Thursday, 11 June 2026
NewsFeed

ปธน.เกาหลีใต้ ทุ่มหนัก!! รัฐแจกเงิน 150,000 ต่อคน ครอบคลุมประชาชนและผู้อยู่อาศัยต่างชาติบางกลุ่ม

(7 ก.ค. 68) รัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมแจกเงินอย่างน้อยคนละ 150,000 วอน (ราว 4,275 บาท) เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเป็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญครั้งแรกของประธานาธิบดีอี แจมยอง (Lee Jae-myung) หลังเข้ารับตำแหน่ง

โดยชาวเกาหลีที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ วันที่ 18 มิถุนายน จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต่ำคนละ 150,000 วอน โดยครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เลี้ยงดูลูกเพียงคนเดียว โดยไม่มีคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะได้รับเงินเพิ่มรวมสูงสุดถึง 300,000 วอน (8,550 บาท) และผู้ที่ได้รับสิทธิ์เงินช่วยเหลือพื้นฐานของรัฐอาจได้รับสูงถึง 400,000 วอน (11,400 บาท) 

นอกจากนี้ ยังมีเงินสนับสนุนเพิ่มเติม 30,000–50,000 วอน สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองใหญ่ หรือในพื้นที่ที่มีประชากรลดลงอย่างรุนแรง

เงินช่วยเหลือยังขยายไปถึงชาวต่างชาติบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนบ้านร่วมกับพลเมืองเกาหลี และมีประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมถึงผู้ถือวีซ่าถาวร (F-5), คู่สมรสชาวเกาหลี (F-6) และผู้ลี้ภัย (F-2-4) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการไม่ให้เงินเยียวยาโควิดแก่ผู้ลี้ภัยเมื่อปี 2020 เป็นการเลือกปฏิบัติ

สำหรับโครงการนี้อยู่ภายใต้งบประมาณเพิ่มเติม 31.8 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 9.2 ล้านล้านบาท และใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “คูปองฟื้นฟูการดำรงชีวิต” โดยประชาชนสามารถสมัครรับเงินผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ได้ถึง 12 กันยายน และต้องใช้เงินภายในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่ก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน

คูปองนี้ใช้ได้กับร้านค้าท้องถิ่น เช่น ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านตัดผม และร้านแว่นตา ที่มีรายได้ไม่เกิน 3 พันล้านวอนต่อปี และไม่สามารถใช้กับห้างสรรพสินค้า ร้านแบรนด์ต่างชาติ หรือซื้อของผ่านออนไลน์ได้ ยกเว้นกรณีจ่ายเงินสดผ่านแอปส่งอาหารบางแอปเท่านั้น

ทั้งนี้ ในรอบที่สอง รัฐบาลจะมอบเงินเพิ่มอีก 100,000 วอน ให้กับประชาชนกลุ่มรายได้ต่ำ 90% ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม โดยจะคัดเลือกผู้มีสิทธิ์จากข้อมูลประกันสุขภาพแห่งชาติ และจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง นโยบายนี้เปลี่ยนจากการแจกเงินถ้วนหน้าเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลการเงินของรัฐ

Xiaomi ยันสัมพันธ์ Leica แน่นแฟ้น สยบข่าวลือแยกทาง!! ย้ำพัฒนานวัตกรรมร่วมกันต่อ

(7 ก.ค. 68) หวาง หัว (Wang Hua) ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Xiaomi ออกโรงปฏิเสธข่าวลือที่ว่า เสียวหมี่และไลก้า (Leica) แบรนด์กล้องถ่ายรูปชั้นนำจากเยอรมนี เตรียมยุติความร่วมมือด้านกล้อง โดยระบุว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ” และชี้ว่าเคยมีข่าวลือทำนองนี้มาแล้วช่วงเปิดตัว Xiaomi 14 ซึ่งบริษัทก็ออกมาปฏิเสธเช่นกัน

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ข่าวล่าสุดนี้เป็นเพียงการอัปเกรดข่าวปลอม โดยครั้งนี้ถึงขั้นสร้างชื่อผู้เขียนปลอมขึ้นมา โดยขอยืนยันว่าเสียวหมี่ยังยึดหลักความโปร่งใสในการสื่อสาร และให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน

ในทางตรงข้าม ความร่วมมือระหว่างเสียวหมี่และไลก้ายังคงแน่นแฟ้น และมีการพัฒนาต่อเนื่อง เช่น ปรับลายน้ำบนภาพถ่ายให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลกของไลก้า แยกโหมดภาพถ่าย “คลาสสิก” และ “สดใส” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพิ่มเสียงชัตเตอร์ไลก้าให้กับมือถือรุ่นเก่า และพัฒนาอินเตอร์เฟซ (UI) ของเครื่องให้ใช้งานง่ายและทันสมัยมากขึ้น

ตัวอย่างล่าสุดของความร่วมมือระหว่างเสียวหมี่และไลก้าคือรุ่น Xiaomi 15 Ultra ที่มาพร้อมกล้องคุณภาพสูงและสีตัวเครื่องใหม่ที่หลากหลายกว่าเดิม ตอกย้ำการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถดาวน์โหลดแอป MemeOS Enhancer จาก Play Store เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์พิเศษ เช่น เครื่องมือปรับแต่งกล้อง และการอัปเดตระบบเฉพาะของเสียวหมี่

‘จิราพร’ นำทีมไทยร่วมประชุม BRICS ที่บราซิล ดันความร่วมมือ AI ต้านฟอกเงิน–อาชญากรรมข้ามชาติ

(7 ก.ค. 68) การประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 17 เปิดฉากแล้วที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 โดยนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมในฐานะประเทศหุ้นส่วนเป็นครั้งแรก ร่วมเวทีกับผู้นำจากกว่า 27 ประเทศและองค์การระหว่างประเทศ อาทิ สหประชาชาติ และองค์การการค้าโลก

ไทยเสนอแนวทางเสริมสร้างระบบพหุภาคีที่ตอบโจทย์ประเทศกำลังพัฒนา พร้อมเสนอแนวคิดการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การปฏิรูปโครงสร้างการเงินโลก และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และภัยไซเบอร์

สำหรับในวันที่ 7 กรกฎาคม น.ส.จิราพร จะกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ “การขับเคลื่อนสุขภาพโลกและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านพหุภาคีนิยมแบบมีส่วนร่วม” ต่อที่ประชุมผู้นำ

ทั้งนี้ กลุ่ม BRICS มีประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก และมี GDP รวมคิดเป็น 27.1% ของโลก โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มจะขยายตัว 4.2% ในปี 2568 สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มในระบบเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์ วิจารณ์ มัสก์ ‘เพี้ยน’ กับแผนตั้งพรรคใหม่ ชี้!! พรรคที่สามในสหรัฐฯ มักนำไปสู่ความวุ่นวาย

(7 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่ออีลอน มัสก์ อดีตพันธมิตรคนสำคัญ หลังมัสก์ประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “พรรคอเมริกา” (America Party) โดยทรัมป์กล่าวว่า “เศร้าใจที่เห็นมัสก์ทำตัวเพี้ยนไป” พร้อมชี้ว่าพรรคการเมืองที่สามไม่เคยประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ และมักนำไปสู่ความวุ่นวายและความโกลาหล

ทรัมป์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคเดโมแครตฝั่งซ้ายกำลังขาดความมั่นใจและเริ่มไร้เหตุผล พร้อมทั้งวิจารณ์ จาเร็ด ไอแซ็กแมน (Jared Isaacman) ผู้ที่เคยถูกเสนอชื่อให้เป็นผู้บริหารนาซา และเป็นเพื่อนสนิทของมัสก์ ว่าเป็น “เดโมแครตโดยสายเลือด” เพราะไม่เคยบริจาคเงินให้กับพรรครีพับลิกันเลย

ทรัมป์ยังวิจารณ์ว่า การเสนอชื่อเพื่อนของมัสก์ให้มาบริหารองค์การนาซาเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะบริษัท SpaceX ของมัสก์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับหลายโครงการของนาซา ซึ่งอาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนได้ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังไม่พอใจที่มัสก์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายลดงบประมาณของรัฐบาล โดยระบุว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มัสก์เองก็ได้รับอยู่เช่นกัน

ทั้งนี้ เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศถอนชื่อจาเร็ด ไอแซ็กแมนออกจากการเสนอเป็นผู้บริหารองค์การนาซา โดยสื่อสหรัฐฯ รายงานว่า สาเหตุหลักมาจากไอแซ็กแมนเคยบริจาคเงินสนับสนุนนักการเมืองจากพรรคเดโมแครตหลายคนในอดีต

WeChat–TikTok เปิดศึกมินิเกม ทำรายได้หมื่นล้านหยวน!! โต 100% ในปีเดียว

(7 ก.ค. 68) การแข่งขันมินิเกมระหว่าง Tencent เจ้าของ WeChat และ ByteDance ผู้พัฒนา Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน) กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังทั้งสองบริษัทจัดงานสัมมนาใหญ่พร้อมกันเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนความดุเดือดในสมรภูมิ “เกมขนาดเล็ก” ที่กลายเป็นตลาดทองคำใหม่ของวงการเกมจีน

แม้ตลาดเกมมือถือจีนโตเพียง 5% ในปีที่ผ่านมา แต่มินิเกมกลับโตพุ่งเกือบ 100% ด้วยข้อดีอย่างต้นทุนต่ำ พัฒนาไว และเข้าถึงง่าย ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากหันมาใช้เวลาบนเกมเล็กที่เปิดเล่นได้ทันที โดย WeChat มีผู้เล่นประจำเกิน 500 ล้านคน ขณะที่ Douyin โตเร็วกว่า 300% ภายในปีเดียว

สถิติยังเผยว่า ผู้ใช้มินิเกมเล่นเฉลี่ย 6 เกมต่อเดือน และ 95% กลับมาเล่นซ้ำทุกเดือน แถมกว่า 300 เกมใน WeChat ทำรายได้ทะลุ 10 ล้านหยวนต่อไตรมาส แม้จะพัฒนาโดยทีมเล็กไม่เกิน 30 คน ขณะที่ Douyin ก็มีผู้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 2,500%

มินิเกมมีโมเดลรายได้หลัก 3 แบบ ได้แก่ การดูโฆษณาเพื่อแลกของรางวัล (IAA), การซื้อไอเทมหรือด่านในเกม (IAP) และรูปแบบลูกผสม (IAAP) ที่เน้นซื้อลูกค้าแล้วสร้างรายได้ระยะยาว โดยนักพัฒนาจำนวนมากพบว่า ROI จากมินิเกมสูงกว่าแอปพลิเคชั่นเกมทั่วไปชัดเจน

ข้อมูลยังพบว่า 45% ของผู้เล่นมินิเกมบน WeChat เป็นผู้หญิง และครึ่งหนึ่งของผู้ใช้มาจากเมืองเล็กหรือนอกเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตอีกมาก โดย Tencent และ ByteDance ต่างลงทุนพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนนักพัฒนา พร้อมขยายแพลตฟอร์มไปยัง PC และวิดีโอสตรีมมิ่ง

นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดมินิเกมในจีนจะมีมูลค่าทะลุ 61,000 ล้านหยวน (ราว 2.8 แสนล้านบาท) ภายในปี 2025 กลายเป็น “พรมแดนใหม่” ของอุตสาหกรรมเกม ที่ยักษ์เทคโนโลยีจีนไม่อาจมองข้าม

ยธส.16 ลุยชายแดนไทย-ลาว ศึกษาแนวทางปราบยาเสพติด-ยกระดับความร่วมมือข้ามแดน

(7 ก.ค. 68) คณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16 (ยธส.16) ลงพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว ศึกษางานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมหารือความร่วมมือระดับประเทศและภูมิภาค เพื่อยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดข้ามแดน

การลงพื้นที่นำโดย นายนิทัศน์ แสงวัฒนะ รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม เริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี ศึกษาภาพรวมการพัฒนาเมือง ศักยภาพเศรษฐกิจ และแนวทางบริหารเรือนจำแบบฟื้นฟูผู้ต้องขังภายใต้นโยบาย “ขับเคลื่อน 8 มิติ” ก่อนเดินทางไปยังด่านศุลกากรหนองคาย ศึกษาเทคโนโลยีและมาตรการสกัดยาเสพติด เช่น เครื่องเอ็กซ์เรย์ สุนัขดมกลิ่น และชุดตรวจสารพกพา 

จากนั้น นางสาวอรวรรณ ปานคง ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และ นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 4 อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติดประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นำคณะยธส.16 สัมมนาร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงของ สปป.ลาว ณ กรุงเวียงจันทน์ เพื่อหารือแนวทางบังคับใช้กฎหมาย ปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ด้านกฎหมาย และความร่วมมือด้านยาเสพติด โดยมีนายคำพร สีประเสิด หัวหน้ากรมร่วมมือสากล และนายชนกานต์ ธรรมมงกุฏ เลขานุการเอกอัครราชทูตไทย ให้การต้อนรับ

ต่อเนื่องด้วยการลงพื้นที่กระทรวงป้องกันความสงบ สปป.ลาว เพื่อหารือเชิงลึกด้านนโยบายควบคุมยาเสพติดกับ พ.ท.ดาลิน สุดาจัน ซึ่งเน้น 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การป้องกันเชิงรุก การปราบปรามเข้มข้น และการฟื้นฟูผู้เสพให้กลับคืนสู่สังคม

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ ด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา จุดเชื่อมยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง ซึ่งมีระบบศุลกากรที่ทันสมัยรองรับการค้าข้ามแดน ไทย-ลาว-จีน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากลาวร่วมบรรยายแนวทางตรวจสอบสินค้าและการสกัดสิ่งผิดกฎหมาย

นอกจากภารกิจวิชาการ คณะ ยธส.16 ยังแสดงพลังจิตอาสา นำโดย พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ ประธานรุ่น มอบเงินบริจาค 20,000 บาทจากกิจกรรม “มวยการกุศล” แก่สภากาชาดอุดรธานี เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในพื้นที่

เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ ‘เท็กซัส’ คร่าชีวิตแล้ว 81 ราย แคมป์เยาวชนหญิงถูกซัดพังยับ-สูญหายหลายคน

(7 ก.ค. 68) เกิดน้ำท่วมฉับพลันในรัฐเท็กซัสตอนกลางของสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 81 ราย และสูญหายอีก 41 คน โดยจุดที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือค่ายพักแรมเยาวชนหญิง Camp Mystic ริมแม่น้ำกัวดาลูป (Guadalupe River) ในเคอร์เคาน์ตี้ เด็กหลายคนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

สำนักข่าว BBC รายงานว่า แม่น้ำกัวดาลูปเพิ่มระดับขึ้นถึง 8 เมตรภายในเวลาเพียง 45 นาที ขณะเด็กๆ กำลังหลับ ทำให้บ้านเรือน พื้นที่ตั้งแคมป์ และถนนโดยรอบเสียหายหนัก โดยมีการพบร่างผู้เสียชีวิตลอยไปไกลถึง 8 ไมล์จากจุดตั้งแคมป์ ขณะที่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครยังคงค้นหาผู้สูญหายท่ามกลางฝนที่ตกหนัก พบงูมีพิษจำนวนมาก อัลลิเกเตอร์ และซากปรักหักพังขัดขวางการค้นหา

ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส เกร็ก แอ็บบอตต์ (Gregory Wayne Abbott) ระบุว่าเจ้าหน้าที่จะไม่หยุด จนกว่าจะพบผู้สูญหายทุกคน พร้อมเผยความสะเทือนใจหลังพบสิ่งของจากแคมป์กระจัดกระจายไปทั่วลำน้ำ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามประกาศเขตภัยพิบัติรุนแรงเพื่อให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางแก่พื้นที่ประสบเหตุ

ชาวบ้านในพื้นที่และอาสาสมัครจากเมืองใกล้เคียงต่างร่วมแรงช่วยเหลือผู้ประสบภัย บางคนขับรถมาจากเมืองซานอันโตนิโอ เพื่อมาแจกจ่ายอาหารและเสื้อผ้าให้ผู้รอดชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าโศกและน้ำใจที่หลั่งไหลจากทั่วโลก

ขณะที่ โป๊ปลีโอที่ 14 แห่งกรุงโรม ได้กล่าวคำอธิษฐานพิเศษในวันอาทิตย์ เพื่อไว้อาลัยแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย โดยเฉพาะบรรดาบุตรสาวที่อยู่ในค่ายช่วงเกิดเหตุ พร้อมกล่าวว่า “เราขอร่วมอธิษฐานเผื่อพวกเขา”

ไทย – สหรัฐฯ จัดพิธีเปิดการฝึกผสม “CARAT 2025” เสริมความมั่นคงทางทะเล

(7 ก.ค.68) พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วย พลเรือตรีหญิง เคธี่ เอฟ เชลดอล รองผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 กองทัพเรือสหรัฐฯ ประธานร่วมฝ่ายสหรัฐฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการฝึกผสม CARAT 2025 โดยมี กำลังพลทหารทั้ง 2 ชาติ รวม 1,000 นาย เข้าร่วม ณ ท่าเรือแหลมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

การฝึกผสม CARAT เป็นการฝึกผสมทวิภาคี ระหว่างกองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา นับเป็นการฝึกผสมที่ใหญ่ที่สุดระหว่างกองทัพเรือทั้งสองประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการฝึกตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งกองทัพเรือได้มอบหมายให้กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ เป็นหน่วยรับผิดชอบการฝึก โดยมี พลเรือตรี อนุรักษ์ พรหมงาม ผู้บัญชาการกองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ เป็นผู้อำนวยการกองอำนวยการฝึกผสม CARAT 2025 ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพเรือไทย และกองทัพเรือสหรัฐฯ และร่วมกันพัฒนาความสามารถของกำลังพลทั้ง 2 ประเทศ ในการปฏิบัติภารกิจทางทะเลการร่วมกันในทุกระดับ  เสริมสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจอันดีในการปฏิบัติการ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถภาพสถานการณ์ทางทะเลให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน   

สำหรับการฝึกแบ่งเป็น 3 ห้วง ได้แก่ การฝึกในท่า การฝึกในภาคทะเล และการสรุปผลการฝึก โดยกองทัพเรือไทยได้ส่งเรือรบเข้าร่วมการฝึก 3 ลำ ประกอบด้วย เรือหลวงนเรศวร เรือหลวงสายบุรีและเรือรัตนโกสินทร์ อากาศยาน 5 ประเภท และอากาศยานไร้คนขับ ในส่วนกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือรบเข้าร่วมการฝึก 1 ลำ คือ เรือรบ USS ซานต้า บาบาร่า อากาศยาน 3 ประเภท และเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ ซีฮอร์ค ซึ่งมีห้วงการฝึกระหว่าง ระหว่างวันที่ 7 - 18 กรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 12 วันดำเนินการฝึกในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง และพื้นที่ทางทะเลอ่าวไทยตอนบน 

ไทยผนึกกำลังตำรวจสากล “บิ๊กหวานลุย” ยื่นหนังสือถึง Interpol กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

เมื่อวันที่ (2 ก.ค. 68) ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88)  และ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ UNODC ได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่องค์การตำรวจสากล (Interpol) ณ เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส 
เพื่อบรรยายและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสมาชิกขององค์การตำรวจสากล (Interpol) รวมทั้งได้ยื่นหนังสือและหารือกับนาย Cyril GOUT ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายกิจการตำรวจ และ นาย Abdulaziz OBAIDALLA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และการสนับสนุนส่วนภูมิภาค เพื่อนำเสนอข้อมูลและสถานการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีฐานที่มั่นในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ที่ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของไทยและนานาชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยรายได้จากอาชญากรรมเหล่านี้มีมูลค่าสูงกว่า 60% 
ของรายได้ประเทศกัมพูชา (แหล่งที่มา: UNODC) Interpol ตอบรับตั้ง "War Room" ในไทยเป็นศูนย์กลางปฏิบัติการ

ผลจากการหารือเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยองค์การตำรวจสากล (Interpol) ได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับทางการไทยอย่างเต็มศักยภาพ โดยจะสนับสนุนทั้งเครื่องมือ, ข้อมูลเชิงลึก, การวิเคราะห์ และการวางแผนปฏิบัติการ เพื่อเปิดฉากกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ นอกจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของ Interpol มาประจำการ
ที่ "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลไทยที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการนำองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ เข้ามาร่วมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า องค์การตำรวจสากล (Interpol) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 และมีสมาชิกรวม 196 ประเทศทั่วโลก มีประเทศไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รวมทั้งประเทศต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ซึ่งองค์การตำรวจสากล (Interpol) จะทำหน้าที่ในการ เป็นศูนย์กลางประสานงานความร่วมมือระหว่างตำรวจนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายในประเทศสมาชิก แลกเปลี่ยนข้อมูลคนร้ายและข้อมูลอาชญากรรม ทำให้การขับเคลื่อนการปราบปรามผ่านกลไกของ องค์การตำรวจสากล (Interpol)  จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยมีประเทศไทยเป็นผู้นำ ในการขับเคลื่อนและสามารถปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด 

เป้าหมายชัดเจน: ลดอาชญากรรม 50% ใน 3 เดือน สกัดไทยเป็นทางผ่าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ มั่นใจว่า การจัดตั้ง "ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ของประเทศไทย (War Room)"  ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ และจะเป็นกลไกทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกัมพูชา ซึ่งจะทำให้การติดตามจับกุมคนร้ายและการอายัดเงินที่ถูกหลอกลวงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและทันต่อรูปแบบการกระทำความผิดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ภายใน 3 เดือนนับจากนี้ ปัญหาอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในประเทศไทยต้องลดลงมากกว่า 50% และที่สำคัญคือ ต้องไม่ให้กลุ่มคนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเด็ดขาดอีกต่อไป

พิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 รับมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม  จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

(7 ก.ค. 68) เวลา 14.00 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับคณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 เพื่อมอบถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม, และงบประมาณสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ทางวิทยุกระจายเสียงกองทัพบกที่ 3 ณ บริเวณห้องโถง หน้าห้องรับรอง 2 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมือง จ.พิษณุโลก

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 โดยมี คุณดนุวัศ ลัมพสาระ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ โครงการผลิตบนฝั่ง (ประเทศไทย) และคณะ เป็นผู้แทนส่งมอบ ถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่ม จำนวน 3,200 ชุด ให้กับ กองทัพภาคที่ 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่รับผิดชอบ 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมกันนี้ยังได้มอบงบประมาณสนับสนุนกิจการสำนักงานคณะกรรมการบริหารกิจการวิทยุกระจายเสียง กองทัพบกที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาทางกองทัพภาคที่ 3 ได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1มาด้วยดีโดยตลอด ในโอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3  ได้มอบหนังสือขอบคุณและของที่ระลึกให้กับ คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โครงการเอส 1 

ด้วยกองทัพภาคที่ 3 เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศ และสภาพอากาศ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการเกิดภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู ทางกองทัพภาคที่ 3 จะได้นำถุงยังชีพที่ได้รับมอบนี้ ไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 3 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป.ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว พิษณุโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top