Friday, 24 July 2026
NewsFeed

‘ทนายอนันต์ชัย’ พบ ‘กลุ่มมาเฟีย’ เก็บค่าเช่า-ออกตั๋วผี หน้าพระธาตุพนม สั่งรื้อแผงลอยเช่าขายของทั้งแถบ พร้อมปลด ‘กรรมการวัด’ ที่มีส่วนรู้เห็น

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 66 นครพนม ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายกองทัพธรรม ไวยาวัชรกรวัดพระธาตุพนม สั่งรื้อหมดทั้งแถบ แผงลอยเช่าขายของเรียกเก็บค่าเช่าตั๋วผี พร้อมปลดทั้งชุดกรรมการวัด ตั้งชุดใหม่บริหารงานจัดระเบียบ พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาส ตั้งทนาย อนันต์ชัย ไชยเดช เป็นประธานฝ่ายประสานงาน ดูแลวัด ทุกภาคส่วน เตือนใครฝ่าฝืนมติวัดดำเนินคดีทันที เดินหน้าขึ้นทะเบียนมรดกโลก ด้านแม่ค้า พ่อค้า ยอมถอยเข้าพื้นที่จัดระเบียบ

จากกรณีมีคำสั่งจัดระเบียบพื้นที่ขายของ หน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จนกระทั่งมีข้อพิพาท ระหว่าง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อีกทั้งเป็นประธานบริหารดูแลผลประโยชน์ทั้งภายนอกภายในวัด เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ในการเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกระทั่งภายหลัง บรรดา พ่อค้า แม่ค้า กลุ่มผู้ค้าดอกไม้เร่ ลอตเตอรี่แผงลอย ที่ออกมาประท้วงวางของขายปิดทางเข้าประตูวัดยอมถอย เนื่องจากทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร มีการออกกฎเหล็กสั่งดำเนินคดี ขั้นเด็ดขาดหากฝ่าฝืน ทำให้บรรดาพ่อค้า แม่ค้า ยอมถอยเข้าไปขายในพื้นที่จัดระเบียบชั่วคราว รอการสร้างพื้นที่ขายของถาวร เพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ให้เกิดความสวยงาม เป็นระเบียบ

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้สั่งรื้อแผงลอยเช่าขายของ บริเวณหน้าวัด ที่มีกลุ่มมาเฟีย ที่แอบแฝงผลประโยชน์ อ้างเป็นกรรมการวัด ฉวยโอกาสมาตั้งแผงลอย ให้บรรดา พ่อค้า แม่ค่าเช่า เพื่อเรียกเก็บค่าเช่า แผงละ 500 บาท ต่อเดือน โดยมีการเรียกเก็บมาตั้งแต่งานนมัสการองค์พระธาตุพนม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และฉวยโอกาสเก็บค่าเช่าต่อ และออกใบเสร็จเป็นตั๋วผี อ้างนำเงินเข้าวัด จนกระทั่งมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบมีกรรมการวัดบางกลุ่มรู้เห็น จึงมีการสั่งรื้อแผงลอยเช่า ทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหา และเป็นการจัดระเบียบ นอกจากนี้ยังได้ มีคำสั่งปลดกรรมการวัดทั้งชุดเดิม

ทั้งชุด และออกคำสั่งแต่ตั้งใหม่ เพื่อล้างระบบมาเฟีย และป้องกันการฉวยโอกาส แสวงผลประโยชน์จากวัด ทั้งนี้ทาง พระเทพวรมุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ให้ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิกองทัพธรรม ในฐานะไวยาวัชกรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายประสานงานกิจการคณะสงฆ์วัดพระธาตุพนม เพื่อประสานงานกับทุกภาคส่วนแทนวัดพระธาตุพนม ให้เป็นไปตามระเบียบขอมหาเถรสมาคม และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

ขณะเดียวกันจากการสอบถามบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการ ในพื้นที่จัดระเบียบ ยอมรับว่า ทำการค้าขายมานานหลาย 10 ปี เมื่อมีการจัดระเบียบ ช่วงแรกยังมีปัญหาความไม่เข้าใจ แต่มีการพูดคุยเจรจาหารือตกลง เกี่ยวกับการจัดสรรพื้นที่เหมาะสมให้ จึงยอมรับในคำสั่งของมติวัดพระธาตุพนม และยอมขายของในพื้นที่จัดระเบียบ แต่เพียงต้องการความชัดเจน และเหมาะสม เนื่องจารกที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน ในการจัดระเบียบ บางรายยังฉวยโอกาสเข้าไปขายในพื้นที่หวงห้าม ไม่มีมาตรฐาน ฝากถึงคณะกรรมการวัดขอให้มีมาตรฐานในการจัดระเบียบ ทางพ่อค้า แม่ค้า ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และให้มีการตรวจสอบสำหรับกลุ่มคนที่ยังฉวยโอกาสแสวงประโยชน์กับทางวัด

'ดร.หิมาลัย' ลั่น!! รทสช. พร้อมป้อง ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ หวังคนรุ่นใหม่ไม่ลืม 'รากเหง้าความเป็นไทย'

เปิดใจ ‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ ยืนยัน ‘บิ๊กตู่’ เหมาะนั่งนายกฯ ต่อ ย้ำ!! รทสช. ยึดมั่นสถาบัน ไม่แตะ ม.112 ลั่น!! พร้อมปกป้อง ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ หวังคนรุ่นใหม่ไม่ลืม 'รากเหง้าความเป็นไทย'

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.66 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้ประสานงานพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์เปิดใจในรายการ 'ถลกข่าว ถลกคน' EP 9 ถึงการเข้าร่วมทำการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่า...

ตอนนี้ตนเองได้เดินหน้าร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติอย่างเต็มตัว เพราะต้องการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีโอกาสทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาจากการทำงานให้กับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อมาสนับสนุนพลเอกประยุทธ์นั้น ไม่มีความขัดแย้งกับทาง พปชร.ใด ๆ ทั้งสิ้น และยังคงให้ความเคารพนับถือพลเอกประวิตรเช่นเดิม เพราะแม้แต่ตัวท่านพลเอกประยุทธ์เอง ก็ยังเคารพรักพลเอกประวิตรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ท่าน ไม่เคยกล่าวถึงกันในแง่ไม่ดีเลย และในการหาเสียงนั้น ทางพลเอกประยุทธ์จะกำชับทุกคนห้ามกล่าวโจมตีพลเอกประวิตรอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 ท่านไม่มีความขัดแย้งกันโดยส่วนตัว

แต่ทว่า ในทางการเมืองนั้น อุดมการณ์และแนวคิดการทำงานอาจจะแตกต่างกัน ทำให้พลเอกประยุทธ์แยกออกมาทำการเมือง เดินหน้าต่อเพื่อประชาชนอย่างเต็มตัว เพราะยังมีหลายส่วนที่ท่านเห็นว่า จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชน และการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

ดร.หิมาลัย กล่าวต่ออีกว่า จากการที่ได้ทำงานกับพลเอกประยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าท่านเป็นคนที่ตั้งใจและทุ่มเททำงานจริง ที่สำคัญมีความโปร่งใส ดูได้จากตลอด 8 ปีที่พลเอกประยุทธ์ นั่งตำแหน่งนายกฯ ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก และที่สำคัญเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ 

"ผมขอยกตัวอย่าง การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบีย ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทำได้สำเร็จในรอบกว่า 30 ปี ซึ่งประเทศไทยได้รับประโยชน์มหาศาล จากทั้งในแง่การส่งออกสินค้า แรงงาน และการลงทุนด้านปิโตรเคมี นอกจากนี้ ในด้านโครงสร้างพื้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านระบบรางที่เชื่อมโยงทั้งในไทยและเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคอาเซียน ตอนนี้วางระบบรางไปแล้วนับพันกิโลเมตร และขยายถนนอีกนับหมื่นกิโลเมตร" 

ดร.หิมาลัย เผยอีกว่า แม้กระทั่งในช่วงที่ทั่วโลกเผชิญกับโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นวิกฤตโรคระบาดใหม่ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน หลายประเทศตื่นตระหนก แม้กระทั่งประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน ยังประสบกับระบบสาธารณสุขล่มสลาย ประชาชนล้มตายจำนวนมาก แต่ภายใต้วิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของพลเอกประยุทธ์ ได้มีคำสั่งตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ขึ้นมารับมือทันที โดยให้อาจารย์หมอมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เพราะท่านรู้ว่า เรื่องนี้ท่านสู้หมอไม่ได้ ดังนั้นจึงให้ผู้มีความรู้นำแก้ปัญหา ส่วนตัวท่านและรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนทำตามคำแนะนำ ทำให้ประเทศไทยสามารถฝ่าวิกฤตมาได้และฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจ จนทั่วโลกให้การยกย่อง

ส่วนวิสัยทัศน์ในด้านการบริหารความมั่นคงนั้น จะเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ชาติมหาอำนาจให้ความสำคัญ คนที่บอกว่า ประเทศไทยล้าหลังไป 8 ปี ห่วยแตก เศรษฐกิจไม่ดี ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชาติมหาอำนาจคงไม่มองเราเป็นประเทศยุทธศาสตร์ และคนที่สามารถสร้างสมดุลให้กับมหาอำนาจทุกฝ่าย ก็คือ พลเอกประยุทธ์ นั่นเอง

ขณะที่หลายฝ่ายพยายามกล่าวหาว่า พลเอกประยุทธ์ เสพติดอำนาจนั้น ดร.หิมาลัย กล่าวว่า หากพลเอกประยุทธ์เป็นคนเสพติดอำนาจ วันนี้คงจะยังร่วมงานกับพรรคเดิม ไม่จำเป็นต้องมาทำการเมืองกับพรรคใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติ เพราะตรงนั้นมีฐานเสียงอยู่แล้ว แต่เป็นเพราะท่านคิดว่า ยังสามารถทำงาน พัฒนาประเทศต่อไป โดยเฉพาะในส่วนที่ได้เริ่มทำมาแล้วแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ส่วนจะได้กลับมาทำต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้ ซึ่งผลจะออกมาอย่างไร ท่านก็พร้อมจะยอมรับ เพราะอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความมั่นคง ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

"อย่างที่รับทราบกันว่า ขณะนี้มีคนบางกลุ่มพยายามโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่รู้หรือไม่ประเทศไทยที่ดำรงอยู่จนเท่าทุกวันนี้ เพราะบรรพบุรุษใช้เลือดเนื้อรักษาเอาไว้ตลอดมา และอย่าได้ลืมเลือนประวัติศาสตร์ ว่าครั้งหนึ่งเราเกือบตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่ด้วย 'เงินถุงแดง' ที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 สะสมไว้ ช่วยให้ไทยรอดพ้นมาได้จนเท่าทุกวันนี้" ดร.หิมาลัย กล่าวและว่า...

“ฝากถึงน้อง ๆ ที่มีแนวคิดอยากเปลี่ยนแปลง อยากถามว่า บ้านของเรามีเสาหลักอยู่ วันดีคืนดีมาบอกว่า อันนี้ไม่ดีจะเอาออก หากเอาเสาหลักออกไปแล้ว จะมีอะไรมาทดแทนค้ำยันบ้านไม่ให้พังทลายลงหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ คงไม่สามารถไปห้ามความคิดของใครได้ ทุกอย่างเป็นไปตามบริบทและพลวัตรของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่พรรคฯ จะยึดมั่นในอุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักของชาติเป็นสำคัญเช่นเดิม ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นต่าง และสร้างความเข้าใจ โดยไม่ปิดกั้นความคิดเห็นหากไม่ไปละเมิดกฎหมายบ้านเมือง เพราะยึดหลักในการให้เกียรติซึ่งกันและกัน สังคมจึงจะไม่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

แต่ถึงกระนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนยันว่า ไม่มีแนวคิดที่จะแตะต้องหรือแก้กฎหมายมาตรา 112 อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นกฎหมายที่อยู่ในหมวดความมั่นคง เพื่อปกป้ององค์พระประมุขของชาติ และทางพรรคฯขอย้ำว่า กฎหมายนี้ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนเลย ไม่มีผลต่อการดำรงชีวิตของสุจริตชน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะไปแก้ไขใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามถึงเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งนั้น ดร.หิมาลัย เผยว่า "พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ถ้าพรรคการเมืองใดก็ตาม สนับสนุนการปกครองระบอบนี้ ทาง รทชส. ก็พร้อมทำงานร่วมรัฐบาลกันได้"

เมื่อถามถึงนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ที่หลายพรรคหยิบยกขึ้นมาหาเสียงเลือกตั้ง ดร.หิมาลัย ให้ความเห็นว่า "ที่ผ่านมานโยบายของกองทัพ ได้มีการปรับลดการเกณฑ์ทหารลงมา และเพิ่มสัดส่วนพลทหารอาสาสมัครมากขึ้น เพื่อปรับให้เข้ากับบริบทสังคมแต่อย่างไรก็ดี อยากจะฝากพรรคการเมืองที่มีนโยบายลดการเกณฑ์ทหาร ให้ดูบริบทประเทศรอบข้างของไทยว่าเป็นอย่างไร เชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าวันข้างหน้าจะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ และหากศึกษาอย่างละเอียด จะพบว่า ศักยภาพทางทหารของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่และกำลังพลของกองทัพ"

“เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าในอนาคตจะเกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ ดูตัวอย่างประเทศที่กำลังรบกันอยู่ขณะนี้ก็ได้ ประเทศหนึ่งไม่พูดกล่าว แต่อีกประเทศที่มีผู้นำพูดเก่งออกทีวี ออกโซเชียลทุกวัน แต่ประเทศได้รับความบอบช้ำอย่างหนักแทบจะล่มสลาย เพราะฉะนั้น อยากฝากถึงพรรคการเมืองที่มองว่า ทหารไม่สำคัญ หากวันหนึ่งเกิดการสู้รบขึ้นมา ถ้าเราไม่มีทหารออกรบ ข้าศึกไม่ตายเพราะปากนะครับ” ดร.หิมาลัย กล่าวเสริม

ช่วงท้ายของรายการ ดร.หิมาลัย ยังได้นำเสนอนโยบาย รทสช. ที่จะผลักดันเร่งด่วนหากได้เป็นรัฐบาลคือเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ประกอบด้วย การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 1,000 บาท ซึ่งเป็นแนวคิดด้านมนุษยธรรมช่วยเหลือคนที่ลำบาก และอีกข้อ คือ เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,000 บาททุกช่วงวัย ส่วนนี้เป็นเรื่องของความกตัญญู เป็นการดูแลคนแก่ ซึ่งในอดีตเป็นผู้ที่ทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประแทศ เมื่อกำลังลดน้อยถอดลง ก็ต้องดูแลกันตามหลักของความกตัญญู ขณะเดียวกัน ยังมีสวัสดิการสำหรับเด็กเกิดใหม่ตั้งแต่ 0-6 ขวบ ซึ่งจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยเช่นกัน

ดร.หิมาลัย ยืนยันว่า นโยบายดูแลเรื่องค่าครองชีพที่ทางพรรคได้วางไว้นั้น จะสอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดิน โดยไม่เป็นภาระหนัก หากเทียบกับนโยบายของบางพรรคการเมืองที่ประกาศจะแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล ซึ่งมองว่าจะเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินอย่างมาก เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลกว่า 5.6 แสนล้านบาท แต่อย่างไรก็ดี ต้องขอบคุณนโยบายดังกล่าวด้วย เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันว่า เศรษฐกิจในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเงินส่วนหนึ่งที่จะนำมาแจกนั้น คือเงินภาษีที่เก็บได้ในปีนี้นั่นเอง

#THESTATESTIMES
#ElectionTime
#NewsFeed
#หิมาลัยผิวพรรณ
#รวมไทยสร้างชาติ
#เบอร์22

‘ทนายธันย์พิชา’ ยืนยันเลิกเป็นทนายให้ ‘แอมไซยาไนด์’ ชี้ สุดสิ้นหน้าที่ตั้งแต่ 1 พ.ค. ลั่น!! ใครวิจารณ์เสียหายเจอฟ้อง

(12 พ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ธันย์พิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความของนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ ‘แอม ไซยาไนด์’ ได้ติดต่อผ่าน อมรินทร์ทีวี แจ้งว่าขณะนี้อย่ามาเรียกว่าทนายแอม เพราะตนไม่ทำคดีให้แอมแล้ว ตอนนี้แอมมีการเปลี่ยนทนายใหม่ ตอนแรกตนสอบถามแอมในชั้นพนักงานสอบสวนว่าจะเปลี่ยนทนายหรือไม่ ถ้ายังรับได้กับการทำคดีของตน ซึ่งแอมบอกไม่เปลี่ยน

“แต่พอเข้าไปสู่เรือนจำ เมื่อถามแอมอีกครั้ง แอมบอกเปลี่ยน ดิฉันจึงสิ้นสุดการทำคดีให้แอม ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. จึงอยากให้รับทราบโดยทั่วกัน หลังจากนี้เรื่องคดีความของแอม ขอให้สื่อมวลชนไปติดตามกับทนายคนใหม่ คือนายชินคุปต์ ไทยยะกร”

น.ส.ธันย์พิชา บอกอีกว่า ส่วนตัวไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับแอม แต่มาทำหน้าที่ในฐานะของทนายความในชั้นพนักงานสอบสวนเท่านั้น วันนี้แอมได้แต่งตั้งทนายใหม่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าหน้าที่ทนายความของตนสิ้นสุดลงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.

“ส่วนคนที่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของดิฉันให้เกิดความเสียหายหลังจากนี้ ตอนนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย จะฟ้องกลับทุกคดี” น.ส.ธันย์พิชา ระบุ

กองทัพเรือจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี “เสด็จเตี่ย” ณ อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณท์ทหารเรือ (อาคาร Utility Hall) พร้อมให้ข้าราชการทหารเรือและประชาชนที่สนใจเข้าชม

วันที่ 11 พ.ค.66 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือในฐานะประธานกรรมการจัดงานครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปี พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ติดตามความพร้อมในการจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติเนื่องในโอกาสครบรอบวันสิ้นพระชนม์  100 ปีฯ เพื่อเปิดให้ข้าราชการทหารเรือ และประชาชนเข้าชมได้ในวันจันทร์ - วันศุกร์ ตั้งแต่ 12 พ.ค.66 เวลา 09.00 - 15.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ พิพิธภัณท์ทหารเรือ (อาคาร Utility Hall) ถ.อรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

การจัดแสดงนิทรรศการดังกล่าวดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและการจัดกิจกรรมด้านวิชาการ การจัดงานครบรอบวันสิ้นพระชนม์ 100 ปีฯ ได้กำหนดกรอบและนำวัตถุพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญจัดแสดงนิทรรศการฯ เพื่อเทิดพระเกียรติ “เสด็จเตี่ย” ที่ทรงวางรากฐานให้กองทัพเรือเป็นปึกแผ่นตราบจนปัจจุบัน ณ ห้องโถงชั้นล่างของอาคารอเนกประสงค์ (Utility Hall) ดังนี้

ศลต.ตร.เผยตั้งแต่บ่ายวันนี้ มีเวทีปราศรัยใหญ่ 8 พรรค 8 จุด กทม. – ปริมณฑล แนะประชาชนวางแผนการเดินทาง จัดกำลังตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2566) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการ ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ โฆษก ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศลต.ตร. กำชับให้ ศลต.ตร.กำหนดแผน และมีมาตรการในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้แก่พี่น้องประชาชน ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566
 
พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าวว่า เนื่องจากในวันนี้ (12 พฤษภาคม 2566) ศลต.ตร.ได้รับแจ้งว่า พรรคการเมืองหลายพรรคได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ศลต.ตร.โดยพล.ต.อ.รอยฯ ได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ที่มีการจัดการปราศรัย และพื้นที่ติดต่อ วางมาตรการเพื่อบริหารจัดการการจราจรอำนวยความสะดวกกับประชาชนที่เดินทางไปร่วมฟังการปราศรัย และเพื่อให้ผลกระทบกับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนน้อยที่สุด ทั้งนี้ขอประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนรับทราบ เพื่อการวางแผนการเดินทางด้วย
 
ขณะนี้ ศลต.ตร.รับแจ้งว่าตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งเป็นวันศุกร์ที่ปริมาณรถมากกว่าปกติ จะมีการปราศรัยใหญ่ของพรรคการเมือง 8 จุด ดังนี้
1. พรรคพลังประชารัฐ ปราศรัยที่ อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย - ญี่ปุ่น เขตดินแดง กทม. ในเวลา 14.00 น.
2. พรรคภูมิใจไทย ปราศรัยที่ ห้างสรรพสินค้า โชว์ ดีซี ถนนพระราม 9 เขตห้วยขวาง กทม.ในเวลา15.30 น.
3.พรรครวมไทยสร้างชาติ ปราศรัยที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กทม. ในเวลา 16.00 น.
4.พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยที่ ลานคนเมือง เขตพระนคร กทม. ในเวลา 17.00 น.
5.พรรคเพื่อไทย ปราศรัยที่ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี จว.นนทบุรี ในเวลา 17.30 น.
6. พรรคก้าวไกล ปราศรัยที่ อาคารกีฬาเวสน์ 1 สนามกีฬาไทย - ญี่ปุ่น เขตดินแดง กทม. ในเวลา 18.00 น.
7. พรรคชาติพัฒนากล้า ปราศรัยที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กทม. ในเวลา18.00 น.
และ 8. พรรคไทยสร้างไทย ปราศรัยที่ ลานกิจกรรม ปาร์ค พารากอน เขตปทุมวัน กทม.ในเวลา 18.00 น.
ขณะเดียวกันกรมอุตุนิยมวิทยา ออกรายงานแจ้งว่า ด้วยอิทธิพลจาก พายุไซโคลนโมคา ทำให้มีฝนตกต่อเนื่อง และฝนตกหนักบางแห่ง ทั่วประเทศ รวมถึงกทม.และปริมณฑล ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ดังนั้นอาจส่งผลให้การจราจรติดขัด หนาแน่นกว่าปกติ จึงขอให้ประชาชนวางแผนการเดินทาง และเผื่อเวลาในการเดินทางด้วย
 
พล.ต.ท.นิธิธร ฯ กล่าวด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน ผอ.ศลต.ตร.จึงได้สั่งการกำชับไปยังตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 ให้เตรียมแผนรองรับ และให้จัดกำลังตำรวจจราจรคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร รวมถึงบริการดูแลประชาชน อย่างเต็มที่ โดยประชาชนสามารถโทรสอบถามเส้นทาง สภาพการจราจรได้ที่สายด่วน 1197 กองบังคับการตำรวจจราจร หรือติดตามได้ทางเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์  “1197สายด่วนจราจร”
 

โซเชียลยกย่อง!! หนุ่มวิ่งบนถนน ตากแดดร้อนๆ เปิดทางให้รถมูลนิธิ นำส่งผู้ป่วยเคสฉุกเฉิน

(12 พ.ค. 66) ‘มูลนิธิสว่างสำเร็จเชียงใหม่’ แชร์คลิปผ่าน TikTok ซึ่งภายในคลิปเป็นภาพหนุ่มคนหนึ่ง วิ่งกลางถนน เพื่อเปิดทางให้รถกู้ภัยนำส่งผู้ป่วย ท่ามแดดช่วงกลางวัน และอากาศร้อนสุดๆ 

โดยโพสต์ข้อความระบุว่า “คนมีน้ำใจที่มีให้รถกู้ภัยครับ#จิตอาสา #มูลนิธิสว่างสว่างสำเร็จเชียงใหม่ #กู้ภัยสว่าง #เชียงใหม่ #ดันขึ้นฟีดที #กู้ชีพกู้ภัย #กู้ภัยสว่าง”

นอกจากนี้ในคลิปยังมีข้อความระบุด้วยว่า “น้ำใจบนท้องถนน พี่ชายใจดี วิ่งเปิดทางรถกู้ภัย เคส ICU แดดร้อนเรื่องเล็ก นับถือหัวใจ”

หลังจากโพสต์คลิปได้ไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น

“กราบหัวใจ ที่มีจิตอาสา ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ขอให้พี่เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ ๆ เจริญ ๆ”

“ฮีโร่ไม่ต้องมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นมากหรอกครับมีแค่จิตสำนึกที่ดีงามมันก็มีค่ามากพอเสมอมา”

“สิ่งเล็กๆ❤️ที่เขาเรียกว่าน้ำใจ”

“ใจพี่เขายิ่งใหญ่ หมดคำพูด”

“หัวใจหล่อมากน้องชายสุดยอด” เป็นต้น

“ขอชื่นชมน้ำใจที่มีให้กันครับ สังคมไทยจะน่าอยู่มากขึ้นถ้ามีคนแบบนี้เยอะๆๆ🥰🥰🥰”

'กกต.' โต้ 'ผอ.ข่าวเวิร์คพ้อยท์' ปม 'คะแนนโผล่ขั้วตรงข้าม' ที่นนท์ ยัน!! เป็น 'ข่าวเท็จ' เตือน!! ผู้ใดกด 'ไลก์-แชร์' มีโทษหนัก

(12 พ.ค. 66) กรณีนายสมภพ รัตนวลี ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวเวิร์คพอยท์ แสดงความเห็นทางแอปพลิเคชัน TikTok ว่า "คนที่เค้าไปเลือกที่จังหวัดเค้า แต่คะแนนกลับโผล่จังหวัดนนทบุรี แล้วกาจากพรรคหนึ่งกลายเป็นอีกพรรคหนึ่ง ขั้วตรงข้ามกันเลย แล้วเป็นอย่างนี้อีกหลายคน กกต. ออกมายอมรับแล้วอ้างว่าเจ้าหน้าที่ผิดพลาด" นั้น ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น

กกต. ขอชี้แจงว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้งของจังหวัดนนทบุรี การกล่าวอ้าง
ว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งในจังหวัดหนึ่ง แต่คะแนนไปโผล่ที่จังหวัดนนทบุรี โดยมีการลงคะแนนให้ผู้สมัครอีกพรรคหนึ่งแต่คะแนนกลับไปปรากฎให้ผู้สมัครอีกพรรคหนึ่ง เนื่องจากยังไม่มีการนำบัตรมานับคะแนนจึงไม่อาจทราบว่าคะแนนเป็นของผู้สมัครคนใด ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงเป็นความเท็จ และเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นจริงในการเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้งของจังหวัดนนทบุรี ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

คำเตือน ผู้ใดแชร์ข่าวดังกล่าวด้วยวิธีการกดไลก์ กดแชร์ รีทวิต รีโพสต์ ทางยูทูบ ทางติ๊กต็อก ส่งต่อทางไลน์ไปยังกลุ่มต่างๆ หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

'อัษฎางค์' ลั่น!! ได้เวลาทุบหม้อข้าว รอกินเมื่อคว้าชัย ชี้!! ถ้าแพ้คราวนี้ ก็ยกประเทศชาติให้เขาไปเลย

(12 พ.ค.66) นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กว่า...

ปลุกทุบหม้อข้าวแล้ว! ถ้าแพ้คราวนี้ยกประเทศให้เขาไปเลย

มีผู้ใหญ่ตั้งคำถามว่า สมมติว่า พท.และ กก.ชนะเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาล บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เราจะทำยังไงและควรมีแผนสำรองอย่างไร

คำตอบสั้นๆ ของผมคือ

ถ้าแพ้คราวนี้ โดยฝ่ายเขาได้จัดตั้งรัฐบาล การทำรัฐประหารและการเป็นฝ่ายปกครองมาถึง 8 ปี ก็สูญเปล่า ควรยกประเทศนี้ให้เขาไปครับ

เพราะเป้าหมายสูงสุดของ คสช.และรัฐบาลลุงคือ การคืนความสุขให้คนไทย ซึ่งหมายถึง การปราบปรามขบวนการจาบจ้วงและล้มล้างการปกครอง ซึ่งในเวลานี้งานยังไม่จบ

สำหรับผม 'ไม่ควรมีแผน B'

ต้องมี 'แผน A' แผนเดียวเท่านั้น

กล่าวคือ ต้องชนะเท่านั้น

ก่อนออกรบ ทุบหม้อข้าวทิ้งให้หมดครับ ไปกินข้าวในตอนโค่นคู่ต่อสู้ได้ ถ้าแพ้ ก็ตายในสนามรบไปเลยครับ โลกจะจารึกคุณไว้ตลอดกาล
.
ถ้าไม่ตายในสนามรบ รอดกลับมา ก็โดนศัตรูฆ่าอยู่ดี แถมโลกจะประนามคุณ
.
รบแล้วแพ้ ทั้งที่อาวุธครบมือ อำนาจก็อยู่ในมือ เสียชื่อจริงๆ ครับ และไม่สมควรได้รับการให้อภัย

ขออนุญาตเรียนแบบนี้ตรงๆ ด้วยความเคารพรักครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับผม

ผมมั่นใจ 100% ว่า ลุงตู่จะได้ตั้งรัฐบาลและเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ผมแสดงความคิดเห็นแบบนี้ ไม่ได้ต้องการดูหมิ่น แต่ต้องการเติมไฟในจิตใจของทีมลุงตู่และพันธมิตรทุกพรรคให้โชติช่วง

ถ้าเผื่อใจว่าจะแพ้ เราจะแพ้

ตอนพระเจ้าตากตีเมืองจันทร์ พระองค์ท่านมีกำลังและองคาพยพน้อยกว่ามาก แต่พระองค์ท่านสั่งให้ไพร่พลกินให้อิ่มแล้วทุบหม้อข้าวทิ้งให้หมด เพื่อเข้าไปพักผ่อน กินข้าว ฉลองชัยชนะเมื่อรบชนะ

เวลาออกรบ ต้องมีแผนเดียว คือแผนชนะ เท่านั้น

ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา ก็ตายมันในสนามรบไปเลย อย่ามีหน้ากลับมาให้ศัตรูหยามเหยียดและผู้คนสาบแช่ง

ขออนุญาตโพสต์แรงๆ แบบนี้ เพื่อเติมพลังให้สู้อย่างเต็มกำลังครับ

ตำรวจ ปส.(NSB) ทลาย 8 เครือข่ายยาเสพติด ยึดไอซ์มโหฬาร 1,300 กก. ยาบ้า 17 ล้านเม็ด คีตามีน 2 กก. มูลค่ามหาศาล

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิต พุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบาย ตร. ในการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนการเลือกตั้งปี 2566 ประกอบกับการเดินหน้าทำลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้นล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) สามารถทลาย 8 เครือข่าย

ผู้ต้องหา 24 คน พร้อมของกลางไอซ์ 1,300 กก., ยาบ้า 17 ล้านเม็ด และ คีตามีน 2 กก.

คดีที่ 1 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.66 เวลาประมาณ 23.30 น.ตำรวจ บก.ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ นายเกรียงไกร และ นายอะสะพะ พร้อมด้วยของกลางยาบ้าประมาณ 8.7 ล้านเม็ด ได้ที่บริเวณหน้ารีสอร์ตในพื้นที่ ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดย ตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของเครือข่ายยาเสพติด

นายเกรียงไกร และนายอะสะพะ ซึ่งลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนติดทางด้าน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้ผู้ลำเลียงใน จ.เชียงใหม่ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 เม.ย.66 ขณะที่ตำรวจ ปส.3 กำลังเฝ้าติดตามเครือข่าย  ยาเสพติดดังกล่าว พบรถกระบะเป้าหมายวิ่งไปถึง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จึงได้สกัดรถไว้ได้ที่บริเวณถนนหน้ารีสอร์ต แห่งหนึ่ง ต.กึ๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ มีนายเกรียงไกร เป็นผู้ขับขี่ และมีนายอะสะพะ นั่งข้างคนขับ จากการตรวจค้นรถ พบยาบ้า จำนวน 6 กระสอบ จำนวน 1.5 ล้านเม็ด อยู่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ และพบยาบ้า จำนวน 26 กระสอบ หรือ 7.2 ล้านเม็ด อยู่ภายในกระบะท้าย รวมยาบ้า 8.7 ล้านเม็ด  จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ดำเนินคดี และสืบสวนขยายผลถึงผู้สั่งการต่อไป
คดีที่ 2 เมื่อ 25 เม.ย.66 ตำรวจ บก.สกส., ขส. และ ปส.3 ได้ร่วมทำการจับกุม ผู้ต้องหา 4 คน ได้แก่   1.นายชรินทร์, 2.น.ส.เกตพิกุล, 3.นายซามูดิน และ 4.นายอับดุลเล๊าะ พร้อมด้วยของกลางไอซ์ประมาณ 251 กก. ได้ที่ด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี ต่อเนื่อง บริเวณลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบางปะอิน ก่อนการจับกุมสืบทราบว่าเครือข่ายนี้จะลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ มาส่งให้ลูกค้าใน จ.ปทุมธานี โดยจะใช้รถยนต์แบบตู้ทึบ ลักษณะขนส่งสินค้าเอกชนซุกซ่อนและลำเลียงยาเสพติด ตำรวจ ปส. จึงเฝ้าติดตามตลอดเส้นทางจากบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย จนถึง จ.นครสวรรค์ และสามารถจับกุม 2 ผู้ต้องหาคือ นายชรินทร์,น.ส.เกตพิกุล   ได้ที่บริเวณด่านตรวจยานพาหนะพยุหะคีรี พบไอซ์ถูกซุกซ่อนในรถยนต์ 234 กก. สอบสวนนายชรินทร์ ระบุมีไอซ์    อีก 17 กก. ซุกซ่อนในห้องเช่าใน ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย หลังเช่าไว้สำหรับพักยาเสพติดเพื่อรอส่งมอบให้กับลูกค้า จึงตรวจยึดและจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 2 คน คือ นายซามูดิน และ นายอับดุลเล๊าะ ดำเนินคดี

 คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 1 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ นายกิตติ มิ่งลดาพร และ นายเสกสรร อ่ำส้ม พร้อมด้วยของกลาง ยาบ้า จำนวน 2 ล้านเม็ด ได้ที่ บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า นายกิตติ และ นายเสกสรร มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากแนวชายแดนด้าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ส่งเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 30 เม.ย.66 ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน   ได้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดอีกครั้ง กระทั่งกลางดึกวันเดียวกัน ผู้ต้องหาได้ขับรถออกมาจากบ้านห้วยปู โดยรถมีการบรรทุกสิ่งของในลักษณะที่มีน้ำหนักมากและขับรถจอดเป็นระยะๆ และเลี้ยวเข้าไปในปั๊มน้ำมัน ปตท.แม่อาย  จ.เชียงใหม่ ตำรวจ ปส.3 จึงเข้าตรวจค้นพบยาบ้าอยู่ภายในห้องโดยสารและท้ายรถ รวม 2 ล้านเม็ด จึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ดำเนินคดี

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 6 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.2 ได้ทำการจับกุมนายสหรัถ พร้อมของกลางไอซ์ประมาณ 450 กก. ได้ที่บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านธาตุ ต.ธาตุนาเวง อ.เมือง จ.สกลนคร โดยตำรวจ ปส.2 สืบสวนทราบว่านายสหรัถ จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจาก จ.บึงกาฬ ไปส่งให้กับลูกค้าใน กทม. จึงวางกำลังตามเส้นทางเพื่อจับกุม กระทั่งเมื่อวันที่ 5 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.2 พบรถเป้าหมายขับมาในเส้นทาง อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร โดยมีรถนำสำรวจเส้นทาง ชุดจับกุมจึงนำกำลังสกัดกั้นได้บริเวณสี่แยกไฟแดงบ้านธาตุ อ.เมือง จ.สกลนคร พบนายสหรัถ เป็นผู้ขับขี่รถกระบะ จากการตรวจสอบภายในห้องโดยสาร พบไอซ์ 450 กก. บรรจุในกระสอบ 9 กระสอบ สอบถามผู้ต้องหา  รับสารภาพว่า รับยาเสพติดจากชายแดนแม่น้ำโขง จ.บึงกาฬ โดยจะมีกลุ่มนักบินภาคใต้มารอรับอีกทอดหนึ่ง

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.1 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่นายอดุลย์หรือบังเลาะห์ และ นายธนกฤติ  ได้ที่บ้านพักย่านลำลูกกา บ้านพักย่านสรงประภา และตรวจยึดยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด, คีตามีน 2 กก. ได้ที่ศูนย์กระจายสินค้าเอกชน ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดย ตำรวจ ปส.1 ได้สืบสวนและเฝ้าติดตามพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งลักลอบส่งยาเสพติดทางไปรษณีย์ และได้ประสานความร่วมมือกับบริษัทขนส่งพัสดุภัณฑ์ เพื่อติดตามพัสดุที่ผู้ต้องหาส่ง จนกระทั่งทราบว่าพัสดุดังกล่าว กำลังขนส่งไปถึง จ.สมุทรสาคร จึงทำการตรวจสอบพัสดุดังกล่าวร่วมกับบริษัทขนส่งพัสดุ พบยาบ้า 1.6 ล้านเม็ด และ คีตามีน 2 กิโลกรัม บรรจุในกล่องพัสดุ 16 กล่อง จึงได้ยึดเป็นของกลางและติดตามไปจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คนมาดำเนินคดี และตรวจยึดรถยนต์ 3 คัน, สร้อยคอทองคำ 8 บาท และแหวนเพชร 1 วง  รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 3 ล้านบาท

คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ บก.ขส. ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 7 คน ได้แก่ 1.นายธงไชย, 2.นายวิทยา, 3.นายสมชาย, 4.นายธรรมนูญ, 5.นายภาคภูมิ, 6.น.ส.สุธาดา และ 7.นายบัญฑิตย์ พร้อมของกลางยาบ้า 4.4 ล้านเม็ด ได้ที่บริเวณริมถนนตาก-พิษณุโลก(หมายเลข 12) ต.ไกรนอก อ.กงไกรลาส จ.สุโขทัย โดยชุดจับกุมสืบสวนทราบว่าในห้วงวันที่ 6–8 พ.ค.66 จะมีเครือข่ายค้ายาเสพติดจากภาคเหนือนำไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้รถยนต์ 3 คัน ในการลำเลียงยาเสพติดและนำทาง ตำรวจ ปส.ชุดจับกุม จึงวางกำลังตามเส้นทางบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย จนถึง จ.สุโขทัย กระทั่งจับกุม 7 ผู้ต้องหา ได้บริเวณริมถนนตาก–พิษณุโลก จ.สุโขทัย ตรวจสอบรถที่ใช้ก่อเหตุพบยาบ้าประมาณ 4.4 ล้านเม็ด และตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ขนยาเสพติด 3 คันดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 8 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.4 ร่วมกับ บก.ขส. ได้ร่วมทำการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 4 คน ได้แก่   1.นายกฤษณ์, 2.น.ส.สิรารมย์, 3.นายธนิสร และ 4.น.ส.วรัญธิญา ได้ที่ด่านตรวจยาเสพติด (บ้านควนมีด) อ.จะนะ จ.สงขลา ต่อเนื่องบริเวณจุดสกัดป้อมตำรวจโคกกอก ต.ท่ามิหรำ อ.เมือง จว.พัทลุง พร้อมของกลางไอซ์ประมาณ 300 กก. จากการสืบสวนขยายผลการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ไอซ์ 688 กก. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่าเครือข่ายดังกล่าวจะลักลอบขนยาเสพติดจากภาคกลางซุกซ่อนมากับรถ 2 คัน เพื่อส่งให้ลูกค้าในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จึงเฝ้าติดตามพฤติการณ์ ต่อมาวันที่ 9 พ.ค.66 พบรถ 2 คัน มุ่งหน้าลงใต้ในลักษณะเป็นรถนำ-รถตาม ตำรวจ ปส.4 จึงประสานด่านตรวจยาเสพติดบ้านควนมีด จ.สงขลา ให้เตรียมเรียกตรวจรถ แต่รถดังกล่าวได้จอดหลบข้างทางก่อนถึงด่านตรวจ 3 กม. ตำรวจ ปส.4 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถ พบนายกฤษณ์ และ น.ส.สิรารมย์ให้การมีพิรุธ จึงเชิญทั้ง 2 คน เข้าด่านตรวจยาเสพติด พร้อมนำรถยนต์เข้าตรวจเอกซเรย์พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายยาเสพติด จึงทำการตรวจค้น พบไอซ์ 300 กก. ถูกซุกซ่อนมากับพืชผลทางการเกษตร จากนั้นได้ติดตามจับกุมรถสำรวจเส้นทาง มีนายธนิสร เป็นผู้ขับขี่และ น.ส.วรัญธิญา นั่งไปด้วย ขณะนี้ ตำรวจ ปส.4 อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 8 เมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 ตำรวจ ปส.3 ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ 1.นายบรรยงค์ และ  2.นายยิ่งคุณ พร้อมด้วยของกลางไอซ์ประมาณ 300 กก. ได้ที่ บริเวณถนนหมายเลข 1063 ต่อเนื่องบริเวณถนนหมายเลข 1209 หน้าบ้านเลขที่ 205 หมู่ 15 ต.แม่ข้าวต้ม อ.เมือง จ.เชียงราย โดยตำรวจ ปส.3 ได้สืบสวนติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดตามแนวชายแดนด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ทราบว่าจะมีการขนยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในด้วยรถกระบะ จึงเฝ้าสืบสวนติดตาม จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พ.ค.66 พบรถยนต์ต้องสงสัยขับตามกันมาจึงเข้าตรวจสอบรถทั้ง 2 คัน ได้ขับขี่หลบหนี แต่ตำรวจ ปส.3 สามารถสกัดจับกุมได้ ตรวจสอบรถคันที่นายบรรยงค์เป็นผู้ขับขี่พบไอซ์ 300 กก. อยู่ภายในรถ โดยมีนายยิ่งคุณ ขับขี่รถนำทางอีกคัน ซึ่งตำรวจ ปส.อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลถึงผู้สั่งการต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top