Saturday, 20 June 2026
NewsFeed

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (6) : ‘ไฟฟ้าสำรอง’ จำเป็นหรือไม่...ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าอย่างไร???

(3 ก.พ. 68) ทำไมประเทศไทยจึงต้องมี ‘ไฟฟ้าสำรอง’ เป็นเพราะหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้บริหารจัดการด้านไฟฟ้าต่าง ๆ กพช. กกพ. กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ย่อมต้องทราบดีอยู่แล้วว่า ในแต่ละปี ในแต่ละห้วงเวลา ประเทศไทยต้องใช้ปริมาณไฟฟ้าเป็นจำนวนเท่าใด และจะต้องเตรียมไฟฟ้าในปริมาณเท่าใดเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าให้ได้ตลอด 24 ชั่วมโมงอย่างต่อเนื่องไม่มีการหยุดเลยในทุกฤดูกาล ทุกสภาวะอากาศ ฯลฯ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างไม่มีการหยุดพัก จึงจำเป็นต้องมีการสำรองไฟฟ้าไว้ให้เพียงพอต่อการใช้งานโดยไม่มีการขัดข้องหรือติดขัด ด้วยปริมาณการสำรองที่พอเหมาะพอดีจะมีผลต่อประสิทธิภาพและสมรรถนะในการทำกำไรของการประกอบการธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบ จะต้องใช้ สติปัญญา ความสามารถ และความรับผิดชอบ จึงจะสามารถรักษาประโยชน์ของทั้ง รัฐ และองค์กร ตลอดจนประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทยได้

เพราะหากการสำรองไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้วก็จะเกิดผลกระทบต่อการให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะถ้ากระทบต่อการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะกลายความเสียหายอย่างมากมาย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากมีการสำรองกระแสไฟฟ้าไว้จนมากเกินต่อความจำเป็น และเกินกว่าอัตรามาตรฐานปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ควรสำรอง ก็จะเกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน เพราะการสำรองไฟฟ้านั้นจะต้องจ่าย  ‘ค่าพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ ค่า AP)’ ซึ่งเป็นค่าความพร้อมเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะมีการใช้ไฟฟ้านั้นหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ ช่วงเวลที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องทราบดีอยู่แล้ว จากข้อมมูลจากสถิติบันทึกจะช่วยคำนวณเพื่อประมาณการปริมาณความต้องการไฟฟ้าในช่วงเวลา และกำหนดปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่ถูกต้อง ใกล้เคียง และเหมาะสมที่สุดได้ 

‘การสำรองไฟฟ้า’ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักคือ
1. กำลังผลิตสำรองของระบบผลิตไฟฟ้า (Standby Reserve) เป็นโรงไฟฟ้าสำรองตามแผนการผลิตไฟฟ้า โดยมาตรฐานสากลจะกำหนดไว้ราว 15 % ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเนื่องจากในการวางแผนการผลิตไฟฟ้า จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ อย่างรอบคอบ อาทิ ความต้องการไฟฟ้าที่อาจเพิ่มสูงกว่าการพยากรณ์ การหยุดซ่อมโรงไฟฟ้า การเสื่อมสภาพของโรงไฟฟ้า ความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง ข้อจำกัดของระบบส่งในแต่ละพื้นที่ และลักษณะทางเทคนิคของ โรงไฟฟ้าแต่ละประเภท

2. กำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) เป็นกำลังผลิตสำรองจากโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องอยู่ หรือ สามารถ สั่งเพิ่มการจ่ายไฟฟ้าได้ทันทีที่ระบบมีความต้องการ ซึ่งตามมาตรฐานจะอยู่ที่ 800-1,600 เมกะวัตต์ หรือ อย่างน้อยมากกว่า กำลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุด เพื่อรองรับหากเกิดเหตุการณ์ขัดข้องที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่ เช่น กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติก็สามารถสั่งจ่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทันที ป้องกันปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับ ซึ่งอาจลุกลามจนเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง (Blackout) ได้

อย่างไรก็ตาม ‘การสำรองไฟฟ้า’ ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันขึ้นกับเงื่อนไขและฐานทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยประเทศที่มีเสถียรภาพด้านพลังงานไฟฟ้าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้องการค่อนข้างสูง โดย กฟผ. ได้ศึกษาระบบการผลิตไฟฟ้าของหลายประเทศเอาไว้ ดังนี้ (ข้อมูลของปี พ.ศ. 2563)
•สเปน มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 180%
•อิตาลี มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 136%
•โปรตุเกส มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 130%
•เดนมาร์ค มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 130%
•เยอรมนี มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 111%
•เนเธอร์แลนด์ มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 93%
•สวิสเซอร์แลนด์ มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการท 92%
•จีน มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 91%
•ออสเตรเลีย มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 65%
•สวีเดน มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 57%
•มาเลเซีย มีกำลังผลิตที่มากกว่าความต้องการ 51%

ตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศที่ระบบไฟฟ้ามีความเสถียร ล้วนแต่มีกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการใช้ในประเทศทั้งสิ้น ด้วยการวางแผนและการบริหารจัดการของหน่วยงานที่ดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศนั้น ๆ ดังนั้น การมี ‘กำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin : RM)’ ใน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) อันเป็นแผนแม่บทในการผลิตไฟฟ้าของประเทศว่าด้วยการจัดหาพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว 15 -20 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ประเทศไทยจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ หรือกรณีเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ก็ยังจะมีไฟฟ้าใช้ เพียงพอที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม อันจะเป็นการเอื้อให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ในตอนต่อไปจะได้เล่าถึงข้อเท็จจริงของ ‘การสำรองไฟฟ้า’ ของประเทศไทยในมิติต่าง ๆ ไม่ว่า ปริมาณ ‘ไฟฟ้าสำรอง’ ที่มีอยู่ ตลอดจน เหตุผลและความจำเป็นใน ‘การสำรองไฟฟ้า’ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนต่างไม่ได้คาดคิดหรือนึกถึงมาก่อน

ส่องปรากฎการณ์ ‘โนโหวต – บัตรเสีย’ พุ่ง สะท้อนอารมณ์ประชาชนสั่งสอนนักการเมือง

(4 ก.พ. 68) น่าสนใจศึกษา และถอดรหัสยิ่ง สำหรับปรากฏการณ์ทางการเมืองในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) กับปรากฏการณ์บัตรเสีย และบัตรโนโหวต-โหวตโนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อ.เมืองตรังเขต 2 ถึงขั้นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ส.อบจ.16 มีนาคมนี้ หลังเกิดปรากฏการณ์ประชาชนสอนนักการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ชนะอันดับ 1 ได้ 2,000 กว่าคะแนน แต่แพ้คะแนนโหวตโนที่พุ่งไปเกือบ 3,000 กว่าคะแนน จน กกต.จังหวัดต้องเรียกประชุมด่วน เพื่อเปิดรับสมัคร และจัดการเลือกตั้งใหม่

กกต.ตรังกำหนดแล้ว เปิดรับสมัครใหม่ และเลือกตั้งใหม่ 16 มีนาคมนี้ 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นปรากฏการณ์อารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริง ที่น่าจะเกิดจากความไม่พอใจต่อตัวผู้สมัคร ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหาร และฝ่ายสภาประชาชนจึงต้องสั่งสอนนักการเมือง ผ่านการโหวตโน โนโหวต หรือบัตรเสีย เราจึงพบว่า การเลือกตั้งนายกฯอบจ.คราวนี้มีบัตรเสียจำนวนมากผิดปกติ

ขอยกเป็นตัวอย่างจังหวัดที่บัตรเสียจำนวนมาก

ในส่วนของการเลือกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายจังหวัดมียอดของจำนวนบัตรเสีย กับบัตรไม่เลือกผู้สมัครคนใด หรือ บัตรโหวตโน สูงหลักหมื่นถึงหลักแสนจำนวนมาก อาทิ

จ.นครราชสีมาผู้มาใช้สิทธิ 1,155,142 คน บัตรดี 972,902 ใบ บัตรเสีย 71,306 ใบ (6.17%) บัตรไม่เลือกผู้ใด 110,934 ใบ (9.60%)

จ.มหาสารคาม ผู้มาใช้สิทธิ 453,567 คน บัตรดี 408,108 ใบ บัตรเสีย 29,007 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 16,452 ใบ

จ.เชียงใหม่ ผู้มาใช้สิทธิ 877,640 คน บัตรดี 778,227 ใบ บัตรเสีย 41,798 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 57,625ใบ

จ.เชียงราย ผู้มาใช้สิทธิ 605,780 คน บัตรดี 525,928 ใบ บัตรเสีย 36,446 ใบ (6.02%) บัตรไม่เลือกผู้ใด 43,406 ใบ (7.17%)

จ.ยะลา ผู้มาใช้สิทธิ 224,707 คน บัตรดี 176,840 ใบ บัตรเสีย 18,533 ใบ (8.25%) บัตรไม่เลือกผู้ใด 29,334 ใบ (13.05%)

จ.สงขลาผู้มาใช้สิทธิ 687,944 คน บัตรดี 572,496 ใบบัตรเสีย 28,593 ใบ (4.16%) บัตรไม่เลือกผู้ใด 86,855 ใบ (12.63%)

จ.สมุทรปราการ ผู้มาใช้สิทธิ 569,659 คน บัตรดี 547,604 ใบ บัตรเสีย 22,055 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 42,142 ใบ

จ.นนทบุรี ผู้มาใช้สิทธิ์ 432,613 คน บัตรดี 382 ,782 ใบ บัตรเสีย 12,268 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 37,562 ใบ (8.68%)

จ.สุพรรณบุรี ผู้มาใช้สิทธิ 393,849 ใบ บัตรดี 353,460 ใบ บัตรเสีย 16,274 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 24,113 ใบ

จ.กำแพงเพชร ผู้มาใช้สิทธิ 272,278 คน บัตรดี 236,084 ใบ บัตรเสีย 14,712 ใบ บัตรไม่เลือกผู้ใด 21,482 ใบ

จ.ลำพูน ผู้มาใช้สิทธิ 242,381 คน บัตรดี 212,777 ใบ บัตรเสียจำนวน 15,131 ใบ (6.2 4%) บัตรไม่เลือกผู้ใด 14,473 ใบ (5.97%)

บัตรเสียน่าจะเกิดขึ้นทั้งจากความผิดพลาดในการกาช่องลงคะแนน และเจตนาให้เป็นบัตรเสีย ส่วนการโนโหวต หรือโหวตโนก็ตามเป็นเจตนาของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการสะท้อนความรู้สึกของประชาชน อันเป็นเรื่องน่าสนใจยิ่งว่าอารมณ์ของคนที่สะท้อนออกมาเช่นนี้เกิดจากอะไร

จากการประมวลความคิดเห็นของนักวิชาการ และวงกาแฟพอจะสรุปได้ใน 4-5 ประเด็น

ประการแรก ประชาชนไม่พอใจต่อการที่ “บ้านใหญ่” เข้าไปจัดการในการคัดสรรบุคคลที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นนายกฯอบจ.และ ส.อบจ.ที่ประชาชนรับรู้ได้จากสื่อที่หลากหลาย และความรวดเร็วของสื่อโซเชียล ซึ่งบางคนไม่ได้มีคุณสมบัติอะไร แต่บ้านใหญ่ชี้ตัวลงมาก็ต้องเอาตามนั้น บางคนมีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และประสบการณ์เพียบ แต่ถูกบีบให้หลุดวงโคจรก็มีไม่น้อย

ประการที่สอง คือประชาชนไม่พอใจต่อพรรคการเมือง และนักการเมืองระดับชาติที่เข้าไปจุ้นจ้านชี้นำประชาชน ทำให้ประชาชนขาดความเป็นอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเองตามหลักการกระจายอำนาจ องค์กรท้องถิ่นต้องมีอิสระปลอดจากการครอบงำ หรือชี้นำของการเมืองสนามใหม่

ประการที่สาม ประชาชนไม่พอใจต่อตัวผู้สมัครเอง ไม่ว่าจะเป็นการนำตัวเองไปสังกัดซุ้มการเมืองต่างๆ การมีประวัติที่ไม่ใสสะอาด บางคนมีเรื่องร้องเรียนเรื่องทุจริตคอร์รัปชน มั่วสุมในวงการพนัน ได้รับโอกาสจากประชาชนแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ประการที่สี่ ประชาชนเรียนรู้มากขึ้นผ่านสื่อต่างๆมากมาย สืบค้นได้ด้วยตัวเอง เมื่อประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้แล้ว วิธีการที่ประชาชนทำได้คือการสะท้อนผ่านการเลือกตั้งนั้นเอง

ประการที่ห้า ปรากฏการณ์การใช้เงินจำนวนมากของผู้สมัครนายกฯอบจ.บางคน ที่มีข่าวสะพัดกับการจัดการหัวละ 500 หัวละ 1000 เมื่ออเทียบกับเงินเดือน ค่าตอบแทนของผู้บริหารแค่หลักแสน ปีละล้านกว่าบาท สี่ปีก็แค่ไม่เกิน 5 ล้านบาท แต่กลับทุ่ม 200-300 ล้านเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่การถอนทุนในอนาคตบนตำแหน่งบริหาร

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นฝ่ายที่เกี่ยวข้องน่าจะได้นั่งลงถอดรหัส และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิถี หมายรวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติด้วยในการคิดแก้กฎหมาย เช่น การแก้ปิดทางนักการเมืองใหญ่เข้าไปบงการ สั่งการ จัดการกับการเมืองท้องถิ่น รวมถึงจะแก้เรื่องฝ่ายบริหารลาออกก่อนหมดวาระอย่างไม่จำเป็น ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งใหม่ และต้องใช้งบประมาณซ้ำสองครั้ง

ปรากฏการณ์บัตรเสีย โนโหวต เป็นปรากฏการณ์ชัดเจนว่า ประชาชนได้ออกมาใช้สิทธิ์สั่งสอนนักเมืองแล้ว เหลือแค่นักการเมืองจะสำนึกหรือไม่

กระทรวงเกษตรฯ จับมือมูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) แถลงเปิดการอบรม หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6 เล็งปั้นผู้นำยุคใหม่ร่วมขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย

(3 ก.พ. 68) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าว “หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 6” โดยมีนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) และดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เข้าร่วมการแถลงข่าวฯ ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลนิธิเกษตราธิการ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ในแวดวงเกษตรกรรมที่มีความรู้ความสามารถในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยเข้าสู่เกษตรสมัยใหม่ และการใช้ทรัพยากรควบคู่ไปกับความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ” ซึ่งต้องใช้นวัตกรรมจากงานวิจัยมาปรับใช้เพื่อพัฒนาเป็นกลไกในการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยหลักสูตรนี้จะทำให้ภาครัฐ เอกชนและภาคเกษตร ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและบูรณาการการทำงานร่วมกันผ่านเครือข่ายวกส. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน อันจะเป็นการยกระดับภาคการเกษตรไทยซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสร้างเศรษฐกิจรากฐานให้มีความเข้มแข็ง พร้อมเป็นพลังร่วมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารชั้นนำของโลกต่อไป

จากรุ่นที่ 1 สู่รุ่นที่ 5 หลักสูตร “วกส.” สามารถปั้นผู้นำขับเคลื่อนภาคการเกษตรได้ไม่น้อยกว่า 480 คน สร้างข้อเสนอโครงการวิจัย ได้ไม่ต่ำกว่า 40 เรื่อง ส่งผลให้เกิดความ ร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมลงทุนพัฒนางานวิจัยไน้อยกว่า 10 ล้านบาท สามารถขยายผลต่อยอดทักษะด้านการเกษตรสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท และสำหรับรุ่นที่ 6 นี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 ก.พ.- 25 ก.ค.68 โดยมีผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้แทนเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการฝึกอบรม จำนวน 112 คน เข้ารับการอบรม โดยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการถูกกำหนดให้จัดขึ้น ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 โดยได้รับเกียรติจากนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในฯ ณ อาคาร 99 ปีหม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรและอาหารในระดับนานาชาติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และองค์ความรู้ในทุกมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกการพัฒนา และกระแสความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรในมิติต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง โดยการสนับสนุนการเพาะปลูกทางเลือกใหม่ ได้แก่ ไข่ผำ กาแฟ และโกโก้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและต่อยอดอาชีพเกษตรกรให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน อาทิ การปลูกข้าว Low carbon เป็นต้น โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

ลำพูน- ผู้ว่าฯลำพูน เปิดกิจกรรมและปล่อยขบวนรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “ลำพูนอากาศสะอาด ปราศจากหมอกควันและ PM 2.5”

(3 ก.พ. 68) เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความตระหนักของประชาชนในการลดหมอกควันเชิงรุก เปิดยุทธการป้องกันไฟป่าจังหวัดลำพูน (Kickoff) ภายใต้แนวคิด “ลำพูนอากาศสะอาด ปราศจากหมอกควันและ PM 2.5"

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 น. ที่วัดดอยติ ต.ป่าสัก อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักของประชาชนในการลดหมอกควันเชิงรุก เปิดยุทธการป้องกันไฟป่าจังหวัดลำพูน (Kickoff) ภายใต้แนวคิด “ลำพูนอากาศสะอาด ปราศจากหมอกควันและ PM 2.5" โดยมีนายรวมศิลป์ มานะจงประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายไฟป่า เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม

ปัญหามลพิษหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่ปกคลุมพื้นที่จังหวัดลำพูน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในที่โล่ง เผากิ่งไม้ ใบไม้ เผาขยะ เผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่ของเกษตรกร และการลักลอบ เผาป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่าในฤดูแล้ง สร้างผลกระทบต่อประชาชน ทั้งในด้านสุขภาพ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งแวดล้อม 

ดังนั้นเพื่อประชาสัมพันธ์เสริมสร้างความตระหนักของประชาชน ในการลดหมอกควันเชิงรุก และเปิดยุทธการป้องกันไฟป่าจังหวัดลำพูน (Kick off) แสดงความพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดลำพูน ที่จะควบคุม ป้องกัน ปัญหาหมอกควัน และ PM 2.5 ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในห้วงระยะวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบกับผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดลำพูน ได้ลงพื้นที่ทั้งอำเภอ 8 อำเภอ เพื่อประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจ รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการเผาในที่โล่ง และการลักลอบเผาในพื้นที่ป่าให้กับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ 

โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานได้แก่ 1.หน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้มงวดการป้องกัน ควบคุมไฟป่า โดยจัดตั้งจุดเฝ้าระวัง  ตั้งจุดสกัด และดำเนินคดีกับผู้เผาป่า จัดจ้างราษฎรร่วมเฝ้าระวังไฟในเขตพื้นที่ป่า สร้างการรับรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และเสริมสร้างอาชีพให้กับประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่จะเข้าป่าล่าสัตว์ หาของป่า รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการรักษาระบบนิเวศในพื้นที่สำคัญ 

2.หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความรู้เรื่องเกษตรกรรมปลอดการเผา เข้มงวดเผาเศษวัสดุเหลือใช้ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกษตรกรว่า การเผาทำให้เสียสิทธิ์รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล และอาจสิ้นสิทธิ์ในพื้นที่ สปก. 

3.หน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการกวดขัน จับกุม และห้ามใช้รถยนต์ปล่อยควันดำเกินมาตรฐาน  

4.หน่วยงานสังกัดกระทรวงมหาดไทย คุมเข้มท้องถิ่นดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เผาในที่โล่ง เผากิ่งไม้ ใบไม้ เผาขยะ และควบคุมโครงการก่อสร้างห้ามปล่อย PM 2.5 บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

5.หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คุมเข้ม 5 มาตรการฝุ่นควัน ได้แก่ (1) เตรียมความพร้อมของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (2) เร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกและสร้างความรู้เรื่อง มาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ฝุ่นละออง PM 2.5) (3) จัดทีมปฏิบัติการทางการแพทย์ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเสี่ยง  กลุ่มเปราะบาง (4) ขยายบริการด้านการแพทย์สาธารณสุขให้ครอบคลุม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง โดยเพิ่มบริการห้องปลอดฝุ่น และ (5) จัดตั้งคลินิก PM 2.5 การให้คำปรึกษาออนไลน์ รวมทั้งให้สนับสนุนอุปกรณ์เวชภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น หน้ากากอนามัยฯ เป็นต้น
 
ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรม Kick off ปล่อยคาราวานรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความตระหนักของประชาชนในการลดหมอกควันและป้องกันไฟป่า  และการจัดนิทรรศการ ให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการปัญหาหมอกควันไฟป่าและและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ของหน่วยงานภาครัฐ อีกด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สรุปผลการปฏิบัติ 7 มาตรการเข้มข้น หลังขีดเส้นตาย 7 วัน  ปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่ก่อนเข้าประเทศ เอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ สกัดกั้นชายแดน ปรับแผนรองรับ  กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์และบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดทุกราย

(3 ก.พ. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  แถลงผลการปฏิบัติ 7 มาตรการเข้มข้นในการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวถูกหลอกลวง นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2568 ได้ประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และคนต่างด้าวถูกหลอกลวง หรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ และขีดเส้นตาย 7 วันให้ทุกหน่วยดำเนินการ โดยมีกรณีพื้นที่ ภ.6 มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (สภ.แม่สอด สภ.แม่ระมาด สภ.พบพระ) และออกคำสั่งให้ไปช่วยราชการ ศปก.ภ.6 ทันที โดยขาดจาก ต้นสังกัดเดิม  

ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้มีหนังสือสั่งการกำหนด 7 มาตรการเข้มข้น ให้ปฏิบัติอย่างชัดเจน  โดยมีผลการปฏิบัติ ห้วงระหว่าง วันที่ 20-31 มกราคม 2568 ดังนี้ 
1.มาตรการก่อนคนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศไทย : การประสานและสืบสวนหาข่าวร่วมกับหน่วยงานด้านการข่าว สมาชิก INTERPOL และประสานงานช่องทางกงสุล (ฝ่ายตำรวจ/ทูตฝ่ายตำรวจ) เชื่อมโยงข้อมูลคนต่างด้าวไปยังหน่วยตำรวจพื้นที่และจุดตรวจ และประสานงานด้านการสืบสวนหาข่าวสืบสวนจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำความผิด

2. มาตรการ ณ ท่าอากาศยาน และด่านตรวจคนเข้าเมือง(ชายแดน) : ตรวจสอบและบันทึกข้อมูลบุคคลเฝ้าระวัง ปฏิเสธการเข้าเมือง สืบสวนในพื้นที่ท่าอากาศยาน และตรวจคัดกรองคนต่างด้าวชายแดน ตรวจสอบ/จับกุมยานพาหนะบริเวณท่าอากาศยาน โดยประสานกับการท่าอากาศยาน ศุลกากร ตำรวจท่องเที่ยวและตรวจคนเข้าเมือง

3. มาตรการตั้งจุดตรวจเส้นทางการเดินทางจากท่าอากาศยาน/ด่านตรวจคนเข้าเมืองไปยังพื้นที่เฝ้าระวัง : ตั้งจุดตรวจความมั่นคง จุดตรวจ จุดสกัด จุดกวดขันวินัยจราจร โดยใช้รูปแบบใยแมงมุมและเหลื่อมเวลาการปฏิบัติ ประชาสัมพันธ์คนต่างด้าวเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและ ไม่ประสงค์เดินทางไปพื้นที่เสี่ยงต่อไป

4. มาตรการตรวจสอบที่พัก พื้นที่ท่องเที่ยว สกัดกั้นพื้นที่ชายแดน : ตรวจสอบที่พัก ช่องทางเข้า-ออกชายแดน ประชาสัมพันธ์พื้นที่ท่องเที่ยว ตลอดจนสกัดกั้นลาดตระเวน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่าง ๆ 

5. มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบเส้นทางและจุดพักคอย : ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ สถานีขนส่ง สถานที่ที่พักคอย พักค้างแรมชั่วคราว

6.มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ชายแดน  ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง/เฝ้าระวังที่จะข้ามไปชายแดน :ตรวจสอบที่พักในแนวชายแดน สืบสวนหาข่าว (IPB) ตรวจสอบป้ายทะเบียนรถและใบหน้าบุคคล ประสานงานและบูรณาการตรวจร่วมหน่วยความมั่นคง ลาดตระเวน ตรวจร่วมบริเวณชายแดน  ท่าข้าม และตรวจสอบยานพาหนะข้ามแดน 

7.มาตรการประสานงาน ให้ความช่วยเหลือ และสืบสวนขยายผล: ประสานงานให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวจากประเทศต้นทางและได้ประชุมหารือความร่วมมือระหว่างประเทศปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีเอกอัครราชทูตประเทศ 16 ประเทศ UNODC และกระทรวงความมั่งคงสาธารณะจีน ในความร่วมในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกมิติ

 สรุปผลการตรวจสอบและประชาสัมพันธ์ คนต่างด้าว 7,076 ราย จับกุมคนต่างด้าวผิดกฎหมาย 524 ราย ปฏิเสธการเข้าเมือง 92 ราย เพิกถอนการอนุญาต 11 ราย จับกุมยานพาหนะ(เสี่ยง) 72 คัน ตั้งจุดตรวจ จำนวน 2,218 จุด ตรวจสอบยาพาหนะ 286,886 (ในเส้นทาง 268,429 คัน และพาหนะข้ามแดน 18,457 คัน) ตรวจสอบป้ายทะเบียนรถและใบหน้าบุคคล 20,665 ข้อมูล ตรวจสอบสถานที่พัก สถานีขนส่ง จุดพัก ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่าง ๆ กว่า 2,204 แห่ง จำนวน 3,379 ครั้ง

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าผู้กระทำความผิดมีการเปลี่ยนเส้นทางและพยายามจะขนย้ายอุปกรณ์ เปลี่ยนสถานที่ในการกระทำความผิด จะได้วิเคราะห์ข้อมูลและปรับแผนการปฏิบัติ ตรวจสอบและจับกุมดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาดทุกราย หากพบเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลย หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยว พัวพัน ประพฤติมิชอบ จะดำเนินการโดยทันที

เราผู้กล้ารบ ร่วมวางพวงมาลา "วันทหารผ่านศึก"  ที่อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน สัตหีบ ชลบุรี

(3 ก.พ. 68) ที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
ชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ โดยการสนับสนุนของหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ จัดพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 กุมภาพันธ์ 2568 ที่บริเวณหน้าอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญของทหารผ่านศึก ที่ได้เสียสละชีวิตปกป้องเอกราช และอธิปไตยของชาติ 

ในพิธีมี พลเรือโท เสมา สุวรรณโชติ ประธานชมรมทหารผ่านศึกสัตหีบ เป็นประธานในพิธีนำวางพวงมาลา และอ่านคำปราศัยของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะนายกสภาทหารผ่านศึก เนื่องในวันทหารผ่านศึก ที่มีถึงพี่น้องทหารผ่านศึกและครอบครัวทหารผ่านศึก โดยมีสมาคมฯ ชมรมฯ ครอบครัวทหารผ่านศึก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สัตหีบและใกล้เคียง รวม 22 หน่วยงาน กว่า 300 คน เข้าร่วมพิธีและร่วมวางพวงมาลาในวันนี้ 

นาวาเอก ศักดิ์มงคล น้อยทรง ทหารผ่านศึกนอกประจำการ อายุ 38 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูกลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยครูโรงเรียนบาตู อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ขาข้างซ้ายขาดเหนือเข่า กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจ ถึงแม้จะเสียขาข้างซ้ายจากการปฏิบัติหน้าที่ แต่ปัจจุบันยังอยู่อย่างมีความสุขกับครอบครัว มีความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ในวันนี้ 3 ก.พ.ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง มีความภาคภูมิใจที่มาอยู่ที่อนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธินแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของพี่น้องนาวิกโยธิน ที่ได้เสียสละจากการปฏิบัติหน้าที่ มีความภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นทหารปกป้องประเทศชาติ ได้ดูแลประชาชน นับเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนนักรบท่านอื่นๆ ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจว่า ในอดีตเคยเป็นนักรบในการปกป้องประเทศชาติ และดูแลพี่น้องประชาชน วันนี้วันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง จึงได้เดินทางมาร่วมในพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก และได้พบกับเพื่อนๆ นักรบที่ได้เคยปฏิบัติงานร่วมกันมาในอดีตอีกด้วย

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

 จเรตำรวจแห่งชาติคิกออฟวอร์รูมวิเคราะห์สถานการณ์วันต่อวัน ยกระดับความเข้มข้นในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ 

(2 ก.พ. 68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานการประชุมวอร์รูม (War Room) ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอาชญากรรมออนไลน์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ศตคม.ตร. และ ศปอส.ตร. บูรณาการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดแบบรายวัน เพื่อวางแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวให้ได้ผลดีมากยิ่งขึ้น โดย พล.ต.อ.ธัชชัยฯ จะเป็นประธานการประชุมสั่งการในทุกวัน โดยวันนี้เป็นวันแรกในการคิกออฟวอร์รูมดังกล่าว

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 และนับจากนี้จะเป็นการยกระดับการดำเนินการที่เข้มข้นมากขึ้น โดยการตั้งวอร์รูมนี้พุ่งเป้าเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ จะมีการประชุมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์รายวัน ขยายผลการดำเนินงาน กระชับความร่วมมือในการเดินหน้าปฏิบัติการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สมาคมธนาคารไทย , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) , ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต เป็นต้น และจะเน้นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นมากขึ้น โดยหลังจากนี้ที่จะเร่งเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการปราบปราม จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งภายใน 3 เดือน คาดหวังว่าสถานการณ์ความรุนแรงของอาชญากรรมดังกล่าวจะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

‘นายกฯอิ๊งค์’ เผย ‘ทักษิณ’ คุย ‘อันวาร์’ หลายเรื่อง เน้นหารือสถานการณ์ความสงบในเมียนมา

เมื่อวันที่ (3 ก.พ. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ เดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อพบนายนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จะนำผลดีต่อการพูดคุยเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไรว่า ก็เป็นการคุยในเรื่องความร่วมมือต่างๆที่ทั้งสองประเทศสามารถสนับสนุนกันได้

“ที่ได้คุยโทรศัพท์กับนายทักษิณ สั้นๆกันเมื่อคืนวันที่ 2 ก.พ. การพูดคุยเน้นในเรื่องของเมียนมา นายอันวาร์ เป็นประธานอาเซียน การดูแลช่วยเหลือเมียนมาเป็นเรื่องที่สำคัญของอาเซียนมากๆ ซึ่งในการประชุมในอาเซียนทุกครั้งจะได้รับการยืนยันว่าอยากให้เมียนมาเกิดความสงบสุข และในเมียนมาเองเขาก็อยากให้เกิดความสงบสุขเช่นกัน ฉะนั้นการเข้ามาคุยกันแบบนี้ทำให้เกิดประโยชน์กับภาครวมของอาเซียน และพัฒนาเรื่องอื่นได้อีก ไม่ว่าจะเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่ได้มาคุยกันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือกัน และมีอีกหลายเรื่อง แต่การไปรอบนี้มีการพูดคุยเรื่องเมียนมาเยอะหน่อย เห็นนายทักษิณอัพเดทมาอย่างนั้น”

ผบ.ตร.เปิดโครงการอาหารกลางวัน ลดภาระค่าใช้จ่าย เป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการตำรวจหน่วยงานที่มีสถานที่ทำการอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

(3 ก.พ. 68 ) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน เปิดโครงการอาหารกลางวันสำหรับข้าราชการตำรวจในหน่วยงานที่มีสถานที่ทำการตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568  เพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าใช้จ่าย เป็นสวัสดิการให้กับข้าราชการตำรวจนอกเหนือจากการที่ทางราชการจัดให้ สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ ตลอดจนเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างข้าราชการตำรวจ และช่วยสนับสนุนปฏิบัติงานของทางราชการ โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร. , ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ผู้บัญชาการ และผู้บังคับบัญชาหน่วยงานต่างๆ ที่มีที่ตั้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมพิธี 

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้การใช้จ่ายแต่ละเรื่องจะต้องรอบคอบและรัดกุม ทำให้ภาระการใช้จ่ายของข้าราชการตำรวจเพิ่มมากขึ้น โดยตามนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ข้อ 15 ด้านสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับข้าราชการตำรวจ จึงได้จัดทำ “โครงการอาหารกลางวัน สำหรับข้าราชการตำรวจในหน่วยงานที่มีสถานที่ทำการตั้งอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งมีการกำหนดระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยจะมีการแจกคูปองเงินสด จำนวน 200 บาทต่อคนต่อเดือน ให้กับข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับหมู่ถึงรองผู้กำกับการ จำนวน 34,554 นาย เพื่อนำไปซื้ออาหารในโภชนาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นไปตามระเบียบสวัสดิการภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2568

UN ปฏิเสธ ไม่เคยกดดันไทยยกเลิก มาตรา 112 ย้ำชัด หน่วยงานที่มีการกล่าวอ้าง ก็ไม่มีอยู่จริง

(4 ก.พ. 68) จากกรณีที่ มีสื่อแห่งหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิฯ จาก UN เรียกร้องไทย ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิฯ สากล นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 68 ทางภาคีกลุ่มราชภักดี ได้เดินทางไปยื่นหนังสือ ณ สำนักงาน สหประชาชาติ โดยได้เข้าพบ mr.dip magar ผู้แทนข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(ohchr) กรณีที่มีข่าวกดดันให้ประเทศไทยยกเลิก กฎหมาย 112 ได้รับคำยืนยันว่า สหประชาชาติไม่มีนโยบายแทรกแซงกฎหมายของประเทศไทย รวมทั้งรูปแบบการปกครองของประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การที่จะไป ละเมิดหรือคุกคาม เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้เช่นเดียวกับประมุขทั่วโลก !!!

เมื่อทางภาคีได้ตรวจสอบหน่วยงาน ตามที่ศูนย์ทนายสิทธิฯอ้าง ว่าเป็นผู้รายงานพิเศษที่ร่วมกันส่งหนังสือกดดันรัฐบาลไทย ยกเลิก 112  ก็ไม่พบหลักฐานว่าเป็นผู้รายงานพิเศษแต่อย่างใด!!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top