Monday, 6 July 2026
NewsFeed

'รัฐบาล' ชี้!! หยุดยาว 22-25 ต.ค.นี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้จอดรถฟรี

'ทิพานัน' แจ้ง!! วันหยุดยาววันปิยมหาราช ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการจอดรถฟรี ณ ลานจอดรถระยะยาว โซน C   ตั้งแต่ 21-25 ตุลาคมนี้
.
(22 ต.ค.65) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในวันหยุดยาวติดต่อกัน3 วัน ในช่วงวันหยุดชดเชยวันปิยมหาราช 22-24 ตุลาคมนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าใจถึงความต้องการของประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) จึงได้ทำการยกเว้นอัตราค่าบริการจอดรถที่ลานจอดรถระยะยาว (Long Term Parking) โซน C ซึ่งสามารถจอดรถได้จำนวน 718 คัน โดยผู้โดยสาร และผู้ใช้บริการสามารถนำรถยนต์เข้ามาจอดฟรี ระหว่างวันที่ 21-25 ต.ค.65 ได้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 21 ตุลาคม 2565 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 25 ต.ค.2565 รวม 5 วัน
.
น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พร้อมกันนี้ทาง ทสภ. ยังได้จัดรถชัตเติ้ลบัส สาย A วิ่งให้บริการรับ-ส่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ระหว่างลานจอดรถระยะยาวโซน C และอาคารผู้โดยสารทุกๆ 15 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

'รมว.เฮ้ง' สั่ง!! จ่ายเงินประกันรายได้ กลุ่มแรงงานเก็บเบอร์รี่แล้วกว่าแสนบาท

(22 ต.ค.65) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากกรณีนางสาวศิริบูรณ์ ชื่นชม และพวก รวม 8 ราย ที่เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์ ฤดูกาลปี 2022 ได้ยื่นหนังสือต่อ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ร้องขอให้ช่วยเหลือเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ ซึ่งกระทรวงฯ รับปากจะดูแลและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ล่าสุดหลังตรวจสอบหลักฐานข้อเท็จจริง ได้ช่วยเหลือแรงงานเก็บผลไม้ป่าฟินแลนด์กลุ่มดังกล่าว โดยนำเงินประกันรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาตรฐาน ที่บริษัทผู้ประสานงานในประเทศไทยวางหลักประกัน ไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ่ายให้แรงงานตามสัดส่วน รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 103,445.28 บาท

“ผมพร้อมรับฟังและให้ความช่วยเหลื แรงงานไทยที่ตั้งใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพื่อหารายได้ดูแลตนเองและครอบครัว คนเหล่านี้นำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย หากไปทำงานแล้วประสบปัญหาผมไม่นิ่งนอนใจแน่นอน ในปีหน้ากรมการจัดหางาน และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะตรวจสอบสัญญาจ้างให้มีการดูแลคนหางานให้ดียิ่งขึ้นและครอบคลุมขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า มาตรการการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในฟินแลนด์ ฤดูกาลปี 2022 ระบุให้บริษัทผู้รับซื้อผลไม้ป่าฟินแลนด์/บริษัทผู้ประสานงานในประเทศไทย ต้องประกันรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้คนงานไทยโดยวางหลักประกันทางการเงินตามจำนวนที่กรมการจัดหางานกำหนด ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และหลังสิ้นสุดฤดูกาลต้องดำเนินการให้คนงานไทยมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,240 บาท

“ขณะนี้แรงงานส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และกลับสู่ภูมิลำเนาแล้ว ผมจึงได้มอบหมายสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศสอบข้อเท็จจริงกับคนหางาน หากรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมาตรฐาน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง และค่าใช้จ่ายขณะทำงานในฟินแลนด์ ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าเช่ารถ ไม่เป็นไปตามที่กำหนด สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานการเงินยื่นคำร้องทุกได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน ภายในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 หรือหากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ โทร 02 245 6708 ในวันและเวลาราชการ” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

'ครูแก้ว' ยัน!! 'โตโน่' ว่ายข้ามโขง ไม่ใช่แค่ได้เงินบริจาค แต่พาเศรษฐกิจนครพนมคึกคักตลอดหลายเดือน

(22 ต.ค.65) ช่วงเช้า ที่ลานพญาศรีสัตตนาคราชจังหวัดนครพนม ประชาชนและนักท่องเที่ยววิตกกังวล เพราะเกรงว่าจะมีฝนตก แต่ปรากฏว่าเมื่อพระสงฆ์เดินทางเข้ามาบริเวณดังกล่าวฟ้าเปิดฝนหยุด และทันทีที่ 'โตโน่' นายภาคิน คำวิลัยศักดิ์ เดินเข้ามาถึง ได้เรียกเสียงกรีดและหลายคนแสดงน้ำใจอวยพรให้ 'โตโน่' ประสบความสำเร็จในกิจกรรมครั้งนี้ นอกจากนี้มีรายงานว่า ผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นักการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศ พ่อค้า ประชาชน ภาคเอกชนยังได้เข้ามาให้กำลังใจ และปรากฏว่ายอดนางรำในขณะนี้มีกว่า 300 คน

ด้าน นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือ 'ครูแก้ว' รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 'ผู้นำนครพนม' กล่าวว่า ในวันนี้ขอพูดในฐานะคนจังหวัดนครพนม ต้องขอชื่นชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนดี นั่นหมายถึง 'โตโน่' ดารานักแสดงชื่อดัง ที่มีความตั้งใจในการแสดงออกเป็นกุศล ต้องการใช้ความตั้งใจและความสามารถรณรงค์ช่วยเหลือโรงพยาบาลนครพนม รวมถึงโรงพยาบาลในประเทศลาว “เป็นการกระทำที่น่าชื่นชมยินดี ภาคภูมิใจ เพราะการทำของโตโน่นั่นคือการทำความดี เป็นการแสดงออกในรูปแบบสาธารณกุศล จึงเห็นประชาชนในจังหวัดได้ออกมายกย่องสรรเสริญด้วยความจริงใจและเต็มใจ”

ผงะ!! ความจริงในโลกโซเชียล กว่า 90% ปั่นกระแส 'ไล่นายกฯ-เลิก112' มาจากต่างประเทศ

(22 ต.ค.65) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยข้อมูลโลกออนไลน์ เรื่อง ความจริงในโลกโซเชียล กรณีศึกษาข้อมูลในโลกโซเชียล ผ่านเทคโนโลยีที่ประยุกต์ใช้กรอบการปฏิบัติการข้อมูลขั้นสุทธิ (Net Assessment) และระเบียบวิธีวิทยาการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Methodology) จากแหล่งข้อมูลพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มบัญชีผู้ใช้สื่อออนไลน์ในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 10 กันยายน ถึง 21 ตุลาคม พ.ศ.2565 ที่ผ่านมา
.
ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ ความจริงในโลกโซเชียลทางการเมืองในการศึกษาครั้งนี้คือ การปลุกปั่นกระแสกระทบเสถียรภาพของรัฐบาลมีจำนวนตัวอย่างที่เก็บรวบรวมมาจากโลกโซเชียลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น 27,065 ตัวอย่าง พบว่า จำนวน 24,868 ตัวอย่างหรือร้อยละ 91.88 เป็นการปั่นมาจากต่างประเทศ เพื่อกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลเช่น ไล่ประยุทธ์ ประยุทธ์ออกไป ในขณะที่ จำนวน 2,197 ตัวอย่างหรือร้อยละ 8.12 ปั่นภายในประเทศโดยมีค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งของการปั่นจำนวน 621.7 ครั้งในช่วงระยะเวลาประมาณ 30 กว่าวันที่ผ่านมา ตามภาพประกอบ
.
แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งภายในและภายนอกโลกโซเชียลที่มีจุดยืนทางการเมืองสนับสนุนบุคคลสำคัญในรัฐบาล พบว่า เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.3 ยังคงสนับสนุนบุคคลสำคัญฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ ร้อยละ 33.5 ไม่สนับสนุนบุคคลสำคัญฝ่ายรัฐบาล และร้อยละ 13.2 ยังคงเปลี่ยนใจได้หรือเป็นกลุ่มคนกลาง ๆ ตามลำดับ จะพบว่า กระแสที่ถูกปั่นในโซเชียลสูงกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัวและมาจากคนเพียงคนเดียวที่ปั่นกระแสให้เห็นว่ามีจำนวนมากเป็นหลักหมื่น หลักแสนขึ้นไป
.
นอกจากนี้ เมื่อนำประเด็น ความจริงในโลกโซเชียลที่กระทบต่อความมั่นคงชาติ เช่น การยกเลิก ม. 112 การปลุกปั่นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายมาพิจารณา ได้พบแนวโน้มของการปลุกปั่นกระแสกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น ยกเลิก ม.112 และการปฏิรูปสถาบัน และอื่น ๆ พบว่า การปลุกปั่นกระแสกระทบความมั่นคงของชาติมีจำนวนตัวอย่างที่เก็บรวบรวมมาจากโลกโซเชียลทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทั้งสิ้น 42,008 ตัวอย่าง พบว่า จำนวน 38,170 ตัวอย่างหรือร้อยละ 90.86 เป็นการปั่นมาจากต่างประเทศ เพื่อกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ในขณะที่ จำนวน 3,838 ตัวอย่างหรือร้อยละ 9.14 ปั่นภายในประเทศโดยมีค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งของการปั่นจำนวน 95.95 ครั้งในช่วงระยะเวลาประมาณ 30 กว่าวันที่ผ่านมา ตามภาพประกอบ
.
เมื่อเจาะลึกข้อมูลไปยังฐานข้อมูลกลุ่มผู้ปั่นกระแสกระทบต่อความมั่นคงชาติทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ พบว่า เกือบร้อยละ 100 ที่เป็นการใช้ชื่อบัญชีอวตาร หรือ บัญชีทิพย์ ไม่มีตัวตนแท้จริง เช่น Mxxxxboobxx1 และกลุ่มที่ใช้สัญลักษณ์อักขระเชิงรูปภาพ การ์ตูน ที่คอยปั่นกระแสยกเลิก ม.112 และปลุกปั่นมาจากต่างประเทศที่มีการใช้ VPN เพื่อซ่อนและปกปิด บิดเบือนที่อยู่ของตนเองให้เข้าใจผิดเรื่องแหล่งที่มาของการปลุกปั่นกระแสกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เช่น ระบุว่ามาจาก แอฟริกาใต้ แต่จริง ๆ อยู่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เช่น ตุรกี สิงคโปร์ อเมริกา เกาหลี และประเทศเพื่อนบ้านของไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เครื่องมือที่ใช้ยืนยันได้อย่างแน่นอนว่า มีการปลุกปั่นกระแสกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความมั่นคงของชาติมาจากต่างประเทศอย่างชัดเจนที่ยืนยันได้จากข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยที่ประชาชนในประเทศจะหลงกระแสไปกับภาพจำว่ากระแสต่อต้านรัฐบาลและความมั่นคงของชาติเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และคิดกันไปว่าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
.
เมื่อสอบถามถึงหน่วยงานรัฐที่ประชาชนวางใจมากที่สุดในการปกป้องรักษาความมั่นคงของชาติและควบคุมการชุมนุมไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลาย พบว่า ร้อยละ 36.1 ระบุตำรวจ รองลงมาคือร้อยละ 22.4 ระบุทหาร ร้อยละ 21.9 ระบุ มหาดไทย ร้อยละ 10.1 ระบุกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 8.3 ระบุ ปกครองส่วนท้องถิ่น และร้อยละ 1.2 ระบุอื่น ๆ
.
ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ยังพบด้วยว่า ขบวนการปลุกปั่นกระแสในโซเชียลมีเดียใช้ปมละเอียดอ่อนของสถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้นจากนั้น พ่วงด้วยการติด hashtag (#) ข้อความปลุกปั่นกระแส ทั้ง ๆ ที่ในเนื้อหาข่าวที่นำมาใช้เป็นหัวจรวดปลุกกระแสไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติและความมั่นคงเลย จึงน่าจะเป็นประโยชน์ให้หน่วยงานความมั่นคงและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาปัจจัยสำคัญต่อไปนี้ เช่น เหตุการณ์สถานการณ์ข่าวที่เกิดขึ้น ปฏิกิริยา และความคงทนยาวนานของความรู้สึกนึกคิดที่ตกค้างในใจของประชาชน หรือจริง ๆ แล้วมันเกิดขึ้นและเป็นไปตามผลลัพธ์ของอิทธิพลโซเชียลมีเดียและการผลักดันกลุ่มประชาชนไปสู่การแบ่งขั้ว เลือกข้าง อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในหมู่ประชาชน

'เพื่อไทย' อัด 'ประยุทธ์' เยียวยาน้ำท่วมไม่ทันใจ แถมชดเชยน้อยกว่ารัฐบาล 'ยิ่งลักษณ์' เสียอีก

พท.อัด 'ประยุทธ์' เยียวยาน้ำท่วมไม่ทัน ไม่พอ ไม่ถูกหลักการ ติงชดเชยน้อยกว่ารบ. 'ยิ่งลักษณ์' แถมรีดดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ซ้ำเติมเกษตรกร  

เมื่อวันที่ 22 ต.ค.65 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ กล่าวถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหมว่า การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยของรัฐบาลนี้ ทั้งไม่ทัน ไม่พอ และไม่ถูกหลักการ จนถึงขณะนี้ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมหนัก ยังไม่ได้ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ซึ่งจะมีผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาตามสิทธิ์ที่ควรได้ นอกเหนือจากความเชื่องช้าแล้ว เงินเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบก็น้อยนิดและไม่เพียงพอ  เยียวยาเพียงไร่ละ 1,340 บาทเท่านั้น ขณะที่น้ำท่วมในปี 2554 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เยียวยาไร่ละ 2,222 บาท แต่เหตุใดเมื่อเวลาผ่านมากว่า 10 ปีในยุคที่ค่าครองชีพแพงทั้งแผ่นดิน เงินเยียวยาอุทกภัยกลับลดลงจากในอดีตถึง 40% ไม่สมส่วนกับความเสียหายที่ประชาชนต้องได้รับ และค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงไป 

นายชนินทร์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกันรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยังประกาศปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมผ่าน ธกส.วงเงินไม่เกินรายละ 1 แสนบาท  คิดอัตราดอกเบี้ย 4% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าการปล่อยกู้ที่อยู่อาศัยโดยทั่วไปในปัจจุบันด้วยซ้ำ ยิ่งสงสัยว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารงานเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน หรือมาสร้างภาระให้ประชาชนเพิ่มขึ้นกันแน่ ทั้งที่ควรพิจารณาผ่อนภาระด้วยการพักชำระหนี้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ หรือหากต้องกู้ก็ควรได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษ หรือปลอดดอกเบี้ยในช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อเร่งให้ประชาชนกลับมายืนได้เร็ว ไม่เป็นภาระระยะยาว ซ้ำเติมปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวที่ก่อขึ้น

'ชาติพัฒนากล้า' เตรียมเปิดนโยบายปลายปีนี้ ชู!! 'แก้ปัญหาปากท้อง-สร้างโอกาสศก.ระยะยาว'

'ชาติพัฒนากล้า' รวมทีมร่างนโยบาย สู้ศึกเลือกตั้ง 'กรณ์' ย้ำแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อน - สร้างโอกาสระยะยาว เตรียมเปิดนโยบายภายในปลายปีนี้ มั่นใจทีมเศรษฐกิจ รวมตัวท็อปไม่แพ้พรรคอื่น

พรรคชาติพัฒนากล้า โดยนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค และคณะผู้บริหารพรรคพร้อมทีมนโยบาย ประชุมเตรียมความพร้อมนโยบายพรรคที่จะสื่อสารออกต่อสาธารณะ เตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

นายกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่มีการปรับทัพพรรคชาติพัฒนากล้า เป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว เรามีความตั้งใจช่วยบ้านเมือง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย สร้างโอกาส สร้างรายได้เพิ่มให้กับประเทศชาติและประชาชน จึงเอาแนวความคิดทางนโนบายของทั้งสองพรรคเดิม ที่เคยมีขับเคลื่อนนโยบายไว้ มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนของพรรคต่อไป โดยได้สรุปแนวทางคือ 1.) ประเด็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไขโดยเร็ว เช่น ราคาน้ำมันแพง ค่าไฟแพง ปัญหาหนี้สิน และ 2.) การสร้างโอกาสระยะยาวให้กับประชาชน บนหลักการวิเคราะห์แนวโน้มโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ต้องผลักดันจุดแข็งของประเทศ เสริมสร้างให้ดีกว่าเดิม เพื่อเป็นโอกาสสร้างรายได้ โดยไม่เกินปลายปีนี้ เราจะเริ่มเปิดแนวความคิดของชาติพัฒนากล้า ให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ 

"เรามีแนวความคิดดีๆ หลายเรื่อง ซึ่งต้องอาศัย ความกล้าเป็นตัวแทนของประชาชน ในการต่อสู้กับโครงสร้างหรือระบบที่เป็นตัวถ่วงโอกาสของประชาชน ต้องอาศัยพลังทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุที่เรามาจับมือกัน เพื่อมีพลังที่มากขึ้น ในการที่ปลดล็อกโครงสร้างที่ล้าหลังมานาน และปลดแอกประชาชน เพิ่มโอกาสในการหารายได้ในอนาคต" นายกรณ์ กล่าว

'ก้าวไกล' โดดเดี่ยว พรรคการเมืองแห่ประกาศไม่แก้ 112 จับตา 'เพื่อไทย' หนุนหรือค้าน?

จากกรณีพรรคก้าวไกล เปิดนโยบายหาเสียงเลือกตั้งชุดแรก โดยหนึ่งในนั้นคือนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าชัดเจน และยังเป็นการโยนความกดดันให้กับพรรคพันธมิตรอย่างพรรคเพื่อไทยว่าจะตัดสินใจอย่างไร หากวันข้างหน้าต้องเจรจาจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน เพื่อไทยจะสนับสนุนนโยบายนี้หรือไม่ เพราะหากเพื่อไทยยอมรับนโยบายนี้ก็เท่ากับสนับสนุนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่หากไม่สนับสนุน ก้าวไกลก็อาจไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตามจะมีวันนั้นหรือไม่ถึง เรามาสำรวจจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นๆต่อกฎหมายมาตราดังกล่าว ซึ่งชัดเจนว่าส่วนใหญ่ต่างประกาศไม่แก้ไขมาตรา 112

เริ่มที่ พรรคพลังประชารัฐ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้พูดในหลายครั้งว่า พรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนคือ ปกป้องชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายและไม่มีความคิดเรื่องแก้ไขมาตรา 112 อีกทั้งไม่เข้าใจว่าคนที่เสนอแก้ไขเดือดร้อนอะไรกับมาตรา 112 พร้อมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่ากฎหมายมาตรา 112 เป็นปัญหาอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน จะมีก็แต่กลุ่มคนที่คิดจะทำผิดกฎหมาย จึงมาเรียกร้องให้แก้กฎหมายให้สิ่งที่ตนจะทำเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะขัดขวางการแก้ไขถึงที่สุด รวมทั้งจะไม่ร่วมมือหรือร่วมทำงานกับพรรคการเมือง นักการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ทุกระดับ รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าหรืออีกกี่ครั้งก็ตาม

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำจุดยืนของพรรประชาธิปัตย์ว่า พรรคยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่มีประเทศใดในโลก ที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐ ไม่ว่าจะปกครองในระบอบใด

ส่วนนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ตำหนิพรรคก้าวไกลว่า นโยบายหาเสียงไม่สร้างสรรค์ เป็นการสร้างความแตกแยก นอกจากนี้พรรคไทยภักดีได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต .เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงนโยบายของพรรคก้าวไกล ว่าการเสนอนโยบายให้มีการแก้ไขกฎหมาย ม.112 และ ม.116 ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือไม่

ขณะที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Top Talk ทางท็อปนิวส์ ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ว่า มาตรา 112 ต่างจากกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทประชาชนทั่วไปอย่างไร ถ้าเราไม่ทำผิดเราก็ไม่ถูกดำเนินคดี พร้อมทั้งถามว่ากฎหมายในลักษณะเดียวกับ 112 สหรัฐอเมริกามีหรือไม่ ทำไมไม่ไปเลิกที่สรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศแม่บท ทำไมต้องเลิกที่ประเทศไทย

ด้านนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จุดยืนของพรรคพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่ไปยุ่งอะไรกับมาตรา 112 เพราะตั้งแต่ตนเกิดมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เห็นคนทั่วไปมีปัญหา อีกทั้งปัจจุบันขนาดบุคคลธรรมดายังมีคดีหมิ่นประมาทอยู่ในศาลตั้งหลายร้อยหลายพันคดี มาตรา 112 ไม่ใช่มาตราที่หาเรื่องใคร แต่ใช้เพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่รัก หากมีใครอุตริไปหาเรื่องเราจะต้องมีอุปกรณ์หรือกฎหมายปกป้องสถาบันได้ ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดก็ต้องมีมาตรา 112 รอให้ดินกลบหน้า ตนไม่ยอมแก้มาตรา 112 แน่นอน

ขณะที่นายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเราชัดเจนคือการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็เป็นมาแบบนี้โดยตลอด และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 เพราะสถาบันไม่ได้ทำอะไรให้ และตนก็ไม่เข้าใจพรรคก้าวไกลว่าทำไมจึงเสนอนโยบายแบบนั้น และหากพรรคก้าวไกลเสนอเรื่องดังกล่าวเข้ามาในสภาฯ ทางพรรคพลังท้องถิ่นไทก็จะคัดค้านอย่างแน่นอน

ด้านพรรคชาติพัฒนากล้า โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค แสดงความเห็นเรื่องนี้โดยไม่ทราบว่าพรรคก้าวไกลคิดอะไร แต่ในส่วนของพรรคชาติพัฒนากล้าชัดเจนว่าจะไม่นำเรื่องนี้ และเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันมาเป็นนโยบายหาเสียง ตอนนี้ใกล้จะเลือกตั้ง ตนไม่อยากให้หยิบยกเรื่องมาตรา 112 มาเป็นประเด็น อย่าทำทุกอย่างไปสู่ความขัดแย้ง

ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรครวมพลัง หรือพรรครวมพลังประชาชาติไทยเดิม เคยกล่าวถึงจุดยืนต่อมาตรา 112 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ว่า เนื้อหาสาระของกฎหมายคือการห้ามไม่ให้ไปดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ แล้วที่ต้องมีกฎหมายนี้เพราะเป็นการถวายพระเกียรติยศ ถวายความเคารพสักการะในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นประมุขของประเทศ เหมือนกับประชาชนในประเทศอื่นทั้งหลายที่เขาให้ความเคารพยกย่องประมุขของประเทศเขา ตนยืนอยู่ข้างกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขมาตร112 เพราะตนเองเห็นว่าที่บัญญัติไว้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้วหรับประเทศไทย

ส่วนท่าทีของพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ขอวิจารณ์นโยบายแก้มาตรา112ของพรรคก้าวไกล อยู่ที่ประชาชนจะพิจารณาแล้วตัดสินใจ โดยอ้างว่าพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญเรื่องเร่งด่วนที่สุดคือ เรื่องเศรษฐกิจปากท้องประชาชน

ในหลวง ร.10 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘พล.อ.บัณฑิตย์’ เป็นองคมนตรีใหม่

(22 ต.ค.65) เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี มีรายละเอียดดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า...

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 24 มีนาคม พุทธศักราช 2565 แล้วนั้น

บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งต้ังองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พลเอก บัณฑิตย์ มลายอริศูนย์ เป็น องคมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 21 ตุลาคม พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

สำหรับ พลเอก บัณฑิตย์ มลายอริศูนย์ เกิดเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๘๑ 

***ประวัติ***
- โรงเรียนกลาโหมอุทิศ พ.ศ.๒๔๙๗ 
- โรงเรียนนายร้อยทหารบก (นตท.๑๕พ.ศ.๒๔๙๙ 
- โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พ.ศ.๒๕๐๔
- หลักสูตรทหารร่มและการรบพิเศษ รร.ร.ศร. รุ่นที่ ๑๒ พ.ศ.๒๕๐๘ 
- หลักสูตรการรบพิเศษ ฟอร์ดแบรก์ก สหรัฐอเมริกา พ.ศ.๒๕๐๙ 
- หลักสูตรแทรกซึมเบื้องสูง ฟอร์ดแบรก์ก สหรัฐอเมริกา พ.ศ.๒๕๐๙ 
- หลักสูตรชั้นนายพัน รร.ร.ศร. รุ่นที่ ๑๘ พ.ศ.๒๕๑๑ 
- หลักสูตรหลักประจำ รร.สธ.ทบ. ชุดที่ ๔๘ พ.ศ.๒๕๑๒

'ดีอีเอส' วอน ประชาชนชัวร์ก่อนแชร์ 'ข่าวปลอม' หลังข่าวปลอม นโยบายรัฐพุ่ง สวนกระแสข่าวปลอมโควิด

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สรุปสถานการณ์ข่าวปลอมสัปดาห์ล่าสุด พบข่าวปลอมนโยบายรัฐบาล เกินครึ่ง จำนวน 55 เรื่อง ขณะที่ข่าวปลอมเรื่องภัยพิบัติมีเพียง 9 เรื่อง

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฝ่ายการเมือง (ดีอีเอส) กล่าวว่า สรุปผลการมอนิเตอร์ และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 14- 20 ตุลาคม 2565 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบข้อความที่เข้ามาจำนวน 10,638,847 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 256 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ 109 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นเรื่องโควิด-19 จำนวน 2 เรื่อง

ทั้งนี้ ดีอีเอสได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจ เป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย...

กลุ่มที่ 1 ข่าวปลอมเรื่องนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศจำนวน 55 เรื่อง อาทิ ทำใบขับขี่แบบเร่งด่วนจากขนส่ง กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์ และ กรมการจัดหางาน รับสมัครพนักงานออนไลน์ ตำแหน่งแจกจ่ายสินค้าทั่วประเทศ เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 ข่าวปลอมเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมาย จำนวน 34 เรื่อง อาทิ ผลิตภัณฑ์กัญชา จากกระทรวงสาธารณสุข และ เลือดเป็นกรด ทำให้ร่ายกายเซื่องซึม​ เหนื่อยง่าย ปวดหัว และอาจเป็นลมได้ เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 ข่าวปลอมเรื่องเศรษฐกิจ จำนวน 11 เรื่อง อาทิ เกาหลี เปิดรับแรงงาน 5 อาชีพ ไม่ใช้วุฒิการศึกษา เงินเดือนสูงสุด 70,000 บาท และ ธกส.แจ้งเริ่มจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนา 16 ต.ค 65 รับทั้งหมด 4.68 ล้านคน เป็นต้น

และกลุ่มที่ 4 ข่าวปลอมเรื่องภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่อง อาทิ บริเวณทะเลจีนใต้ จะมีพายุก่อตัวหลายลูก ในช่วงปลายเดือนตุลาคม และเส้นทางพายุที่คาดว่าจะใช้ชื่อ ไห่ถาง จะเข้าภาคอีสาน ทางจ.มุกดาหาร และจ.อำนาจเจริญ ในอีก 10 วัน เป็นต้น

ทั้งนี้ข่าวปลอมทั้ง 4 กลุ่มมีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องโควิด-19 จำนวน 2 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวปลอมด้านเศรษฐกิจ

สำหรับข่าวปลอมที่มีคนสนใจสูงสุด 10 อันดับระหว่างวันที่ 14 - 20 ตุลาคม 2565 มีดังนี้...

อันดับที่ 1 เรื่อง เสพกัญชาทำให้เชื้อโควิด 19 ฝังตัวไม่ได้

อันดับที่ 2 เรื่อง เคี้ยวเม็ดมะละกอสุกแล้วกลืนโดยไม่ต้องกินน้ำตาม วันละ 3 เม็ด รักษามะเร็งระยะสุดท้าย เห็นผลใน 1 เดือน

อันดับ 3 เรื่อง เพจธนาคารออมสินจำกัดเชื่อมต่อกับธนาคารออมสินโดยตรง

อันดับที่ 4 เรื่อง เพจบน Facebook และ Line เชิญชวนลงทุนหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับโลกเพียง 1,000 สำหรับมือใหม่ รับปันผล 20,XXX / เดือน ใช้โลโก้และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายทำตามหลักของสำนักงาน ก.ล.ต.

อันดับที่ 5 เรื่อง ทำใบขับขี่แบบเร่งด่วนจากขนส่ง กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์

อันดับที่ 6 เรื่อง ออมสินส่ง SMS ให้ประชาชนได้รับสิทธิ์ยื่นขอสินเชื่อ GSB จำนวน 65,000 บาท ผ่านลิงก์

อันดับที่ 7 เรื่อง ดื่มน้ำเปล่า 1-2 แก้ว เป็นตัวช่วยลดการเกิดอาการหัวใจล้มเหลว

อันดับที่ 8 เรื่อง เกาหลีเปิดรับแรงงาน 5 อาชีพ ไม่ใช้วุฒิการศึกษา เงินเดือนสูงสุด 70,000 บาท

อันดับที่ 9 เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดลงทุนหุ้นด้วยพอร์ต 1,000 บาท รับปันผล 5,000 บาท

อันดับที่ 10 เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดลงทุนเพื่อหาค่าข้าว วันละ 1,000 บาท ด้วยบิทคอยน์

‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ ร่วมพิธีเปิดงาน ‘ดิวาลีเทศกาลแห่งแสงสว่าง’ ร่วมจุดเทียนชัย สัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ เปรียบเสมือนชัยชนะฝ่ายดีเหนือฝ่ายร้าย แสงสว่างสดใสแห่งอนาคตชนะความมืดมนในอดีตอันเลวร้าย

นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหารพรรค, ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรค, นางสาวชญาภา สินธุไพร รองโฆษกพรรค และส.ก.พรรคเพื่อไทยร่วมพิธีเปิดงาน ‘ดิวาลีเทศกาลแห่งแสงสว่าง’ หรือ Deepavali Bangkok Festival 2022 จัดโดย กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมอินเดียแห่งประเทศไทย (IAT) เครือข่ายพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทยเชื้อสายอินเดีย กลุ่มชาวอินเดียในประเทศไทย จัดขึ้นที่ย่านลิตเติ้ลอินเดีย, พาหุรัด และคลองโอ่งอ่าง กรุงเทพมหานคร มีพิธีเปิดเมื่อเย็นที่ผ่านมา โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกันนี้ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ได้ร่วมบูชาองค์พระพิฆเนศและพระแม่ลักษมี จุดเทียนชัยและกล่าวอวยพรในโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีว่ารู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณที่ได้มีโอกาสมาร่วมพิธีเปิดงานดังกล่าว เพราะความหมายของเทศกาลดิวาลี คือเทศกาลที่จะเป็นการนำแสงสว่างอันสดใสในอนาคตมาไล่ความความมืดมิดในอดีต ขอร่วมตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์เทพเจ้าเพื่อให้นำพาสิ่งที่ดีกว่าประเสริฐกว่าในอนาคตมาสู่ชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคน

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวต่อว่าเทศกาลดิวาลีเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองสำหรับคนเชื้อสายอินเดียทั้งชาวฮินดู ชาวซิกซ์ และเชนส์ที่จัดขึ้นทั่วโลก สิ่งที่เห็นวันนี้คือความสว่างไสวจากแสงในตะเกียงดวงน้อย นับร้อยนับพันที่ทวีกำลังเป็นพลังแสงอันยิ่งใหญ่ รอยยิ้มและความสุข เทศกาลนี้จะเป็นจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนเชื้อสายอินเดียที่มาร่วมงานเฉลิมฉลอง เยี่ยมเยือนพี่น้องครอบครัวที่มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ซึ่งจะก่อให้เกิดความผูกพันแน่นแฟ้นต่อแผ่นดินไทยยาวนานยิ่งขึ้น  การร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานเทศกาลดิวาลีให้ยิ่งใหญ่มากขึ้นในทุกปี จะช่วยฟื้นเศรษฐกิจและส่งเสริมเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอินเดียและนักท่องเที่ยวเชื้อสายอินเดียจากทั่วโลก รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้เดินทางมาร่วมเฉลิมฉลอง และท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นภายหลังการระบาดของโรคโควิด-19 สิ้นลง เพิ่มรายได้เพิ่มเงินในกระเป๋าแก่ผู้คนในชุมชนลิตเติ้ลอินเดีย ย่านเมืองเก่าแห่งนี้ และฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top