Friday, 24 July 2026
NewsFeed

ลุงตู่สู้ไม่ถอย!! ‘บิ๊กตู่’ ทิ้งทวน!! ปลุกพลังคนรักชาติ อย่าปล่อยให้ตนสู้คนเดียว กร้าว!! ‘รทสช.’ จะไม่ยอมถอยหลัง ขอพาประเทศเดินไปข้างหน้า

(12 พ.ค. 66) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญในหัวข้อ ‘อย่าให้ลุงตู่สู้คนเดียว ออกมาช่วยกันรักษาบ้านเมือง รวมทุกหัวใจ รวมไทยสร้างชาติ’ ซึ่งเป็นเวทีปิดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ ขึ้นปราศรัย โดยได้กล่าวว่า วันนี้ตนค่อนข้างจะมีอารมณ์นิดนึงแต่ไม่ได้โกรธเคืองใคร แต่มีอารมณ์ เพราะซาบซึ้ง ที่พูดวันนี้ซาบซึ้งกับพวกเราทุกคน ที่มานั่งรอ 2 ชั่วโมง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ผมถึงบอกว่า วันนี้ผมไม่เสียใจที่ได้เป็นทหารมา ได้ดูแลปกป้องแผ่นดินผืนนี้มาให้ไว้กับพวกเรา ผมต้องการให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินแห่งสันติสุข เป็นแผ่นดินที่ปลอดภัย มีคนไทยร่วมรักสามัคคีซึ่งกันและกัน เราไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกแผ่นดิน ท่านรับได้หรือไม่ อะไรจะเสียหายบ้าง รู้หรือไม่ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแบบพลิกแผ่นดินในครั้งเดียวได้ เพราะเราไม่รู้ว่าจะพลิกเอาอะไรขึ้นมา วันนี้เรามีของเราอยู่แล้ว อยู่ที่ตัวของเรา คนไทยทุกคน พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน ทุกคน ทุกช่วงวัย เพราะฉะนั้น ที่ผมบอกว่า หัวใจผมโตขึ้น เพราะหัวใจผมยิ่งใหญ่ขึ้น ผมต้องรักคนให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม แต่บางครั้งผมก็รู้สึกเจ็บปวดที่หลายคนไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาวันนี้ คือ คนให้กำลังใจผมมากกว่า ทำให้ผมมีกำลังใจในการที่จะพาประเทศไทยเดินต่อไปข้างหน้า ผมจะไม่ยอมก้าวถอยหลังอีกแล้ว เราต้องจับมือกัน จูงมือกัน ลากกันไป เพื่อเดินไปข้างหน้า อย่าให้อะไรมาชะงัก หรือดึงรั้งคนไทยทุกคนที่จะก้าวไปข้างหน้า เราจะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ต้องพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความรัก ความสามัคคีให้มากยิ่งขึ้น เพื่ออนาคตของลูกหลาน และของพวกเราทุกคน เราจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายรากเหง้าประเทศของคนไทยโดยเด็ดขาด สังคมครอบครัว การเคารพผู้ใหญ่ การนับถือศาสนา สังคมและชุมชนที่ม่ความรักความสามัคคี มีมิตรไมตรี มีรอยยิ้มให้แก่กัน เราจะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านั้นสูญหายไปจากประเทศไทยโดยเด็ดขาด ผมเห็นรอยยิ้มของทุกคนในวันนี้แล้วผมชื่นใจ ทุกคนต้องไม่ปล่อยให้ผมสู้อยู่คนเดียว ใครจะสู้ไปกับผมบ้าง ขอบคุณทุกคน เราจะต้องรวมใจออกมาปกป้องคุณค่าของความเป็นคนไทยและประเทศไทยเราไม่อาจทำให้ประเทศล่มสลายได้”

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ลงพื้นที่ปัตตานีและประจวบคีรีขันธ์ พบปะพี่น้องชาวประมง รับฟังความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการออกใบอนุญาตประมงพื้นบ้าน

ด้วยคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี/ประธานกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ได้มีแนวคิดที่จะจัดให้มีการขอใบอนุญาตในการทำประมงพื้นบ้าน เพื่อเป็นการเพิ่มการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของพี่น้องชาวประมงในจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล รวมทั้งเป็นการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. /กรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ให้มีการจัดการประชุมร่วมกับผู้แทนชาวประมงพื้นบ้าน ให้ทั่วถึงมากที่สุด เพื่อให้พี่น้องชาวประมงทั่วประเทศได้รับทราบถึงประโยชน์ของการมีใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน และสามารถปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายกำหนดได้ รวมทั้งรับฟังความเห็นเพื่อพัฒนาแนวทางบังคับใช้ให้เกิดผลกระทบน้อยแต่มีประสิทธิภาพสูงสุด

วันนี้ (12 พ.ค.66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ร่วมกับ ดร.อดิศร พร้อมเทพ อดีตอธิบดีกรมประมง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรภาคประชาสังคม เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ ชุมชนประมง อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี และสมาคมประมงพื้นบ้าน อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อร่วมกันรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เกี่ยวกับการพัฒนาแนวทางการขอออกใบอนุญาตทำประมงพื้นบ้าน เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตของชาวประมงมากที่สุด และสามารถช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลในท้องถิ่นให้มีความอุดมสมบูรณ์

ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะทำงาน ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านไปแล้ว 3 ครั้ง คือ กรุงเทพมหานคร นครศรีธรรมราช และระยอง โดยพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ดังกล่าวต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางการขออนุญาตทำประมงพื้นบ้าน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้รับฟังแนวคิดรวมทั้งปัญหาของพี่น้องชาวประมง เพื่อนำมาเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ ในการกำหนดเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต รวมทั้งการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวประมงจากการรับฟังปัญหาของพี่น้องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การออกใบอนุญาตทำประมงพื้นบ้านนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันระหว่างรัฐและชาวประมงพื้นบ้าน ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำของแต่ละพื้นที่ แต่ละฤดูกาล รวมทั้งอุปกรณ์การจับสัตว์น้ำที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน อีกทั้งยังเสมือนเป็นการลงทะเบียนให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถเข้าช่วยเหลือ สนับสนุนการทำประมงพื้นบ้าน ให้เป็นไปได้อย่างยั่งยืนและสืบทอดสู่รุ่นลูกหลานได้ต่อไป ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐานการดำเนินการตามที่ พ.ร.ก.ประมง กำหนด โดยหลังจากประชุมรับฟังความคิดเห็นแล้ว จะได้มีการนำผลการหารือเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติพิจารณาดำเนินการต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตามความตั้งใจของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งได้มอบหมายให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นร่วมกับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจ รับฟ้งความคิดเห็น และร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อให้เป้าหมายของการออกใบอนุญาตด้งกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถบังคับใช้ได้จริง วันนี้ได้เดินทางพร้อมคณะลงพื้นที่ 2 จังหวัด คือปัตตานี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งกระผมมีความตั้งใจอยากจะเข้ารับฟังปัญหาและความคิดเห็นของพี่น้องชาวประมงให้ได้มากที่สุด ในวันนี้ได้มีการพูดคุยและรับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องในทั้งสองพื้นที่ รวมทั้งวิถีชีวิตในการออกเรือทำการประมงเพื่อยังชีพของตนเองและครอบครัว ดังนั้นเราจึงต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทางเราก็นำเสนอประโยชน์ของการออกใบอนุญาตดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและประเทศชาติ

‘ชพก.’ งัดหมัดเด็ด ชู ทลายทุนผูกขาด สร้างประเทศแห่งโอกาส  ช่วยคนตัวเล็กลืมตาอ้าปาก พาคนไทยหลุดพ้นความจน

(12 พ.ค. 66) พรรคชาติพัฒนากล้า จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง ในหัวข้อ ‘ร่วมสร้างประเทศแห่งโอกาส สู้ทุนผูกขาด เศรษฐกิจต้องเรา’ ณ โรงแรมรามาการ์เดนส์ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนและผู้สนับสนุนพรรคทยอยเดินทางเข้าร่วมงานจนแน่นห้องคอนเวนชั่น พร้อมถือป้ายสนับสนุนผู้สมัครในเขตต่าง ๆ และป้ายข้อความสนับสนุน นายกรณ์ จาติกวณิช ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

โดยเวลา 18.00 น.ได้ live สดผ่านทางเพจของ พรรคชาติพัฒนากล้า โดยทีมขุนพลขึ้นเวทีช่วงแรกได้แก่ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี นายวรวุฒิ อุ่นใน รองหัวหน้าพรรค นายรวรนัยน์ วาณิชกะ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค

จากนั้น เป็นเวทีของตัวแทนผู้สมัครขึ้นมากล่าวความในใจ ได้แก่ นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม ผู้สมัคร เบอร์ 9 เขตบางซื่อ ดุสิต (เฉพาะแขวง ถ.นครไชยศรี) อดีตสื่อมวลชนสายการเมือง  มากว่า 10 ปี เรียนรู้กฎหมายหลายฉบับ ไม่ได้เป็นลูกคนร่ำรวย แต่พรรคชาติพัฒนากล้าให้โอกาสเข้ามาทำงานการเมือง และพร้อมเป็นกระบอกเสียงให้คนเมือง เพื่อนำปัญหาของพี่น้องประชาชนเข้าการแก้ไข ขอเลือกจากนโยบาย อย่าเลือกด้วยความกลัว

นายบุญสืบ จันทร์แจ่มศรี ผู้สมัคร เบอร์ 3 เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่ม (นวมินทร์ นวลจันทร์) กล่าวว่า เป็นนักการเมือง เพราะมีความเชื่อในการบริหารงานบริษัทระดับโลก มาช่วยผู้ประกอบการคนตัวเล็ก การหากินปัจจุบันลำบาก เพราะขาดโอกาส ปัญหาคือ มันมีนายทุนผูกขาด ครอบงำพรรคการเมือง ถ้าเลือกพรรคชาติพัฒนาเราจะสร้างโอกาสให้ท่าน กฎหมายหลายฉบับกีดกันคนทำมาหากิน มีลักษณะทำนาบนหลังคน มีสินบนนำจับ ผมจะสู้เพื่อพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และจะเข้าไปแก้ไข พ.ร.บ.สรรพสามิต กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กฎหมายอาหารและยา ถ้าตนได้เป็น ส.ส.จะเข้าไปทำทันที เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

นายนที ศิริธรรมวัฒน์ ผู้สมัคร เบอร์ 11 เขตพญาไท ดินแดง เจ้าของโครงการ ‘กล้าปลดหนี้’ ที่สามารถช่วยปลดหนี้ให้ผู้ประกอบการคนตัวเล็กได้หลายราย ชูทุบทุนผูกขาด เพื่อเปิดโอกาสให้คนตัวเล็ก ลืมตาอ้าปากได้ พร้อมนำเสนอนโยบายหาเงินเข้าประเทศ 5.5 ล้านล้านบาท และขอให้เลือกชาติพัฒนากล้าทั้งประเทศ คนไทยไม่มีจน

นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัครเบอร์ 10 เขตจตุจักร หลักสี่ ซึ่งเป็นผู้สมัครมาเป็นจิตอาสาทางออนไลน์ และตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.เพราะทนเห็นความไม่เป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น โดยมีอุดมการณ์เดียวกับพรรคคือ กล้าชนทุนผูกขาด และจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้พรรคชาติพัฒนากล้าเข้าไปทำงานแก้ปัญหาด้านพลังงาน และลดค่าครองชีพให้พวกเขา วันที่ 14 พฤษภาคม อย่าลังเล กาเบอร์ 14 พวกเราพร้อมทำงาน

นายธาม สมุทรานนท์ ผู้สมัครเบอร์ 8 เขต บางกะปิ วังทองหลาง เป็นผู้สมัครที่อายุน้อยที่สุดในพรรค ลงพื้นที่ท่ามกลางแรงกดดัน แต่ด้วยอุดมการณ์การเมืองที่ตรงกันกับพรรคชาติพัฒนากล้า และผู้ใหญ่ในพรรคทั้งนายกรณ์ และนายอรรถวิชช์ รับฟังตน ซึ่งมีปมในใจ ที่ตนทิ้งไม่ได้ สมัยที่ตนเป็นเด็ก คุณทวดล้มในบ้านแล้วเสียชีวิต นั่นคือแรงบันดาลใจให้คิดโครงการอารยสถาปัตย์ ซึ่งนายกรณ์และนายอรรถวิชช์เห็นด้วย และนำมาเป็นนโยบายของพรรค โดยจะทำบ้านที่ปลอดภัยให้ผู้สูงอายุหลังละ 50,000 บาท ทั่วประเทศ เป้าหมาย 1 ล้านหลัง ถึงเวลาที่เราจะต้องยึดประเทศจากทุนผูกขาด จากความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรมในสังคม ตนจะสู้สุดหัวใจ สู้ถวายหัว เพื่อพรรคชาติพัฒนากล้า

‘ก้อง อรรฆรัตน์’ อึ้ง!! ถาม กกต.เบอร์ผู้สมัครมีครบหมด แต่ทำไมเบอร์ 13 ของตัวเองกลับหายอยู่เบอร์เดียว?!!

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 นายอรรฆรัตน์ นิติพน หรือ ‘ก้อง’ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตประเวศ-สะพานสูง เบอร์ 13 พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์คลิปผ่านติ๊กต็อกส่วนตัว ชื่อ ‘kongmushroom’ โดยได้ระบุว่า…

“เรียนประชาชนคนไทย และ กกต.ครับ มีเรื่องหน้าพิศวงเกิดขึ้นที่ซอยอ่อนนุชครับ เรื่องมีอยู่ว่า มีเบอร์ของผู้สมัคร ส.ส.หมายเลข 11, หมายเลข 12 และ หมายเลข 14 คำถามคือ หมายเลข 13 หายไปไหนครับ? เหตุการณ์พิศวงนี้เกิดขึ้นที่ LPN อ่อนนุชครับ”

‘ชัยวุฒิ’ ถก 'อ.ปวิน' แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่างทางการเมือง ชี้!! การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป อาจนำปัญหามาสู่ประเทศได้

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 66 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้มาร่วมให้สัมภาษณ์และพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และความคิดเห็นทางการเมือง ในรายการ ‘Pavin Channel’ ของรองศาสตราจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ นักเขียน นักรัฐศาสตร์และอดีตนักการทูตชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยนายชัยวุฒิได้กล่าวว่า ตนนั้น มีความดีใจเป็นอย่างมาก ที่ได้มาคุยกับอาจารย์ปวิน อีกทั้งตนนั้นมีความรักและเคารพอาจารย์ปวินเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาจารย์นั้นเป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ และคิดว่าตนและอาจารย์ปวินคงทำงานร่วมกันได้ แม้ว่าทั้ง 2 คน จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน อยู่คนละฝ่าย แต่ตนเชื่อว่า ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือ อยากให้บ้านเมืองของพวกเรามีความเจริญก้าวหน้า อยากให้คนไทยมีชีวิตที่ดี อยากเห็นประเทศไทยเป็นบ้านที่น่าอยู่ของทุกคน 

แต่เนื่องจากทุกวันนี้การทำการเมืองนั้นมีความยากลำบากมากขึ้น ตนได้ไปร่วมดีเบต ได้ไปพูดคุยมาหลายเวที ก็มองเห็นถึงความขัดแย้งที่มีค่อนข้างเยอะ เพราะมีคนที่เห็นต่างกันหลายกลุ่ม หลายฝ่าย มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งตนคิดว่า ความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน มันมีความรุนแรงมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่บางพรรคมีนโยบายบางอย่างออกมา เป็นนโยบายที่จะเปลี่ยนประเทศ เปลี่ยนนั่น เปลี่ยนนี่ ทำให้ตนคิดว่า มันยังไกลเกินไปสำหรับตอนนี้ และอาจส่งผลให้มีความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งตนคิดว่าอาจารย์ปวินก็คงจะเคยเห็นมาก่อนแล้ว การที่ประเทศต่างๆ มีปัญหา และมีความวุ่นวาย ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่รวดเร็วและรุนแรงจนเกินไป

“ผมคิดว่า สิ่งนี้คือเรื่องสำคัญ พรรคพลังประชารัฐจึงมีนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง นี่ไม่ใช่วาทกรรมนะครับ สิ่งนี้เป็นความคิดของลุงป้อมจริงๆ ที่อยากจะประสานให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย มาพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน เราสามารคิดต่างกันได้ครับ แต่เราต้องรักและสามัคคีกัน เราต้องจับมือและเดินไปด้วยกันกับ พรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 ขอฝากด้วยครับ”

โดยหลังจากนั้น ทางอาจารย์ปวินได้ออกมาตอบกลับคลิปดังกล่าวว่า “ต้องขอขอบคุณคุณชัยวุฒิมากเลยนะครับ ที่มาเป็นแขกให้กับช่อง ‘Pavin Channel’ ผมก็ขอถือคตินี้เช่นกันครับ ว่า ผมให้พื้นที่กับคนต่างด้วย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ได้มีโอกาสเชิญน้องบอส มีนชัยนันท์ มาร่วมในรายการ วันนี้จึงถือโอกาสเชิญคุณชัยวุฒิ หรือ ‘พี่โอ๋’ มาหาเสียงในช่องนี้ด้วย มาฟังมุมมองในด้านการเมืองของพี่โอ๋ และสิ่งที่พี่โอ๋อยากเห็นในการเมืองไทย ใครก็ตามที่อยากจะเลือกพี่โอ๋ เชิญตามสบาย โหวตกันได้เต็มที่เลยนะครับ”

5 ผู้สมัครฯ เขต 3 ปทุมฯ ถกเดือด!! ปมก๊วนอิทธิพล ปทุมฯ ครองจังหวัด งัดนโยบายพรรคประชัน!! ผ่านเวทีดีเบต THE STATES TIMES

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.66 THE STATES TIMES จัดเวทีดีเบต 'ถลกข่าว ถลกปัญหา' จับตาโค้งสุดท้ายนโยบายแก้ไขปัญหาพื้นที่เขต 3 ปทุมธานี ณ พื้นที่เขต 3 จังหวัดปทุมธานี ตลาดจัมโบ้ องค์การบริหารส่วนตำบล คลอง 3 ซึ่งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่ทั้งหมด 10 พรรคการเมือง  

สำหรับการดีเบตครั้งนี้ ได้ผู้สมัคร ส.ส. มาร่วมดีเบตทั้งหมด 5 พรรค ได้แก่ นายสุทัศน์ พรหมมาศ เบอร์ 3 พรรคไทยภักดี, ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล เบอร์ 4 พรรคพลังประชารัฐ, นายชัยพร จันทนา เบอร์ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายนภัทร โภคาสัมฤทธิ์ เบอร์ 8 พรรคประชาธิปัตย์, นายโชคชนะ ทวีกุล เบอร์ 10 พรรคพลังปวงชนไทย ดำเนินรายการโดยนายสถาพร บุญนาจเสวี

เกี่ยวกับประเด็นเรื่องกลุ่มอิทธิพลในท้องที่ นายสุทัศน์ พรหมมาศ เบอร์ 3 พรรคไทยภักดี กล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปทุมฯ หรือพื้นที่ไหน ก็ล้วนมีกลุ่มอิทธิพล กลุ่มคนพวกนี้จะมาทำลายประเทศชาติ ซึ่งตนมั่นใจว่าพื้นที่ปทุมธานีมีการทุจริต ชาวบ้านที่ถูกอิทธิพลไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัว ถ้าพ่อแม่พี่น้องปลดล็อกความกลัวและกล้าพูด บ้านเมืองเราจะดีขึ้น ขณะนี้ยังมีผู้มีอิทธิพลจากต่างชาติเริ่มทยอยเข้ามาในประเทศไทย ถ้าพรรคไทยภักดีได้เข้าไปเป็นรัฐบาล ตนจะเข้าไปปราบโกงและจับคนพวกนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย”

ด้าน ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล เบอร์ 4 พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ”จริงๆ แล้วบ้านเรามีความโกงอยู่ในตัวเอง เพราะว่าคนที่เป็นการเมืองท้องถิ่น มีการเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองระดับประเทศ มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นอสม., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน การโกงจึงมีมาตลอด ดังนั้นนักการเมืองทุกคนควรมีหลักธรรมาภิบาล ดังนั้นพรรคยืนยันว่าจะไม่ร่วมงานกับคนโกงแน่นอน"

นายชัยพร จันทนา เบอร์ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า "ตนอยู่วงการตุลาการมา 30 กว่าปี เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมากที่ปทุมธานีไม่เหมือนเดิมแล้ว เมื่อก่อนเป็นเมืองธรรมมะไปเมืองธรรมมะ แต่ตอนนี้การเมืองท้องถิ่นกลับมีแต่กลุ่มอิทธิพล แค่เรื่องการทำงานก็จะเห็นได้ว่ามีการนำลูกท่านหลานเธอ เด็กฝาก มาทำงาน เราจึงควรมีหลักธรรมาภิบาลถึงจะทำให้ปทุมธานีพัฒนาไปข้างหน้าได้"

นายนภัทร โภคาสัมฤทธิ์ เบอร์ 8 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า "จุดยืนของตนต้องการทำงานอย่างสุจริต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองมีนโยบายเรื่องความสุจริตอยู่แล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมา 4 ปี ตนมองว่ามันเป็นการดูถูกประชาชน สำหรับคนที่ซื้อเสียงในพื้นที่เขาต้องใช้เงินหลายสิบล้าน พี่น้องประชาชนอย่าดูถูกตัวเองด้วยการรับเงินจากคนโกง เพื่อปทุมธานี"

นายโชคชนะ ทวีกุล เบอร์ 10 พรรคพลังปวงชนไทย กล่าวว่า "สำหรับตนไม่มีอะไรมาก เพราะตนเห็นว่าการเมืองปทุมธานีมีสิ่งไม่ดีเข้ามา ตนต้องแก้ไข ปัญหาทุจริตการโกง ให้สิ้นซากไปจากปทุมธานี  ยังไงเราทุกคนต้องช่วยกันกำจัดกลุ่มอิทธิพลและคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากประเทศไทย"

เปิดข้อห้าม กฎหมายเลือกตั้ง ม.79 วันที่ 13-14 พ.ค.นี้ ห้ามทำอะไรบ้าง ฝ่าฝืนระวังเจอโทษหนัก ทั้งจำทั้งปรับ!!

(13 พ.ค. 66) ห้ามโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งให้ผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมือง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 พฤษภาคม 2566 (วันก่อนเลือกตั้งหนึ่งวัน) จนจบวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 กฎหมายเลือกตั้งกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ใด โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองก็ตาม (มาตรา 79)

กฎหมายไม่ได้ระบุนิยามของ ‘การโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง’ ไว้ตรงๆ จึงต้องอาศัยการตีความ ตัวอย่างของการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการโฆษณาหาเสียงให้พรรคการเมือง เช่น
- การสวมเสื้อ เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ฯลฯ ที่มีสัญลักษณ์โลโก้พรรคการเมือง หรือมีสีและหมายเลขพรรคการเมือง
- การโพสต์ข้อความ การอัปโหลดภาพหรือคลิป ที่มีเนื้อหาสื่อไปในทางช่วยหาเสียงให้พรรคการเมือง ลงบนโซเชียลมีเดีย
- การแจกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหาเสียง บริเวณใกล้หน่วยเลือกตั้ง หรือที่อื่นๆ

หากฝ่าฝืน โทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 156)

ชาวเน็ตสงสาร ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ ซัด ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ตีหน้าเศร้าเล่าความลำบาก ทั้งที่ในอดีตเคยทำชีวิต ‘ผู้ชายคนหนึ่ง’ พังในพริบตา

(13 พ.ค. 66) จากกรณีที่ ‘แอนนี่ บรู๊ค’ ได้ไปออกรายการโต๊ะหนูแหม่ม กับพิธีกร ‘หนูแหม่ม สุริวิภา’ โดยเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ เป็นการแชร์ประสบการณ์ชีวิต ความเป็นซิงเกิลมัม หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องมีความแข็งแกร่ง และทำงานหนัก เพื่อหาเงินเลี้ยงลูก พร้อมบอกเล่าถึงความลำบากว่า กว่าจะมีวันนี้ ต้องกินน้ำก๊อกสู้ชีวิตต่างแดน และขายเกมส์ลูกเก็บ เพื่อเงินไว้ให้ลูกได้เรียน

แต่ทว่า เมื่อสัมภาษณ์นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่าเกิดกระแสตีกลับ โดยมีชาวเน็ตจำนวนมาก ออกมาคอมเมนท์ไปในทิศทางเดียวกันว่า “การกระทำของแอนนี่ บรู๊ค ในอดีตได้ทำลายชีวิตผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังมีอนาคตสดใส กลับต้องพังทลายลงในพริบตา”

สิ่งที่ชาวเน็ตได้ออกมาคอมเมนท์นั้น ต้องย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งในขณะนั้น แอนนี่ บรู๊ค ได้เกิดตั้งท้องและให้กำเนิดลูกชาย ซึ่งก็คือ น้องฑีฆายุ โดยแอนนี่ ได้อ้างว่า ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์’ เป็นพ่อของเด็ก

พลันที่ แอนนี่ บรู๊ค ออกมาให้ข่าวถึงคนที่เป็นพ่อของเด็ก ทำให้อนาคตของฟิล์ม ซึ่งเป็นดารานักร้องมากความสามารถและกำลังโด่งดังสุดขีด ต้องดับวูบลงทันที

แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่แฟนคลับและคนที่เห็นใจฟิล์มยังจดจำได้ดี เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องมาเผชิญชะตากรรมและไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยเหตุว่า แอนนี่ บรู๊ค ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความจริงว่า ฟิล์มเป็นพ่อของเด็กจริงหรือไม่ แต่กลับปล่อยให้สังคมคาใจ

ขณะเดียวกัน ยังได้เรียกร้องและรับค่าเลี้ยงดูลูกมานานหลายปี ถึงแม้ตัวฟิล์มเองจะมั่นใจว่าตนเองไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่ก็ยินดีส่งเสียเลี้ยงดู ท่ามกลางชะตาชีวิตที่ยากลำบาก เพราะงานในวงการบันเทิงหดหายไปอย่างมากก็ตาม

แต่สุดท้าย ความจริงก็ปรากฏ เมื่อ แอนนี่ บรู๊ค ออกมาสารภาพเองว่า ฟิล์ม ไม่ใช่พ่อของน้องฑีฆายุ แต่ก็ปล่อยให้เวลาเนิ่นนานมาจนลูกชายอายุ 7-8 ขวบ

แน่นอนว่า เมื่อแอนนี่ บรู๊ค ยอมเปิดเผยความจริง เรื่องนี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับของฟิล์มอย่างมาก ถึงขั้นออกมาเรียกร้องความยุติธรรมผ่านทางโซเชียลมีเดีย ด้วยการติดแฮชแท็ก #ขอความเป็นธรรมให้ฟิล์มรัฐภูมิ พร้อมกับแนะนำให้ฟิล์ม ฟ้องเรียกร้องค่าเลี้ยงดูคืน จนกลายเป็นกระแสโด่งดังเมื่อราว 5 ปีก่อน

แต่อย่างไรก็ตาม กลับเป็นตัว ฟิล์ม รัฐภูมิเอง ที่เป็นคนออกมายุติเรื่องนี้  และวอนแฟนคลับให้หยุดรื้อฟื้นถึงเรื่องเก่าที่เกิดขึ้น เพราะไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อน้องฑีฆายุ ส่วนค่าเลี้ยงดูนั้นไม่ขอเรียกร้องคืน เนื่องจากตนเองก็มีส่วนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นเช่นกัน

ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด จะเห็นว่า ฟิล์ม รัฐภูมิ ออกมาปฏิเสธตั้งแต่วันแรก เพราะมั่นใจในตัวเองว่าไม่ใช่พ่อของเด็กแน่นอน พร้อมกับขอตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความชัดเจน แต่ก็ถูกแอนนี่ บรู๊ค ปฏิเสธ เมื่อเป็นเช่นนั้น ฟิล์ม ซึ่งมีความเป็นลูกผู้ชายมากพอ จึงยินดีส่งเสียค่าเลี้ยงดูตลอดมา และพยายามไม่ให้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบกับเด็ก แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริง.....

และแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลร้ายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หน้าที่การงาน และความทุกข์ใจของคนรอบข้าง แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นลูกผู้ชายของคนที่ชื่อ ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์’ ได้เป็นอย่างดี...

‘อภิสิทธิ์’ ลั่น!! ขอให้นึกถึงประเทศเป็นหลัก อย่าเลือกเพราะเกลียด-กลัว ยืนยัน ‘ปชป.’ มีคนทุกรุ่น สามารถช่วยประเทศฟันฝ่าวิกฤตไปได้

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.66 ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์จัดการปราศรัยใหญ่นัดสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง ภายใต้ชื่องาน “#SAVEประชาธิปัตย์ เพื่อ #SAVEประชาธิปไตยไม่โกง” โดย นายอภิสิทธิ์​ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ปราศรัยว่า ก่อนเข้าสู่การเมืองตนอายุ 27 ปีไม่มีสตางค์ ไม่มีอิทธิพล แต่มาใกล้ถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ประชาชนให้การสนับสนุน ตนจึงเป็นหนี้บุญคุณประชาชน และพรรคที่สังกัดตลอดไป ตนอยากมายืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เหมือนกับพรรคอื่นแน่นอน เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ขณะที่พรรคอื่น ถ้าเอ่ยชื่อบางพรรค ก็จะร้องอ้อ รู้เลยว่า ตั้งขึ้นมาไว้สนับสนุนลุง อีกพรรคก็มีลุงอีกคน ส่วนอีกพรรคเป็นของเสี่ย และอีกพรรคมีคนแดนไกลกำกับอยู่หรือป่าว แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอะไรอย่างนั้นแน่นอน เพราะ 77-78 ปี พรรคประชาธิปัตย์มีไว้เพื่อสืบสานอุดมการณ์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของบุคคล แต่มีประชาชนเป็นเจ้าของพรรค

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้ไปร่วมร่างนโยบายกับพรรค แต่รู้ว่าสิ่งที่กำหนดออกมามีการหารือกับนักการเมืองของพรรคที่ล้วนแต่เป็นตัวแทนของประชาชน แล้วกลั่นออกมาเป็นสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับประชาชนและประเทศไทย ดังนั้นนโยบายของพรรคบางทีไม่ตื่นเต้น เร้าใจ และไม่ลดแลกแจกแถมเหมือนคนอื่น การเลือกตั้งเที่ยวนี้พี่ประชาชนอ่านแล้วตาลาย เพราะนโยบายเยอะจริงๆ แต่หลายเรื่องเราต้องดูประวัติความเป็นมา เช่นนโยบายผู้สูงอายุ เดี๋ยวนี้มีทั้งบำนาญ กองทุนสารพัด เพราะคนไทย 100 คนจะมีผู้สูงอายุ 20 คน ก็ไม่แปลกที่มีนโยบายผู้สูงอายุออกมาแข่งขันกันใหญ่ แต่ 30 ปีที่แล้วผู้สูงอายุมีไม่มากนายชวน หลีกภัย ขณะเป็นนายกฯ ก็อนุมัติเบี้ยผู้สูงอายุให้เป็นปีแรก 300 บาท ต่อมาตนเป็นนายก ฯก็ปรับให้เป็น 500 บาท ดังนั้นไม่ว่าประชาชนจะเชื่อนโยบายใครแต่คนที่คิดทำก่อนคือพรรคประชาธิปัตย์

“ดังนั้นอย่าเอาความกลัว ความเกลียดเป็นตัวตั้ง แต่ให้นึกถึงประเทศเป็นตัวตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกนี้ ตนยืนยันว่าคนที่มาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์มีทุกรุ่นที่จะช่วยประเทศได้ทั้งสิ้น เราเป็นพรรคที่สร้างคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่เหล่านั้นรู้ว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องทำอย่างมีศิลปะ บางครั้งความพยายามจะเปลี่ยนแปลงโดยไม่เรียนรู้ความละเอียดอ่อน ความรู้สึกนึกคิดของคนต่างวัย ในที่สุดจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง” นายอภิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องกาบัตรสองใบ ตนไม่ใช่เซียนการเมือง ได้ดูโพลบ้างแต่ไม่รู้ว่าพรรคไหนจะได้เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าใครจะได้จัดรัฐบาล แต่พอจะมองเห็นความวุ่นวายหลายอย่างที่จะเกิดขึ้น เกี่ยวกับกติกาที่ออกแบบมา ตนยืนยันได้เพียงว่าเลือกประชาธิปัตย์เราจะเป็นหลักให้กับบ้านเมืองได้ เลือกประชาธิปัตย์เราจะช่วยฟันฝ่าวิกฤตต่างๆได้ จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเราทุ่มเททำงานให้กับประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง จะทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและจะสืบทอดอุดมการณ์ของประชาธิปัตย์ตลอดไป

“ผมยืนยันได้ว่าชีวิตผมอยู่กับการเมืองมาตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ผมรัก และชอบใช้ชีวิตที่มีความสุขกับการติดตามเหตุการณ์ของบ้านเมืองด้วยความสุขใจ เมื่อได้โอกาสจากประชาชนและพรรค ผมก็ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แต่เมื่อใดจังหวะเวลาไม่ใช่ ผมก็พร้อมจะถอยให้คนอื่นสามารถทำงานได้ นี่คือความเป็นนักประชาธิปไตยที่ประชาธิปัตย์สั่งสอนมา ดังนั้นผมไม่รู้ว่าสภาจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ เลือกตั้งครั้งหน้าอีก4 ปีหรืออาจจะสั้นกว่านั้น ไม่รู้ว่าวันนั้นผมจะอยู่ในสถานะอะไร แต่รู้แน่ว่าผมยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตราบเท่าที่ประชาธิปัตย์รักษาอุดมการณ์ในวันที่ก่อตั้งเมื่อ ปี2489 และตราบเท่าที่ผมเป็นสมาชิกพรรค เลือกตั้งครั้งหน้าหากพรรคสั่งตนก็ต้องมา อายุก็จะมากขึ้นหน่อยแต่ความหล่อก็จะเพิ่มขึ้น และความรักความผูกพันที่มีให้กับประชาชนไม่มีวันลดลงแน่นอน เพราะนี่คือ ประชาธิปัตย์ของพี่น้อง ดังนั้น 14 พฤษภาคม อย่าลังเลเเลือกประชาธิปัตย์ทั้งสองใบ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

‘บิ๊กป้อม’ ปล่อยคาราวาน ‘พปชร.’ หาเสียงทั่ว กทม. เริ่มขบวนตั้งแต่หน้าพรรค ไปจนถึงวงเวียนใหญ่

(13 พ.ค.66) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำแกนนำพรรคพปชร. เคารพธงชาติ ก่อนปล่อยคาราวานรถหาเสียงโค้งสุดท้ายทั่วกทม. เพื่อให้กำลังใจผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ว่า วันนี้เป็นการหาเสียงวันสุดท้าย และเราจะยุติการหาเสียงในเวลา 18.00 น. ขอให้ผู้สมัครทุกคนทำงานให้เต็มที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชนของเรา และความแข็งแกร่งของพรรคพลังประชารัฐ ที่จะช่วยเหลือประชาชนต่อไป ขอฝากให้ช่วยกัน  

จากนั้นพล.อ.ประวิตร โบกธงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และปล่อยขบวนแห่ โดยมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค และหัวหน้าทีมรับผิดชอบดูแลกทม. นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมกทม. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการฝ่ายจัดทำนโยบาย ขึ้นขบวนรถแห่ แยกย้ายไปตามเส้นทางต่างๆ เริ่มปล่อยขบวนตั้งแต่หน้าพรรค ผ่านห้าแยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผ่านแยกยมราช เข้าถนนหลานหลวง ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานพุทธ และจบที่วงเวียนใหญ่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top