Saturday, 4 July 2026
NewsFeed

‘บิ๊กป้อม’ คิวแน่น!! ใช้ใจบันดาลแรง ไป จ.ตาก ภารกิจตรวจชายแดน – ดูอ่างเก็บน้ำ - มอบที่ดิน

‘ประวิตร’ บินจ.ตาก ติดตามสถานการณ์แนวชายแดน พร้อมมอบที่ดินทำกินบ้านมั่นคง และตรวจอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอด

12 ก.ย. 2565 - เมื่อเวลา 08.40 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เดินทางตรวจราชการติดตามสถานการณ์ชายแดนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 14 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก และเดินทางไปยังวิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชา บ้านมั่นคงเมืองแม่สอด เพื่อเปิดงาน “บจธ.สอบสิทธิ มอบสุขในที่ดินทำดิน” พร้อมมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติและมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับคัดเลือกทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)

โดยพล.อ.ประวิตร จะมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 5 ป่า ประกอบด้วย “ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน” “ป่าแม่ละเมา” “ป่าแม่สอด” “ป่าท่าสองยาง” และ “ป่าแม่ระกา” พร้อมทั้งมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดตาก ให้กับประชาชนในพื้นที่ป่าช่องแคบและป่าแม่โกนเกน จำนวน 1,231 เล่ม

'อัษฎางค์' ชี้!! 3 ปัจจัยที่ทำให้ฝรั่งดูเจริญกว่าไทย พร้อมเปิดอีกมุม 'ค่าครองชีพ-ค่าแรง-ย้ายประเทศ'

นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก 'เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค' โดยระบุว่า...

“ค่าครองชีพ ค่าแรง ย้ายประเทศ”

จะเล่าอะไรให้ฟัง จากคนที่มีประสบการณ์อยู่ในออสเตรเลียมากว่า 20 ปี

ผมมาออสเตรเลียครั้งแรกก็ติดใจสิ่งแวดล้อมของประเทศเขา

สิ่งแวดล้อมในที่นี้คือ บ้านเรือน ผู้คน รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางการศึกษา

ผมก็กลับไปหอบครอบครัวมาอยู่ออสเตรเลีย อยากให้ลูกโตมาในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ 

แต่ไม่ได้ย้ายประเทศ เพราะเมืองไทยมันห่วย รัฐบาลไทยมันห่วย สถาบันพระมหากษัตริย์เอาเปรียบประชาชน ไม่มีเรื่องพวกนี้ 

ผมรักเมืองไทย รักความเป็นไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับผมเกี่ยวกับเมืองไทย คือ การเมือง 

การเมืองไทยที่มีนักการเมือง (บางส่วนหรือส่วนใหญ่) ที่มักอ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชน อ้างว่าเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อชาติและประชาชน ทั้งที่เขาทำทุกอย่างเพื่อตนเองและพวกพ้อง

แต่การย้ายประเทศของผม เกิดจากแรงบันดาลใจจากคนรุ่นก่อนๆ และการอยากผจญภัย ซึ่งมันมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน 

ย้ายมาอยู่เมืองฝรั่ง เพราะอยากรู้ว่า ฝรั่งเจริญกว่าไทยตรงไหน ได้อย่างไร ก็ลองมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเขาเลย ให้มันรู้กันไป

>> แค่เพียงไม่กี่เดือน ผมก็ได้คำตอบว่า ฝรั่งเจริญก้าวหน้ากว่าไทยเพราะ...

***หนึ่ง ไม่มีคอร์รัปชัน (จริงๆ มีแต่น้อยกว่าไทยหลายเท่า)

คอร์รัปชัน คือ ปัญหาอันดับ 1 ที่กีดกั้นความเจริญก้าวหน้าของชาติ

***สอง การศึกษาที่มุ่งเน้นให้นักเรียนนักศึกษา หาคำตอบหรือทางแก้ไขปัญหา และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ท่องจำบทเรียน ที่เขียนกันไว้มานานแสนนาน มีแต่การจดจำ คัดลอก เลียนแบบ ซึ่งสร้างปัญหาต่อคนไทยอยู่ทุกวันนี้ เพราะลองถ้าเชื่อใครเข้าแล้ว จะเชื่อเขาแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้ถูกรู้ผิด แยกแยะดีชั่วไม่ได้ 

***สาม การสร้างจิตสำนึกให้พลเมืองของเขาเข้าใจใน ”หน้าที่พลเมือง” ตั้งแต่เป็นเด็กน้อย

>> ผมว่า 3 สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญ 

พลเมืองต้องรู้จักหน้าที่ของตน ต้องมีจิตสำนึก ต้องแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อหน้าที่รับผิดชอบของตน

สิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่ผมตามหา และพาครอบครัวโดยเฉพาะลูกน้อยที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติและของสังคมโลก ให้มารับการฝึกฝน อบรม บ่มนิสัย ในสิ่งเหล่านั้น

ผมไม่ได้ย้ายประเทศเพราะ ค่าแรงงานเมืองไทยต่ำ ค่าครองชีพสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ต่างๆ นานา

ไม่ได้ย้ายประเทศเพราะ มาอยู่เมืองนอกแล้วจะทำให้กินจิ้มจุ่มได้ 4 หม้อ หรือกินส้มตำได้ 7 จาน ซึ่งผิดกับตอนอยู่เมืองไทยที่กินจิ้มจุ่มได้แค่ 1 หม้อกินส้มตำได้แค่ 1 จาน 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตผมทันทีที่ย้ายประเทศคือ ผมไม่สามารถเดินมาปากซอยหรือซอยถัดๆ ไปแล้วมีร้านอาหารเป็นร้อยให้เลือกกิน ในราคาที่กินได้ จนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน

แต่ผมอยู่เมืองนอก 5-6 โมงเย็น ห้างร้านปิดหมด แหล่งที่จะมีร้านอาหารขายถึงมืดนั้นมีอยู่เป็นจุดๆ ในเขตชุมชนที่ห่างไกลออกไปเท่านั้น

อยากกินบะหมี่หมูแดง ส้มตำ ข้าวมันไก่ ต้องขับรถไปหลายกิโลหรือหลายสิบกิโล ถึงจะมี หรือทั้งเมืองอาจมร้านขายส้มตำเพียงร้านเดียว

คนไทยที่มีรายได้เท่ากับหรือใกล้เคียงกับฝรั่ง คือคนไทยที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำ วันละ 2-3 jobs นอนวันละ 4-5 ชั่วโมง จนไม่มีเวลาจะทำกิจกรรมอื่นๆ เลย 

ไอ้เรื่องที่จะออกไปกินจิ้มจุ่มได้ 4 หม้อ หรือกินส้มตำได้ 7 จาน นานๆ จะเกิดขึ้นเสียที ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน แต่เพราะไม่มีเวลา

ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ก็ให้นึกถึงภาพแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย คนพวกนั้นหาเงินได้มากกว่าคนไทยอีกจำนวนมาก แล้วดูความเป็นอยู่ของเขาซิ ทำงานอย่างเดียว เก็บเงินส่งกลับบ้าน ส่วนชีวิตตัวเอง อยู่อย่างอัตคัดหรืออย่างประหยัดสุดๆ ค่าแรงในเมืองไทยของแรงงานพม่า ก็ทำให้เขามีเงินกินจิ้มจุ่มได้ 4 หม้อเหมือนกัน แต่นานๆ เขาถึงจะมีโอกาสได้กินเสียที

ถามจริงว่า แบบไหนน่าจะมีความสุขมากกว่ากัน ระหว่างหาเงินได้มาก แต่เวลาทั้งหมดในแต่ละวันของชีวิตหมดไปกับการทำงานหาเงิน กับหาเงินได้น้อยนิด แต่เป็นความน้อยที่มีเวลาและเงินมากพอที่ออกไปกินอะไรที่อยากกินได้ตลอดเวลาทุกวัน

ผมมาอยู่ออสเตรเลียไม่กี่ปี ผมก็มีรายได้เป็นแสน ในขณะที่เพื่อนในเมืองไทยยังมีเงินเดือนหลักหมื่นต้นๆ

ผ่านไป 20 กว่าปี เพื่อนๆ ในเมืองไทยที่เคยกินเงินเดือนหมื่นต้นๆ ตอนนี้ บางคนเป็นเจ้าของกิจการ บางคนเป็นผู้อำนวยการ บางคนเป็นรองประธาน บางคนเป็น CEO ไปแล้ว เงินเดือนเป็นแสนเป็นล้านแล้ว

>> มาอยู่เมืองนอกแล้วจะมีอนาคตดีกว่าคนอยู่เมืองไทยจริงหรือ ?

คำตอบ คือ ไม่เสมอไป มีทั้งดีและไม่ดี ก็เหมือนอยู่เมืองไทย มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

คนที่อยู่เมืองนอกจะมีสักกี่คนที่ได้เป็นผู้บริหารใหญ่ในบริษัทฝรั่ง ! ส่วนใหญ่ยังคงมีอาชีพเดิม ทำงานแบบเดิมๆ อย่างที่เคยทำ

>> ชีวิตในเมืองนอก ดีกว่า ในเมืองไทยจริงหรือ ?

ค่าแรงแพง มันหมายความว่า ทุกอย่างก็แพงตามกันไปหมด ไม่ใช่ว่าเราได้ค่าแรงแพงแล้วเราจะจ่ายเงินซื้อของได้ทุกอย่าง

ยกตัวอย่างง่ายๆ สักเรื่องสองเรื่อง

ห้างร้านปิดตั้งแต่เย็นเพราะอะไร เคยรู้กันบ้างมั้ย?

ห้างร้านทั้งใหญ่น้อย ปิด 5 หรือ 6 โมงเย็นเพราะถ้าไม่ปิด เจ้าของธุรกิจต้องจ่ายค่าแรงพนักงานเป็นเท่าตัว พอค่าแรงแพง เจ้าของธุรกิจก็จ่ายไม่ไหว คนจะไปซื้อของก็จ่ายไม่ไหวเหมือนกัน

สมัยแรกๆ ที่มาอยู่ที่นี่ ผมเคยขับรถ(มือสอง)แล้วโดนชน 2 ครั้ง ทั้ง 2 คัน บริษัทประกันไม่จ่ายค่าซ่อมให้ แต่จ่ายเป็นราคาประเมินตามราคาตลาด ให้ไปซื้อคันใหม่ เพราะค่าแรงที่จะซ่อมแพงเหมือนไปซื้อใหม่

ผมเคยทำงาน 2 Jobs ได้เงินเดือนเยอะมาก แต่พอสิ้นปี จ่ายภาษีแล้วตกใจ ปีต่อไป ผมเลิกทำงานแบบนั้นเลย เพราะเหมือนว่า เราทำงานเพื่อจ่ายให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลเอาเงินของเราที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำนั้น ไปเลี้ยงคนออสซี่ที่ไม่ทำงาน 

เหมือนที่เด็กสามนิ้วเรียกร้องรัฐสวัสดิการนั้นแหละ สวัสดิการ ที่เอาเงินจากคนที่รายได้มาก จากที่เขาทำงานหนัก ไปให้คนมีรายได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือคนไม่ยอมไปทำงาน นี่แหละความเท่าเทียมกันกับรัฐสวัสดิการ

แล้วคนไทยในออสเตรเลียทำอย่างไรรู้มั้ย เขาก็หางานที่รับเป็นเงินสด เพื่อหลบภาษี หลบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งมันคือการคอรัปชั่น แล้วมันจะหวนไปบั่นทอนประเทศชาติในที่สุด

แจ้งรัฐบาลว่ามีรายได้น้อย เพื่อรับสวัสดิการจากรัฐ แต่แอบทำงานมีรายได้มหาศาล รับทั้งขึ้นทั้งล่องตามวิถีคอรัปชั่นโกงๆ แบบไทย

คนไทยทำกันแบบนี้ไง เหมือนในเมืองไทย พ่อค้าแม่ขายหาเงินกันได้มากๆ ทั้งนั้น แต่แจ้งว่ารายได้ต่ำ เพื่อเลี่ยงภาษี แล้วก็เรียกร้องรัฐสวัสดิการ แต่ไม่มีใครคิด ว่าในเมื่อทุกคนทำแบบนี้ รัฐจะมีรายได้ที่ไหนไปทำรัฐสวัสดิการ

สมัยผมมาแรกๆ ยังเรียนหนังสือ รู้มั้ยมื้อกลางวันผมกิน แมคโดนัลด์ แทบทุกวัน เมืองไทยเป็นของแพงใช่มั้ย เป็นร้านที่คนจนๆ ไม่มีปัญญาเข้าใช่มั้ย

แต่ในเมืองนอก มันคืออาหารราคาถูก อาจจะพูดได้ว่า เหมือนข้าวไข่เจียวหรือข้าวแกงในเมืองไทยดีๆ นั้นเอง

ผมกินแมคโดนัลด์ เพราะมันไม่ถึง 10 เหรียญ ในขณะที่ข้าวผัดกระเพราไข่ดาวกับโค้กสักแก้วต้องมี 20 เหรียญ

20 เหรียญสมัยนั้นคือ 600 กว่าบาท

'พิธา' เปิดตัว 'ทนายเคน' ว่าที่ผู้สมัครส.ส. จ.แพร่ ลั่น!! พร้อมผลักดัน 'สุราก้าวหน้า-ทวงคืนผืนป่า' ให้ปชช.

'พิธา' นำทีมเยือนแพร่สร้างการเมืองแห่งความหวังอีกครั้ง ส่ง 'ทนายเคน ติรานนท์' ทนายอาสา ฉายา 'ทนายคนจน' ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนมายาวนานเป็นว่าที่ผู้สมัครจังหวัดแพร่ มอบหมายดันแพร่เป็น 'เมืองหลวงสุราก้าวหน้า - ทวงคืนผืนป่าให้ประชาชน - ภาษีสำหรับดูแลป่า'

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เดินทางมาที่แพร่ครั้งนี้มีความฝังใจ ไม่ใช่เพราะลาบอร่อย เหล้ามีรสชาติดี หรือพี่น้องประชาชนกว่า 127,711 คน หรือครึ่งจังหวัด ให้ความไว้วางใจเลือกเราในสมัยที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ แต่สิ่งที่ฝังใจมากสุดนั้นคือ จ.แพร่ คือที่สุดท้ายที่เรามาก่อนที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ เพราะตอนนั้นเราอยากทำ 3 เรื่องสำคัญให้เกิดขึ้นในจังหวัดแพร่ คือ ทำให้ จ.แพร่เป็นเมืองหลวงของสุราก้าวหน้า การมีเบี้ยดูแลป่าสำหรับชาวแพร่ในฐานะเป็นผู้ดูแลทำให้มีพื้นที่ป่าไม้เป็นอันดับสองของประเทศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาของคนแพร่ 

“เราเชื่อว่าถ้าสิ่งเหล่านี้สามารถปลดล็อกได้จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพี่น้องชาวแพร่ได้อย่างมหาศาล และถึงวันนั้น ลูกหลานคนแพร่ไม่ต้องไปหางานในกรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ แต่ทุกคนจะกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านเกิดอย่างภาคภูมิใจเพราะมีสินค้าที่ดีที่สุดที่ส่งขายไปทั่วโลก”

"สิ่งที่เราอยากมุ่งมั่นอยากทำให้เกิดขึ้นใน จ.แพร่ นั้นยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุราก้าวหน้า เบี้ยดูแลป่า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นี่ยังคงเป็นสิ่งที่เรามุ่งมั่นจะทำให้กับชาวแพร่ รวมถึงปัญหาเรื่องผลกระทบจากเหมืองแร่ที่พี่น้องชาวแพร่ประสบอยู่ก็ต้องเป็นสิ่งที่ต้องเดินหน้าให้ได้รับการแก้ไข เรายังคงมุ่งมั่นที่จะทลายทุนผูกขาด ปรับโครงสร้างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงนโยบายแบบปะผุ แต่เราต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง แม้ทั้งหมดนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่เราก็ยังมีความหวังว่าทำได้ นี่คือการเมืองแห่งความหวัง การเมืองที่เป็นเรื่องของทุกคน และเราหวังว่าพี่น้องชาวแพร่จะลุกขึ้นมาทีละคน บอกกันว่าพอกันทีเผด็จการ พอกันทีการเมืองแบบเดิมๆ และให้ความไว้วางใจเราเหมือนที่เคยไว้วางใจพรรคอนาคตใหม่ โดยมี ‘ทนายเคน’ ติรานนท์ เวียงธรรม ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคก้าวไกล จ.แพร่ ที่จะมาตั้งคำถามว่าสุราเถื่อนหรือว่ากฎหมายเถื่อน คนนี้ที่จะมาร่วมต่อสู้กับพี่น้องเรื่องเหมืองแร่ และถ้าเขาได้เข้าไปในสภา ถ้าอยากให้แพร่ก้าวหน้า ต้องกาก้าวไกล" พิธา กล่าว

ด้าน อภิชาติ ศิริสุนทร กรรมการบริหารพรรคก้าวไกล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรค ในฐานะประธานกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เดินทางมาที่ จ.แพร่ ในวันนี้ นอกจากเพื่อร่วมกิจกรรมของพรรคแล้ว ยังมาในนามของ กมธ.การที่ดินฯ เพื่อติดตามปัญหาเรื่องผลกระทบจากเหมืองแรไบท์ ที่พี่น้อง จ.แพร่ ประสบอยู่ และได้เคยเดินทางไปยื่นหนังสือต่อพรรคก้าวไกล มี ส.ส.ของพรรคตั้งกระทู้ถาม จนในที่สุดก็ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ กมธ.ที่ดินฯ เพื่อให้มาช่วยแก้ไขปัญหานั้น วันนี้จึงเดินทางมาดูในพื้นที่จริง และมีเวทีสอบถามจากพี่น้องประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนได้ข้อสรุปว่า จะมีการส่งเรื่องไปถึงกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งฟื้นฟูพื้นที่ต่อไป โดยจะมีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดที่ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการสำหรับในส่วนของพื้นที่สัมปทานแปลงแรก ขณะที่เรื่องของแปลงใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างการขอสัมปทานของนายทุนนั้น เราจะมีหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมให้ทบทวนยกเลิก เพราะว่าผู้รับสัมปทานนั้นทำผิดเงื่อนไข พร้อมกันนี้ก็จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาของเดิมที่ยังแก้ไม่จบ ซึ่งถ้าของใหม่เกิดขึ้นอีกปัญหาของประชาชนก็จะยิ่งหนักขึ้นอีกอย่างแน่นอน

'แรมโบ้' สวน 'ชลน่าน' อย่าเป็นหมอเดาเรื่องยุบสภาฯ รู้ทัน!! อยากเป็นรัฐบาลเพื่อจะได้ช่วย 'นายใหญ่-นายหญิง'

เมื่อวันที่ (12 ก.ย. 65) นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฟันธงว่าหากรัฐบาลอยู่ต่อไม่ได้ประโยชน์ เชื่อยุบสภาหลังเอเปกเพราะสามารถจัดการ ส.ส.ในการย้ายพรรคได้นั้น ว่า หมอชลน่านไม่ควรออกมาเป็นหมอเดาว่าจะมีการยุบสภาในช่วงใด ซึ่งช่วงนี้หรือไปจนถึงครบเทอมถือเป็นช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ รวมไปถึง ส.ส.ที่เป็นผู้แทนของประชาชน 

ดังนั้นหมอชลน่าน ไม่ควรที่จะออกมาบอกว่าการที่นายกจะประกาศยุบสภานั้นเพราะมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือเพราะว่าหากรัฐบาลอยู่ต่อก็ไม่ได้ประโยชน์ทางการเมืองอะไร แต่ขอให้มองว่าการที่รัฐบาลยิ่งอยู่ต่อครบเทอมกลับจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น นายกฯ และรัฐบาล ไม่เอาความเดือดร้อนของประชาชนมาปนกับเรื่องทางการเมืองเช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย ที่ตลอดเวลาเรียกร้องแต่ให้นายกฯ ลาออก หรือเรียกร้องให้มีการยุบสภาอยากเลือกตั้งโดยเร็ว อยากเข้ามาเป็นรัฐบาลให้ได้ช่วยนายใหญ่-นายหญิง กลับบ้านให้เร็วที่สุด ซึ่งล่าสุดถึงขั้นเอาคนในตระกูลชินวัตรทุกคนมาช่วยหาเสียงแล้ว

ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ‘นิว จตุพร’ คดี 112 แต่งชุดไทยแคตวอล์กราษฎรหน้าวัดแขก ปี 63

ศาลอาญาใต้จำคุก 2 ปี ‘นิว จตุพร’ คดี 112 ชุมนุมเเต่งชุดไทยแคตวอล์กราษฎร หน้าวัดแขกสีลม ชี้มีเจตนาล้อเลียน ทนายเตรียมยื่นประกันชั้นอุทธรณ์

12 ก.ย. 2565 – ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 2 ยื่นฟ้อง น.ส.จตุพร แซอึง ชาวจ.บุรีรัมย์ อายุ 23 ปี แนวร่วมกลุ่มบุรีรัมย์ปลดแอก ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ป.อาญา มาตรา 112, ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน), ร่วมกันฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ, ร่วมกันชุมนุมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคระบาด, ร่วมกันชุมนุมก่อให้เกิดความไม่สะดวกในที่สาธารณะ, ร่วมกันไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขคำสั่งเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมฯ และร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง โดยไม่ได้รับอนุญาต

กรณีการชุมนุมแต่งกายชุดไทยร่วมกิจกรรมแคตวอล์กราษฎรเมื่อวันที่ (29 ต.ค. 2563) บริเวณหน้าวัดพระศรีอุมาเทวี(วัดแขกสีลม) เรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จำเลยให้การปฏิเสธ โดยในวันนี้จำเลยเดินทางมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา

ชาวเน็ตรุมจวก!! หนุ่มเทน้ำเต้าหู้ลงท่อระบายน้ำ อ้าง "มันจะตันได้ไง มันเป็นของเหลว"

เป็นที่พูดถึงอย่างหนักหน่วงในโซเชียลมีเดียไทยเลยก็ว่า เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์ 'Red Skull' ได้นำคลิปวิดีโอของผู้ใช้ติ๊กต๊อก 'พ่อค้า เต้าหู้' ที่ปรากฏเป็นภาพของเจ้าของร้านขายน้ำเต้าหู้กำลังเทน้ำเต้าหู้ทั้งหม้อลงในท่องระบายน้ำ พร้อมระบุข้อความสั้น ๆ ว่า "เมื่อวานขายไม่ดีเลยครับ เหลือเยอะมาก เททิ้งหมดเลยครับ เพราะวันนี้หยุดร้าน 1 วัน" 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทวิตเตอร์ 'Red Skull' ได้เขียนข้อความวิจารณ์คลิปดังกล่าวว่า "เทลงท่อเฉยเลย สุดท้ายกลายเป็นก้อนไขมันอุดอยู่ในท่อระบายน้ำ เขารณรงค์ไม่ให้ทิ้งลงท่อระบายน้ำอยู่ เหลือมากก็แจกสิ แปปเดียวก็หมด ได้ใจคนด้วย มีวิธีจัดการเยอะแยะที่ดีกว่าเทลงท่อ"

นอกจากนี้ ได้มีผู้ใช้งานติ๊กต๊อกเข้าไปคอมเมนต์ในคลิปต้นทางว่า "ท่อตันน้ำท่วมอีก" ซึ่งเจ้าของคลิปก็ได้เข้ามาตอบว่า "มันจะตันได้ไงมันเป็นของเหลว"

‘SEED Thailand ภาคใต้' ปลุกปั้นผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ ส่งต่อ 'ความคิด-พลังบวก' สรรสร้างเยาวชนพันธุ์ D

โครงการ ‘SEED Thailand’ ภาคใต้ อีกหนึ่งโครงการสร้างสรรค์ดีๆ ที่ใช้ 'ใจ' เป็นเครื่อง 'บันดาลแรง' สู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ จากผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อนำพลังบวกไปสร้างสรรค์ท้องถิ่น ส่งต่อความคิด สร้างเยาวชนพันธุ์ D ปลุกจิตวิญญาณ การเป็นต้นแบบแก่เยาวชน ในนิยาม DNA SEED Thailand

โดยไม่นานมานี้ เยาวชนรุ่นใหม่ระดับผู้นำหัวกะทิเกือบร้อยชีวิต ที่มาจากเกือบทุกจังหวัดของภาคใต้ ได้เข้ามาร่วมอบรมที่ โรงแรม คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 9 - 11 กันยายน 2565 ในหัวข้อ “การสร้างผู้นำยุคใหม่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์” โดยมีวิทยากรมากมาย อาทิ พันเอกวันชนะ สวัสดี หรือที่เราเรียกันว่า ‘ผู้พันเบิร์ด’ ผู้รับบทพระนเรศวรในมหากาพย์ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ในหัวข้อ Soft Power, นายอรรทิตย์ฌาณ คูหาเรืองรอง พิธีกรรายการช่อง NBT ในหัวข้อ ทักษะการสื่อสารเห็นอกเห็นใจ, นายชนะชัย ประมวลทรัพย์ คณะทํางานเฉพาะกิจส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเยาวชน สํานักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ นักข่าวเยาวชนท้องถิ่น, นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เลขาธิการมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ในหัวข้อ ทักษะการเป็นผู้นำและการดำเนินชีวิต โดยมี นางสาว ปาริสา สัทอินทรีย์ ประธาน SEED Thailand เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งให้ที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้นำเยาวชนให้เป็นต้นแบบของเยาวชนคนอื่น ๆ เพราะ ‘ผู้นำ’ เปรียบเสมือนเสาหลักของเยาวชน การพัฒนาทักษะทางความสามารถตลอดจนฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนได้

นายณัฐพล นาคโชติ สาขาวิชาการพัฒนาสังคม ตำแหน่ง ประธานนักศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาสังคมและประธานชมรมค่ายอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์ ได้กล่าวถึงประสบการณ์ระหว่างเข้าร่วมกับ SEED THAILAND ภาคใต้ ว่า...

“เหตุผลที่ผม…เข้าร่วมโครงการ SEED Thailand เพราะรู้จักผ่านเพจเฟซบุ๊ก เห็นว่ากิจกรรมมันน่าสนใจ  แล้วก็อาจารย์แนะนำมาด้วยจึงมั่นใจ เราอยากมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ มาดูว่าเพื่อนๆ ผู้นำแต่ละคนเขาคิดยังไง เพราะแต่ละคนก็เป็นแกนนำในด้านต่างๆ และมีความคิดที่หลากหลาย มันน่าสนใจมากๆ”

นอกจากนั้น นายแวอาฟีรดาวส์ แวอาลี พิธีกรแห่งสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 64 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ยังได้กล่าวว่าการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ SEED น่าสนใจ ตลอดกิจกรรมเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีระหว่างเยาวชนระดับผู้นำในท้องถิ่น

“ผมรู้จักผ่านรุ่นพี่ที่เคยมา ชื่อพี่ดาว รุ่นพี่ SEED Thailand เลยตัดสินใจมาเพราะผมชอบเข้าค่ายและรูปแบบการจัดกิจกรรมน่าสนใจมาก ๆ ผมอยากมีเครือข่ายไว้คอยช่วยกันทำงานในท้องถิ่น การเป็นแกนนำนักเรียนและทำกิจกรรมในองค์การนักศึกษามันทำให้เราต้องหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่ตลอด โดยเฉพาะโลกออนไลน์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาองค์กรอย่างมาก อย่างถ้าเราใช้สื่อเป็น รู้จักมันมากขึ้น ใช้ให้พอดี ใช้ให้ถูกทาง เพื่อนหลายๆ คนที่มางานนี้มีความสามารถมากๆ ผมว่าการเจอเพื่อนใหม่ ๆ มีเครือข่ายเพื่อน ๆ ที่มีความสามารถ ทำให้เด็กตัวเล็กทำอะไรได้เยอะมาก”

อดีตศาลรธน. วิเคราะห์วาระ 8 ปีนายกฯ ชี้ชัดบทเฉพาะกาล ม.264 ดึงมาตีความไม่ได้

อดีตศาล รธน. วิเคราะห์วาระ 8 ปี ‘บิ๊กตู่’ ดึง ม.264 มาตีความไม่ได้ เหตุเป็นบทเฉพาะกาล-ข้อยกเว้น ชี้ต้องเริ่มนับจากปี’62 

อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รายหนึ่ง แสดงความคิดเห็นถึงแนวทางในการตีความวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า ตามหลักกฎหมายทั่วไป บทเฉพาะกาลถือเป็นข้อยกเว้นจากหลักเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งในกรณีมาตรา 264 ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ก็เช่นกัน เป็นข้อยกเว้นที่เขียนให้รัฐบาลที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญบังคับใช้เป็นรัฐบาลโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ก็เพื่อให้ไม่มีรอยแหว่ง ให้มีความต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้นจะหาว่ารัฐบาลที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นรัฐบาลเถื่อน แต่งตั้งใครไปก็เป็นโมฆะ ใช้เงินก็เป็นโมฆะ ดังนั้นจึงต้องมีข้อยกเว้นเป็นบทเฉพาะกาลดังกล่าวไว้ เหมือนกับกฎหมายทุกฉบับ

“เมื่อบทเฉพาะกาลถือเป็นข้อยกเว้น ก็มีหลักว่าข้อยกเว้นจะต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งมาตรา 264 ก็ตีความเฉพาะว่ารัฐบาลมีความต่อเนื่องตีความแค่เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องวาระการดำรงตำแหน่ง จะเอาเรื่องนี้ไปใช้ด้วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทีหลัง ทั้งนี้รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะใช้เงื่อนไขทุกอย่างตามรัฐธรรมนูญ ทั้งคุณสมบัตินายกฯ คุณสมบัติรัฐมนตรี จะต้องเริ่มตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งรัฐบาล วันที่ (9 มิ.ย. 2562) ดังนั้นหากจะนับ 8 ปีก็จะต้องนับตั้งแต่ปี 2562 ส่วนใครจะเป็นนายกฯ ก็ให้เป็นให้เบื่อไปเลย แต่กติกาเป็นอย่างนี้”

อย่างไรก็ตาม กรณีการดำรงตำแหน่งนายกฯของ พล.อ.ประ ยุทธ์ จะเอามาเทียบเคียงกับกรณีของนายสิระ เจนจาคะ อดีต ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้ เพราะนายสิระ สมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ต้องใช้คุณสมบัติที่เขียนไว้ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ดังนั้นจะไปเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่อง

ชาวสงขลากว่าครึ่งพัน แห่ให้กำลังใจพร้อมชื่นชมในสปิริตนักการเมืองของนายนิพนธ์ รองหน.ปชป.

วันที่ 10 กันยายน 2565 นายนิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดบ้านพัก ณ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ต้อนรับตัวแทนมวลชน กว่า 500 คนทั้งกลุ่มอาชีพ ตัวแทนสมาคม กำนันผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ในจังหวัดสงขลา ที่นำดอกไม้มามอบให้กำลังใจในการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงสปิริตของนักการเมือง ในการเตรียมการเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมในเรื่องของการฮั้วประมูลรถ อบจ.สงขลา 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาให้กำลังใจ ซึ่งทุกคนคงทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ในช่วงสองปีที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกแขนงได้ลงในรายละเอียดของผม รวมถึงการประชุมถ่ายทอดในรัฐสภาก็ได้อธิบายถึงรายละเอียดทุกขั้นตอนหมดแล้ว ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีนี้ ทั้งนี้ให้พี่น้องสบายใจได้ว่าทาง ป.ป.ช.ได้ชี้มูลผมฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ชี้มูลว่าทุจริต ซึ่งมันก็คล้ายกับในเรื่องของบริษัทฟ้องกทม.ไม่จ่ายเงินในเรื่องของรถไฟฟ้า บีทีเอส ซึ่งก็เป็นเรื่องของทางแพ่งที่ยังสู้กันอยู่ ไม่มีเจตนากระทำความผิดเพราะมีเรื่องร้องเรียน ว่าการซื้อรถมันทุจริต โดยเฉพาะการยื้อเรื่องของการขยายระยะเวลานั้นมันไม่ชอบด้วยกฏหมาย

ดังนั้นคนที่มาซื้อซองหลังหมดการขยายระยะเวลาแล้วจึงไม่ชอบด้วยกฏหมาย ในการซื้อซองประมูล จึงไม่มีสิทธิ์มาประมูลจนในที่สุดมีคนมาร้องว่ามีการฮั้วประมูล ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะผู้ชนะการประมูลไปฮั้วกับบริษัทผีที่อยู่ต่างประเทศ รวมถึงออกเอกสารปลอม จนขณะนี้ผู้ฮั้วประมูลทั้ง 3 ครั้ง ตำรวจสั่งฟ้องหมดแล้วว่าใช้เอกสารปลอม และมีการฮั้วประมูล ซึ่งบริษัทผู้ฮั้วประมูลขณะนี้ได้หนีออกต่างประเทศเกือบหมด และบางคนก็ถูกฟ้อง และถูกคุมขัง ดังนั้นการที่ผมไม่จ่ายจึงมีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่จ่าย เพราะมันมีการฮั้วประมูลเกิดขึ้น พี่น้องจึงสบายใจได้ว่าการที่ผมไม่จ่ายเงินนั้นจึงไม่มีความผิด

'มาดามแป้ง' คอนเฟิร์ม 'ชนาธิป-สุภโชค' มาแน่ ร่วมลุยศึกชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 48

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทย ยืนยัน ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ สุภโชค สารชาติ สองแนวรุกที่ค้าแข้งในเจลีก ญี่ปุ่น ตอบรับมาช่วยทัพช้างศึก ลุยฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ ครั้งที่ 48 ณ จ.เชียงใหม่ เป็นที่แน่นอนแล้ว ภายใต้ปฏิทิน ฟีฟ่า เดย์ วันที่ 22-25 กันยายนนี้

ขุนพล ช้างศึก จับสลากมาพบกับ มาเลเซีย ส่วนอีกคู่เป็น ตรินิแดด และ โตเบโก พบกับ ทาจิกิสถาน โดย “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ในฐานะผู้จัดการทีม ที่เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว และ จับสลากด้วยตัวเอง ถึง จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top