หญิงชาวกัมพูชาตะโกนใส่ทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ สื่อกัมพูชาเผยว่า หญิงรายนี้คือ 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา และเป็นลูกสาวของศาสตราจารย์แก้ว แพน ครูดนตรีชื่อดังของประเทศ

นโรดม แพน โมนิก้า ใช้บัญชี TikTok ชื่อ @.8989089 โดยมักโพสต์เนื้อหาแนวชาตินิยม ซึ่งในโพสต์ล่าสุด เธอถ่ายคลิปหน้าปราสาทตาเมือน พร้อมข้อความว่า “วิหารแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ” ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุปะทะคารมกับทหารไทย บริเวณปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา 

แม้ทหารไทยจะชี้แจงว่าตนอยู่ในเขตแดนไทย แต่นโรดม แพน โมนิก้า หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ยืนกรานเสียงแข็งว่า “ไม่ได้” จนเกิดการโต้เถียงอย่างดุเดือด ก่อนที่ทหารกัมพูชาจะระดมกำลังเข้ามากว่า 1 กองร้อยในฝั่งไทย ทำให้ฝ่ายไทยต้องเร่งอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ กองทัพบกไทยออกแถลงการณ์ว่าเป็นเหตุถกเถียงระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้รุนแรง และมีการไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อยแล้ว

สำหรับประวัติ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1941 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 18 ปี ก่อนสละราชย์เพื่อเข้าสู่การเมืองและนำกัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส ทรงมีบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งจนกระทั่งเขมรแดงยึดอำนาจในปี 1975 ราชวงศ์ถูกล้มล้าง พระองค์ถูกกักบริเวณ และพระญาติหลายพระองค์ถูกสังหาร ต่อมาทรงกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 1993 ก่อนสละราชสมบัติในปี 2004 และเสด็จสวรรคตในปี 2012

‘BWG - ETC’ ร่อนแถลงการณ์แจ้งนักลงทุน หลังเกิดกระแสข่าว ‘GULF’ เข้าซื้อกิจการ

(16 ก.ค.68) ตามที่ปรากฏกระแสข่าวซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหมู่นักลงทุน ว่าบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ 'GULF' ได้เข้าซื้อโครงการทั้งหมดของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ('BWG') และบริษัท เอิร์ธเทค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ('ETC') ไปในมูลค่า 1,100 ล้านบาท นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้
1. GULF มิได้เข้าซื้อโครงการทั้งหมดของ BWG และ ETC แต่อย่างใด
2. GULF เข้าซื้อเฉพาะหุ้นในบริษัทย่อย และบริษัทร่วม ของ ETC คือ บริษัท เก็ท กรีน พาว์เวอร์ จำกัด ('GGP') และ บริษัท ซันเทค อินโนเวชั่น พาวเวอร์ จำกัด ('SIP') ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง จำนวน 12 โครงการเท่านั้น โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าเดิม 3 โรงของ ETC ที่ยังคงดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามปกติ
3. ในส่วนของ BWG, GULF ได้เข้าซื้อหุ้นในบริษัทย่อยของ BWG คือ บริษัท เซอร์คูล่า แคมป์ จำกัด ('CC') ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง และมีวัตถุประสงค์เป็นโรงงานผลิตเชื้อเพลิง SRF ให้กับโครงการของ GGP เท่านั้น 
4. กิจการอื่นทั้งหมดของ BWG ยังคงดำเนินงานตามปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัทแต่อย่างใด
5. กำไรสุทธิจากการขายหุ้นใน GGP และ CC รวมประมาณ 517.50 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคำนวณว่าสามารถเทียบเท่ากับกระแสเงินสดจากการดำเนินโครงการที่ขายไป ตลอดระยะเวลา 9 ปีข้างหน้า ถือเป็นดีลที่สร้างมูลค่าให้แก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า การดำเนินธุรกิจของทั้ง BWG และ ETC ยังอยู่ในสภาวะปกติ และมีแผนงานเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่อง จึงขอให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลอย่างครบถ้วน และไม่หลงเชื่อหรือตื่นตระหนกจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน

‘มาร์ก รุตเต้’ เลขาฯ NATO เตือนจีน-อินเดีย-บราซิล หากยังหนุนรัสเซีย เตรียมโดนคว่ำบาตร-ภาษีทรัมป์ 100%

(17 ก.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการ NATO เรียกร้องให้จีน อินเดีย และบราซิล กดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน พร้อมเตือนว่าหากยังคงซื้อสินค้าจากรัสเซียต่อไป อาจถูกสหรัฐฯ ลงโทษทางเศรษฐกิจ เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสูง หรือแม้แต่คว่ำบาตรบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย แม้จะไม่ใช่บริษัทของอเมริกาโดยตรงก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะเก็บภาษี 100% จากประเทศที่ยังนำเข้าสินค้ารัสเซีย หากไม่มีข้อตกลงยุติสงครามภายใน 50 วัน พร้อมประกาศภาษี 500% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ยังซื้อพลังงานรัสเซีย

รุตเต้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “หากคุณอยู่ที่ปักกิ่ง นิวเดลี หรือเป็นผู้นำบราซิล คุณควรรีบโทรหา ปูติน และบอกให้เขาเอาจริงกับการเจรจาสันติภาพ ก่อนที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะย้อนกลับมาอย่างรุนแรง”

สำหรับ จีน อินเดีย และบราซิล ถือเป็นลูกค้าหลักของพลังงานรัสเซีย และยังเป็นสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BRICS ซึ่งกำลังพยายามลดบทบาทของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ และสภาคองเกรสต้องเร่งออกมาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงหลัง

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112

‘สันติสุข มะโรงศรี’ ชี้ หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่จับมือเหนียวแน่น อาจเห็นเพื่อไทยจับมือพรรคส้ม โหวตผ่านร่าง กม.นิรโทษ 112 

พิษณุโลก การประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย 'คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน' ปีที่ 4 รอบภูมิภาค

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 จัดการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 รอบภูมิภาค ในการนี้ พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวด โดย กรมกิจการพลเรือนทหารบก ได้ดำเนินโครงการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย ระดับมัธยมศึกษา “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน บรรเลงรักษ์ พิทักษ์องค์ราชัน” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 โดย มีวัตถุปนะสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในด้านต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงมีต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพิทักษ์และเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติและสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยและดนตรีไทย 

การประกวดในครั้งนี้มีสถานศึกษาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ผ่านเข้ารอบระดับกองทัพภาค จำนวน 5 ทีม ประกอบด้วยโรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง โรงเรียนยุพราชวิยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ และวิทยาลัยนาฏศิลปะสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อพิจารณาคัดเลือกวงดนตรีเป็นตัวแทน กองทัพภาคที่ 3 จำนวน 1 ทีม เข้าร่วมประกวดฯ รอบกองทัพบก ต่อไป โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ รองชนะเลิศ​อันดับที่ 1 โรงเรียนวิทยาลัย​นาฏ​ศิลป​สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย รองชนะเลิศอันดับที่ 2 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับที่ 3 โรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง และ โรงเรียนอุตรดิตถ์​ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์​ โดยแต่ละวงได้นำเสนอผลงานดนตรีที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับแนวทางดนตรีสากลได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมชมและให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันอย่างคับคั่ง สร้างบรรยากาศแห่งความสุข ความภาคภูมิใจ และจิตสำนึกรักในวัฒนธรรมไทย ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

ผบ.ตร.ประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สพฐ.ตร. , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , รองผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะมีหัวหน้าตำรวจจากประเทศอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ร่วมประชุมรวมจำนวน 33 ประเทศ รวมทั้งตำรวจสากล (Interpol) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 310 คน กำหนดการประชุมและจัดกิจกรรมจำนวน 3 วัน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรกจะเป็นการประชุมใหญ่ร่วมกัน และจะการประชุมแยก 3 ประเด็น (COM A , COM B , COM C) รวมทั้งการหารือประเทศคู่เจรจา และประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เน้นสร้างความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับนานาประเทศ ประสานงานด้านการข่าวและข้อมูลตำรวจสากล เน้นหนักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ยาเสพติด การเคลื่อนย้ายคนต่างด้าว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนร่วมมือกันทางวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ บทสรุปสุดท้ายคาดว่าจะได้ปฏิญญากรุงเทพฯ สร้างความร่วมมือในกลุ่มตำรวจอาเซียน สร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ การรับ-ส่ง และประสานข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเน้นการลดขั้นตอน รวดเร็ว และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เวียนมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยทุกประเทศได้ให้ความใส่ใจในประเด็นหัวข้อการประชุม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล การสืบสวน จับกุมตามหมายจับและส่งตัวผู้ต้องหาให้กับประเทศต่าง ๆ นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการจัดตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารงานประสานการปฏิบัติในไทย

สมุทรปราการ-เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ ห่วงใยเยาวชนจัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอำนวย บุญริ้ว นายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ มีความห่วงใยเยาวชนจึงได้จัดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่ออบรมให้ความรู้เเก่น้องๆหนูๆ เยาวชนหากเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา

โดยได้รับเกียรติจาก นายณัฐพล บุญริ้ว รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ ประธานในพิธีเปิดโครงการ 'นักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว' ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมทั้งได้กล่าวให้โอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมการฝึกอบรม จำนวน 275 คน นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวศิริพร ทับคล้าย รองนายกเทศมนตรีเมืองแพรกษาใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดโครงการในครั้งนี้ ณ อาคารเรียน ชั้น 2 โรงเรียนอนุบาลเมืองแพรกษาใหม่ ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง สมุทรปราการ

โดยมี จ่าเอกสุทัศ ทับวันนา ผู้อำนวยการกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองแพรกษาใหม่ พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ตลอดจนเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมในโครงการครั้งนี้

สำหรับโครงการฝึกอบรมนักดับเพลิงรุ่นจิ๋ว เพื่อให้เด็กนักเรียนรวมถึงบุคลากรทางการศึกษา มีความรู้พื้นฐานในเรื่องของอัคคีภัย  และเพื่อให้เด็กนักเรียนมีทักษะพื้นฐานในการอพยพหนีไฟในกรณีเกิดอัคคีภัยภายในสถานศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาได้ตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ถึงความรุนแรงของการเกิดอัคคีภัย

อย่างไรก็ตาม การจัดโครงการในครั้งนี้ได้ให้ความรู้ด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมถึงการอพยพหนีไฟแก่เด็กนักเรียน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและระงับอัคคีภัย ถือเป็นการขับเคลื่อนนโยบายแห่งความปลอดภัยให้เห็นผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”

จีนจับมือสหรัฐฯ ล่าคลื่นแรงโน้มถ่วงยุคบิ๊กแบง ตั้งกล้องโทรทรรศน์ AliCPT สุดล้ำ!! บนที่ราบสูงทิเบต

(17 ก.ค. 68) จีนเปิดตัวกล้องโทรทรรศน์ AliCPT บนที่ราบสูงทิเบต ความสูงกว่า 5,200 เมตร เพื่อค้นหาร่องรอยของคลื่นแรงโน้มถ่วงจากช่วงเริ่มต้นของจักรวาล หรือที่เกิดขึ้นหลัง 'เหตุการณ์บิ๊กแบง' ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีก่อน

แม้ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะตึงเครียด แต่โครงการ AliCPT ก็ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ที่ดำเนินต่อไปได้ โดยกล้องนี้ติดตั้งเซ็นเซอร์พิเศษเกือบ 7,000 ตัว ซึ่งต้องแช่เย็นจนเกือบถึงอุณหภูมิที่เย็นที่สุดในธรรมชาติ เพื่อให้สามารถจับสัญญาณไมโครเวฟจาง ๆ จากจักรวาลยุคแรกเริ่มได้อย่างแม่นยำ

สถานที่ตั้งกล้อง AliCPT ถูกเลือกมาอย่างระมัดระวัง เพราะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อากาศแห้งและมีไอน้ำน้อย เพื่อไม่ให้รบกวนการตรวจจับสัญญาณจากอวกาศ โดยกล้องนี้ถือเป็นกล้องแห่งเดียวในซีกโลกเหนือที่ร่วมภารกิจกับกล้องอีกสองแห่งในแอนตาร์กติกาและทะเลทรายอาตากามา ทำให้สามารถสำรวจท้องฟ้าได้ครอบคลุมทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า คลื่นแรงโน้มถ่วงยุคแรกเริ่มเหล่านี้จะไขปริศนาได้ว่าเอกภพเกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งหากตรวจจับได้สำเร็จ จะถือเป็นก้าวกระโดดของฟิสิกส์จักรวาล และยกระดับบทบาทของจีนในเวทีวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ

ตชด.237 กัดไม่ปล่อย! ไล่ล่ากลางสายฝน จับผู้ต้องหา 3 คน พร้อมยาบ้า 280,000 เม็ด

(16 ก.ค. 68) ตามนโยบายการป้องกัน สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดน Seal Stop Safe ของรัฐบาล และนโยบายเน้นหนักด้านปราบปรามยาเสพติดของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. , พล.ต.ท.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พลโทบุญสิน  พาดกลาง  แม่ทัพภาคที่ 2,  พล.ต.ท.ฉัตรชัย  สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผบก.ตชด.ภาค 2 ได้เปิดยุทธการพิทักษ์ริมน้ำโขง ซึ่งมีกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 21 – 24 เป็นหน่วยปฏิบัติ เพื่อปราบปราม สกัดกั้นยาเสพติดที่จะเข้ามาทางชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขง  

สืบเนื่องจาก วันที่ 29 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าว กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237  ได้จับกุมนายชนะพล (นามสมมุติ)พร้อมพวกรวม 3 คน พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวน 44 มัด ประมาณ 88,000 เม็ด ที่ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี และจากการสืบสวนขยายผล ทำให้ทราบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการของนายชนะพลฯ ทำหน้าที่ขนลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนเข้าไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet Optra สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน สฬ 5020 กรุงเทพมหานครฯ เป็นยานพาหนะ 

ต่อมา วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ชุดจับกุม ได้สืบทราบว่า จะมีการลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากในพื้นที่ ต.พะทาย ไปถึง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จึงวางแผนเพื่อสกัดกั้น ตามจุดที่คาดว่าจะใช้เป็นเส้นทางในการขนลำเลียงยาเสพติด จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. ได้มีรถยนต์เป้าหมายคันดังกล่าว ขับขี่มาด้วยความรวดเร็ว โดยมุ่งหน้ามาจาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เจ้าหน้าที่เชื่อว่าภายในรถยนต์คันดังกล่าวน่าจะมีสิ่งผิดกฎหมายอยู่จึงได้ขับรถติดตามไป แต่เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวเห็นรถของเจ้าหน้าที่ ได้เร่งเครื่องยนต์และขับหลบหนี เจ้าหน้าที่ได้ไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จนถึงบริเวณหน้าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนากะเสริม รถยนต์คันดังกล่าวได้สูญเสียการควบคุมและเสียหลักพุ่งเข้าชนกำแพงของราษฎร เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าควบคุมตัวบุคคลที่อยู่ภายในรถคันดังกล่าวเอาไว้ได้จำนวน 3 คน ได้แก่ นายประทีป (นามสมมุติ)อายุ 22 ปี (ผู้ขับขี่), นายศราวุธ  (นามสมมุติอายุ 25 ปี และนายภาณุวัฒน์ (นามสมมุติอายุ 24 ปี จากการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจพบกระสอบปุ๋ยสีเขียวจำนวน 1 กระสอบวางอยู่ที่บริเวณที่พักเท้าผู้โดยสารด้านหลัง จึงได้ทำการเปิดตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน(ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” พร้อมนำของกลางทั้งหมดเดินทางกลับมายังที่ทำการกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237 เพื่อสืบสวนขยายผลและตรวจนับยาเสพติด ผลการตรวจนับพบยาบ้าของกลาง  จำนวน 140 มัด รวมทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 280,000 เม็ด  จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top