Monday, 29 June 2026
NewsFeed

(สุรินทร์) พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ตรวจสภาพความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์การช่วยเหลือประชาชน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25

วันที่ 15 กรกฎาคม  2567 ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 โดยมี พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคณะนายทหารให้การต้อนรับ มี พันโทหญิง จิตรวรรณ สิงห์ทอง รองหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

โดย มณฑลทหารบกที่ 25 มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 จังหวัดคือ จังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งหน่วยได้ร่วมกับส่วนราชการ ทั้ง 2 จังหวัด บูรณาการกำลังเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนและขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ในการช่วยเหลือประชาชน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในพื้นที่ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยได้นำนโยบาย ข้อสั่งการ ของผู้บังคับบัญชามายึดถือ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของกำลังพล ว่ากำลังพลขาดแคลนและมีความรู้หรือไม่ ยุทโธปกรณ์ที่ได้รับมีขีดความสามารถหรือขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง การบริหารจัดการ มีการบูรณาการฝึกร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างไร ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ฝากเน้นในเรื่องอุปกรณ์ ที่เซฟร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน โดยท่านได้กำชับเพิ่มเติมในเรื่องของเสื้อชูชีพ เชือกและที่จุดไฟ เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างปอดภัย และพร้อมที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

บึงกาฬ ยาบ้าไปยาไอซ์มา 5 กระสอบ 220 กก.ค่ากว่า 55 ล้านบาท

ปราบยังไงก็ยังเอาไม่อยู่หลังจากยาบ้าทะลักเข้ามาซาไปพักหนึ่ง เลขาธิการปปส. ลงมาเล่นเองขอเสนองบรัฐบาลไป 60 ล้านบาทเพื่อให้กองทัพภาคที่ 2 เป็นหัวหอกสกัดกั้นยาเสพติดทุกชนิดโดยที่ผ่านมาต้นปียาบ้าทะลักเข้ามา กว่า 6 ล้านเม็ด ทหารพรานร่วมหน่วยความมั่นคงเข้าสกัดจับได้ ก่อนที่จะข้ามน้ำโขงเข้าไทย คราวนี้เป็นไอซ์ที่ทะลักข้ามน้ำโขงเข้ามา5 กระสอบกว่า 220 กิโลกรัมคาดว่าจะเป็นทางผ่านเข้าสู่ตอนในของประเทศ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 15 ก.ค ที่กองร้อยทหารพราน 2108 อำเภอบุ่งคล้าจังหวัดบึงกาฬ พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด,พล.ต.พรชัย มาหลิน รอง มทภ.2,พล.ต.นรธิป โพยนอก ผบ.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,นายนคร ศิริปริญญานันท์ รอง ผวจ.บึงกาฬ,พ.อ.ชูชาติ นนทบุตร ผบ.บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13)กกล.สุรศักดิ์มนตรี,พ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผบ.ฉก.ทพ.21 พ.ต.อ.ชัยยุทธ ธรรมสุนา รอง ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ นายภิญโญ โฆสิต ผู้อำนวยการ สำนักงาน ปปส.ภาค 4.น.ท.ธนชัย รอดทัศนา หน.สน.เรือบึงกาฬ และปลัดฝ่ายป้องกันร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายธนวัฒน์ แสงจันทร์ อายุ 19 ปีชาว กรุงเทพมหานคร ขณะขับรถกระบะยี่ห้อโตโยต้าสีขาว ทะเบียน ฒง 3107 กทม.ที่ต่อเป็นโคลงเหล็กด้านข้างทั้ง 2 ด้านคล้ายรถบรรทุกสินค้า ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานและฝ่ายความมั่นคงสะกดรอยติดตามจับกุมได้ที่ถนนสาย 2026 ดงบัง-บึงโขงหลง ตรวจค้นภายในกระบะหลังรถที่มีภายใบคลุมกันฝน พบกระสอบที่มีถุงพลาสติกห่อหุ้มจำนวน 5 กระสอบ ด้านในพบเป็นไอซ์บรรจุในถุงพลาสติกคล้ายถุงกาแฟ จำนวน 220 กิโลกรัม จึงถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางไปตรวจนับอย่างละเอียดที่กองร้อยทหารพราน 2108 

ทั้งนี้เมื่อกลางดึกคืนผ่านมาพ.อ.อินทราวุธ ทองคำ ผบ.ฉก.ทพ.21 ได้สั่งการให้ ร.ท.โกวิทย์ วงษ์แสง ผบ.ร้อยหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2018 ได้ประสานหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ประกอบไปด้วย บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) ตำรวจสืบสวน บก. สส.ภ.จว.บึงกาฬ ตชด.244 ตม.บึงกาฬ ตร.น้ำบึงกาฬ ด่านศุลกากรบึงกาฬ ดักซุ่มตามเส้นทางที่คาดว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจะขนยาผ่าน โดยเริ่มต้นจากริมน้ำโขงจุดทีมีการขออนุญาคดูดทรายบ้านดอนใหญ่ ต.โคกกว้าง อ.บุ่งคล้า จนท.สักเกตุเห็นรถเก๋งต้องสงสัยวิ่งน้ำหน้ารถกระบะบรรทุก จึงสะกดรอยติดตาม ถนนสาย 212 บุ่งคล้า-บ้านแพง ถึงไฟแดงสี่แยกบ้านดงบังเลี้ยวข้าวเข้าถนน 2026 ดงบัง-บึงโขงหลง ถึงบ้านดงชมภู หมู่ 7 ต.โพธิ์หมากแข้ง จึงตัดสินใจขับแซงขึ้นหน้าส่งสัญญาณให้คนขับรถกระบะหยุดรถเพื่อตรวจค้น จึงพบของกลางไอซ์จำนวน 220 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 55 ล้านบาท

สอบสวนนายธนวัฒน์ แสงจันทร์ รับว่ารับจ้างจากเจ๊แต๋ว ชาวลาวเป็นเงิน 1.5 แสนบาท เพื่อบรรทุกไปส่งในกรุงเทพฯ รับมาแล้ว 2 หมื่นบาท โดยตนจะได้ส่วนแบ่ง 8 หมื่นบาท ส่วนชุดนำทาง(ขับเก๋งสเกาท์หน้า)จะได้ 7 หมื่นบาทหลังจากทำงานสำเร็จ จึงถูกแจ้งข้อหาว่า "ร่วมกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และผู้ต้องหาเป็นผู้ขับขี่(รถยนต์) เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย" ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บึงโขงหลงดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเดือน 16 ก.พ.ทหารพรานชุดนี้ก็จับยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด และ31 มี.ค.จับยาบ้าได้ 1.58 แสนเม็ด นอกจากนี้ยังมีหน่วยอื่น เช่น ทหารเรือจับ 1.2 แสนเม็ด เมื่อ พ.ค.ผ่านมาต้นปีนี่เอง และส่วนที่จับไม่ได้ก็มีมากมาย จึงอยากฝากรัฐบาลได้ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ก่อนที่ลูกหลานชาวไทยจะเป็นบ้าหลอนจนฆาตกรรมพ่อแม่หรือเผาบ้านตัวเองไปมากกว่านี้

บึงกาฬ -แถลงข่าวตรวจยึดจับกุมผู้ต้องหา1ราย พร้อมของกลางยาไอซ์ จำนวน 5 กระสอบ น้ำหนัก 200 กก. และรถยนต์กระบะ 1 คัน

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 เวลา 02.30 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2108 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองบังคับการควบคุมที่ 2 ( ร.13) กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ได้ตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยขับมุ่งหน้าไป อ.บึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตาม และแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจสอบ รถยนต์คันดังกล่าวได้พยายามเร่งเครื่องหลบหนี จนท.จึงไล่ติดตาม สกัดจับไว้ได้ที่บริเวณ บ.ดงชมภู ต.โพธิ์หมากแข้ง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ตรวจสอบพบ ผู้ต้องหา 1 ราย นายธนวัฒน์ นามสมมุติ ทราบชื่อภายหลัง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน กระบะหลังรถพบยาไอซ์ จำนวน 5 กระสอบ บรรจุในถุงกระสอบพลาสติกสีดำ พันด้วยเทปกาวใส น้ำหนักประมาณ 200 ก้อน/กก. จึงนำผู้ต้องหา พร้อมของกลางและรถยนต์กระบะ Toyota สีขาว คันหมายเลขทะเบียน 2 ฒง 3107 กรุงเทพฯ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บึงโขงหลง เพื่อดำเนินสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมเข้าอุดมการณ์ มาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน092-5259777

ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในอินเดีย  มีทั้งเสียงชื่นชมและการสาปแช่ง

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.67) นับได้ว่าเป็นงานแต่งแห่งศตวรรษ ที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่กว่างานของราชวงศ์ไหน ๆ เมื่อ ‘อนันต์ อัมบานี’ ลูกชายของมหาเศรษฐีชาวอินเดีย ‘มูเกซ อัมบานี’ เข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาว ‘รติกา เมอชานต์’ ลูกสาวของครอบครัวเศรษฐีด้านอุตสาหกรรมยา ที่ทุ่มงบไม่อั้นคาดว่ามีมูลค่าจัดงานสูงกว่า 5 พันล้านบาท และทำการเฉลิมฉลองแบบไม่จบสิ้น

สร้างความฮือฮาตั้งแต่สามารถจ้างริฮานน่าที่เดี๋ยวนี้ผันตัวไปทำธุรกิจไม่ได้ขึ้นแสดงมานานแล้ว ให้กลับมาจับไมค์ขึ้นโชว์ในงานเลี้ยงพรีเวดดิ้งที่มีคนดังจากทั่วโลกบินมาร่วมงาน และเมื่อช่วง 2 เดือนก่อนก็เพิ่งจะพาญาติมิตรเพื่อนสนิทและแขกคนสำคัญไปทริปล่องเรือยอร์ชหรูที่หัวเมืองในยุโรปแบบสุดหรูหราโรแมนติก ก่อนที่ล่าสุดจะปิดท้ายการฉลองงานแต่งกลางกรุงมุมไบแบบ 4 วัน 4 คืน จ้างนักร้องดังอย่าง ‘จัสติน บีเบอร์’ มาแสดงในงาน

โดยได้เชิญแขกคนดังจากทั่วโลกมาร่วมเป็นสักขีพยานในงานแต่งนี้ ลิสต์รายชื่อแขกมีตั้งแต่ คิม และโคลเอ้ คาร์ดาเชียน, นิก โจนาส, โทนี่ แบล์ รวมไปถึงคนดังทุกวงการของอินเดีย ร่วมถึงท่านทูตจากหลายประเทศ เรียกได้ว่ามาอยู่ร่วมกันในงานนี้ทั้งหมด ทุกคนล้วนจัดเต็มแต่งตัวกันแบบอลังเข้ากับพิธีสุดหรูหราตามสไตล์ประเพณีอินเดีย มีการร้องเล่นเต้นรำกัน และก็อวยพรคู่บ่าวสาว พร้อมแชร์ภาพในโซเชียลมีเดียแบบสุดสนุก โชว์ความหรูหราฟู่ฟ่า โดยว่ากันว่าเจ้าภาพให้ของขวัญสุดอลังกับแขกที่มา แต่ไม่ได้การให้รายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง มีการเปิดเผยเพียงว่า บรรดาเพื่อนเจ้าบ่าวทั้ง 9 คน ได้รับนาฬิกาแบรนด์หรู Audemars Piguet สั่งทำพิเศษราคาเรือนละ 7 ล้านบาท เป็นของขวัญ

แต่ท่ามกลางเสียงยินดีปรีดาฉลองการเริ่มต้นชีวิตคู่นั่นก็มีเสียงก่นด่าเช่นกัน โดยมาจากบรรดาชาวบ้านในเมืองมุมไบทั้งหลายที่ออกมาแสดงความไม่พอใจกับสุดยอดงานแต่งนี้ เพราะทั้งเมืองวุ่นวายไปด้วยสารพัดแขก VIP สนามบินแออัดด้วยเครื่องบินส่วนตัว รวมไปถึงเจ้าภาพได้จองเครื่องเจ็ต 3 ลำ สำหรับไว้รับรองแขกไว้เดินทางบินไปมา เหล่าตำรวจและบอดี้การ์ดมากมายเพราะต้องระวังรักษาความปลอดภัยให้แขกคนสำคัญ มีรถนำขบวนให้แขกเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ ทำให้การจราจรที่สาหัสอยู่แล้ว แถมช่วงนี้ก็มีมรสุมซัดกระหน่ำ เติมด้วยความวุ่นวายของงานแต่งนี้อีก ยิ่งทำให้รถติดแบบวินาศสันตะโร แถมยังมีการปิดจองหลายพื้นที่สาธารณะไปทั่วเมือง ถนนบางเส้นถูกปิดหลายชั่วโมงต่อวัน

นอกจากความลำบากที่ชาวบ้านทั่วไปต้องเผชิญแล้ว เหล่าชาวเน็ตของอินเดียยังออกมาประณามงานแต่งนี้ว่าเป็นการอวดรวย สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ โชว์ความเหลือกินเหลือใช้ของบ้านอัมบานี แถมตอกย้ำให้เห็นถึงความต่างของชนชั้นในสังคมให้เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด ซึ่งนี่เป็นปัญหาใหญ่ของอินเดียมาอย่างเนิ่นนาน

'รัดเกล้า' ชวนคนไทยวางแผนท่องเที่ยวช่วงหยุดยาวสัปดาห์หน้า ยัน!! หลายพิกัดยังคึกคัก อย่าเชื่อเสียงโซเชียลกระพือซบเซา

(16 ก.ค.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนสายเที่ยวเตรียมปักหมุดวางแผนเที่ยวช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ส่งท้ายเดือน ก.ค.67 ภายหลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้การดูแลของ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดตัวแคมเปญ 'สุขทันที ที่เที่ยวไทย' เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ครอบคลุมทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 

โดยนำเสนอกิจกรรมมากมายหลายรูปแบบกับแหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละภูมิภาค ตลอด 365 วัน โดยในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ททท. พร้อมจัดงานใหญ่ให้ได้สัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย อาทิ โครงการ 'ศรัทธา' จังหวัดขอนแก่น วันที่ 19-21 ก.ค.67 ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวสายมูกิจกรรม VIJIT 5 ภาค ใน 5 พื้นที่อัตลักษณ์สะท้อนความงดงามของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และประเพณีท้องถิ่น หรือกิจกรรม Amazing Music Festival เทศกาลดนตรี วันที่ 30 ส.ค. -1 ก.ย.67 จ.ชลบุรี ในรูปแบบ ART FESTIVAL เพื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่สนใจดนตรีและศิลปะ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้ามีบางกลุ่มในสื่อโซเชียลมีเดียระบุว่า แหล่งท่องเที่ยวในไทย เช่น ชะอำ ร้างหรือมีคนเที่ยวน้อย ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จและสร้างความวิตกกังวลให้สังคม จึงขอย้ำให้ประชาชนรับข้อมูลข่าวสารอย่างระมัดระวัง และจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยนายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันตก (เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์) ได้ออกมายืนยันแล้วว่า ชะอำไม่ได้ร้างนักท่องเที่ยว และ ททท. ได้เช็กมาให้แล้วว่า ช่วงวันหยุดยาวในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ (20-22 กรกฎาคม 2567) มีอัตราการจองเข้าพักล่วงหน้าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 70-75% ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในพื้นที่ชะอำ เช่น หาดชะอำ วัดถ้ำแจง ฯลฯ ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวตามปกติ

“นายกฯ วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ใช้มนต์เสน่ห์ความเป็นไทย และจุดแข็งดึงดูดการท่องเที่ยวไทย ยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก และให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่นายกฯ ระบุว่า การกระตุ้นการท่องเที่ยว คือ การกระตุ้นรายได้ที่เร็วที่สุด…”

"ทั้งนี้ ขอวอนให้กลุ่มดังกล่าวมีความเข้าใจว่า การท่องเที่ยวในจังหวัดข้างเคียงกรุงเทพ ฯ ส่วนใหญ่นั้น กระแสนักท่องเที่ยวจะอ้างอิงกับวันหยุดยาว ไม่ได้เป็นจังหวัดที่มีการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีอยู่แล้ว นอกจากนี้ คนไทยด้วยกัน ควรช่วยกันเชิญชวน ช่วยกันกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทย จะเป็นการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์มากกว่า” นางรัดเกล้า กล่าว

‘ณวัฒน์’ สั่งปลด ‘ยุวเฟิร์น’ ฟ้าผ่า หลุดซีรีส์-ตำแหน่ง Face Of Beauty ปมวิจารณ์นางงาม MUT เทียบมิสแกรนด์ฯ ชี้!! ไม่มีวุฒิภาวะ-กาลเทศะ

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 67) จากกรณีก่อนหน้านี้ ‘ยุวเฟิร์น ยุวภรณ์ ทรงงาม’ รองอันดับมิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2024 ได้ออกมาไลฟ์สดขณะรับประทานอาหารพูดถึงเวทีคู่แข่งอย่าง มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เคยคิดสมัครเวทีดังกล่าว และเป็นเวทีที่มีแพชชั่น มีเอนเนอจี้ที่แรงมาก เป็นสายสะพายไทยแลนด์ต้องเป็นความหวังของคนทั้งประเทศ เหมือนมิสแกรนด์ ความแตกต่างคือมิสแกรนด์มีความสนุกสนาน แต่ MUT มายเซ็ต แอตติจูด เดินออกมาแล้วรู้เลยว่า แอตติจูดมันได้

อีกทั้งยังชื่นชมฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น ครั้นเมื่อคว้าแชมป์สายสะพายไทยแลนด์เมื่อปี 2019 อีกด้วย และยังได้เคาะคนมงมิสยูนิเวิร์ส 2024 ว่าคือ โอปอล และนาทาเลีย อย่างแน่นอน

จากไลฟ์ดังกล่าวทำให้หลายคนมองว่า เมื่ออยู่เวทีมิสแกรนด์ก็ไม่ควรพูดถึงเวทีมิสยูนิเวิร์ส หรือบางฝ่ายที่มองว่า เป็นเรื่องที่พูดถึงได้ ไม่ผิดอะไร

ด้านณวัฒน์ อิสรไกรศีล เจ้าของเวทีมิสแกรนด์ออกมาโพสต์สตอรี่ส้มว่า “หายสงสัยกันหรือยัง ว่าทำไมถึงไม่เข้า 5” และ “คนที่ไม่มีมายเซ็ตคือตัวคุณ ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีความเหมาะสม ไม่รู้กาลเทศะ”

ด้านยุวเฟิร์นไม่รอช้า ออกมาขอโทษบอสณวัฒน์ ว่า ด้วยความคิดน้อยเกินไป ไม่นึกถึงบอสและองค์กร ขอยอมรับผิด และขอโทษจากใจ

ทั้งนี้ ล่าสุดณวัฒน์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ทาง MGI ขออนุญาตถอนตัวน้องยุวเฟิร์นออกจากบท ‘เบลล์’ ในซีรีส์เรื่องหยดฝนกลิ่นสนิม และจะแคสใหม่ ต้องยอมรับว่าสิ่งที่น้องพูด ไม่เหมาะสม จะลองทวนฟังกี่ครั้งก็แล้วแต่ คนที่ผิดคือเด็กของเรา เพราะไม่น่าที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับเขา ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม

รวมถึงตำแหน่ง Face Of Beauty Thailand 2024 น้องก็จะไม่ได้ไปออกแล้ว ทางบริษัทไม่อยากส่ง เพราะน้องไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไรกับมิสแกรนด์มากมาย ก็แค่จอย ๆ ขำ ๆ บันเทิง สนุกสนาน ก็อยากให้น้องใช้มายเซ็ตให้เป็นประโยชน์สูงสุด ”

‘ธนาคารสิงคโปร์’ เล็งใช้ ‘ดิจิทัลโทเคน’ ยืนยันตัวตนแทน ‘รหัส OTP’ ชี้!! ช่วยเสริมความปลอดภัยทำธุรกรรม-ลดปัญหามิจฉาชีพสวมรอย

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.67) รายงานข่าวแจ้งว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) และสมาคมธนาคารสิงคโปร์ (ABS) ประกาศว่าธนาคารเพื่อลูกค้ารายย่อยในสิงคโปร์ จะเริ่มยุติการใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) สำหรับเข้าสู่ระบบบัญชีธนาคารภายใน 3 เดือนข้างหน้า โดยลูกค้าต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบที่เรียกว่า ‘ดิจิทัล โทเคน’ (Digital Token) แทน เพื่้อป้องกันมิจฉาชีพในรูปแบบฟิชชิ่ง (Phising) หลอกลวงลูกค้าเพื่อขอข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสผ่าน หรือหมายเลขบัตรเครดิตได้ดียิ่งขึ้น

โดยลูกค้าจะต้องเปิดใช้งานโทเคนดิจิทัลบนโทรศัพท์มือถือ และใช้โทเคนดังกล่าวเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ (Mobile Banking) โดยโทเคนดิจิทัลจะทำหน้าที่ตรวจสอบการเข้าสู่ระบบของลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัส OTP ที่มิจฉาชีพสามารถขโมยหรือหลอกให้ลูกค้าเปิดเผยได้ โดยแนะนำให้ลูกค้าธนาคารเปิดใช้งานเพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวจะถูกขโมยในรูปแบบฟิชชิ่ง

ที่ผ่านมาการใช้ OTP (One Time Password) ถูกนำมาใช้ในสิงคโปร์เมื่อปี 2543 หรือเมื่อ 24 ปีก่อน เพื่อเป็นตัวเลือกในการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย (Multi-factor Authentication) เพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ แต่ด้วยการพัฒนาทางเทคโนโลยีและมิจฉาชีพใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า หลักวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ที่มีความซับซ้อน ทำให้สามารถหลอกลวงลูกค้าในรูปแบบฟิชชิ่ง (Phising) เพื่อหลอกขอ OTP ได้ง่ายขึ้น เช่น การทำเว็บไซต์ธนาคารปลอมที่ใกล้เคียงของจริง

มาตรการล่าสุดจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระบวนการตรวจสอบตัวตน ทำให้มิจฉาชีพหลอกลวงในการเข้าถึงบัญชีและเงินลงทุนของลูกค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากลูกค้าได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อใช้อุปกรณ์มือถือของมิจฉาชีพ ซึ่งการหลอกลวงแบบฟิชชิ่งยังคงเป็นข้อกังวลในสิงคโปร์ ธนาคารแต่ละแห่งยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารกลางสิงคโปร์ และกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาและแนะนำแนวทางแก้ไข รวมทั้งมาตรการเพื่อเสริมสร้างการต่อต้านการหลอกลวงในภาพรวมที่มิจฉาชีพพัฒนาตลอดเวลา

นางออง-อัง ไอ บุน ผู้อำนวยการสมาคมธนาคารสิงคโปร์ กล่าวว่า มาตรการนี้ช่วยให้ลูกค้าป้องกันเพิ่มเติมจากการเข้าถึงบัญชีธนาคารของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดความไม่สะดวก แต่มาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อช่วยป้องกันกลโกงและปกป้องลูกค้า

ส่วนนางลู เซียว ลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายนโยบาย การชำระเงิน และอาชญากรรมทางการเงิน ธนาคารกลางสิงคโปร์ กล่าวว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ ยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับธนาคารเพื่อปกป้องลูกค้า โดยเรียนรู้จากการหลอกลวงผ่านระบบดิจิทัลแบงกิ้งอย่างหนัก มาตรการล่าสุดจะเสริมแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดี ซึ่งลูกค้ายังคงต้องปฏิบัติต่อไป เช่น การปกป้องข้อมูลด้านการเงินประจำตัว

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า มีธนาคารในประเทศสิงคโปร์เริ่มหันมาใช้โทเคนดิจิทัลแล้ว เช่น ธนาคารดีบีเอส ธนาคารโอซีบีซี ธนาคารยูโอบี และธนาคารซิตี้แบงก์ โดยมีรูปแบบคล้ายกัน คือ การอนุมัติรายการจะมีข้อความแจ้งเตือนแบบพุช (Push Notification) เมื่อลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงิน หรือใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิต ให้แตะไปที่ข้อความ แล้วกดอนุมัติการทำรายการ ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร ภายในระยะเวลาที่กำหนด แทนการกรอกรหัส OTP ที่ได้ยกเลิกไป

สำหรับประเทศไทย พบว่ามีเพียงบัตรทราเวลการ์ดที่ชื่อว่า YouTrip (ยูทริป) ที่ออกบัตรโดยธนาคารกสิกรไทย ใช้ระบบ 3DS 2.0 คือ เมื่อลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรเวลาช้อปออนไลน์เรียบร้อยแล้ว ระบบจะแจ้งเตือนให้เข้าไปอนุมัติรายการในแอปพลิเคชัน แทนการใช้ SMS OTP เช่นเดียวกับบัตรพรีเพดการ์ด BigPay (บิ๊กเพย์) ของกลุ่มแอร์เอเชีย ก็ใช้ระบบดังกล่าวอนุมัติรายการใช้จ่ายผ่านออนไลน์เช่นเดียวกัน นอกนั้นธนาคารและผู้ให้บริการบัตรเครดิตส่วนใหญ่ ยังคงใช้วิธีส่ง SMS OTP เช่นเดิม

‘อนุชา-รวมไทยสร้างชาติ’ แนะ!! ตั้ง ‘ศาลจราจร’ เชื่อ!! ช่วยตัดสินคดี-เอาผิดผู้ขับขี่รวดเร็วขึ้น

(16 ก.ค. 67) นายอนุชา บุรพชัยศรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ แนะตั้งศาลจราจร เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการพัฒนา และแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนแล้วหลายฉบับ บางฉบับเพิ่งจะมีผลใช้บังคับเมื่อตุลาคม พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่อาจประเมินถึงผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายต่าง ๆ ดังกล่าวได้

อย่างไรก็ดี กฎหมายต่าง ๆ ที่เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นนั้น เป็นเพียงต้นน้ำ และกลางน้ำในการแก้ไขปัญหา แต่ในส่วนของปลายน้ำซึ่งเป็นการบังคับใช้กฎหมายโดย ฝ่ายตุลาการ หากรัฐยังใช้กลไกในการพิจารณาคดีเช่นเดิมย่อมทำให้กฎหมายใหม่ที่มีหลักการที่ดีไม่อาจบังคับใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้น จึงได้มีข้อเสนอแนะให้มีกลไกในการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และสร้างการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเพิ่มเติมระบบศาลชำนาญพิเศษที่บุคลากรมีความชำนาญเฉพาะด้าน จัดตั้งเป็นศาลจราจรแยกออกเป็นศาลพิเศษต่างหาก มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาครอบคลุมถึงคดีจราจรทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางวินัย หรือเป็นความผิดอาญา เพื่อทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีจราจรเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีเอกภาพในการกำหนดโทษ อันจะส่งผลให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวต่อการกระทำความผิดกฎหมายมากขึ้น

'จีน' คุมเข้ม 'โลกไซเบอร์' สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กเยาวชน เล็งช่วงปิดเทอม จัดการคอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์ในทุกแพลตฟอร์ม

(16 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ออกหนังสือเวียนเปิดตัวโครงการรณรงค์ระดับประเทศระยะ 2 เดือนช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เพื่อมุ่งจัดการกับสภาพแวดล้อมบนโลกไซเบอร์แก่บรรดาเยาวชนคนจีน

โดยโครงการรณรงค์ดังกล่าว จะจัดการปัญหาสำคัญในโลกไซเบอร์อย่างแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นและไลฟ์สตรีมมิงซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง การทำร้ายร่างกาย การกลั่นแกล้ง หรือการล่วงละเมิดเด็กที่อาจส่งผลเสียต่อผู้เยาว์

สำนักบริหารฯ ระบุว่า โครงการรณรงค์นี้ยังจะมุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ภาษาหยาบคาย และสื่อลามกอนาจาร รวมถึงแพลตฟอร์มอื่น ๆ อาทิ แหล่งรวบรวมแอปพลิเคชัน (Application Stores) อุปกรณ์อัจฉริยะที่ออกแบบสำหรับเด็ก และ 'โหมดสำหรับผู้เยาว์' ในแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

ทั้งนี้ สำนักบริหารฯ ชี้ว่าหน่วยงานด้านไซเบอร์ในท้องถิ่นควรติดตามฟีเจอร์และปัญหาใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์บนโลกไซเบอร์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดการการละเมิดกฎระเบียบใด ๆ ก็ตาม

สตม.จับยกแก๊งปล้นทรัพย์นักเทรดอังกฤษ ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  ในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด   

วันนี้ (16 ก.ค. 67) เวลา 11.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้  

สตม. จับยกแก๊งปล้นทรัพย์นักเทรดอังกฤษ กก.2 บก.สส.สตม. จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ จำนวน 3 ราย ดังนี้
1. MR.ABDULLAHI (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี สัญชาติเดนมาร์ก  
2. MR.MOHAMED (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี สัญชาติบริติช  
3. MR.SAEED (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี สัญชาติบริติช  

ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ กระทำความผิดฐาน “ปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัว, ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ, ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น, ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม MR.ABDULLAHI จับที่หน้าโรงแรมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี MR.MOHAMED และ MR.SAEED จับที่ POOLVILLA ในย่านถนนเทพประสิทธิ์ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

จากกรณีได้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2567 เวลาประมาณ 02.00 น. ผู้เสียหายได้ถูก MR.ABDULLAHI พร้อมกับพวกรวม 5 คน ร่วมกันทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป ได้แก่ นาฬิกา ยี่ห้อ Audemars piguet 1 เรือน นาฬิกา ยี่ห้อ Rolex 1 เรือน และทรัพย์สินอื่น รวมมูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท เหตุเกิดที่ ห้องพักในแมนชั่นย่าน ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติออกหมายจับ นาย MR.ABDULLAHI, MR.MOHAMED, MR.SAEED, MISS SUMYA (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี สัญชาติบริติช และหญิงชาวต่างชาติไม่ทราบชื่อ กก.2 บก.สส.สตม. จึงได้นำข้อมูลผู้ต้องหาบันทึกไว้ในบัญชีเฝ้าดูในระบบสารสนเทศ ตม.  และทำการสืบสวนติดตามหาตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย จนทราบว่า MR.ABDULLAHI, MR.MOHAMED และ MR.SAEED หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีไปพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จว.ชลบุรี จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สืบสวน สน.คลองตัน ไปสืบสวนหาตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย จนกระทั่งทราบว่า MR.ABDULLAHI พักอาศัยที่โรงแรมในย่าน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และ MR.MOHAMED กับ MR. SAEED พักอาศัยที่ POOLVILLA ในย่านถนนเทพประสิทธิ์ 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี จึงเข้าทำการจับกุมดังกล่าว

นอกจากนี้ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ยังได้ตรวจพบว่า MISS SUMYA ผู้ต้องหาตามหมายจับจะเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย จากการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางพบช่อดอกกัญชาบรรจุในถุงสุญญากาศ ขนาด 500 กรัม จำนวน 50 ห่อ น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 25 กิโลกรัม จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร และ ป.ป.ส. ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จับกุมในความผิดฐาน พยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสมุนไพรควบคุม (ช่อดอกกัญชา) โดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามกฎหมายศุลกากร มาตรา 242 มาตรา 166 มาตรา 167 และมาตรา 252 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมาย และพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน จะได้ดำเนินการตามหมายจับต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top