Saturday, 18 July 2026
NewsFeed

'พรรคเพื่อไทย' ตอกย้ำ!! นโยบายเพื่อแรงงานไทย ลั่น!! ภายในปี 70 คนไทยไม่จน มีอนาคต มีศักดิ์ศรี 

(1 พ.ค. 66) พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ตอกย้ำนโยบายเพื่อแรงงานไทยเนื่องในโอกาสวันแรงงานที่ 1 พฤษภาคม ว่า...

เนื่องในวันแรงงาน พรรคเพื่อไทยมาพร้อมนโยบายเพื่อแรงงานไทย ในปี 2570 มีอนาคต มีศักดิ์ศรี ไม่ยากจนอีกต่อไป

>> ‘ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน’
ถึงเวลาแล้วที่ค่าแรงของคนไทยต้องปรับขึ้น ไม่ถูกแช่แข็งอีกต่อไป โดยในปี 2570 พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้เป็น 600 บาทต่อวัน เพื่อให้เศรษฐกิจโตขึ้น แรงงานได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ให้แรงงานได้มั่งมีไปพร้อมๆ เจ้าของกิจการ

>> ‘ปริญญาตรี/ข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท/เดือน’
วุฒิปริญญาตรี ข้าราชการ มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 25,000 บาท/เดือน ภายในปี 2570 เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ให้คนไทยได้มีค่าแรงเพียงพอใช้จ่ายค่าของครองชีพส่วนอื่นๆ ทั้งยังมีเงินเหลือวางแผนอนาคต

ศึกษานโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานได้ที่ https://shorturl.at/bszPU 

>> ‘OFOS ศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง’
พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นถึงศักยภาพของคนไทยที่สามารถขับเคลื่อนประเทศนี้ได้ ด้วยนโยบาย ‘1 Family 1 Soft power’ที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยได้พัฒนาทักษะและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐให้เกิดศูนย์บ่มเพาะทักษะสร้างสรรค์ทั่วประเทศ และสามารถสร้างได้อย่างน้อย 20 ล้านตำแหน่ง ให้คนไทยเลือกงานที่รัก ทำสิ่งที่ชอบได้

โดนปิด!! เพจ ‘ขอล้าน Like สนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก’ 'ชาวเน็ต' งง!! สงสัยกระแสมาแรง เจอเบรกด้วยเล่ห์กลโซเชียล

สำหรับเพจดังกล่าว ถือเป็นชุมชนที่รวมพลคนรักในตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเชิงของการประชาสัมพันธ์ผลงานนายกฯ รัฐบาล กิจกรรมทางการเมือง การเชิดชูในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรวมถึงการตอบโต้ข้อมูลบิดเบือนที่เกลื่อนโซเชียล ซึ่งพาดพิงไปถึงบิ๊กตู่-รัฐบาล-ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางแอดมินเพจได้แจ้งอัปเดตว่า เพจ 'ขอล้าน Like สนับสนุนให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี' ได้โดนปิดการใช้งานชั่วคราว จากทาง Facebook 

นายกฯ ส่งความปรารถนาดีถึงผู้ใช้แรงงานทั่วไทย ย้ำ!! ทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

(1 พ.ค. 66) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวปราศรัยเนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ใช้แรงงานทุกคน เผยแพร่ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยและสถานีโทรทัศน์ต่างๆว่า เนื่องในโอกาสวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2566 ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังผู้ใช้แรงงานทุกคน ย้ำผู้ใช้แรงงานทุกคนถือเป็นบุคลากรที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศที่ต้องได้รับการดูแลเพื่อยกระดับคุณชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

ในนามของรัฐบาลขอชื่นชมทุกภาคส่วนและขอบคุณผู้ใช้แรงงานทุกคน ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตลอดจนมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถของตน เพื่อเป็นแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจบริการมาโดยตลอด จนทำให้ประเทศของเราเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ พร้อมทั้งสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางวิกฤติการณ์ของสังคมโลก

“ตำรวจ” ร่วม กกต. - ไปรษณีย์ไทย ปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า 2.2 ล้านใบ ไปยังเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ

“ศลต.ตร.” จัดกำลังคุมเข้ม ตชด. ตำรวจท้องที่ ตำรวจทางหลวง 1,356 นาย ดูแลความปลอดภัยคุ้มกันตลอดเส้นทาง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ที่ศูนย์ประสานงานการขนส่งบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566 บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศลต.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.วีระ จิรวีระ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ รอง ผอ.ศลต.ตร. ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด นายรุจ ธรรมมงคล อธิบดีกรมการกงสุล นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันปล่อยขบวนรถขนส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปยังเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 

พล.ต.อ.รอยฯ กล่าวว่า ตามที่จะมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบภารกิจ ให้สนับสนุนการปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยในช่วงวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2566 นี้ เป็นภารกิจในการขนส่ง บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีตำรวจทางหลวงเป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ทำหน้าที่รถนำและรถปิดท้ายขบวน โดยประสานงานกับตำรวจพื้นที่ตลอดเส้นทาง รวมถึงการจัดกำลังตำรวจตระเวนชายแดนเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจํารถขนบัตรเลือกตั้งในแต่ละคัน โดยตำรวจตระเวนชายแดนจะนั่งประจำรถไปกับรถขนบัตรเลือกตั้งตลอดเส้นทางจนถึงจุดเขตเลือกตั้งหลักของแต่ละจังหวัด จากนั้นชุดรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้งของตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ก็จะมาทำการรักษาความปลอดภัยต่อไปยังจุดหมายปลายทางที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดกำหนด

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดทำแผนรองรับการปฏิบัติ ตั้ง ศลต.ตร.ที่ปฏิบัติงานติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง มีความพร้อมในการปฏิบัติทุกขั้นตอน เพื่อสนับสนุนภารกิจการจัดการเลือกตั้ง ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ในจุดพักรถ เติมน้ำมันเชื้อเพลิงตลอดเส้นทางจะมีตำรวจภูธรในพื้นที่นั้นๆ ทำการรักษา ความปลอดภัย ณ จุดที่รถจอดพัก ตลอดเส้นทางการขนส่งบัตรเลือกตั้ง” รอง ผบ.ตร. กล่าว

พล.ต.อ.รอยฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับกำลังตำรวจที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งบัตรเลือกตั้งในวันที่ 1 – 4 พ.ค.66 นี้ ประกอบไปด้วย ข้าราชการตำรวจจากหน่วยต่างๆ ดังนี้ 1.ตำรวจกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 78 นาย 2.กองบังคับการตำรวจทางหลวง จำนวน 478 นาย และรถยนต์นำขบวน จำนวน 239 คัน 3.กำลังพลของตำรวจภูธร ตำรวจนครบาลที่ใช้ในภารกิจนี้ประมาณ 800 นาย /รถยนต์ของตำรวจภูธร และนครบาล ที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยฯ ต่อจากตำรวจทางหลวงอีกประมาณ 400 คัน รวมยอดกำลังพลทั้งสิ้น 1,356 นาย รถยนต์ที่ใช้ทั้งหมด 639 คัน นอกจากนี้กองบังคับการตำรวจจราจรยังได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์พนักงานขับรถทุกคนก่อนเดินทางด้วย

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่โฆษก ศลต.ตร. ย้ำว่าตำรวจได้ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุในการปฏิบัติทุกกรณีในภารกิจขนส่งบัตรเลือกตั้งทั้งระหว่างทาง และปลายทาง ซึ่งจะมีตำรวจแต่ละพื้นที่วางกำลังรับเป็นช่วง ขณะเดียววางกำลังคุ้มกันรักษาความปลอดภัยเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ในรถไปรษณีย์ที่ขนบัตรได้ติดตั้ง GPS ที่สามารถตรวจสอบพิกัดได้ตลอดเวลา โดยมีตำรวจ ตชด.พร้อมอาวุธปืน และเสื้อเกราะ นั่งคู่คนขับไปด้วย

ด้านนายแสวง ได้กล่าวถึงความพร้อมของสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีการออกเสียงลงคะแนน ก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้ง ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ว่ามีความพร้อม ในทุกด้าน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ สถานที่เลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในหน่วยเลือกตั้ง โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มอบหมายให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นหน่วยงานสนับสนุนและรับผิดชอบภารกิจการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป พ.ศ.2566 ตามภารกิจ ดังนี้ 1.การจัดส่งบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้านอกราชอาณาจักรไปยัง 66 ประเทศ 2.การจัดส่งหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปยังเจ้าบ้าน (ส.ส. 1/6) จํานวน 18.49 ล้านครัวเรือน 3.การจัดส่งบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง/ในเขตเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว 4.การจัดส่งบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั่วไป 5.การจัดส่งและตอบกลับหนังสือแจ้งเจ้าบ้านที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต เลือกตั้ง/ในเขตเลือกตั้ง 

สำหรับ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 เวลา 08.00-17.00 น. ผู้มีสิทธิลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง คือผู้ซึ่งได้ยื่นคำขอลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่แอปพลิเคชัน Smart Vote และผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีชื่อว่าเป็นผู้มีสิทธิลงคะแนน เลือกตั้งล่วงหน้าจะหมดสิทธิกลับไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเดิมที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง ส่วนจํานวนผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า มีจำนวนทั้งสิ้น 2,235,830 คน จำแนกเป็นผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,216,951 คน และผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง จำนวน 18,879 คน สถานที่ลงคะแนนเลือกตั้ง ล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง มีจํานวน 447 แห่ง และสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง มีจํานวน 442 แห่ง 

ทั้งนี้ การลงคะแนนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าจะเหมือนกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 เพียงแต่จะเพิ่มขั้นตอนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะต้องพับบัตรเลือกตั้งใส่ลงใน ซองใส่บัตรเลือกตั้งและปิดผนึกให้เรียบร้อย ก่อนหย่อนลงไปในบัตรเลือกตั้ง (ซองใส่บัตรเลือกตั้งจะมีการจ่าหน้าซองระบุจังหวัด เขตเลือกตั้ง และรหัสเขตเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) และเมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนน บัตรเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็จะถูกส่งไปยังสถานที่นับคะแนนเลือกตั้ง เพื่อนำไปนับคะแนนในวันเลือกตั้งต่อไป 
 
สำหรับภารกิจของกรมการกงสุล ได้สรุปจำนวนสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ที่ส่งถุงเมล์ที่บรรจุซองใส่บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่เข้ามาถึงประเทศไทยด้วยความเรียบร้อย และได้ปฏิบัติทุกอย่างตามระเบียบขั้นตอนอย่างถูกต้องโดยยึดหลักผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกเสียงทุกสิทธิ มีความสำคัญเป็นกลไกที่สำคัญตามการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข 

ดร.ดนันท์ กล่าวว่า สำหรับในส่วนของการเลือกตั้งล่วงหน้าในประเทศ ไปรษณีย์ไทย ได้เตรียมพร้อมรถขนส่งที่จะใช้ขนส่งบัตรเลือกตั้ง - อุปกรณ์ต่าง ๆ ไปยัง 400 เขตเลือกตั้ง จำนวน กว่า 500 เที่ยว โดยจะดำเนินงานระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2566 และหลังจากการเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วเสร็จ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2566 ไปรษณีย์ไทยจะเร่งจัดส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ลงคะแนนแล้ว กลับมายังศูนย์ประสานงานฯ เพื่อทำการคัดแยกแล้วขนส่งตรงไปยังปลายทาง 400 เขตเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปทันที 

ผู้พิพากษาสตรีเชื้อชาติอินเดียคนแรกของประเทศไทย สะท้อน!! 'ทุกโอกาส-เชื้อชาติ' เกิดขึ้นได้ใต้พระบรมโพธิสมภาร

“ดร. พูยา ทริปาทิ : ผู้พิพากษาสตรีเชื้อสายอินเดียคนแรกของประเทศไทย ตอนที่ 1”

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2566 ณ อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุรัตน์ โหราชัยกุล ได้สัมภาษณ์ ดร. พูยา ทริปาทิ ผู้พิพากษาสตรีชาวไทยเชื้อสายอินเดียคนแรก ขณะวันเวลาสัมภาษณ์ ดร. พูยา ทริปาทิดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ บทสัมภาษณ์แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 นำลงเพจภารัต-สยามวันที่ 1 เมษายน 2566 ตอนที่ 2 นำลงเพจฯ วันที่ 8 เมษายน 2566 เรื่องราวของผู้พิพากษาท่านนี้หลายประเด็นน่าสนใจมาก ลองอ่านบทสัมภาษณ์ดูนะครับ

สุรัตน์ : พอจะเล่าภูมิหลังของครอบครัวให้ผมฟังก่อนได้ไหมครับ

ดร. พูยา : คุณพ่อเติบโตที่ประเทศอินเดีย บ้านเกิดชื่อมาร์จา (Marcha) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ใน [มลรัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh)] ประเทศอินเดีย เมื่อคุณพ่ออายุได้ 19 ปี ท่านก็ตัดสินใจมาประเทศไทย ในบรรดาสมาชิกครอบครัวของเรา คุณพ่อเป็นคนแรกที่เดินทางมาประเทศไทย เพราะแม้จะเป็นคนขยันและเรียนหนังสือเก่ง แต่คุณพ่อไม่อาจเรียนต่อที่ประเทศอินเดียได้ เนื่องจากสถานภาพทางการเงินที่บ้านไม่ค่อยจะดีนัก ในจำนวนบุตรทั้งหมด 4 คน คุณพ่อมีพี่สาวหนึ่งคน ถัดมาเป็นคุณพ่อและมีน้องชายอีกสองคน ในฐานะที่คุณพ่อเป็นลูกชายคนโต ซึ่งโดยวัฒนธรรมอินเดียแล้ว ต้องเป็นผู้แบกรับภาระหน้าที่ของครอบครัวมากที่สุด

สุรัตน์ : ทำไมต้องประเทศไทย

ดร. พูยา : เหตุที่คุณพ่อเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะก่อนหน้านี้มีบุคคลผู้หนึ่งที่คุณพ่อนับถือเหมือนคุณลุงหรือที่ดิฉันนับถือเหมือนคุณปู่นั้น ได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว คุณปู่เป็นครูสอนภาษาบาลีสันสกฤตที่ประเทศไทย และเคยมีโอกาสสอนบุคคลสำคัญทางการเมืองบางท่านด้วย

สุรัตน์ : เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้ว คุณพ่อประกอบอาชีพอะไรครับ

ดร. พูยา : แรก ๆ คุณพ่อก็เป็นลูกมือช่วยคุณปู่ค่ะ ในขณะเดียวกันคุณพ่อก็เริ่มเรียนภาษาไทยที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์และภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษา AUA ไปด้วย ครั้นเมื่อคุณปู่ถึงแก่กรรม คุณพ่อก็เคว้งคว้างอยู่ระยะหนึ่ง สักพักคุณพ่อก็กลับประเทศอินเดียเพื่อแต่งงานกับคุณแม่ แล้วพาคุณแม่มาอยู่ที่ประเทศไทยด้วยกัน แต่ชีวิตก็ไม่ง่าย คุณพ่อรับจ้างทำทุกอย่าง งานหนักเบาแค่ไหน คุณพ่อทำหมด ขอให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว มีอะไรที่คุณแม่ช่วยได้ คุณแม่ก็จะช่วย คุณแม่จะสนับสนุนผลักดันช่วยคุณพ่อทำทุกอย่างโดยหวังว่าวันหนึ่งชีวิตจะต้องดีขึ้น

สุรัตน์ : ท่านผู้พิพากษามีพี่น้องกี่คนครับ

ดร. พูยา : หลังจากที่คุณพ่อและคุณแม่แต่งงานกันได้หนึ่งปี ก็มีพี่ชาย ถัดมาอีกปีก็มีดิฉัน ยิ่งมีลูกสองคนไล่เลี่ยกัน ก็ยิ่งต้องขยัน แม้คุณพ่อจะยังเคว้งคว้างอยู่บ้าง ทว่าคุณแม่ก็ไม่หยุดผลักดันคุณพ่อ คุณแม่จะพูดเสมอว่า ต้องขยัน ต้องเก็บเงินให้ลูก คุณแม่ก็ช่วยเต็มที่ จะให้เก็บลังไม้ลังเบียร์เพื่อนำไปขายต่อ คุณแม่ก็ทำ คุณแม่เป็นช้างเท้าหลังจริง ๆ ผลักดันทุกอย่าง ตั้งแต่ดิฉันโตมา ดิฉันเห็นคุณแม่เก็บหอมรอมริบมาโดยตลอด คือไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเลย คุณแม่เป็นคนเก็บเงินเก่งมากค่ะ ดิฉันไม่เคยเห็นคุณแม่ซื้อแม้กระทั่งเครื่องสำอางให้ตัวเองเลย คุณแม่ยึดมั่นในการใช้ชีวิตอย่างสมถะ

สุรัตน์ : นามสกุล ทริปาทิ ของท่านผู้พิพากษา จริง ๆ ก็คือตริปาถี (Tripathi) ซึ่งผันไปเป็น ตริเวที (Trivedi) หรือติวารี (Tiwari) ด้วยนั้น เป็นนามสกุลคนวรรณะพราหมณ์ ตรงนี้หลายคนอาจจะเข้าใจว่าคนวรรณะพราหมณ์ก็ต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีหรือเปล่าครับ

ดร. พูยา : การอยู่วรรณะสูงก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนรวยมีฐานะดีเสมอไป และการอยู่วรรณะพราหมณ์ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมีอาชีพเป็นนักบวชเท่านั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทุกคนต่างล้วนต้องทำงานหาเลี้ยงชีพโดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นนักบวชเท่านั้น

สุรัตน์ : ผมพอสรุปได้ไหมว่า คุณพ่อคุณแม่ของท่านผู้พิพากษามีลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เสริมส่งหรือจรรโลงไว้ซึ่งเสถียรภาพของครอบครัว

ดร. พูยา : ใช่เลยค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีข้อขัดแย้งเลย เวลาคนสองคนที่ต่างกันมาอยู่ด้วยกัน ก็จะมีมุมมองที่ไม่เหมือนกันบ้าง แต่มุมมองที่ต่างกันก็พยายามปรับเข้าหากันได้ ซึ่งท้ายที่สุดก็คือการหาเหตุผลของแต่ละมุมมอง ดิฉันในฐานะลูกก็ได้เรียนรู้เรื่องมุมมองที่ต่างกันด้วย ตรงนี้ทำให้เราเริ่มคิดอะไรหลายอย่างไม่เหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน อย่างเดียวที่ทำได้ตอนเป็นเด็กคือคิด จะทำอะไรมากกว่าคิดไม่ได้ ดิฉันเริ่มคิดเรื่องต้นตอของปัญหาในสมัยยังไม่เข้าสู่วัยรุ่น ถ้าเราเข้าใจต้นตอของปัญหา เราก็จะหลีกเลี่ยงปัญหาได้ไม่น้อยเลย คุณพ่อและคุณแม่ก็สอนเรื่องนี้อยู่เป็นประจำ เช่น ถ้าไม่ทำแบบนี้หรือแบบนั้น ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น จำได้อีกว่า ตอนนั้นเริ่มคิดได้ด้วยว่า ชีวิตของเราไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ ความสมบูรณ์แบบคือความไม่สมบูรณ์แบบ แม้จะยังเด็กอยู่แต่ความคิดความอ่านของดิฉันก็มีความเป็นผู้ใหญ่มาก แต่บางทีดิฉันก็คิดนะว่าเราก็เป็นเด็ก ทำไมเราต้องไปคิดอะไรมาก เราควรจะสนุกสนานตามประสาเด็กมากกว่าไหม

สุรัตน์ : ผมพอจะสรุปได้ไหมว่า ชีวิตของครอบครัวท่านผู้พิพากษาไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนกับหลายครอบครัว แต่ท่านผู้พิพากษากลับนำสิ่งนี้มาเป็นแหล่งแรงบันดาลใจในการสร้างชีวิตของตน

ดร. พูยา : ถูกต้องค่ะ คือเราต้องดูว่าปัญหาคืออะไร มูลเหตุของปัญหาคืออะไร แล้วก็แก้ปัญหาให้ตรงจุด เด็กหลายคนอาจจะไม่มองแบบดิฉัน อาจจะมองว่าเรามาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ ก็เลยเลือกทางเดินที่ไม่ควร แต่ดิฉันไม่คิดแบบนั้น คุณพ่อสอนให้เข้มแข็งและสู้กับปัญหาเสมอ อย่าวิ่งหนี อีกหนึ่งคุณค่าทางความคิดที่ครอบครัวให้มาคือ การรู้ค่าของเงิน ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ตอนที่ดิฉันยังเป็นเด็กอยู่ ยังไม่มีรถไฟฟ้าบีทีเอส ดิฉันก็ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวค่ะ

สุรัตน์ : เรียนหนังสือที่ไหนครับ

ดร. พูยา : ระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาเรียนแถวบ้านค่ะ ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายเรียนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ในระหว่างที่เรียนโรงเรียนนี้ ดิฉันเป็นเด็กที่ค่อนข้างโตกว่าวัย เป็นคนมีระเบียบวินัย แต่ก็เป็นคนเฮฮาด้วย ตอน ม.5 กับ ม.6 ก็ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง คงอาจจะเพราะเพื่อน ๆ มองว่าดิฉันเป็นคนมีความรับผิดชอบ ส่วนเรื่องเรียนดิฉันก็ไม่เคยประนีประนอม ตั้งใจให้ถึงที่สุดค่ะ ต้องยกความดีให้คุณพ่อ เรื่องเรียนคุณพ่อผลักดันและส่งเสริมเสมอ

สุรัตน์ : ดูจากภูมิหลังของครอบครัวคุณพ่อแล้ว ที่บ้านก็ไม่น่าจะมีความคิดเรื่องส่งเสริมลูกสาวเรียนหนังสือหรือเปล่า คือสมัยหนึ่งคนไทยเชื้อสายอินเดียก็มักจะคิดกันว่า ลูกสาวจะไปเรียนอะไรเยอะแยะ เดี๋ยวสักพักก็คงจะแต่งงานแล้ว

ดร. พูยา : คุณพ่อไม่เคยคิดแบบนี้เลย ดิฉันก็เคยรู้สึกแปลกใจเหมือนกัน เป็นไปได้ว่าคุณพ่อมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่อายุยังน้อยและประเทศไทยไม่มีค่านิยมดังกล่าวจึงเปลี่ยนแปลงความคิดจากสิ่งที่นิยมปฏิบัติในบ้านเกิด คุณพ่อจึงไม่เคยมองหรือปฏิบัติระหว่างพี่ชายกับดิฉันแตกต่างกัน และไม่เคยนำเรื่องความแตกต่างทางเพศสภาพมาเป็นข้อจำกัดหรือกีดกันไม่ให้ดิฉันได้รับการศึกษา ในทางตรงกันข้ามคุณพ่อสนับสนุนให้เราพี่น้องทั้งสองคนเรียนหนังสือ ตั้งใจเรียน ถ้าเรียนได้ ก็จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

สุรัตน์ : หลังจากอยู่ประเทศไทยมาพักหนึ่งแล้ว สถานภาพทางการเงินของที่บ้านดีขึ้นบ้างไหมครับ

ดร พูยา : สถานภาพทางการเงินของที่บ้านก็ดีขึ้นตามลำดับ เริ่มมีช่องทางทำธุรกิจนำเข้าส่งออกบ้าง ตรงนี้ก็ทำให้คุณพ่อมั่นใจว่าจะสนับสนุนเรื่องการเรียนของลูกทั้งสองอย่างเต็มที่ แต่แล้วครอบครัวก็กลับมาย่ำแย่อีกครั้งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งตอนนั้นดิฉันก็กำลังเรียนหนังสือระดับประถมศึกษา รู้ว่าคุณพ่อและคุณแม่ลำบาก แต่คุณพ่อและคุณแม่พยายามไม่ให้เราพี่น้องรับรู้ถึงผลกระทบที่ได้รับจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนั้น ถึงตรงนี้ดิฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องการใช้เงินอีกครั้ง คือทำให้เราคิดได้ตลอดเวลาว่า จะใช้เงินกับสิ่งจำเป็นเท่านั้น เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ สมัยเรียนกระเป๋าที่ใช้ก็เป็นกระเป๋าเป้ธรรมดา ไม่ได้ใช้กระเป๋ามียี่ห้อแต่อย่างใด อะไรที่พี่ชายไม่ใช้แล้ว ดิฉันก็นำของเก่าหลายชิ้นของพี่ชายมาใช้ต่อ เช่น ตำราเรียน เพราะระดับประถมศึกษา เราพี่น้องเรียนโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งก็ดีนะ ไม่รู้จะสิ้นเปลืองไปเพื่ออะไร ชีวิตไม่ได้มีอะไรหรูหรา โรงเรียนที่เข้าเรียนก็เพราะใกล้บ้าน จับฉลากได้ นั่งรถเมล์ขาไปจากบ้าน เวลากลับบ้านส่วนใหญ่ก็จะเดินกลับ ได้ออกกำลังกายไปในตัว

สุรัตน์ : ไม่เคยตัดพ้อต่อว่ากับชีวิตบ้างหรือ

ดร. พูยา : ไม่เลยค่ะ รู้สึกเป็นประสบการณ์ชีวิตมากกว่า อย่างที่บอกค่ะว่าดิฉันมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุยังน้อย ประกอบกับคนรอบตัวดิฉันส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โรงเรียนที่เข้าเรียนก็เป็นโรงเรียนรัฐบาล มีทั้งนักเรียนนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับบ้าน นั่งสองแถวบ้าง บางคนก็เดินกลับ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้มีรถยนต์ส่วนตัวมารับส่ง สมัยที่เป็นนักเรียน สิ่งที่เราคิดอยู่ในเวลานั้นคือตั้งใจเรียน เพื่อน ๆ มักจะมองดิฉันว่าเป็นคนเปิดเผยเฮฮา แต่จริง ๆ แล้วดิฉันก็มีโลกอีกใบหนึ่ง ซึ่งหลาย ๆ คนไม่ค่อยทราบ โลกนี้คือโลกแห่งการตั้งใจเรียนหนังสือ เวลาอยู่กับหนังสือก็คืออยู่กับหนังสือจริง ๆ หลายครั้งที่เพื่อนดิฉันก็รู้สึกแปลกใจกับผลการเรียนของดิฉัน ต่อมาเพื่อน ๆ ก็รู้ว่า ดิฉันเป็นเด็กเรียนดีคนหนึ่ง เป็นนักเรียน 1 ใน 5 ของห้องที่ทำคะแนนได้สูงสุดเสมอ

สุรัตน์ : ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้คุณพ่อหรือเปล่าครับ

ดร. พูยา : ถูกต้องค่ะ คุณพ่อผลักดันดิฉันตลอด บางทีเวลาดิฉันอ่านหนังสือและดูโทรทัศน์ไปพร้อม ๆ กัน คุณพ่อก็จะถามว่าจะดูโทรทัศน์หรืออ่านหนังสือ เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะถ้าเราดูโทรทัศน์ก็จะไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ ดิฉันก็เลือกที่จะอ่านหนังสือ

สุรัตน์ : คือคุณพ่อเป็นคนเข้มงวดเรื่องเรียนหนังสือ

ดร. พูยา : ใช่ค่ะ อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อเป็นคนเรียนหนังสือดี แต่ไม่อาจเรียนต่อได้เพราะขาดแคลนทุนทรัพย์

สุรัตน์ : คือที่คุณพ่อขาดโอกาสทางการศึกษา ก็กำลังมาปรากฏในตัวท่านผู้พิพากษาหรือเปล่า

ดร. พูยา : น่าจะใช่นะคะ จุดนี้ก็ทำให้หลายคนที่ครอบครัวดิฉันรู้จักเข้าใจไปว่าคุณพ่อกดดันลูกสาว โดยเฉพาะสังคมชาวไทยเชื้อสายอินเดียบางกลุ่มซึ่งอาจจะมีทัศนคติทำนองว่า “ลูกของฉันโตมาแล้ว ต้องเป็นหมอ ต้องเป็นวิศวกร” ที่บ้านดิฉันไม่ได้มีทัศนคติแบบนี้ มีทัศนคติเพียงว่า ลูกต้องตั้งใจเรียน เพราะพ่อแม่ให้ได้เท่านี้ ทรัพย์สินเงินทองไม่รู้ว่าจะมีให้หรือไม่ แต่ที่จะให้ได้แน่นอนคือการศึกษา คือถ้าจะเรียน ก็จะสนับสนุนให้เรียน เคยถึงกระทั่งว่าช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คุณแม่นำสร้อยคอไปจำนำเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับลูก ดังนั้น สำหรับคุณพ่อและคุณแม่แล้ว จะเรียนอะไรก็เรียนเถิด ไม่เคยมาตีกรอบว่าดิฉันควรเรียนอะไร และในที่สุดดิฉันก็เลือกเรียนศิลป์-ภาษา เพราะไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์สักเท่าไร ก็คือยังเรียนคณิตศาสตร์เสริม แต่เป็นตัวที่ง่ายกว่าที่นักเรียนสายวิทย์-คณิตฯ เรียนกัน ตรงนี้คุณพ่อก็ไม่ถอยอีก เมื่อเราไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ท่านก็บอกว่าหนีปัญหาไม่ได้ ในที่สุดก็จ้างครูพิเศษสอนคณิตศาสตร์ให้ดิฉันด้วย

สุรัตน์ : แล้วสมัยเรียนท่านผู้พิพากษาได้ทำกิจกรรมบ้างหรือเปล่าครับ

ดร. พูยา : ทำคะ แต่ทำถึงแค่ ม.5 เช่น จัดกีฬาสี เมื่ออยู่ชั้น ม. 6 ดิฉันทำกิจกรรมน้อยลงค่ะ สนใจเรื่องเรียนมากขึ้น ดิฉันรู้ตัวแล้วว่า ถ้าไม่เอาจริงตอน ม.6 ชีวิตคงไม่ง่ายแล้ว ที่สำคัญดิฉันไม่อาจทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจที่คุณพ่อกับคุณแม่มีต่อตัวดิฉันได้ ตอนนั้นจำได้ว่า ถึงอย่างไรดิฉันก็ต้องสอบเอ็นทรานซ์ให้ติดสักแห่งหนึ่ง แต่คณะและมหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันคือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุยกับ 'พิชาญศักดิ์ บุญมาศ' ผู้สมัคร พปชร.เขต 9 นครศรีธรรมราช 'มุ่งมั่น-ตั้งใจ' พัฒนา 'ท่าศาลา' ให้เป็นเมืองหลวงแห่งสุขภาพ

พิชาญศักดิ์ บุญมาศ หรือ 'หมออุ้ย' ตัดสินใจทิ้งมีดผ่าตัด ทิ้งเข็มฉีดยา มุ่งหน้าเข้าหาชุมชน พบปะพี่น้องประชาชนในเขต 9 นครศรีธรรมราช (ท่าศาลา พรหมคีรี นพพิตำ) เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐ

หมออุ้ย เปิดใจกับ THE STATES TIMES ว่า "ในเขต 9 เรากำลังทำงานแข่งกับตัวเอง เราต้องเป็นคนนำทัพรบ และเปลี่ยนแปลงสนามรบตรงนี้ให้ได้ ต้องปักธงพรรคพลังประชารัฐตรงนี้ และเมื่อได้เป็นผู้แทนในเขต 9 ผมจะต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต่อสู้กับปัญหาความยากจน ต่อสู้กับปัญหาสุขภาพ และปัญหาสังคม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”

หมออุ้ย อธิบายว่า คำว่าเปลี่ยนแปลงในที่นี้ หมายถึงว่าการทำการเมืองในครั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าประชาชนไม่เหมือนเดิม ประชาชนเข้าถึงได้ ใช้เทคโนโลยีเป็น ค้นหาข้อมูลได้ คิดเป็น เขต 9 จะเป็นเมืองแห่งโอกาส ผู้สมัครต้องนำเสนอนโยบาย

“สำหรับผมนำเสนอตัวเอง เสนอความตั้งใจ นี้คือยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ โดยไม่หวั่นเกรงต่อเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากความตั้งใจ ทำการเมืองแบบเป็นมิตรกับทุกคน ไม่โจมตีใคร การเลือกตั้งเป็นสิ่งสวยงาม เป็นประชาธิปไตย ถ้าเข้าใจก็ให้ประชาชนตัดสินใจดีกว่า”

หมออุ้ย กล่าวย้ำว่า ท่าศาลา มีมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด มีพื้นที่มากที่สุด มีศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด ดีที่สุด แต่ยังขาดจิ๊กซอว์ และกลไกอื่นๆ มาเชื่อมโยง

“ผมหมออุ้ยในฐานะเป็นอาจารย์หมอ เคยเป็นรองคณบดี เคยทำหลักสูตรแพทย์ เป็นนายกฯหมอนานาชาติ ด้วยวิสัยทัศน์ตรงนี้เองเราจะขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นศูนย์กลาง เป็นเมืองหลวงแห่งการแพทย์ เป็นในทุกมิติตั้งแต่ระดับล่างจนถึงนานาชาติให้ได้ ภายในระยะเวลา 4 ปี ถ้าเรามีแม่เหล็ก มีผู้นำ มีแม่ทัพที่มุ่งมั่น คิดว่าใน 4 ปีนี้เราทำได้ครับ”

คุณหมอพิชาญศักดิ์ กล่าวอีกว่า วันนี้การหาเสียง ถ้าเปรียบเป็นมวยไทยก็เข้าสู่ยกที่ 4 แล้ว ต้องทำงานการเมืองแข่งกับตัวเอง โดยมีประชาชนเป็นคนตัดสิน ส่วนตัวในฐานะผู้เล่น รู้สึกพึงพอใจในเสียงตอบรับที่ดี ประชาชนให้กำลังใจ

“รอบนี้การเมืองในเขต 9 เป็นการเมืองที่สดใส ประชาธิปไตยเบ่งบาน ประชาชนคิดได้ คิดเป็น ที่สำคัญประชาชนให้โอกาสกับทุกพรรคการเมือง หมออุ้ยพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเขต 9 ให้เป็นเมืองหลวงแห่งสุขภาพ เป็นมิติใหม่ทางการเมือง เวลาที่เหลืออยู่เชื่อว่าเราทำได้"

'ต่างชาติ' แชร์!! ประสบการณ์สุดประทับใจใน 3 จว.ชายแดนใต้ ดินแดนที่คนถิ่นมุ่งมั่นทำให้น่าเยือน แต่คนไทยกันเองบิดเบือนให้น่ากลัว

(1 พ.ค.66) จากเฟซบุ๊ก 'Jo Montanee' ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเสน่ห์แห่ง 3 ชายแดนภาคใต้ ซึ่งวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ระบุว่า...

- “อย่าไปสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นะอันตรายมาก”
- “ถ้าคุณไปคุณต้องระวังให้มากๆ อย่าไปเดินซี้ซั้วในเขตเสี่ยง ไม่ควรออกมาตอนค่ำ” 
- “ครั้งสุดท้ายเราเห็นคุณขึ้นรถไฟแล้วอยู่ดีๆก็หายไปหลายวัน เราคนไทยเป็นห่วงจริงๆนะ นึกว่าเกิดเรื่องกับคุณแล้ว”

นั่นคือ สารพัดคำเตือนจากผู้ชมชาวไทยจนเต็มหน้ายูทูบไปหมด เมื่อได้รู้ว่า Ellis หนุ่มวิศวกร กับ Alicia พยาบาลสาวชาวอังกฤษวัยแค่ 20 กว่า จากช่องยูทูบ ELLIS WR กำลังจะนั่งรถไฟชั้น 3 ไป #ปัตตานี

ความที่ทั้งคู่เป็นยูทูเบอร์ผู้ชอบเที่ยวไทยแบบสัมผัสวิถีชนบท นั่งคุยกับคนไทยท้องถิ่น กินอาหารที่ตลาดประจำตำบล ชนเหล้าขาวในบ้านของพี่น้องไทย กล้ากินเผ็ด กินลาบ กินก้อย และกินซอยจุ๊ พวกเขาจึงน้อมรับคำเตือน แต่ก็ยังมาสัมผัสกับปัตตานีด้วยตัวเองอยู่ดีค่ะ

ทว่า ประสบการณ์ที่คู่รักได้เจอจริงๆ กลับน่าประทับใจมาก! 

เพราะทั้งคู่เดินหลงไปเจอกรุ๊ปทัวร์ของเหล่าคุณแม่คุณป้าอาม่าอาซ้อวัยเกษียณนับสิบชีวิต ที่เดินทางจากกรุงเทพมาเที่ยวปัตตานี แล้ววันนี้ต่างยกพลมาเยี่ยมชมบ้านไทยผสมจีนสไตล์วินเทจโบราณที่เจ้าของเปิดให้เข้าชมฟรี

คุณแม่ๆ เอ็นดูฝรั่งน้อยเลยให้มาจอยกรุ๊ปทัวร์ด้วยกัน ซึ่งแม่ๆ ไม่ได้ทัวร์ที่เดียว แต่หนีบเอลลิสและอลิเซียนั่งรถไปทัวร์จุดต่างๆ อยู่ครึ่งวันเลยจ้า! แถมยังชวนคู่รักมาถ่ายรูปเซลฟี่ซะทุกจุดชมวิวกันเลยทีเดียว ทำเอาเอลลิมึน ทั้งขำฮา ทั้งน่ารัก ทั้งดีต่อใจมากมายค่ะ 

https://youtu.be/s_eIBHf7-bU
พี่โจดูจบคลิปแล้ว…บอกตรงๆ ว่ารู้สึกภาคภูมิใจแทนพี่น้องปัตตานีจริงๆ นะคะ เพราะปัตตานี-ดินแดนที่คนไทยจำนวนมากมองภาพเป็นลบว่า “อย่าไป นี่คือสถานที่แสนน่ากลัว” แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นจังหวัดเล็กๆ ที่อบอุ่น ภูมิทัศน์สวยงาม ร่มรื่น บ้านเมืองสะอาดเอี่ยมทุกที่ ถนนหนทางที่เอลลิสถ่ายมาก็ช่างเนี้ยบมาก ไม่เห็นขยะเลยแม้แต่ชิ้นเดียว  

ชาวเมืองที่เอลลิสพบเจอก็ใจดีอ่อนโยน และที่สำคัญคือร่าเริงมาก! ทั้งทีม #การท่องเที่ยวปัตตานี (พี่โจเพิ่งรู้จริงๆว่าปัตตานีมีททท.ประจำจังหวัดด้วย! เบิกเนตรของแท้) ทั้งคุณป้าขายไอศกรีมมะพร้าวของโปรดของทั้งคู่ ป้าเรียกน้องทั้งสองว่าลูกทุกคำ แถมยังเพิ่มไอติมให้น้องฟรีอีก 1 ก้อน แต่น้องไม่รู้เพราะสกิลพูดไทยได้เยอะแต่สกิลการฟังไม่คล่อง เลยตกใจว่าไอติม 20 บาททำไมมันเยอะขนาดนี้ รวมทั้งพ่อค้าแม่ขายตามถนนและท้องตลาด เช่น สาวน้อยมุสลิมขายยาคูลต์ แม่ค้าพุทธที่ขายหมูปิ้งหมาล่า เป็นต้น พวกเขาล้วนแล้วแต่เปี่ยมพลังชีวิตทั้งสิ้น ไม่ใช่ซึมกระทือหดหู่แบบที่คนคิดกัน

แต่สิ่งที่พี่โจประทับใจที่สุด คือ...

เอลลิสถ่ายให้เห็นการอยู่ร่วมกันของ 3 ศาสนา เพราะมันคือ “สัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ที่เป็นพยานชั้นดีว่า…ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน เป็นคนเชื้อชาติใดศาสนาใด แต่ถ้าอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ใต้ร่มเงาพระมหากษัตริย์ไทยด้วยกันหมดแล้ว เราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและเกื้อกูลค่ะ 

ในวิดิโอ เอลลิสเดินไปเจอมัสยิดโบราณ 500 ปีที่ได้รับการรักษาดูแลอย่างดี สะอาดเอี่ยมอ่องจนเขาออกปากชม

แล้วเมื่อเขากับแฟนสาวเดินเลยไปไม่ไกล ก็เจอวัดจีนที่สีสันสดใสมาก มีผู้คนมากราบไหว้ไม่ขาดสาย มีของกินขายหน้าวัด คนมารอคิวซื้ออย่างมีชีวิตชีวา

ถัดวัดจีนไปก็เจอวัดไทยเลยค่ะ บรรยากาศเงียบสงบ กำแพงสลักภาพนูนต่ำสวยงาม กระจกหลังคาวัดส่องแสงกระทบแดดยามเย็นดูระยิบระยับไปหมด

ปัตตานี จึงเป็นตัวแทนอย่างดีของจิตวิญญาณแบบประเทศไทย ที่ยากจะหาประเทศไหนเสมอเหมือนได้ 

สุดท้าย พี่โจขอฝากอีกหนึ่งคลิปนะคะ ของฝรั่งหนุ่มหัวใจไทยแลนด์สุดๆ คือคุณ Paddy Doyle เขาก็เจอคำเตือนสยองจากคนไทยอย่างนี้เช่นกัน แต่พอเขาถามคนที่เคยไป ทุกคนบอกว่าไปเที่ยวได้นะ 3 จว.ชายแดนใต้สวยมากๆ แพ้ดดี้จึงตะลุยเที่ยวทั้ง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสอย่างสนุกสนานมาแล้ว

ยอดวิวคลิปนี้ ตอนปัตตานี พุ่งสูงถึงแสนกว่าวิวจนแพ้ดดี้เองยังงงเลยค่ะ!

https://youtu.be/zujngkYh8bo

'ททท.' เปิดรับ 'นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย' ออกเที่ยวนาน 4 เดือน พร้อมเงิน 5 แสนบาท

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.66 โอกาสดีของคนรักการเที่ยวเมืองไทย ททท. เฟ้นหา “นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” เพียงหนึ่งเดียว รับเงิน 5 แสน ออกไปเที่ยวเมืองไทยเป็นเวลา 4 เดือน

เมื่อเร็วๆนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวกิจกรรม ภายใต้ "โครงการ 365 วันมหัศจรรย์เมืองไทย เที่ยวได้ทุกวัน" โดยหนึ่งในกิจกรรมสุดว้าว และเป็นโอกาสดีของคนรักการเที่ยวเมืองไทย คือ กิจกรรมรับสมัคร "นักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" เพียงเดินทางออกไปสัมผัสความมหัศจรรย์ของเมืองไทยและจัดทำเนื้อหาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พร้อมทั้งสมัครและส่งแฟ้มประวัติผลงานผ่านช่องทางเว็บไชต์ของโครงการ ททท.จะคัดเลือกผู้ร่วมกิจกรรมจำนวน 20 คน จากคอนเทนต์ที่นำเสนอ

จากนั้นคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์กับคณะกรรมการเพื่อเฟ้นหา 1 คนที่จะได้เป็นนักท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจะได้รับเงินรางวัลสนับสนุนในการท่องเที่ยว พร้อม Voucher ท่องเที่ยวสำหรับเข้าใช้บริการสินค้าและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว

คุณสมบัติของผู้สมัคร
- ต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป
- มีความสามารถในการเขียนคอนเทนต์ได้เป็นอย่างดี
- มีความสามารถในการถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอ และสามารถตัดต่อได้อย่างสวยงาม
- มี Social Media เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ โดยไม่จำกัดแพลตฟอร์ม
- สามารถออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ หรือ ท่องเที่ยวตามปฏิทินท่องเที่ยวของ ททท. ได้ หรือตามแหล่งท่องเที่ยวที่ ททท.กำหนด

โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกเพียงหนึ่งเดียวนั้น จะได้รับเงินสนับสนุนการท่องเที่ยวจาก ททท. เป็นจำนวนเงิน 504,000 บาท (หรือเดือนละ 126,000 เป็นเวลา 4 เดือน) พร้อม Voucher ท่องเที่ยวและของรางวัลอื่นๆ ส่วนผู้ที่ผ่านการเข้ารอบสัมภาษณ์ แต่ไม่ได้รับคัดเลือก ก็ยังได้รับ Voucher ท่องเที่ยว เป็นรางวัลปลอบใจ

เริ่มแล้ววันนี้!! ‘ธปท.’ ปรับเกณฑ์โครงการ ‘คลินิกแก้หนี้’ เปิดทางให้ ‘ลูกหนี้ที่ค้างชำระมากกว่า 120 วัน’ เข้าร่วมโครงการได้

(1 พ.ค.66) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือประชาชนแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหนี้เสียให้สามารถแก้ไขกลับไปเป็นหนี้ปกติได้เร็วขึ้น  ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการคลินิกแก้หนี้ ให้สามารถช่วยเหลือผู้เป็นหนี้เสียกรณีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

ทั้งนี้ เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่นี้จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2566 เป็นต้นไป โดยกำหนดคุณสมบัติให้ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 120 วันขึ้นไป สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จากเดิมที่จำกัดว่าผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นผู้ที่มีสถานะเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 1 ก.พ. 66 เท่านั้น  ซึ่งการปรับเกณฑ์นี้จะทำให้ผู้มีปัญหาการชำระหนี้สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่ถูกจำกัดช่วงเวลาการเกิดหนี้เสียอีกต่อไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ที่กำลังประสบปัญหาชำระหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้  ซึ่งโครงการจะพิจารณาเหตุผลความจำเป็นของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการแต่ละราย เพื่อจัดทำแผนการชำระหนี้ใหม่ที่เหมาะสมให้กับลูกหนี้เป็นรายกรณี เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ต่อเนื่องจนปลดหนี้ได้ ซึ่งภายใต้แผนการชำระหนี้ใหม่อาจมีการกำหนดเงื่อนไขบางประการ เช่น มีเงื่อนไขไม่ให้ลูกหนี้ก่อหนี้ใหม่ เพื่อสร้างวินัยและความรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกหนี้ได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถ สมัครร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com  หรือสอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติมที่ LINE Official Account ของโครงการที่ @debtclinicbysam, ทางเฟซบุ๊ค คลินิกแก้หนี้ by SAM  หรือสอบคอลเซ็นเตอร์ โทร. 1443 ได้ทุกวัน เวลา 9:00-19:00 น.

‘ชพก.’ เปิดนโยบายเอาใจในวันแรงงาน หนุน ‘ไรเดอร์’ ชี้ 3 ข้อ จ้างงานเป็นธรรม-มีสวัสดิการ-หนุนให้มีโอกาสเติบโต

(1 พ.ค. 66) เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้ามีนโยบาย “งานดี” เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ ซึ่งพรรคได้เสนอให้มีการเพิ่มตำแหน่งงานนักวิจัยและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าเกษตร 1 แห่งทุกจังหวัด, ส่งเสริมการจ้างงานและยกระดับศักยภาพผู้สูงวัยด้วยการ สนับสนุนเงินเดือนลูกจ้างผู้สูงอายุเดือนละ 5,000 บาท รวม 500,000 ตำแหน่งให้แก่หน่วยงานที่จ้างบุคลากรอายุ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีนโยบายการลดจำนวนทหารที่มาจากการเกณฑ์ทหาร และเพิ่มจำนวนทหารประจำการแบบสมัครใจโดยใช้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจ พร้อมเปิดตำแหน่งงาน 25,000 อัตราในหน่วยราชการต่างๆ เพื่อรองรับทหารหลังปลดประจำการ

สำหรับกลุ่มแรงงานที่ทำงานบนแพลตฟอร์มเช่นไรเดอร์นั้น หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า กลุ่มไรเดอร์ทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมง ซึ่งนานกว่าพนักงานประจำด้วยซ้ำ ทั้งนี้ไรเดอร์ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีอะไรที่จะต้องปรับเพื่อความยุติธรรมต่อผู้ให้บริการ เพราะพวกเขาก็คือผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำสามารถทำได้ และต้องมาดูว่าควรมีจุดเริ่มต้นเท่าไร แต่ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นที่โปร่งใส  

นายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวเสริมว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาของไรเดอร์แต่ละคน ซึ่งต้องสู้ชีวิต และไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายๆ เรื่อง ทั้งค่าจ้างแรงงาน สิทธิขั้นพื้นฐาน โอกาสในการเติบโต รวมไปถึงความปลอดภัยในอาชีพ จึงได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ 3 ข้อ คือ 1.การแก้ปัญหาค่าจ้างไม่เป็นธรรม รัฐบาลต้องเป็นคนกลาง ระหว่างแพลตฟอร์ม กับ ไรเดอร์ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม 2.ไรเดอร์ ควรต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงแพลตฟอร์มต้องทำประกันอุบัติเหตุให้ไรเดอร์ในสังกัด 3.แพลตฟอร์มต้นสังกัดควรส่งเสริมให้ไรเดอร์ได้มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ประกอบการ 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top