Thursday, 11 June 2026
NewsFeed

'40 ศิลปินไทย' ผนึกกำลังหลอมรวมใจ ร่วมถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้'

(2 ก.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก 'กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters' ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ศิลปินไทยกว่า 40 ชีวิต ทุกรุ่น ทุกแนวเพลง พร้อมใจกันถ่ายทอดบทเพลงพระราชนิพนธ์ 'เราสู้' ในโครงการ '๑ ในล้านความดี' เรียบเรียงดนตรีใหม่โดย หนึ่ง จักรวาล เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้าและคนไทยทุกคน มาร่วมรับชมและรับฟังบทเพลงแห่งพลังใจนี้พร้อมกัน วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ทางทุกช่องทางออนไลน์ พลังเล็กๆ ของเราทุกคน สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้! รับชมได้จาก https://youtu.be/b7arRoRNFbk

#เราสู้ #หนึ่งในล้านความดี #คนไทยไม่ทิ้งกัน

สะพานโค้ง 90 องศาอินเดีย กลายเป็นเรื่องขำไม่ออก รัฐสั่งฟันวิศวกร 7 คน แบล็กลิสต์ 2 บริษัทผู้รับเหมา

(2 ก.ค. 68) สะพานแห่งใหม่ในเมืองโภปาล ประเทศอินเดีย กำลังเป็นที่วิจารณ์อย่างหนัก หลังออกแบบให้มีทางโค้งเกือบ 90 องศา เสี่ยงอันตรายต่อผู้ใช้รถ โดยสื่อจากนิวเดลีเผยงบก่อสร้างกว่า 200 ล้านรูปี (ราว 95 ล้านบาท) แต่ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้เพราะปัญหาด้านความปลอดภัย

ภาพจากมุมสูงเปิดเผยให้เห็นว่า ผู้ขับขี่ที่ขับรถยนต์ขึ้นมาบนสะพานต้องเบรกกะทันหันเพื่อเลี้ยวเข้าโค้งที่แคบอย่างอันตราย ซึ่งวิศวกรผู้ออกแบบอ้างว่าพื้นที่จำกัดใกล้สถานีรถไฟฟ้าทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น แต่กลายเป็นยิ่งจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นในสังคมออนไลน์

ล่าสุด รัฐบาลอินเดียสั่งพักงานวิศวกร 7 ราย และขึ้นบัญชีดำบริษัทรับเหมา 2 แห่ง พร้อมเปิดเผยผลสอบสวนว่าโครงการนี้ “มีความประมาทร้ายแรงทั้งในขั้นวางแผนและก่อสร้าง” แม้เสนอจำกัดการใช้เฉพาะรถยนต์และลดความเร็ว ก็ยังไม่สามารถคลายความกังวลของประชาชนได้

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาด้านการก่อสร้างในอินเดียที่ยังแก้ไม่ตก ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดกรณีสะพานในเมืองบอมเบย์ที่สร้างแล้วแต่ปลายทั้งสองฝั่งกลับไม่เชื่อมต่อกัน ส่วนที่แคว้นพิหาร มีสะพานอีกแห่งที่จากเดิมที่มีกำหนดว่าจะสร้างเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ แต่โครงการกลับไม่แล้วเสร็จตามแผน จึงมีการขอเลื่อนกำหนดสร้างเสร็จออกไปหลายครั้ง รวมทั้งหมดถึง 8 ครั้ง แม้จะเลื่อนมาแล้วหลายรอบ สุดท้ายสะพานก็ยังพังถล่มลงมาอยู่ดีในปี 2023

‘ฮุนเซน’ ไม่ปล่อยโอกาสพูดกรอกหูนายกฯ สิงคโปร์ อ้างทหารไทยยิงทหารเขมรตาย แล้วปิดด่าน -คุกคามสารพัด

‘ฮุนเซน’ ตอนรับนายกฯ สิงคโปร์ที่ไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ไม่วายพูดถึงปัญหาชายแดน อ้างไทยยิงทหารกัมพูชาตายแล้วปิดด่านแถมข่มขู่คุกคามหลายเรื่อง อ้างเขมรไม่อยากทำสงครามกับเพื่อนบ้าน อยากแก้ปัญหาโดยสันติ

(2 ก.ค. 68) นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ให้การต้อนรับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ณ ทำเนียบวุฒิสภา ในโอกาสที่คณะเดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

นายเจีย ธีริธ โฆษกวุฒิสภากัมพูชา กล่าวภายหลังการพบปะของผู้นำทั้งสองว่า ในโอกาสดังกล่าวนี้นายฮุนเซนแสดงความยินดีต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และคณะ ถือว่าการเยือนกัมพูชาครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและสิงคโปร์ให้ดียิ่งขึ้นและเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

นายฮุนเซนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและสิงคโปร์มีความเจริญรุ่งเรืองมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เมื่อ 60 ปีก่อน โดยเริ่มมีความสัมพันธ์กับนายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ และจนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสนี้นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้แสดงความขอบคุณนายฮุนเซนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และยังแสดงความยินดีกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

นายฮุนเซนยังได้กล่าวถึงการขยายความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการค้า เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ นายฮุนเซนต้องการให้มีเที่ยวบินจากสิงคโปร์ไปยังกัมพูชาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกัมพูชาเปิดตัวสนามบินเตโช สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้

นายฮุนเซนยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุถึงสาเหตุของเหตุการณ์ที่เริ่มจากทหารไทยยิงทหารกัมพูชาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พ.ค. และไทยปิดชายแดนฝ่ายเดียวและข่มขู่คุกคามอื่น ๆ

นายฮุนเซนกล่าวอีกว่ากัมพูชา ทั้งนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และนายฮุนเซนเองไม่ต้องการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชาต้องการแก้ไขปัญหานี้โดยสันติและยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากไทยยังคงละเมิดและรุกรานกัมพูชาต่อไป เราต้องใช้สิทธิของเราในการปกป้องตนเอง

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวขอบคุณนายฮุนเซนที่ได้อธิบายปัญหาชายแดนและการตัดสินใจของกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติและยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ไทยย้ำจุดยืนอธิปไตย!! ไม่ยอมรับการแทรกแซง จี้ผู้นำ ‘กัมพูชา’ หยุดพฤติกรรมกระทบสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

(3 ก.ค. 68) รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ผู้นำกัมพูชายุติการแสดงออกที่เข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎบัตรอาเซียน กฎบัตรสหประชาชาติ และหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้นำกัมพูชาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่สื่อหลายสำนักให้ความสนใจและซักถามไปยังรัฐบาลไทย

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การกระทำของผู้นำกัมพูชานั้นละเมิดหลักการแทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และถือเป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบรรยากาศความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา

รัฐบาลไทยจึงขอให้ผู้นำกัมพูชายุติพฤติกรรมดังกล่าวโดยทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเคารพหลักสากล และหันมาใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน

‘ทรัมป์’ ประกาศลดภาษีนำเข้าเวียดนามจาก 46% เหลือ 20% พร้อมลงทุนกว่าหมื่นล้านบาท ผุด Trump Tower ในโฮจิมินห์

(3 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าฉบับใหม่กับเวียดนาม โดยจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในอัตรา 20% แทนการเก็บภาษี 46% ที่เดิมมีกำหนดบังคับใช้ในสัปดาห์หน้า ตามนโยบาย 'ภาษีตอบโต้' ที่ทรัมป์ประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายน

ข้อตกลงนี้ยังเปิดโอกาสให้สินค้าจากสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเวียดนามโดยไม่มีการเก็บภาษี ขณะที่สินค้าที่ผ่านเวียดนามโดยไม่ได้ผลิตในประเทศ (trans-shipping) จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40% เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีจากประเทศอื่น โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่ถูกส่งผ่านเวียดนาม

ทรัมป์กล่าวว่า เวียดนามจะเปิดตลาดอย่างเต็มที่ ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับเป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือที่เขาเรียกว่า “ข้อตกลงแห่งความร่วมมืออันยิ่งใหญ่” พร้อมทั้งย้ำว่าสหรัฐฯ จะสามารถส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ข้อตกลงใหม่นี้ส่งผลให้หุ้นของบริษัทที่ผลิตสินค้าในเวียดนามปรับตัวสูงขึ้นทันที อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลับปรับลดลงภายหลังมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสินค้าจะยังคงถูกเก็บภาษี 20% ด้านผู้บริหารหอการค้าอเมริกันในฮานอยแสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อตกลงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเวียดนามในระยะยาว แม้ยังมีข้อกังขาเรื่องการบังคับใช้กฎเกี่ยวกับ trans-shipping

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ทรัมป์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โทรศัพท์พูดคุยกันในวันเดียวกัน โดยเวียดนามได้เชิญทรัมป์เยือนประเทศอีกครั้ง ขณะเดียวกัน องค์กรทรัมป์ยังเตรียมลงทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 54,750 ล้านบาท) ในเวียดนาม และมีแผนสร้างตึก Trump Tower แห่งใหม่ในโฮจิมินห์ซิตี้อีกด้วย

อิสราเอลถล่มกาซาหนัก!! โจมตีศูนย์อาหาร-โรงเรียน-โรงพยาบาล ดับแล้วกว่า 95 ราย

(3 ก.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซาเมื่อวันจันทร์ ทั้งคาเฟ่ชายทะเล โรงเรียน ศูนย์แจกจ่ายอาหาร และโรงพยาบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 ราย ในจำนวนนี้ 39 รายเสียชีวิตจากระเบิดใส่คาเฟ่ Al-Baqa ในเมืองกาซา ซึ่งมีเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิต

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโรงเรียน Yafa ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นหลายร้อยคนถูกถล่ม เช่นเดียวกับคลังอาหารในย่าน Zeitoun ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย ขณะที่พื้นที่ลานโรงพยาบาล Al-Aqsa ก็ถูกโจมตีเช่นกัน แม้มีครอบครัวผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในเต็นท์บริเวณนั้น

ในเมืองคานยูนิสตอนใต้ มีผู้เสียชีวิตอีก 15 รายจากการโจมตีจุดแจกจ่ายอาหารขององค์กร Gaza Humanitarian Foundation (GHF) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทั้งนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลยิงขีปนาวุธเข้าใส่ฝูงชนใกล้ศูนย์แจกจ่าย โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือน ส่งผลให้เด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตทันที 103 ราย เจ้าหน้าที่สภากาชาดปาเลสไตน์และ UN เสียชีวิตรวม 15 ราย

เจ้าหน้าที่ UN ระบุว่า ขณะนี้กว่า 80% ของพื้นที่ฉนวนกาซาถูกควบคุมโดยกองทัพอิสราเอล หรือกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนถูกบังคับให้อพยพออก อิสราเอลยังคงรื้อบ้านเรือนในเมืองคานยูนิส และออกคำสั่งอพยพใหม่ในหลายเขตทางตอนเหนือ ทำให้ชาวกาซาต้องหนีตายกันอีกรอบ ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกวัน

ขณะที่กาซายังเผชิญกับเสียงระเบิดและการสูญเสีย สหรัฐฯ เตรียมจัดการเจรจาหยุดยิงรอบใหม่ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีอิสราเอลเข้าร่วม กาตาร์และอียิปต์ก็พยายามเร่งเจรจาไกล่เกลี่ยเช่นกัน ด้านฮามาสระบุว่า ไม่ได้รับความคืบหน้าจากอิสราเอลมานานกว่า 4 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่าจะยังคงผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงเพื่อช่วยชีวิตชาวปาเลสไตน์โดยเร็วที่สุด

เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารเพิ่ม 30,000 นาย ร่วมรบเคียงข้างรัสเซียในแนวหน้าสมรภูมิยูเครน

(3 ก.ค. 68) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของยูเครนเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือเตรียมส่งทหารระลอกใหม่จำนวน 25,000–30,000 นายไปยังแนวหน้าสมรภูมิยูเครน เพื่อสนับสนุนกองทัพรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้มีการส่งทหารแล้ว 11,000 นายเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งประสบความสูญเสียอย่างหนักถึง 4,000 นาย

การประเมินของยูเครนระบุว่าทหารเกาหลีเหนือชุดใหม่นี้อาจเริ่มเดินทางภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และมีแนวโน้มถูกส่งเข้าสู่เขตยึดครองของรัสเซียในยูเครน เพื่อสนับสนุนการรุกขนาดใหญ่ โดยรัสเซียจะจัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้ครบถ้วน

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกทหารรัสเซียในท่าเรือดุนาย และเครื่องบินขนส่งสินค้าที่สนามบินซุนอัน (Sunan) ของเกาหลีเหนือ บ่งชี้ถึงการเตรียมเคลื่อนย้ายทหารครั้งใหญ่เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจเป็นการเดินทัพระยะยาวผ่านไซบีเรียซึ่งติดชายแดนเกาหลีเหนือ

ยูเครนและหน่วยข่าวกรองตะวันตกต่างจับตาการฝึกและประจำการของทหารเกาหลีเหนืออย่างใกล้ชิด โดยพบว่าทหารเหล่านี้เริ่มได้รับการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพรัสเซียมากขึ้น ทั้งในด้านยุทธวิธี ภาษาทหาร และการใช้ปืนลูกซองเพื่อต้านโดรนยูเครน

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ารัสเซียเตรียมรับช่างทหารและผู้เก็บกู้กับระเบิดจากเกาหลีเหนืออีก 6,000 นาย เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในแคว้นคูร์สก์ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนเตือนว่า การพึ่งพาทหารต่างชาติสะท้อนปัญหาการเกณฑ์ทหารภายในรัสเซียที่ย่ำแย่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเกาหลีเหนือเอง

‘โดรน’ อุตสาหกรรมความมั่นคงใหม่ของรัสเซีย ภายใต้เงาสงคราม – การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

(3 ก.ค. 68) ในขณะที่สมรภูมิยูเครนยังคงเป็นพื้นที่สู้รบที่ลุกเป็นไฟและกินเวลานานกว่าสองปี รายงานจากหน่วยงานวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของรัสเซีย (Russian think tank) ได้เผยให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบงันแต่ทรงพลัง การเร่งผลิตโดรนทางทหารในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงนี้มิใช่เพียงกลไกเสริมยุทธศาสตร์รบหากแต่เป็นบทพิสูจน์ถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของรัสเซียในเงาของการคว่ำบาตรและเป็นการส่งสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกไม่อาจมองข้าม สงครามรัสเซีย - ยูเครนทำให้ “โดรน” เปลี่ยนสถานะจากเพียงเครื่องมือสนับสนุนกลายเป็นหัวใจของการสู้รบทั้งเชิงรุกและรับ โดยเฉพาะฝั่งรัสเซียที่เริ่มใช้โดรนอย่างเป็นระบบและมียุทธศาสตร์มากขึ้น ตั้งแต่โดรนลาดตระเวนเพื่อเก็บภาพจากแนวหน้า ไปจนถึง “โดรนพลีชีพ” (Kamikaze drones) อย่าง Lancet หรือ Geran-2 ที่สามารถเจาะแนวรับของฝ่ายยูเครนได้อย่างแม่นยำและต้นทุนต่ำ

การผลิตโดรนในรัสเซียช่วงกลางปี ค.ศ. 2025 ทะยานสูงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจการผลิตรายงานว่า อัตราการผลิตในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นถึง 16.9% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลอดปี 2024 ถึง 1.6 เท่า แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างเข้มข้นของรัฐในการผลักดันโดรนให้เป็นสินค้าหลักในยุทธศาสตร์สงคราม สำหรับปี ค.ศ. 2024 รัสเซียผลิตโดรนพลเรือนกว่า 16,400 ลำ เพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่าจากปีก่อนหน้า พร้อมกับการจัดตั้งโรงงานผลิตโดรนมากกว่า 600 แห่งทั่วประเทศ และดึงภาคเอกชนกว่า 200 บริษัทเข้าร่วมโครงการระดับชาติ National Drone Project เพื่อสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีการบินไร้คนขับอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต วิจัย ฝึกอบรม และซ่อมบำรุง โดรนจึงกลายเป็น “อุตสาหกรรมใหม่” ที่รัฐใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจควบคู่กับการเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยี ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรตะวันตก รายงานจากศูนย์วิเคราะห์ยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี (CAST) เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2025 ระบุว่า รัสเซียเพิ่มกำลังการผลิตโดรนทหารมากกว่า 400% ในเวลาไม่ถึง 18 เดือน พร้อมก่อตั้งสายการผลิตใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ตาตาร์สถาน อูราล และไซบีเรีย นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็กให้เข้าร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้าง “military startup ecosystem” ในรูปแบบรัสเซีย 

ในที่ประชุมทางยุทธศาสตร์ที่เมืองโตลยัตตี แคว้นซามารา «Самарская область» ประธานาธิบดี
วลาดิมีร์ ปูติน ประกาศว่าในปี ค.ศ. 2024 การผลิตโดรนพลเรือนของรัสเซียเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นความสำเร็จของนโยบายเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ รัฐบาลจึงตั้งเป้าให้โดรนเป็นหัวใจสำคัญในโครงสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารเท่านั้น แต่ยังเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมควบคู่กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายนี้รัฐบาลรัสเซียได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างมหาศาลผ่านทุนสนับสนุน เงินอุดหนุน และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมมูลค่าหลายพันล้านรูเบิล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน เปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการผลิตโดรนในระดับอุตสาหกรรม รายงานจาก CNews ระบุว่าแผนลงทุนพัฒนาด้านโดรนของรัสเซียมีมูลค่าถึง 126 พันล้านรูเบิล ภายใน 7 ปีจนถึงปีค.ศ. 2030 โดยมุ่งผลิตโดรนหลากหลายรูปแบบถึง 59 รุ่น ครอบคลุมทั้งโดรนลาดตระเวน โดรนโจมตี และโดรนพลเรือนสำหรับงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมองโดรนไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางทหารแต่ยังเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งอนาคต

เบื้องหลังความสำเร็จในการเร่งผลิตโดรนของรัสเซียไม่ได้เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากยุทธศาสตร์ “สายฟ้าแลบ” ที่ผสมผสานการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ การลักลอบจัดหาชิ้นส่วนผ่านเครือข่ายพันธมิตร และการ “แกะกล่อง” หรือ reverse engineering เทคโนโลยีของต่างชาติอย่างมีระบบ รายงานจากแหล่งข่าวด้านเทคนิคในรัสเซียระบุว่า ในปี ค.ศ. 2024 สัดส่วนของชิ้นส่วนโดรนที่นำเข้าจากจีนมีมากถึง 70% ขณะที่การผลิตในประเทศยังจำกัดอยู่ราว 30% โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่างมอเตอร์ไฟฟ้า (electric motors) ซึ่งผลิตภายในได้เพียง 5% เท่านั้น จุดแข็งของรัสเซียจึงอยู่ที่ความสามารถในการดัดแปลง ปรับใช้ และพัฒนาต้นแบบของต่างชาติให้กลายเป็นอาวุธของตนเอง ตัวอย่างชัดเจนคือโครงการผลิตโดรน Geran-2 ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากต้นแบบของ Shahed-136 ซึ่งได้รับความร่วมมือเชิงเทคนิคจากอิหร่าน โดยมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ที่เมืองเยลาบูกา «Елабуга»  ในสาธารณรัฐตาตาร์สถาน «Республика Татарстан» เป็นศูนย์กลาง การพัฒนานี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากเริ่มได้รับโดรนจากอิหร่านมาใช้จริงในยูเครน แสดงให้เห็นถึงความเร็วและประสิทธิภาพของระบบการพึ่งพาตนเองเชิงกึ่งอัตโนมัติภายใต้แรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตร 

รัสเซียจึงไม่เพียงแต่ผลิตโดรนแต่กำลังสร้างระบบอุตสาหกรรมที่สามารถ “ประกอบสงคราม” ได้ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การลอกแบบจนถึงการนำไปใช้จริงในสนามรบ ในสนามรบยุคใหม่โดรนรัสเซียทำหน้าที่เป็นทั้ง “กองกำลังสนับสนุน” ที่เติมเต็มข้อมูลข่าวสารและความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ให้กับกองกำลังอย่างไม่ขาดสาย และ “อาวุธโจมตี” ที่ใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้วยความแม่นยำและต้นทุนต่ำ ด้วยการส่งโดรน FPV จำนวนหลายพันเครื่องต่อวันเข้าสู่แนวหน้า รัสเซียสามารถเพิ่มความต่อเนื่องในการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง ลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันโดรนพลีชีพอย่าง Geran-2 และ Lancet ถูกใช้ในยุทธวิธีการโจมตีเชิงลึกกับศูนย์บัญชาการ โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งเก็บอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ผลที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในยุทธศาสตร์การป้องกันของยูเครนที่ต้องรับมือกับการโจมตีจากโดรนปริมาณมหาศาลซึ่งเกินกว่าที่เคยประสบมาก่อน รายงานจากสำนักข่าว Kommersant และ TASS ยังยืนยันถึงการใช้งานโดรนอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเก็บข้อมูลเชิงลึกไปจนถึงการประสานและโจมตีเป้าหมายที่เจาะจงอย่างแม่นยำ สร้างสมดุลระหว่างการสอดแนมที่ต่อเนื่องและการโจมตีที่มีความลับคมเฉียบซึ่งเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการรบในสนามยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง

แม้เผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากตะวันตก รัสเซียสามารถเร่งผลิตโดรนได้อย่างรวดเร็วสะท้อนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีชาตินิยม (techno-nationalism) และการสร้างอุตสาหกรรมสงครามพึ่งตนเอง (sovereign military-industrial complex) ซึ่งรัฐผลักดันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 เดิมรัสเซียพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนไมโครอิเล็กทรอนิกส์จากยุโรปและจีนสำหรับอาวุธนำวิถีและโดรน แต่หลังถูกคว่ำบาตรอย่างเข้มข้นจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รัฐหันมาใช้นโยบายทดแทนการนำเข้า (import substitution) อย่างเร่งด่วน รายงาน FSB ปลายปี ค.ศ. 2024 เผยการลักลอบนำเข้าไมโครชิปและชิ้นส่วนผ่านเครือข่ายในเอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตะวันออกเฉียงเหนือ แสดงถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวของรัฐในสงครามเศรษฐกิจการเติบโตของอุตสาหกรรมโดรนจึงมิใช่ผลจากภาวะสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการตอบโต้การครอบงำเทคโนโลยีตะวันตกที่รัสเซียมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของตน ภายใต้แรงกดดันจากการถูกตัดขาดในห่วงโซ่อุปทาน รัฐจึงเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ ผ่านโครงการอย่าง National Drone Project พร้อมสนับสนุนภาคเอกชนที่เข้ามาเป็นเครือข่ายนวัตกรรมทางทหาร โดยมุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการลอกแบบ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย พัฒนา ผลิต จนถึงการใช้งานจริงในสนามรบ ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการแยกตัวจากอิทธิพลตะวันตก สร้างความเข้มแข็งจากภายใน และส่งสัญญาณว่าอนาคตสงครามและความมั่นคงจะขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมเทคโนโลยีขั้นสูงได้ก่อน

นอกจากความหมายด้านเทคโนโลยีและกำลังรบ การเร่งพัฒนาโดรนยังมีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง การสร้างระบบผลิตโดรนภายในประเทศช่วยเสริมความมั่นคงยุทธศาสตร์โดยลดการพึ่งพาชิ้นส่วนต่างชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ถูกรุมคว่ำบาตรหนัก โดรนยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับภูมิภาคและโลก ผ่านสมรภูมิแบบไฮบริดและสงครามสมัยใหม่ที่เน้นการโจมตีเป้าหมายแม่นยำ เพิ่มศักยภาพควบคุมพื้นที่ ลดต้นทุนการรบ และสะท้อนอำนาจใหม่ในฐานะมหาอำนาจเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์การพัฒนาโดรนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “อธิปไตยเทคโนโลยี” (technological sovereignty) ที่มุ่งลดความเปราะบางจากการถูกตัดขาดจากระบบเทคโนโลยีโลก พร้อมเป็นเครื่องมือสร้างพันธมิตรและขยายเครือข่ายทางทหารกับพันธมิตร เช่น อิหร่านและจีน ส่งผลต่อการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง โดยรวมแล้ว การลงทุนในโดรนไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีหรือสงคราม แต่เกี่ยวพันลึกซึ้งกับการรักษาอธิปไตยและการวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในเวทีโลกยุคศตวรรษที่ 21

การเติบโตของอุตสาหกรรมโดรนกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจภายในของรัสเซียในลักษณะที่เรียกว่า military Keynesianism หรือการใช้การผลิตทางทหารเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งปรากฏให้เห็นชัดในปี 2024–2025 ที่ GDP ภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบทศวรรษโรงงานผลิตโดรนและศูนย์วิจัยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ดึงดูดแรงงานไอที วิศวกร AI และนักพัฒนาอุปกรณ์สื่อสารเข้าสู่ภาครัฐหรือบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม เทคโนโลยีของโดรนจึงกลายเป็นพื้นที่บรรจบกันระหว่างภาครัฐ-เอกชน-ทหารในแบบที่เรียกว่า complex military-civilian innovation networkอย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการ “ทหารนิยม” (militarization) ของเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ทรัพยากรและงบประมาณของรัฐไหลออกจากภาคพลเรือนไปสู่ภาคสงครามอย่างต่อเนื่อง

การที่รัสเซียผลิตโดรนเองจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ยังส่งผลในระดับภูมิรัฐศาสตร์อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในมิติของการปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรนอกตะวันตก เช่น อิหร่าน จีน เบลารุสและกลุ่มประเทศในเอเชียกลาง 

กับอิหร่าน: รัสเซียเคยพึ่งพาโดรน Shahed-131/136 จากอิหร่าน แต่ภายหลังเริ่มมีการ reverse engineering และผลิตในชื่อ Geran-2 เองในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากอิหร่านจึงเป็นจุดตั้งต้นของการสร้างอุตสาหกรรมโดรนแบบรัสเซีย

กับจีน : แม้จะไม่มีความร่วมมือทางทหารอย่างเปิดเผย แต่บริษัทจีนบางรายถูกพบว่ามีการส่งชิ้นส่วนให้รัสเซียผ่านประเทศที่สาม ซึ่งสะท้อนความคลุมเครือของ “สงครามพรางทางเทคโนโลยี”

กับพันธมิตรอื่น: ความสามารถในการผลิตโดรนของรัสเซียทำให้กลุ่มประเทศต่อต้านตะวันตกเริ่มมองว่ารัสเซียคือแหล่งความรู้และเทคโนโลยีทางทหารทางเลือก อาจนำไปสู่การส่งออกเทคโนโลยีโดรนในอนาคต

บทสรุป การพัฒนาและผลิตโดรนอย่างรวดเร็วของรัสเซียไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามเสริมสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและความมั่นคงของชาติในยุคสงครามสมัยใหม่แต่ยังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการทำสงครามในระดับยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์อย่างลึกซึ้ง โดรนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในด้านการลาดตระเวนและการโจมตีที่แม่นยำ ตอกย้ำยุทธศาสตร์เทคโนชาตินิยมและการพึ่งพาตนเองของรัสเซียภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร การขยายตัวของอุตสาหกรรมโดรนยังช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางทหารที่ผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ส่งผลให้รัสเซียมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์เหนือยูเครนในสมรภูมิแห่งอนาคต ในขณะเดียวกัน การพัฒนาโดรนยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ที่รัฐที่มีเทคโนโลยีโดรนขั้นสูงจะสามารถรักษาอธิปไตยและขยายอิทธิพลได้มากกว่า ในโลกที่สงครามถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูง โดรนจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสงคราม แต่เป็นตัวชี้วัดและตัวขับเคลื่อนสำคัญของอำนาจรัฐในศตวรรษที่ 21

โพสต์ต่างชาติแฉ ‘จอร์จ โซรอส’ วัย 94 รับเงิน 260 ล้านดอลลาร์ จาก USAID

(3 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า.. คุณโดมส่งต่อ! โพสต์ร้อนจากต่างประเทศกล่าวหา George Soros รับเงิน 260 ล้านดอลลาร์จาก USAID

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยชื่อ "Dome Wuttipol Khirin" ได้เผยแพร่ภาพโพสต์จากบัญชีต่างประเทศที่กำลังเป็นประเด็นร้อน โดยเป็นโพสต์จากบัญชี “Mila Joy” บนแพลตฟอร์ม X (Twitter เดิม) ที่กล่าวอ้างว่า George Soros มหาเศรษฐีผู้มีบทบาททางการเมืองและสิทธิมนุษยชนระดับโลก ได้รับเงินสนับสนุนจากหน่วยงาน USAID ของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นจำนวนกว่า 260 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9,500 ล้านบาท

ในโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า “เขาไม่ได้ใช้เงินของตัวเองในการทำลายระบบยุติธรรมของอเมริกา เขาใช้ของเรา”

พร้อมภาพถ่ายของ Soros และคำบรรยายที่อ้างว่า “ก่อนที่โครงการจะถูกปิด USAID ได้โอนเงินทุนไปยัง...”

แม้ยังไม่มีการยืนยันจากทางการสหรัฐฯ หรือ USAID เกี่ยวกับประเด็นนี้ แต่โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจในวงกว้าง ทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานที่ให้ความสนใจเรื่องบทบาทของทุนต่างประเทศต่อการเมืองโลก

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ รายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk'

โครงการสื่อสารกิจกรรมและจัดเวทีกลางสื่อสารให้ความรู้แก่ภาคีเครือข่ายภายใต้โครงการพัฒนาครอบครัวคุณธรรมพลังบวก Positive Parenting ในสังคมไทย ผ่านสื่อออนไลน์ในรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talks'
 
โดยวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 - 12.00 น. ณ อาคารพระพรหมบัณฑิต วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จัดงานแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เปิดตัวรายการ 'เหลาครอบครัว Family Talk' พร้อมเวทีเสวนา โดยมีพระครูสมุห์วชิรวิชญ์ ฐิตวํโส ดร., ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน, เสวนาเหลาครอบครัว โดย รศ.นพ.สุรยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), รศ.ดร.พรรณระพี สุทธิวรรณ, ผู้อำนวยการ (ฝ่ายวิชาการ)​ศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ โดยในงานมีเครือข่ายการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน มาร่วมเป็นสักขีพยาน
 
รายการ: 'เหลาครอบครัว Family Talks' มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคม เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของนักวิจิตวิทยารุ่นใหม่และผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย และเป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย

โดยมีกลุ่มเป้าหมาย พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป แกนนำพี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก เครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวก ทั้งหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เครือข่ายนักวิชาการด้านจิตวิทยา นักจิตวิทยารุ่นใหม่ นักการศาสนา จากมหาวิทยาลัยต่างๆ

จะถ่ายทอดสดผ่านระบบออนไลน์ YouTube และเพจของโครงการ จำนวนตอน​ 14 ตอน โดยออกอากาศรายการทุกเย็นวันพฤหัส เวลา 18.00 -19.30 (พิเศษเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนจะออกอากาศในวันพุธ เริ่มวันที่ เริ่มตอนแรก 24 ก.ค.นี้เป็นต้นไป
 
เนื้อหารายการประกอบด้วย
ช่วงที่ 1 เหลาเรื่องเล่า: เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารสร้างความรู้และความเข้าใจกับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสื่อสารกับเด็กและเยาวชนสร้างครอบครัวพลังบวก ช่วงนี้เน้นการนำเสนอเนื้อหาหลักจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและครอบครัวในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการสื่อสาร การเข้าใจพัฒนาการเด็ก การแก้ไขปัญหาในครอบครัว โดยเน้นให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่นำไปใช้ได้จริงสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป
 
ช่วงที่ 2 พลังบวกส่งต่อ: เป็นพื้นที่กลางให้กับแกนนำ พี่เลี้ยงชุมชนครอบครัวพลังบวก และเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และการเสริมพลังใจในการทำงานเพื่อสังคมช่วงนี้จะเป็นเวทีสำหรับแขกรับเชิญพิเศษ เช่น แกนนำชุมชน พี่เลี้ยงครอบครัวพลังบวก หรือตัวแทนจากหน่วยงานเครือข่าย ให้มาแบ่งปันประสบการณ์จริง ความสำเร็จ ความท้าทาย และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดครอบครัวพลังบวกในชุมชน รวมถึงการเสริมพลังใจให้แก่ผู้ทำงานเพื่อสังคม
 
ช่วงที่ 3 Family Coach ตอบโจทย์:
ช่วงนี้จะเน้นบทบาทของ Family Coach ในการ ให้คำปรึกษา และ พัฒนาทักษะ โดยผู้ชมสามารถถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกเทคนิคการโค้ช/หลักจิตวิทยาบางอย่างที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และสร้างพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาทักษะสำหรับ นักจิตวิทยารุ่นใหม่ ผู้ให้คำปรึกษาเพื่อนครอบครัวในการมีส่วนร่วมสร้างครอบครัวพลังบวกในสังคมไทย
 
ช่วงที่ 4 สร้างฐานแห่งรักด้วยธรรม (ทำ):
เป็นพื้นที่ส่งเสริมสนับสนุนการนำหลักคำสอนทางศาสนามาใช้ในการส่งเสริมครอบครัวพลังบวกในสังคมไทยช่วงนี้จะนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักคำสอนหรือคุณธรรมจากศาสนาต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้างความสุข ความเข้าใจ และสันติสุขในครอบครัว

สามารถติดตามรับชมสดผ่านช่องทางยูทูป เฟสบุคส์ ติ๊กต๊อก พิมพ์คำว่า
เหลาครอบครัว Family Talk


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top