Saturday, 15 August 2026
NewsFeed

จีน-ไทย ลุยจับแก๊งฉ้อเครดิต!! ทลายเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 9 รายทั้ง ไทย-จีน เสียหายทางการเงินกว่า 5 ล้านหยวน เตรียมสร้างกลไกร่วมมือสม่ำเสมอ

ตำรวจจีน-ไทยร่วมมือทลาย 'แก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิต' ข้ามแดนครั้งใหญ่

ปักกิ่ง, 13 ส.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยว่าเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนและไทยได้ร่วมมือกันทลายแก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิตข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ที่มุ่งเป้าไปยังพลเมืองชาวจีน ซึ่งนำสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 9 ราย ได้แก่ ชาวจีน 4 ราย และชาวไทย 5 ราย

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการร่วมกันโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ทั้งสองฝ่ายกำหนดเวลาออกปราบปรามและเข้าทลายสถานที่ก่ออาชญากรรมหลายแห่ง และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ โดยตำรวจจีนตรวจพบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวในปี 2025 และได้เร่งแบ่งปันข้อมูลคดีกับตำรวจไทย พร้อมขอความร่วมมือจากฝ่ายไทยในการดำเนินการ

ผลการสอบสวนพบว่าผู้ต้องสงสัย 2 รายได้ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดยหนึ่งในนั้นถูกกล่าวหาว่าเปิดร้านค้าในไทยเพื่อใช้เป็นฉากบังหน้าในการลักลอบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหาย ส่วนอีกรายถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลที่ขโมยมาไปทำบัตรปลอม พร้อมชักชวนบุคคลอื่นให้ใช้บัตรดังกล่าวทำธุรกรรมฉ้อโกงและฟอกเงินที่ได้มาโดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลกำไร ซึ่งจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่พบความเสียหายทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดีดังกล่าวแล้วมากกว่า 5 ล้านหยวน (ราว 24.58 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันครั้งแรกในรอบหลายปีของตำรวจจีนและไทยที่มุ่งเป้าอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะพิจารณาจัดตั้งกลไกความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยมีแผนการกระชับความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูล การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ร่วมกัน การติดตามตัวผู้ต้องสงสัย และการกู้คืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

ที่มา : Xinhua

เน้นย้ำเคารพกฎหมายไทยก่อนท่องเที่ยว!! ตรวจสอบกิจการผิดกฎหมายชาวต่างชาติ อิสราเอลขยับประสานไทย กระชับสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวธุรกิจ เน้นความร่วมมือความปลอดภัยสาธารณะ

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจ และความปลอดภัยสาธารณะ ท่ามกลางการจับตามองชุมชนชาวอิสราเอลในจังหวัดที่เพิ่มมากขึ้น

ในการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น เอกอัครราชทูตระบุว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้เคารพกฎหมาย แม้ยอมรับว่าอาจมีบุคคลบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยประสานงานโดยตรงกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเมื่อเกิดปัญหา

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งมีชุมชนนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวอิสราเอลขยายตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับธุรกิจนอมินี การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

ฟิชเชอร์-คัมม์ ย้ำว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทย ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของไทยก่อนเดินทาง พร้อมสนับสนุนให้ชาวอิสราเอลเคารพกฎระเบียบท้องถิ่น
 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1051395587649961&set=a.130341136422082

 

กองทุนอนุรักษ์ฯ ดันงบปี 69 จัดสรร 7,500 ล้านหนุนพลังงานสะอาด ตั้งเป้าระบบพลังงานกว่า 55,000 ระบบ เน้นลดค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน รองรับชุมชน เกษตร และภาครัฐทั่วประเทศ

กองทุนอนุรักษ์ฯ กำกับงบลงทุนปี 69
หนุนโครงการช่วยลดค่าครองชีพ–เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน

ส.กทอ. เผยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปีงบประมาณ 2569 มีกรอบสนับสนุนกว่า 7,500 ล้านบาท คาดว่าสามารถวางระบบพลังงานได้มากกว่า 55,000 ระบบ มีขนาดติดตั้งมากกว่า 33,000 กิโลวัตต์ โดยเน้นโครงการที่สร้างประโยชน์โดยตรงต่อสาธารณชน ทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและครัวเรือนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ตลอดจนสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐ

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีกรอบเงินสนับสนุน 7,500 ล้านบาท โดยเบื้องต้นมีโครงการที่ผ่านการพิจารณารวม 55,058 ระบบ ขนาดติดตั้งรวม 33,968 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุนประมาณ 60%ของกรอบวงเงิน โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถนำพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานไปสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน


สำหรับโครงการที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้จากงบประมาณปี 2569 ได้แก่ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและบ้านอยู่อาศัยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง จำนวน 47 พื้นที่ รวม 8,932 ระบบ ขนาดติดตั้งประมาณ 5,707 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุน 628 ล้านบาท ขณะที่การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรโดยร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงทั้งระบบสูบน้ำผิวดินในพื้นที่ภัยแล้วและระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ได้รับการสนับสนุนจำนวน 12 โครงการ จำนวนกว่า 1,200 ระบบทั่วประเทศ วงเงินรวมประมาณ 658 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในการประกอบอาชีพและเพิ่มประสิทธิ ภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรและสาธารณูปโภค


นอกจากนี้ กองทุนฯ ยังสนับสนุนโครงการด้านพลังงานในกลุ่มโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผู้ประกอบการ โรงงานและอาคาร รวมถึงภาคธุรกิจ การสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานการสนับสนุนในพื้นที่พิเศษ ตลอดจนโครงการด้านพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ ครอบคลุมทั้งมิติการลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว

“หลักสำคัญของการจัดสรรทุนของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนั้น มุ่งหวังที่จะทำให้เงินกองทุนฯ ที่สนับสนุนให้แก่โครงการต่างๆ สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และสร้างประสิทธิภาพให้กับชุมชน ภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ทุกบาทของกองทุนฯเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างคุ้มค่า” นายรัฐฉัตร กล่าวในตอนท้าย

“บ้านปู” เผยผลประกอบการ!! ครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานครบวงจร ประกาศปันผลระหว่างกาล 0.40 บาท ตอกย้ำกลยุทธ์ Energy Symphonics

บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 กำไร 61 ล้านเหรียญสหรัฐ เดินหน้าสร้างการเติบโตหลังควบบริษัทเสร็จสมบูรณ์

• บ้านปูเผยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 แข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนศักยภาพของพอร์ตธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร และดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่แล้วเสร็จภายหลังการจดทะเบียนควบบริษัท
• เดินหน้าสร้างการเติบโตและขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกในระยะยาวผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุค AI
• ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่การรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน

14 สิงหาคม 2569 - บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้จากการขายรวม 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 89,222 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 19,168 ล้านบาท) และมีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงาน 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,979 ล้านบาท) สะท้อนการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาถ่านหินในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตภายหลังการควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ และบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ใหม่ (“BANPU”) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และหุ้น BANPU เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรก 2569 สะท้อนถึงจุดแข็งของบ้านปูจากพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันด้านพลังงานแบบครบวงจร ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง BANPU ภายหลังการควบบริษัทถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถผสานศักยภาพระหว่างธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการขยายตัวของ AI และ Data Centers”

ในครึ่งปีแรก 2569 กลุ่มธุรกิจทั้ง 4 ของบ้านปูมีผลการดำเนินงานและทิศทางการเติบโตที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ (U.S. Closed-Loop Gas) มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 172 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II สามารถรักษาค่าความพร้อมจ่ายไฟ (EAF) ในระดับสูงที่ร้อยละ 90 รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration: CCS) Barnett Zero มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 64,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะที่โครงการ Cotton Cove และ Eagle Ford ได้เริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โดยคาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ยประมาณ 32,000 และ 90,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามลำดับ

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มีปริมาณการขายถ่านหินรวม 18 ล้านตัน โดยธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียและมองโกเลียมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาถ่านหินในตลาดโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงรักษาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสในธุรกิจแร่เชิงกลยุทธ์ เช่น นิกเกิล (Nickle) และบอกไซต์ (Bauxite) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยีพลังงานและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในระยะยาว

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) สินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนยังคงเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ ขณะที่ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,011 เมกะวัตต์ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายสัดส่วนธุรกิจพลังงานคาร์บอนต่ำ ผ่านการแสวงหาโอกาสลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนรวม 10 โครงการ ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน และสหรัฐฯ โดยมีขนาดกำลังไฟฟ้ารวม 692 เมกะวัตต์ และความจุพลังงานรวม 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ด้านธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้รวม 3,045 กิกะวัตต์ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าขยายบริการ Net Zero Solutions โดยให้บริการที่ปรึกษา Net Zero (Net Zero Consultation) แก่บริษัท ท่าอากาศยานไทย กราวด์ เอวิเอชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (AOTGA) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) โดยปัจจุบันมีการลงทุนในกองทุนรวม 16 กองทุน และการลงทุนโดยตรงใน 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมศึกษาโอกาสการลงทุนในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพของพอร์ตธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ BANPU ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth

*ข้อมูลที่รายงานเป็นผลการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อนการจดทะเบียนควบบริษัทแล้วเสร็จ จึงยังไม่สะท้อนฐานะทางการเงิน โครงสร้างทุน และทุนจดทะเบียนของ BANPU ภายหลังการควบบริษัท
**คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยครึ่งปีแรก 2569 ที่ USD 1: THB 32.0962

‘วราวุธ’ เดินเกมอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่!! ผลประชุมครั้งแรกปี 69 เดินหน้าส่งเสริม เน้นใช้ Made in Thailand ผ่านจัดซื้อจัดจ้าง สนับสนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel ลดนำเข้า วงเงินกว่า 5,884 ล้าน คาดสร้างมูลค่า 35,000 ล้าน

“วราวุธ” โชว์ผล กอช. ดัน Made in Thailand –ส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่ทิ้งยานยนต์สันดาปภายใน-หนุนใช้ Biofuel ลดนำเข้า เสริมขีดแข่งขัน

ผลการประชุม กอช. ครั้งแรกปี 2569 เดินหน้าบูรณาการรัฐ–เอกชน ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เห็นชอบหลักการส่งเสริมสินค้า Made in Thailand ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมวางกรอบหนุนยานยนต์สันดาปใช้ Biofuel เสริมความมั่นคงพลังงาน ขณะที่แผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต วงเงิน 5,884 ล้านบาท 49 โครงการ คืบหน้า 77.22% คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุม กอช. พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการ และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  

คณะกรรมการ กอช. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของ กอช. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาเรื่องสำคัญด้านอุตสาหกรรมของประเทศ และรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2569 ซึ่งภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระยะฟื้นตัว ขณะที่ครึ่งหลังปี 2569 ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มฟื้นตัวจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่คลี่คลาย และการส่งออกที่ขยายตัว โดยมีอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป เป็นแรงหนุนสำคัญ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการปรับปรุงดัชนีอุตสาหกรรม (MPI) เพื่อให้สะท้อนโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการส่งออก เช่น อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์ รวมทั้งเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve)

ในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน กอช. ได้รับทราบการนำกรอบการดำเนินงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยจะนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและห่วงโซ่คุณค่าพลาสติก และผลักดันการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เช่น ไบโอเอทิลีน พลาสติกชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) และรับทราบผลเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม (มอก. 9999) เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับระบบบริหารสมัยใหม่ตามแนวทาง PDCA และจะขยายผลสู่สถานประกอบการอย่างน้อย 99 แห่งภายในปี 2570 

นอกจากนี้ยังรับทราบแผนปรับปรุงกฎหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม 5 ฉบับ แบ่งเป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิม 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ 2535 พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 และเป็นการจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่ 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. .... เพื่อยกระดับการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ คุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม รองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลสินค้าด้อยคุณภาพให้ครอบคลุมถึงตลาดออนไลน์มากขึ้น

สำหรับวาระเพื่อพิจารณา กอช. เห็นชอบในหลักการส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT) ผ่านกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ซื้อหลัก ที่ประชุมมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมดังกล่าวอาทิ กำหนดผลิตภัณฑ์ศักยภาพ (Product Champion) จัดทำเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Local Content) และเร่งนำไปใช้จริงในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างตลาดภายในประเทศ ลดการนำเข้า และยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบกรอบการดำเนินงานการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมยานยนต์ ที่กำหนดมาตรการภาษีสรรพสามิตและ BOI เพื่อสนับสนุนรถยนต์ HEV และ mHEV รวมถึงมาตรการด้านเชื้อเพลิงและราคา ที่กำหนดมาตรการภาษีน้ำมัน โครงสร้างราคา และสูตรคำนวณสัดส่วนการผสม E-flex และ B-flex ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา พร้อมสนับสนุนการปรับรูปแบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์วัตถุดิบและราคาพลังงาน เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

“การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่ โดยเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการผลักดันมาตรการต่าง ๆ เรื่องสำคัญจะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และหลังจากนี้ จะมีการติดตามความคืบหน้าของงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นระยะ เพื่อขับเคลื่อนมติที่ประชุมในระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยเติบโตและแข่งขันได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 คณะที่ 4.2 แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ครั้งที่ 1/2569 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการและผลการใช้จ่ายงบประมาณ และให้หน่วยงานบูรณาการทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินโครงการและใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ 30 กันยายนนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีศุภจี ได้ชื่นชมผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และมอบนโยบายการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตของไทยเกิดความต่อเนื่องและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสร้างซัพพลายเชนและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการยกระดับทักษะบุคลากรโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศและนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีวงเงินงบประมาณรวม 5,884.1810 ล้านบาท ครอบคลุม 49 โครงการ โดยมีหน่วยงานร่วมบูรณาการจาก 7 กระทรวง 1 รัฐวิสาหกิจ รวม 14 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ 

การดำเนินงานภายใต้แผนงานดังกล่าวมุ่งเน้นการต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาปัจจัยสนับสนุน (Enabling Factors) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้ระบบอัจฉริยะ (Smart System) และการส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและบริการของไทย ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการผลิตในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงาน ณ ไตรมาส 3 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) มีผลการใช้จ่ายงบประมาณรวม 4,317.9636 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 73.38 และมีผลการดำเนินงานแล้วเสร็จ ร้อยละ 77.22 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท

‘อนุทิน’ ยันยังไม่มีรายงานสหรัฐฯ!! ปฏิเสธข่าวสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำความมั่นคงไม่เกี่ยวดีลภาษีการค้า คุยด้านความมั่นคงล้วน ไม่แตะประเด็นการค้า ยืนยันเจรจาการค้าเดินตามกรอบเดิม

นายกฯ ปฏิเสธสหรัฐฯ ตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ย้ำแยกความมั่นคงออกจากการค้า

วันนี้ (14 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงข่าวสหรัฐอเมริกาเตรียมตั้งฐานผลิตโดรนในไทย ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่มีการนำประเด็นความมั่นคงมาเป็นเครื่องต่อรองการเจรจาภาษีกับสหรัฐเมื่อวานนี้ นายเอลบริดจ์ โคลบี ปลัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ฝ่ายนโยบาย เข้าพบ แต่ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้ เนื่องจากการเจรจาภาษีเป็นประเด็นด้านการค้า ขณะที่ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารเป็นอีกส่วนหนึ่ง รัฐบาลจะไม่นำมาเกี่ยวข้องกัน

สำหรับข้อสงสัยว่าต้องแยกประเด็นความมั่นคงกับการเจรจาทางการค้าออกจากกันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สหรัฐอเมริกามีแนวทางดังกล่าวมาตลอด สังเกตได้จากการพูดคุยกับปลัดกระทรวงกลาโหมที่ไม่มีประเด็นเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนการฝึกซ้อมรบร่วมและผสมคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะดำเนินไปตามห้วงเวลาปกติ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ปฏิบัติมาหลายสิบปี และไม่ทราบถึงที่มาของกระแสข่าวดังกล่าว
การรายงานความคืบหน้าเรื่องเจรจาต่อรองภาษีการค้านั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ประชุมร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์เพื่ออัปเดตข้อมูล ทุกขั้นตอนยังดำเนินไปตามกรอบเวลาที่คณะเจรจากำหนดไว้

ที่มา : https://www.facebook.com/100093665827832/posts/943957748736411/?rdid=7LIREfSUlXohPmTM#

สหรัฐฯ เจอต้นทุนสงครามพุ่ง!! สูญเสีย MQ-9 Reaper 45 ลำ คิดเป็น 1ใน4 ของฝูงก่อนสงคราม มูลค่าความเสียหายกว่าพันล้านดอลล์ แสดงคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯสึกหรอ

สหรัฐฯ สูญเสีย MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำในสงครามอิหร่าน คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของฝูงทั้งหมด รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

The Washington Post รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 คนว่า กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper อย่างน้อย 45 ลำ นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้น คิดเป็นประมาณ 25% ของฝูง MQ-9 ที่สหรัฐฯ มีอยู่ก่อนสงคราม และสร้างความเสียหายด้านยุทโธปกรณ์รวมมากกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 43,000 ล้านบาท)

ก่อนสงคราม กองทัพสหรัฐฯ มี MQ-9 ประมาณ 185 ลำ แบ่งเป็นกองทัพอากาศ 165 ลำ และนาวิกโยธิน 20 ลำ โดยเครื่องของนาวิกโยธินยังไม่มีรายงานสูญเสีย ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าหน้าที่กองทัพอากาศให้ข้อมูลต่อวุฒิสภาว่า จำนวน MQ-9 ที่เหลืออยู่ลดลงเหลือประมาณ 135 ลำ แล้ว

Washington Post ระบุว่า MQ-9 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–50 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000–1,650 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับเซ็นเซอร์และอาวุธที่ติดตั้ง และการสูญเสียครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการสึกหรอของคลังยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ จากสงครามอิหร่าน นอกเหนือจากขีปนาวุธสกัดกั้นที่ถูกใช้ไปเป็นจำนวนมาก

“บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง!! ไตรมาสสองเงินลงทุนพุ่ง 31% ครึ่งปีเงินลงทุนรวมกว่า 5.3 แสนล้าน เน้นเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด สร้างงานเกิน 6 แสนตำแหน่ง

“เอกนิติ – บีโอไอ” ผลักดันลงทุนจริง
ไตรมาสสองทะลุ 2.5 แสนล้าน พุ่ง 31% รวมครึ่งปี 5.3 แสนล้าน

บีโอไอเผยผลติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายเร่งรัดการลงทุนจริงของรองนายกฯ เอกนิติ พบไตรมาสสอง ปี 2569 มีเม็ดเงินลงทุนจริง 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมครึ่งปี ลงทุนจริงกว่า 535,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นำโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด คาดสร้างงานให้คนไทยกว่า 6 แสนตำแหน่ง สะท้อนการเดินหน้าโครงการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้ให้ความสำคัญกับการติดตามผลการลงทุนจริงภายหลังจากที่โครงการได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โดยได้มอบให้บีโอไอยกระดับการติดตาม “เงินลงทุนจริง” ของโครงการเป็นรายไตรมาสอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นว่าเม็ดเงินจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง และส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมมากน้อยเพียงใด พร้อมทั้งให้เร่งประสานงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของโครงการ เพื่อให้สามารถก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มดำเนินกิจการตามแผนได้เร็วที่สุด

บีโอไอได้ยกระดับการติดตามผลจากมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมและโครงการที่ได้รับอนุมัติ มาสู่การติดตามเม็ดเงินที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนจริงเป็นรายไตรมาส ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าเครื่องจักร และรายการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคืบหน้าของโครงการและกิจกรรมการลงทุนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 255,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อรวมกับไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริงรวม 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโครงการเหล่านี้จะจ้างงานคนไทยมากกว่า 630,000 ตำแหน่ง ซึ่งกว่าร้อยละ 60 อยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนจริงสูงที่สุดในไตรมาสสอง คือ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาทิ การผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (HDD) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมมูลค่าลงทุนจริงกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนจริงทั้งหมดในไตรมาสสอง เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีเงินลงทุนจริงรวม 23,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ตามด้วยกลุ่มเกษตรและแปรรูปอาหาร 22,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 กลุ่มแร่ โลหะและวัสดุ 21,000 ล้านบาท กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน 18,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ

“ในระยะต่อไป บีโอไอจะเพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริม ตามนโยบายของท่านนายกฯ และรองนายกฯ เอกนิติ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะการดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการทำให้โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถเดินหน้าลงทุนได้จริงและเร็วที่สุด ผ่านกลไก Thailand FastPass ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทุนให้แก่โครงการสำคัญ พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยปลดล็อกอุปสรรคต่าง ๆ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ตามแผน เพื่อให้ผลของการส่งเสริมการลงทุนส่งผ่านไปยังภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

ญี่ปุ่น ฉุน รัสเซีย!! หลัง ‘ปูติน’ เหยียบเกาะคูริล จุดชนวนพิพาทดินแดนรอบใหม่ เตรียมเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มข้น สถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่องในภูมิภาค

โตเกียวเตรียมตอบโต้ หลัง "ปูติน" เหยียบเกาะคูริล

จากกรณีที่วานนี้ (13 ส.ค. 69) มีการเผยแพร่ข่าวว่า นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล (Kuril Islands) ที่ทอดตัวอยู่ระหว่างเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับคาบสมุทรคัมชัตคา ประเทศรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยรัสเซียเป็นผู้ควบคุมหมู่เกาะดังกล่าว ในขณะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่นี้ และได้ออกมาประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนดังกล่าว

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียประกาศเมื่อวานนี้ว่า นายปูตินได้เข้าตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปอาหารทะเลบนเกาะเอโตโรฟุ (Etorofu Island) ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้อ้างสิทธิ์เหนือเกาะ 4 แห่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงยืนยันว่าหมู่เกาะเหล่านี้เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่น และระบุว่าหมู่เกาะดังกล่าวถูกยึดครองอย่างผิดกฎหมายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในการเจรจากับรัสเซียตามนโยบายพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนและการทำสนธิสัญญาสันติภาพ การเจรจาดังกล่าวมีความคืบหน้าอย่างแข็งขันภายใต้รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นายชินโซ อาเบะ ในการประชุมสุดยอดระหว่างอาเบะและปูตินที่จัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2561 ผู้นำทั้งสองได้ตกลงที่จะเร่งรัดการเจรจา ทว่าการหารือกลับไม่มีความคืบหน้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมา ญี่ปุ่นเริ่มยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อมอสโกอย่างเข้มงวดขึ้นในเดือนมีนาคม 2565 โดยร่วมมือกับชาติตะวันตก เพื่อตอบโต้กรณีที่รัสเซียเข้ารุกรานยูเครน ขณะที่ทางมอสโกได้ออกมาประท้วงมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว และแสดงเจตจำนงที่จะระงับการเจรจากับญี่ปุ่นเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการหารือเกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาท จากนั้นรัสเซียจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนเดินทางไปยังเกาะเอโตโรฟุอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันพุธ (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ปูตินได้วิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่นขณะตรวจการซ้อมรบของกองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย โดยการเดินทางเยือนเกาะแห่งนี้ของเขาดูเหมือนจะเป็นความพยายามในการปรามญี่ปุ่น ในช่วงที่สถานการณ์การรุกรานยูเครนยังคงยืดเยื้อ

จากเหตุดังกล่าว นายโมเตงิ โทชิมิตสึ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า "ดินแดนทางเหนือ ซึ่งรวมถึงเกาะเอโตโรฟุ ถือเป็นดินแดนดั้งเดิมของประเทศเราตามประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นขอประท้วงการเดินทางเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง"

โตเกียวเตรียมมาตรการตอบโต้

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ (14 ส.ค. 69) สำนักข่าว NHK ของทางการจีนรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนที่จะพิจารณามาตรการตอบโต้ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน เดินทางเยือนหนึ่งใน 4 เกาะที่ควบคุมโดยรัสเซียและญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์

มาตรการหนึ่งที่เป็นไปได้คือการเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคว่ำบาตรเดิมที่โตเกียวได้บังคับใช้ต่อมอสโกไปแล้ว ร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ จากกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน

ขณะที่นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนเกาะเอโตโรฟุ ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะดังกล่าวของปูติน เมื่อวันพฤหัสบดี โดยเธอย้ำว่า หมู่เกาะเหล่านี้ "เป็นดินแดนดั้งเดิมของญี่ปุ่นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ"

นางทาคาอิจิตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางเยือนของประธานาธิบดีรัสเซียคนปัจจุบัน "ขัดแย้งกับจุดยืนอันแน่วแน่ของรัฐบาลญี่ปุ่น" ที่มีต่อหมู่เกาะแห่งนี้ เธอยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าว "ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ... การเยือนครั้งนี้ ทำให้การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและรัสเซียในระยะกลางถึงระยะยาวทำได้ยากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ยังได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศญี่ปุ่น นิโคไล นอซเดรฟ เข้าพบ ณ กระทรวงการต่างประเทศ ในกรุงโตเกียว โดยระหว่างการพบปะ โมเตงิได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า การที่การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี ทั้งนี้ โมเตงิได้ขอให้นอซเดรฟส่งต่อประเด็นเหล่านี้ไปยังรัฐบาลรัสเซียโดยทันที

ทั้งนี้ ในปี 2565 รัสเซียได้ประกาศเจตจำนงที่จะระงับการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่น หลังจากที่โตเกียวบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อมอสโกกรณีรุกรานยูเครน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวครอบคลุมถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนเหนือหมู่เกาะเหล่านี้ด้วย

รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายรักษาการสื่อสารกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในยูเครน โดยเมื่อเดือนที่แล้ว โมเตงิได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ในการพบปะที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เย็นชาอยู่แล้วนั้น คาดว่าจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก

ที่มา : Kremlin.ru / NHK
https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1655761036556367/?rdid=moCYJCF5Gp0hHIL8#

พีธ เฮกเซธ รมต.สงคราม ดับข่าวลือบิดเบือน!! สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ลูกเรือตกเรือจริง ไม่ได้ฆ่าตัวตาย ยอมรับว่าสภาพบนเรือทีอยู่ยาวนานมีปัญหาจริง

พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐ ปฏิเสธรายงานเกี่ยวกับ สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ของลูกเรือ บนบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln โดยระบุว่า รายงานที่เผยแพร่ออกมานั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ “บิดเบือน” ไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

เฮกเซธ ยังกล่าวชื่นชมลูกเรือที่ปฏิบัติหน้าที่บนเรือลำดังกล่าว ถึงความกล้าหาญที่ปฏิบัติภายใต้ภารกิจที่ยาวนานกว่าทั่วไป

อย่างไรก็ตาม CENTCOM ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีลูกเรือ 1 นาย ตกจากเรือจริง และได้รับการช่วยเหลือกลับขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย และยืนยันว่าไม่มีทหารหรือลูกเรือบนเรือเสียชีวิตระหว่างการประจำการที่ยาวนานกว่าปกติในครั้งนี้ แต่ CENTCOM ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า มีลูกเรือหลายคน “พยายามกระโดดลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตาย” ตามที่สื่อบางแห่งรายงาน

ขณะที่ "เฮกเซธ" ก็ไม่ได้ปฏิเสธกระแสข่าว เกี่ยวกับปัญหาการประจำการที่ยาวนานของลูกเรือ หรือสภาพบนเรือมีปัญหา เพียงแต่บอกว่า สื่อรายงาน “บิดเบือนไปจากความเป็นจริง” มากเกินไป

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1373258221629201/?rdid=IUQ2pRUhNTjurJ1C#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top