Wednesday, 19 August 2026
NewsFeed

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ AI ร่วมวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาบุคลากร เน้นยกระดับระบบนิเวศหุ่นยนต์ในไทย หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU พัฒนา Embodied AI Robotics เสริมศักยภาพระบบนิเวศหุ่นยนต์และ AI ของไทย

FIBO KMUTT Signs MoU with UBTECH to Advance Embodied AI Robotics and Strengthen Thailand’s AI and Robotics Ecosystem

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MoU) กับบริษัท UBTECH สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน Embodied AI Robotics ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมร่วมยกระดับระบบนิเวศด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายในงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด "Investing for the Future, Growing Together" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการลงนาม ฝ่าย UBTECH นำโดย Ms. Claudia Chen ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และฝ่าย FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ FIBO มจธ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI และ Robotics ของภูมิภาค

'ซีเค' เดือด!! ประกาศตัดขาดรายการดัง โควตคำพูดบิดเบือน ย้ำรักชาติ เชื่อคนเข้าใจผิด เตรียมชัดเจนในจุดยืนเพื่อประเทศ

"ซีเค" เดือด! ประกาศตัดขาดรายการดัง หลังโควตคำพูดบิดเบือน "ต่อให้ไทยต้องเลียเท้า อีลอน มัสก์ ก็ต้องยอม" เพื่อแลกลงทุน ลั่น! เสียใจที่สุดตรงที่ทำให้คนเข้าใจผิด เหมือนเป็นคนขายชาติ ทั้งที่รู้จักกันดีว่าตนรักประเทศไทยมากแค่ไหน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1377501857871504/?rdid=vbFK4JTGqicA3Q1b#

สาวไทย เล่าถูกเนรเทศ!! เล่าชีวิตที่ “ซานดิเอโก้” กักตัวในศูนย์โอเทย์เมซ่า เตือนระวังอยู่เกินวีซ่า แม้แต่งงานแล้วก็ถูกจับได้

สาวไทยซานดิเอโก้ เปิดใจหลังถูก “เนรเทศ”

“คุณบี” สาวไทยในซานดิเอโก้ เล่าประสบการณ์หลังถูก “ไอซ์” จับส่งเข้าศูนย์กักกันนานสองสัปดาห์ ก่อนเนรเทศ พร้อมเตือนคนอยู่เกินวีซ่า ต้องระวังแม้แต่งงานกับซิติเซ่นแล้วและอยู่ระหว่างรอใบเขียวก็ตาม
“คุณบี” อดีตคนไทยในเมืองซานดิเอโก้ ซึ่งเพิ่งถูกเนรเทศกลับประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการเก้าอี้รับแขก ของสยามทาวน์ยูเอส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ถึงประสบการณ์ตั้งแต่วินาทีที่ถูกควบคุมตัว การใช้ชีวิตในศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า ไปจนถึงขั้นตอนการส่งตัวออกจากสหรัฐฯ

คุณบี เล่าว่าเธอเดินทางมาอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 เพราะตกงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยใช้พาสปอร์ตอิตาลี (เธอได้สัญชาติอิตาลีจากอดีตสามี) ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้ 90 วัน
“เคยไปเที่ยว (อเมริกา) หลายครั้งแล้ว แต่ช่วงโควิด ตอนนั้นเราตกงานนะ เพื่อนก็ชวนว่าไปทำงานที่โน่นไหม ก็คิดว่าดีกว่าอยู่บ้าน เพราะไม่มีอะไรทำ ก็เลยไป ไปทำงานร้านอาหาร พอครบ 90 วันต้องกลับ แต่เรากลับไม่ได้ กลับเมืองไทยก็ต้องกักตัว แล้วเงินทองช่วงนั้นก็ติดขัด เพื่อนก็เลยบอกงั้นก็อยู่เถอะ เอ้าอยู่ก็อยู่ แป๊บๆ ห้าปีแล้ว…”

ตลอดห้าปีท่ีผ่านมา คุณบีทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง มีสภาพชีวิตที่ดี มีเพื่อนฝูงที่สนิทสนมหลายคน ไม่เคยมีประวัติเสียหาย อีกทั้งยังขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ITIN หรือ Individual Taxpayer Identification Number) เพื่อเสียภาษีต่อเนื่องกันสองปี ก่อนจะต้องยุติเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คุณบีรับคำชวนจากเพื่อนที่เป็นภรรยาทหารอเมริกัน ให้เข้าไปช้อปปิ้งแบบไม่เสียแท็กซ์ที่ Pacific Views MCX ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในค่ายนาวิกโยธินเพนเดลตัน (Marine Corps Base Camp Pendleton) ซึ่งผู้ผ่านเข้าออก จะต้องแสดงเอกสารประจำตัวที่ด่านตรวจ

“ก็ยื่นพาสปอร์ตอิตาลีให้เขา สักพักเขาก็เรียกลงจากรถเลย” คุณบีเล่า และว่าเธอถูกนำตัวไปสแกนนิ้วมือ และกักตัวเพื่อรอเจ้าหน้าที่ไอซ์

“แต่ถามว่ากลัวไหม เราทำใจไว้อยู่แล้ว อายุอานามเราก็ไม่ใช่น้อยๆ เราไม่ใช่เด็ก เป็นคนเข้มแข็ง บอกตรงๆ ว่าเข้มแข็งมาก ก็เลยรับสถานการณ์ได้ มันก็มีนิดหนึ่งแหละที่เสียใจว่า เราอาจยังไม่พร้อม หรือ “โดนแล้วเหรอ” ประมาณนี้ แต่ก็ทำใจได้ หลังจากนั้นสองวันก็ทำใจได้ค่ะ”

จากนั้น คุณบีถูกเจ้าหน้าที่ไอซ์ นำตัวไปส่งฟ้องที่ศาลอิมมิเกรชั่นในซานดิเอโก้ และถูกคุมตัวที่นั้นสองคืน

ระหว่างอยู่ที่ศาล คุณบีบอกว่าเห็นเจ้าหน้าที่ไอซ์ รอจับผู้อยู่เกินวีซ่าที่ศาลเป็นจำนวนมาก
“ก่อนนั้นได้ยินว่าไอซ์จับๆ แต่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จับกันที่ไหน แต่พอเข้าไปข้างในศาล โห แต่ละวันมากันเป็นสิบ มาทุกวัน ถึงรู้ว่าเขาจับกันจริงๆ และเยอะมาก” เธอกล่าว และเตือนผู้ที่อยู่ระหว่างรอใบเขียวว่า หากถูกเรียกไปศาลหรือสำนักงานอิมมิเกรชั่นในระยะนี้ ควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงควรปรึกษาทนายความก่อนทุกครั้ง

คุณบีเล่าว่าต้องนอนอยู่ในห้องควบคุมของศาลเป็นเวลาสองคืน โดยยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ซึ่งบางมาก แม้จะมีผ้าห่มฉุกเฉินลักษณะคล้ายแผ่นฟอยล์ให้ แต่ก็ยัง “หนาวมากจนแทบไม่ได้นอน”
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาล คุณบีถูกใส่กุญแจมือและกุญแจเท้า นำตัวส่งไปยังศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า (Otay Mesa Detention Center) ในซานดิเอโก้

“เรารับได้ว่าเราทำผิดกฎหมายจริง แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือใส่กุญแจมือไม่พอ ยังใส่ที่เท้าด้วย มันเยอะเกินไป” เธอเล่า

เมื่อเดินทางถึงศูนย์กักกัน เจ้าหน้าที่ถ่ายรูป ทำเอกสาร และให้เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมดเป็นชุดของศูนย์ รวมถึงชุดชั้นใน ก่อนนำตัวเข้าไปรวมกับผู้ถูกกักกันคนอื่นๆ

คุณบีถูกจัดให้อยู่ในห้องพัก หรือ “พอดเอ” ซึ่งมีผู้ถูกกักกันประมาณ 128 คน ภายในเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีเตียงสองชั้นวางเรียงอยู่หลายมุม

แม้พื้นที่จะค่อนข้างแออัด แต่สะอาดและมีระเบียบ มีอาหารวันละสามมื้อ รวมถึงบริการซักเสื้อผ้า โดยผู้ถูกกักกันบางคนรับหน้าที่ทำความสะอาดแลกกับค่าตอบแทนวันละประมาณหนึ่งดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปใช้โทรศัพท์หาครอบครัวหรือซื้อของใช้จำเป็น

ในจำนวนผู้ถูกกักกันร่วมกับเธอทั้ง 128 คน คุณบีบอกว่ามีคนไทยอยู่เพียงสองคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน ขณะที่ผู้ถูกกักกันชาวเอเชียส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม

คุณบีเล่าถึงเพื่อนผู้หญิงไทยที่ถูกกักตัวอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งถูกไอซ์จับกุมก่อนวันแต่งงานกับชาวอเมริกันไม่กี่วัน เพราะขับรถของแฟนที่ทะเบียนรถมีปัญหา เมื่อถูกเรียกหยุดจึงถูกจับเพราะอยู่เกินวีซ่า
“จากสิ่งที่เห็น คนที่แต่งงานกับชาวอเมริกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอปรับสถานะ ก็ยังมีโอกาสถูกควบคุมตัว หากโอเวอร์สเตย์แล้ว อาจไม่ต้องกลับออกไป แต่ก็ต้องไปต่อสู้คดี หรือชี้แจงต่อศาลเอา” คุณบีเล่า

คุณบีตัดสินใจไม่ต่อสู้คดีและแจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่แรกว่ายินยอมเดินทางออกจากสหรัฐฯ
“เรารู้ตัวดี คนที่สู้คดีส่วนมากเขามีแฟน มีลูก แต่เราไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ จะเอาข้อไหนไปอ้าง จะอยู่ทำงานก็ไม่ได้ เราเตรียมใจไว้แล้วว่าโดนเมื่อไรก็กลับ” เธอกล่าว

แม้แจ้งว่าไม่ต่อสู้คดี คุณบียังต้องอยู่ในศูนย์กักกันรวมประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศอิตาลีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกค่าตั๋วส่งเธอไปประเทศอิตาลี ส่วนค่าตั๋วจากอิตาลีกลับประเทศไทย เธอเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

คุณบีถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 10 ปี โดยก่อนแยกจากเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน เธอบอกกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษว่า “See you in ten years” ทำให้เจ้าหน้าที่หัวเราะ
แม้ถูกควบคุมตัวและเนรเทศ คุณบียืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไอซ์และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเดินทางปฏิบัติต่อเธออย่างสุภาพ

“เขาพูดดี เขาให้เกียรติ ไม่ได้ทำอะไรกับเราเลย แม้แต่คนที่มาส่งขึ้นเครื่อง ทุกคนนิสัยดีหมด” เธอกล่าว เธอเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนเองไม่ขัดขืน ไม่โต้เถียง และยอมรับว่าทำผิดกฎหมาย

เมื่อถูกถามถึงกระแสที่ว่าการจับกุมแรงงานที่ไม่มีสถานะอาจทำให้นายจ้างถูกตรวจสอบหรือเดือดร้อนด้วย คุณบีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยถามว่าเธอทำงานที่ใดหรือเคยทำงานกับใคร
“เขาไม่ถามเลยว่าอยู่มาห้าปีแล้วทำอะไร ไม่ถามเรื่องนายจ้างแม้แต่คำเดียว” เธอกล่าว
จากประสบการณ์ตรง คุณบีเตือนผู้ที่อยู่เกินวีซ่าให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าใกล้ค่ายทหาร สนามบิน สถานที่ของรัฐบาลกลาง และพื้นที่ชายแดน เพราะอาจถูกตรวจบัตรประจำตัวหรือสถานะการพำนัก
เธอเล่าว่า มีชายชาวอังกฤษที่ถือพาสปอร์ตอิตาลี ซึ่งถูกส่งตัวกลับอิตาลีพร้อมกัน เล่าให้เธอฟังว่าถูกควบคุมตัว หลังระบบนำทางพาขับรถหลงเข้าไปในเขตค่ายทหาร

“ตอนนี้ถ้ารู้ว่าตัวเองอยู่ผิด ก็ต้องระวังตัว ไม่ต้องไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็น เจอตำรวจก็อย่าเข้าไปใกล้ เพราะถ้าเขาสงสัย เขาก็ตรวจได้” เธอกล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1540836564742031&id=100064471068542&post_id=100064471068542_1540836564742031&rdid=fIrWKkarnO5d3Vvz#

ญี่ปุ่น ร่วมมือพันธมิตร ออสเตรเลีย!! จ่อทดสอบ “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก” ร่วมกับออสเตรเลียในทศวรรษหน้า พัฒนาความร่วมมือเลเซอร์รุกด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดในเอเชีย-แปซิฟิก

ญี่ปุ่นขยับ! เตรียมทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในออสเตรเลีย

วานนี้ (18 ส.ค. 69) มีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น และออสเตรเลียว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) รวมถึงอาวุธปล่อยชนิดอื่น ๆ บนแผ่นดินออสเตรเลีย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบเลเซอร์ด้วย

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวร่วมกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ณ กรุงแคนเบอร์รา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่ “การเตรียมการที่ดีขึ้นและยกระดับขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น สำหรับการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้สนามทดสอบขีปนาวุธของเราในตลอดช่วงทศวรรษหน้า”

“ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องที่ออสเตรเลียสามารถมอบความลึกทางยุทธศาสตร์ (strategic depth) ให้แก่ญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเปิดให้ใช้สนามทดสอบของเรา” นายมาร์ลส์กล่าว ขณะที่นายโคอิซูมิได้แสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว

“หากกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธระยะไกล เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ในออสเตรเลียได้ นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว “ดังนั้น เราจะเร่งการหารือเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้กระชับความร่วมมือด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการจับตามองการก้าวขึ้นมาของจีน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียจะจ่ายเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 235,000 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อจัดหากองเรือฟริเกตล่องหน (stealth frigates)

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้นายมาร์ลส์และนายโคอิซูมิยังระบุด้วยว่า ทั้งสองชาติจะร่วมมือกันในโครงการความร่วมมือด้านกลาโหมโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า “บูบุค” (Boobook) ซึ่งตั้งชื่อตามนกเค้าแมวของออสเตรเลียที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือระบบเลเซอร์ที่พัฒนาร่วมกันเพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายมาร์ลส์ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ประกอบด้วย “ขีดความสามารถด้านเลเซอร์ขั้นสูงที่สามารถนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์มการรบภาคพื้นดิน รวมถึงแพลตฟอร์มการรบตามแนวชายฝั่ง”

ที่มา : เอเอฟพี
// https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660634902735647&id=100063674585845&rdid=JG7buOJRaIB1W4p9#

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR แบรนด์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หวายเทียมและเฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่กลางแจ้ง (Outdoor Furniture) ชั้นนำของไทย ยกทัพผลิตภัณฑ์ร่วมจัดแสดงภายในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติสำหรับธุรกิจอาหาร โรงแรม และการบริการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ฮอลล์ 1–4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ภายในงาน IVY DECOR นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และความทนทานสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้ง โดยผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วย

OUTDOOR UMBRELLA
ภายใต้คอนเซปต์ “Stylish Shade for Every Outdoor Space” ร่มสำหรับพื้นที่กลางแจ้งที่ผสานดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

UV Protection ช่วยป้องกันรังสี UV เพิ่มความสบายในการใช้งานกลางแจ้ง
Strong & Durable โครงสร้างแข็งแรงและทนทาน รองรับการใช้งานในระยะยาว
Weather Resistant ทนต่อสภาพอากาศทั้งแดดและฝน เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง
Easy to Use เปิด-ปิดง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน

Amalfi Living Set
ชุดเฟอร์นิเจอร์ภายใต้คอนเซปต์ “Live Beautiful. Live Outside.” ใช้ชีวิตให้มีรสนิยม...ในทุกพื้นที่ของคุณ ออกแบบสำหรับการพักผ่อนกลางแจ้ง พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง (Outdoor Use)
เบาะหุ้มด้วยผ้า Textilene ที่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง พร้อม Quick-Dry Foam ช่วยให้แห้งได้รวดเร็ว
โครงสร้างอะลูมิเนียม เคลือบสีด้วยระบบ Powder Coating
ทนต่อแสงแดด ฝน และไอทะเล เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ

MANHATTAN SOFA SET
มาในคอนเซปต์ “Modern Outdoor Living for Every Moment” ชุดโซฟากลางแจ้งดีไซน์โมเดิร์นที่เน้นทั้งความสวยงามและความสะดวกในการใช้งาน พร้อมจุดเด่น ได้แก่

Powder Coating โครงสร้างอะลูมิเนียมเคลือบสี ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม
Outdoor Rope งานสานเชือกสำหรับกลางแจ้ง ให้ความเหนียว แน่น และทนทานต่อการใช้งาน
Weather Resistant ทนต่อแสงแดดและฝน เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง
มาพร้อมโต๊ะข้างขนาดกะทัดรัด สามารถหมุนใช้งานได้รอบตัว 360 องศา เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์ของ IVY DECOR ได้ที่ Stand No. L15 ภายในงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านการสแกน QR Code

ตร.ไต้หวัน รวบ สาวไทย ครูสอนมวยไทย!! สาวไทยถูกฟ้องคดียาเสพติดในไต้หวัน กลืนแคปซูลเฮโรอีน 289 กรัม มูลค่ากว่า 3.6 ล้านเหรียญไต้หวัน ต้องใช้เวลา 10 วันขับแคปซูลออกจากร่างกาย

ฉาวไม่พัก! ตร.ไต้หวันรวบ "สาวไทย ครูสอนมวยไทย" กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน

วันนี้ (19 ส.ค. 69) Rti (Radio Taiwan International) สื่อไต้หวันรายงานว่า ทีมสืบสวนคดีอาชญากรรมเกาสง สังกัดหน่วยยามฝั่งไต้หวันเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับเบาะแสว่า มีชาวต่างชาติพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในไต้หวัน ด้วยการซุกซ่อนไว้ในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงเข้าตรวจค้น และจับกุม "นางสาวเอ (นามสมมุติ)" หญิงชาวไทยรายหนึ่งได้ที่สนามบินนานาชาติเกาสง เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้ามาในไต้หวัน

ทีมสืบสวนเกาสง ระบุว่า "นางสาวเอ" ใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในร่างกาย เพื่อลักลอบขนเข้ามาในไต้หวัน โดยเธอกลืนแคปซูลเฮโรอีนทรงรีจำนวน 72 เม็ด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าประมาณ 3.6 ล้านเหรียญไต้หวันเข้าสู่ร่างกาย แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกและปิดผนึกอย่างแน่นหนา หากชั้นห่อหุ้มด้านนอกถูกกรดในกระเพาะอาหารกัดกร่อนจนละลาย อาจทำให้ยาเสพติดรั่วไหลเข้าสู่ร่างกายและเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถือเป็นวิธีการลักลอบขนยาที่มีความเสี่ยงสูงมาก

หลังจากที่นางสาวเอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ได้ให้ยาเพื่อช่วยให้เธอขับถ่ายยาเสพติดออกมาตามธรรมชาติ โดยใช้เวลานานถึง 10 วัน จึงสามารถขับถ่ายยาเสพติดออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้ นางสาวเอยังเป็นครูสอนมวยไทย มีพละกำลัง และสมรรถภาพทางร่างกายเหนือกว่าคนทั่วไป เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก่อนที่สำนักงานอัยการเกาสงจะสรุปสำนวนและยื่นฟ้องต่อศาล ขณะที่ศาลมีคำสั่งฝากขังนางสาวเอไว้ระหว่างดำเนินคดี

ที่มา : Rti
//https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660560739409730&id=100063674585845&rdid=HJiZJDCvtUIiZknL#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top