Wednesday, 22 July 2026
News

วิลด์คัพ 2026 จ่อได้แมตช์ในฝัน!! ‘ยามาล’ ไม่ได้อยากแค่คว้าแชมป์โลก แต่หวังปิดฉากเวิลด์คัพด้วยการดวล ‘เมสซี’ หากอาร์เจนตินาผ่านอังกฤษ ตำนานเบอร์ 10 ที่เขาเดินตามรอย

ลามิน ยามาล แนวรุกทีมชาติสเปนหวังว่าจะได้ดวลแข้งกับ ลิโอเนล เมสซี แข้งซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก

โดย ยามาล ซึ่งลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกพา สเปน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของเวิลด์คัพ 2026 หลังเอาชนะ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า 2-0 เมื่อวันที่ 14 ก.ค.

จากชัยชนะดังกล่าวทำให้ดาวเตะวัย 19 ปีมีลุ้นแชมป์รายการใหญ่กับทัพ “กระทิงดุ” ต่อจากยูโร 2024 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 16 ปี โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับอาร์เจนตินา แชมป์เก่า

ยามาล ให้สัมภาษณ์ว่า เขาอยากเจอกับ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก “การได้เผชิญหน้ากับ ลีโอ เมสซี ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกคงเป็นอะไรที่วิเศษมาก ผมหวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

ทั้งนี้ เมสซี กับ ยามาล มีจุดเชื่อมโยงกันนั่นก็คือเล่นให้กับ บาร์เซโลนา และสวมเสื้อเบอร์ 10 ให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” เหมือนกันด้วย
.
ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10323763

กรอ.จับมือกรมควบคุมมลพิษ!! ‘วราวุธ’ สั่ง กรอ.เข้มโรงงานปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำ โรงงานจะปล่อยน้ำได้ไม่ใช่แค่ผ่านค่ามาตรฐานตัวเอง แต่ต้องไม่ทำให้คลองและชุมชนรับภาระแทน ย้ำโรงงานต้องรับผิดชอบต่อชุมชน

“วราวุธ” จี้ กรมโรงงาน สางปม รง. ปล่อยน้ำเสียลงคลอง 

สั่ง กรอ. จับมือ คพ. ร่วมตรวจ-ลดผลกระทบพี่น้องประชาชน เผย อธิบดี สั่งปิด รง. สระบุรีไป 2 แห่ง

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีปัญหาการปล่อยน้ำเสียของโรงงานทำให้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและพี่น้องประชาชนโดยรอบ ว่า สำหรับแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวตนกำลังหารือการปรับเปลี่ยนแนวคิดของการปล่อยน้ำเสียหรือน้ำที่ได้รับการบำบัดแล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยที่ผ่านมาเราจะดูกันที่ต้นตอของโรงงานว่า แต่ละโรงงาน เป็นโรงงานประเภทใด การปล่อยน้ำเสียหรือปล่อยน้ำที่บำบัดแล้ว มีค่ากำหนดมาตรฐานและองค์ประกอบในน้ำจากการปล่อยน้ำเสียต้องอยู่ที่เท่าไหร่ ถึงจะสามารถปล่อยลงในแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเมื่อน้ำในแม่น้ำลำคลองลดลงหรือน้อยลงค่าความเข้มข้นของสารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำที่บำบัดแล้วก็จะเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจึงควรหันมาพิจารณาปรับเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าในแหล่งน้ำหรือแม่น้ำที่แต่ละโรงงานตั้งอยู่นั้น มีศักยภาพสามารถรองรับวัตถุเจือปนได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้แต่ละโรงงานที่อยู่รอบ ๆ แหล่งน้ำนั้นมาหารือ ตกลงร่วมกันว่า การบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงแม่น้ำควรมีค่ามาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่เพื่อให้การปล่อยน้ำรวมกันแล้วจะไม่กระทบกับแหล่งน้ำชุมชน

นายวราวุธ กล่าวว่า ต้องขอฝากพี่น้องประชาชนว่าหากว่าพบเห็นสิ่งที่ไม่ปกติ สามารถโทรมาแจ้งได้ที่ 1564 เป็นเบอร์ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม โทรมาได้ 24 ชั่วโมง แล้วเราจะรับเรื่องแล้วรีบดำเนินการให้อย่างเด็ดขาด ซึ่งกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำสาธารณะในจังหวัดสระบุรี ทางอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ถูกร้องเรียนนั้นหยุดประกอบกิจการและให้เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฏหมายแล้ว และยังได้มอบหมายให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสานงานเพื่อบูรณาการการทำงานกับทางกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการร่วมกันตรวจสอบน้ำเสียในแหล่งน้ำสาธารณะต่าง ๆ และกวดขันการเข้าตรวจสอบการประกอบกิจการของแต่ละโรงงาน เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

นักวิจัย มจธ.รับทุนวิจัย!! 7 โครงการได้รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ปี 2569 50,000 ดอลลาร์สหรัฐสมทบ 5 สาขาเน้นเทคโนโลยี-สังคม งานวิจัยต่อยอดแก้ปัญหาสังคม

7 นักวิจัย มจธ. รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ประจำปี 2569

มูลนิธิกระจกอาซาฮี (The Asahi Glass Foundation – AF) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีมอบทุนวิจัยประจำปี 2569 (Research Grant Award Ceremony 2026) โดย มร.ทาคุยะ ชิมามุระ (Mr. Takuya Shimamura) ประธานมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับ และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารมูลนิธิกระจกอาซาฮี ผู้บริหารบริษัทในเครือ AGC Group และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนวิจัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮีเป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งในปีนี้ มจธ. ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และมหาวิทยาลัยร่วมสมทบทุนวิจัย จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้กับ 7 โครงการ ใน 5 สาขาการวิจัย ได้แก่

1) สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพจากวัสดุพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายได้ สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปและการพิมพ์สามมิติ โดย รศ.ดร.เยี่ยมพล นัครามนตรี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ 2) โครงการออกแบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นของโครงข่ายโลหะอินทรีย์บนโครงข่ายโลหะอินทรีย์สำหรับการเร่งปฏิกิริยาการเกิดออกซิเจนที่มีสมรรถนะสูง โดย ผศ.ดร.ชุติมา ก้องวโรดม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 3) โครงการอะซีตัลไลเซชันอย่างยั่งยืนของฟูร์ฟูรัล เอชเอ็มเอฟ และกรดเลวูลินิกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเวเนเดียมเชิงแม่เหล็ก โดย ดร.กิตติชัย ไชยสีดา ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

2) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพแห่งใหม่ในการเชื่อมต่อและอนุรักษ์ประชากรเสือปลาในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดย ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ นวัตกรรมการหยุดพักแบบปรับตามสมองและทันเวลาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัล: การศึกษาแบบไมโครสุ่มโดยใช้การติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาและคลื่นสมอง (EEG) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลื่อนหน้าจออย่างหุนหันพลันแล่น โดย ดร.ฐิตาภรณ์ ฉายศิลป์รุ่งเรือง สถาบันการเรียนรู้

4) สาขาพลังงาน (Energy) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองสภาพจริงเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ช่วงอายุที่สองสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย โดย ดร.อารีย์ หวังศุภผล คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

และ 5) สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบอร์ดเกมทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อหลักการเคมีสีเขียวและการคิดเชิงระบบ โดย ดร.เปรมปรีด์ ดวงภุมเมศ คณะวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักวิจัยที่ได้รับทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1) รศ. ดร.ทรงเกียรติ ภัทรปัทมาวงศ์ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาและการออกแบบกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูงแบบใหม่สำหรับการกำจัดยาปฏิชีวนะและความเป็นพิษในน้ำเสีย” 2) ผศ. ดร.ลีลา รักษ์ทอง ผลงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติทางชีวเคมี โครงสร้างและจลนพลศาสตร์ของเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหี่ยวย่นในทุเรียน” 3) ผศ. ดร.ชเนนทร์ มั่นคง ผลงานเรื่อง “มุมมองที่แตกต่างในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง ความสำเร็จในการอนุรักษ์จากมุมมองของชุมชน จากภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” และ 4) ศ. ดร.แชบเบีย กีวาลา ผลงานเรื่อง “จากขีดจำกัดระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค: การประเมินความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแบบสมบูรณ์สำหรับวิกฤตหลักสามประการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ครม.ทบทวนฟรีวีซ่า!! ไฟเขียวปรับฟรีวีซ่าใหม่ ยึดหลัก 1 ประเทศ 1 สิทธิ ลดพำนัก 60 วัน ปิดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว–ความมั่นคง

ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ลดช่องโหว่อาชญากรรม รักษาสมดุลท่องเที่ยว-ความมั่นคง

ครม. (14 ก.ค. 69) เห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่ด้านความมั่นคง ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และลดความซ้ำซ้อน โดยยึดหลัก “1 ประเทศ 1 สิทธิ”

สาระสำคัญ คือ ยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น และให้พำนักได้ไม่เกิน 60 วัน สำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน และมอริเชียส-เซเชลส์ ได้รับสิทธิพำนักไม่เกิน 15 วัน

ภายหลังการทบทวน จะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้องจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนประกาศใหม่มีผลใช้บังคับ จะยังสามารถพำนักต่อได้ตามระยะเวลาสิทธิเดิมที่เหลืออยู่

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472054104957316/?rdid=5T0PM6Iy4uOUWZAg#

‘อนุทิน’ เยือนจีนอย่างเป็นทางการ!! ไทย–จีนเดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ บินเยือน 3 เมืองใหญ่ เซี่ยงไฮ้–เฉิงตู–ปักกิ่ง สานต่อมิตรภาพ 51 ปี เปิดประตูการค้า ลงทุน เทคโนโลยี และการศึกษา

นายกฯ เตรียมเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 16 - 20 ก.ค. นี้ สานต่อมิตรภาพ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 ก.ค. 69 ตามคำเชิญของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสานต่อพลวัตความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - จีน ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 และต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สำหรับภารกิจสำคัญของนายกฯ ในการเยือนครั้งนี้ ครอบคลุม 3 เมืองสำคัญ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยที่นครเซี่ยงไฮ้ นายกฯ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากนั้น ที่นครเฉิงตู นายกฯ จะเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา Thailand-China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 และพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อขยายเครือข่ายการส่งเสริมการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนรายใหญ่ของจีน และกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในจีน เพื่อสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

สำหรับกรุงปักกิ่ง นายกฯ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีแบบเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน และพบหารือกับนายจ้าว เล่อจี้ ประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงที่สำคัญระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับจีนเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือในมิติต่าง ๆ อาทิ การค้า การลงทุน การเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย–จีนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1472700831559310/?rdid=ME60HZqm6squfgul#

เปิดปม Scope of Certification มาตรฐานเดียวกัน แต่ขอบเขตไม่เท่ากัน ใบรับรอง ISO 14298 ต้องดูให้ชัด คำถามสำคัญของ e-Passport คือ Scope นั้นครอบคลุม “หนังสือเดินทาง” จริงหรือไม่

เจาะมาตรฐาน ISO 14298 ศึก e-Passport ระยะที่ 4 เทียบขอบเขตการรับรอง 3 ผู ้ประกอบการ

หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มิใช่เพียงเอกสารสําหรับการเดินทางระหว่างประเทศอย่างเดียว แต่เป็นส่วน หนึ่งของระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ ความมั่นคงของข้อมูล และความน่าเชื่อถือของรัฐในสายตานานาประเทศ ด้วยเหตุนี้ การจัดทํา e-Passport ระยะที่ 4 จึงต้องพิจารณาทั ้งเทคโนโลยีการผลิต ระบบรักษาความ ปลอดภัย ประสบการณ์ของผู ้ประกอบการ และมาตรฐานที่รองรับกระบวนการทํางานในแต่ละขั ้นตอนอย่าง ครบถ้วน

กระทรวงการต่างประเทศดําเนินการประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กรมการกงสุลกําหนด เป้าหมายยกระดับระบบหนังสือเดินทางรุ่นใหม่ตั้งแต่การรับคําร้องการจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลชีวมิติ การ ผลิตและออกเล่ม การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนการเชื่อมโยงกระบวนการให้บริการผ่าน ระบบดิจิทัล

เมื่อขอบเขตงานครอบคลุมทั้งเอกสารความมั่นคง ระบบสารสนเทศ และการบริหารข้อมูลอัตลักษณ์ การ ประเมินผู ้ยื่นข้อเสนอจึงต้องพิจารณามากกว่าราคา โดยต้องตรวจสอบมาตรฐานทางเทคนิค ความพร้อมของ โรงงาน ประสบการณ์ ระบบควบคุมคุณภาพ และขีดความสามารถของผู ้ร่วมดําเนินงานทั้งหมด

ISO 14298 ต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตการรับรอง

มาตรฐานสําคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมงานพิมพ์เพื่อความมั่นคง คือ มาตรฐาน ISO 14298:2021 การบริหาร จัดการกระบวนการพิมพ์เพื่อความมั่นคง ซึ่งกําหนดแนวทางด้านการควบคุมความปลอดภัย การบริหารความ เสี่ยง การจัดการบุคลากร การควบคุมวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ และการรักษาความลับของข้อมูล

มาตรฐานดังกล่าวใช้กับผู ้ผลิตเอกสารที่ต้องการการรักษาความปลอดภัยในระดับสูง เช่น หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัวประชาชน ธนบัตร เช็ค ใบอนุญาต และเอกสารราชการประเภทต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ใบรับรอง ISO 14298 แต่ละฉบับจะมิได้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยอัตโนมัติ เพราะ จะมีขอบเขตการรับรอง กํากับไว้ว่า โรงงานหรือสถานประกอบการผ่านการตรวจประเมินในกระบวนการและ ผลิตภัณฑ์ประเภทใดบ้าง

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ถือใบรับรองมาตรฐานเดียวกันอาจมีขอบเขตความสามารถที่แตกต่างกันอย่างมีนัย สําคัญ การพิจารณาจึงต้องอ่านรายละเอียดของใบรับรองควบคู่กับลักษณะงานที่หน่วยงานรัฐต้องการจัดหา

จากฐานข้อมูลของ Intergraf พบผู ้ประกอบการ 3 รายที่ถูกนํามาเปรียบเทียบในบริบทของโครงการ e-Passport ไทย ได้แก่ Thales DIS Schweiz AG, IN Groupe และบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด

1. Thales DIS Schweiz AG . Thales DIS Schweiz AG เป็นบริษัทในเครือ Thales Group กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสที่ดําเนิน งานครอบคลุมอุตสาหกรรมการบิน อวกาศ กลาโหม ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบบอัตลักษณ์ดิจิทัล และเทคโนโลยีสําหรับการเดินทางข้ามพรมแดน . ธุรกิจด้านอัตลักษณ์ดิจิทัลและความมั่นคงของ Thales มีพื้นฐานสําคัญจาก Gemalto ซึ่งถูกซื้อกิจการในปี 2562 การควบรวมดังกล่าวทําให้ Thales มีขีดความสามารถตั ้งแต่การผลิตเอกสารความมั่นคง ระบบรับคํา ร้อง การจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคลไปจนถึงระบบตรวจสอบเอกสารและการบริหาร จัดการชายแดนอีกมากมาย

ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า Thales DIS Schweiz AG ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental หมายเลขใบรับรอง 202511350 ผ่านการตรวจประเมินโดย SQS ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และใบรับรองมีผลถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2571

ขอบเขตการรับรองของบริษัทครอบคลุมผลิตภัณฑ์และกระบวนการสําคัญ ได้แก่ บัตรประจําตัว หน้าข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ บัตรสุขภาพ บัตรธนาคาร บัตรผ่านเข้าออก

การระบุหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ไว้โดยตรงแสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตและการปรับแต่งข้อมูล เฉพาะบุคคลของผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่ผ่านการตรวจประเมิน

ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ Thales มีความโดดเด่นด้านการเชื่อมโยงตัวเอกสารเข้ากับระบบรับคําร้อง ข้อมูลชีว มิติ ระบบออกเอกสาร ระบบอัตลักษณ์ดิจิทัล และระบบบริหารจัดการชายแดน จึงมีลักษณะเป็นผู ้ให้บริการ ระบบแบบครบวงจร (ecosystem)

2. IN Groupe . IN Groupe หรือชื่อเดิม Imprimerie Nationale เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู ้ถือหุ ้น และมีพื้นฐาน จากกิจการพิมพ์เอกสารของรัฐมาอย่างยาวนาน

ลักษณะธุรกิจของ IN Groupe เน้นการผลิตเอกสารสําคัญที่ออกโดยภาครัฐและระบบพิสูจน์ตัวตน เช่น หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัวประชาชนใบอนุญาตขับขี่ใบอนุญาตพํานักและเอกสารราชการที่ต้องใช้ เทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลงระดับสูง

จุดเด่นของบริษัทอยู่ที่ความเชี่ยวชาญด้านตัวเอกสารตั้งแต่การออกแบบองค์ประกอบความปลอดภัย การ เลือกใช้วัสดุ การผลิตหน้าข้อมูล การผลิตตัวเล่ม การฝังเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลง ไปจนถึงการปรับ แต่งข้อมูลเฉพาะบุคคล

ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า IN Groupe ได้รับการรับรอง ISO 14298 ระดับ Central Bank หมายเลข ใบรับรอง 202302646 โดยมีขอบเขตครอบคลุมผลิตภัณฑ์สําคัญ ได้แก่ หนังสือเดินทาง บัตรประจําตัว อัจฉริยะ ใบรับรอง เอกสารสําคัญด้านอัตลักษณ์ของรัฐ

ขอบเขตการรับรองของ IN Groupe ระบุหนังสือเดินทางไว้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับ Thales DIS Schweiz AG (ซึ่งเป็น e-Passport)

ความแตกต่างของทั ้งสองบริษัทอยู่ที่โครงสร้างความเชี่ยวชาญ Thales มีฐานธุรกิจกว้าง เชื่อมโยง เทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคงชายแดนไซเบอร์และระบบข้อมูลขณะที่ IN Groupe เน้นความเชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบผลิตและรักษาความปลอดภัยของหนังสือเดินทางและเอกสารแสดงตนของภาครัฐโดยตรง

3. จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง กับขอบเขตการรับรองที่ไม่ระบุหนังสือเดินทาง

บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด เป็นผู ้ประกอบการไทยด้านงานพิมพ์เพื่อความมั่นคง และเป็น หนึ่งในบริษัทไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental
.
ข้อมูลจาก Intergraf ระบุว่า บริษัทได้รับการรับรอง ISO 14298:2021 ระดับ Governmental หมายเลข ใบรับรอง 202501258 ผ่านการตรวจประเมินโดย VPGI Certification B.V. ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดย ใบรับรองฉบับปัจจุบันเริ่มมีผลวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 และมีอายุถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2571

ขอบเขตการรับรองที่เผยแพร่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ อาทิเช่น เช็ค แสตมป์ แสตมป์ไปรษณีย์ ใบรับรอง คูปอง บัตรของขวัญ ใบอนุญาตขับขี่ เอกสารประกันภัย บัตรประจําตัวประชาชน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Thales DIS Schweiz AG และ IN Groupe พบว่า ขอบเขตการรับรองของจันวาณิชย์ที่ เผยแพร่ต่อสาธารณะไม่ปรากฏการระบุถึงหนังสือเดินทางหรือหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง

ความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสําคัญในเชิงการประเมินมาตรฐาน เนื่องจากหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์มี ข้อกําหนดเฉพาะด้านวัสดุ การผลิตตัวเล่ม การฝังชิป การจัดทําหน้าข้อมูล การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคล ความทนทาน การป้องกันการแก้ไขดัดแปลง และการตรวจสอบผ่านระบบด่านตรวจคนเข้าเมือง

ดังนั้นการพิจารณาขีดความสามารถของผู ้ยื่นข้อเสนอควรตรวจสอบว่า โรงงานหรือหน่วยงานใดจะ รับผิดชอบการผลิตหนังสือเดินทางโดยตรง และขอบเขตการรับรองของสถานที่ดังกล่าวครอบคลุม กระบวนการที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เงื่อนไขการทดสอบและออกเล่มต้องพิจารณาจากหลักฐานเชิงประจักษ์

ข้อกําหนดของโครงการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบการพิมพ์ การออกเล่ม และการตรวจสอบคุณภาพ หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นองค์ประกอบที่ต้องใช้หลักฐานทางเทคนิคโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ การประเมินผู ้ยื่นข้อเสนอควรพิจารณาจากหลักฐานที่เชื่อมโยงกับงานจริง ไม่ว่าจะเป็นขอบเขต การรับรองของโรงงาน ผลงานที่ผ่านมา ประสบการณ์ในการผลิตหนังสือเดินทาง ผลการทดสอบตัวอย่าง ความพร้อมของระบบ และขีดความสามารถของผู ้ร่วมดําเนินงาน

หากผู ้ยื่นข้อเสนอใช้บริษัทในเครือ พันธมิตรต่างประเทศ โรงงานผู ้ผลิตรายอื่น หรือกิจการร่วมค้า หลักฐาน ของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานแต่ละส่วนควรถูกนํามาพิจารณาอย่างชัดเจน

ยิ่งระดับ Governmental ต้องอ่านควบคู่กับขอบเขตการรับรอง (Scope of Certification)

การรับรองมาตรฐาน ISO 14298 ระดับ Governmental เป็นมาตรฐานสําหรับผู ้ผลิตผลิตภัณฑ์ความมั่นคง ของภาครัฐ ซึ่งอาจครอบคลุมบัตรประจําตัวหนังสือเดินทางใบอนุญาตและเอกสารราชการประเภทต่างๆ

แต่ถึงอย่างนั้น ระดับ Governmental ไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดเพียงลําพังว่าใบรับรองรองรับหนังสือเดินทางหรือ ไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ขอบเขตการรับรองของใบรับรองแต่ละฉบับ ว่าระบุผลิตภัณฑ์และ กระบวนการใดไว้

ในส่วนของ Thales DIS Schweiz AG และ IN Groupe มีการระบุหนังสือเดินทางหรือหนังสือเดินทาง อิเล็กทรอนิกส์ไว้ในขอบเขตการรับรองโดยตรง ขณะที่ขอบเขตที่เผยแพร่ของบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จํากัด ครอบคลุมงานพิมพ์เพื่อความมั่นคงหลายประเภท แต่ไม่ปรากฏการระบุผลิตภัณฑ์ประเภท หนังสือเดินทาง

โครงการ e-Passport ระยะที่ 4 ครอบคลุมตั้งแต่ระบบรับคําร้องการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ การผลิตตัวเล่ม การ จัดทําหน้าข้อมูล การปรับแต่งข้อมูลเฉพาะบุคคลการควบคุมคุณภาพระบบดิจิทัล และการให้บริการ ประชาชน

ผู้ยื่นข้อเสนออาจใช้ความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน จึงจําเป็นต้องพิจารณาว่า ผู้ใดเป็นผู ้รับผิดชอบงาน แต่ละส่วน การตรวจสอบใบรับรองจึงควรเชื่อมโยงกับผู ้ปฏิบัติงานจริง มิใช่พิจารณาเฉพาะชื่อของผู ้ยื่นข้อ เสนอในภาพรวมเท่านั้น

สิ่งที่ข้อมูลสาธารณะจาก Intergraf ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของขอบเขตการรับรองระหว่างผู้ประกอบ การทั้งสามรายอย่างชัดเจน

ความแตกต่างดังกล่าวควรถูกนําไปพิจารณาร่วมกับเอกสารประกวดราคาผลการทดสอบทางเทคนิค ประสบการณ์ของผู้ผลิตความพร้อมของโรงงานและโครงสร้างความร่วมมือของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละราย
และประเด็นสําคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อของบริษัทหรือสัญชาติของผู ้ประกอบการอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการพิสูจน์ว่า ผู้รับผิดชอบงานแต่ละส่วนมีมาตรฐานและประสบการณ์สอดคล้องกับภารกิจจริงที่ภาครัฐต้องการด้วย

สําหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือกมีความจําเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของเทคโนโลยี การเปิดเผยเหตุผลและหลักฐานประกอบการพิจารณา ในระดับที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ได้รับการคัดเลือกมีขีดความสามารถรองรับงานด้านความ มั่นคง การพิสูจน์อัตลักษณ์ และการเดินทางของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ผู้ให้ข่าว : สมพล พิมษ์พงษ์

‘ทูเคิล’ โดนวิจารณ์หนัก!! ‘รูนีย์’ จวกทูเคิลขึ้นนำแล้วถอยรับ ทำอังกฤษหมดความเชื่อมั่น หลังส่งกองหลังลงอุดเกมแต่เอาไม่อยู่ จนเสียโอกาสปิดเกมอาร์เจนตินา

เวย์น รูนีย์ อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษออกโรงวิจารณ์ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” หลังวางแผนการเล่นที่เน้นตั้งรับจนเกินไปจน อังกฤษ พ่าย อาร์เจนตินา ตกรอบฟุตบอลโลก

โดย อังกฤษ ต้องจบเส้นทางการลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ไว้ที่รอบรองชนะเลิศหลังพ่ายต่อ อาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-2 เมื่อวันที่ 15 ก.ค

อย่างไรก็ตามหลังจากขึ้นนำ โธมัส ทูเคิล กุนซือทัพ “สิงโตคำราม” กลับวางแท็คติกเน้นเกมรับด้วยการส่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟลงสนามพร้อมกัน 4 คนทว่าสุดท้ายยันสกอร์ไว้ไม่อยู่ และถูกแซงชนะไปในช่วงท้ายเกม

หลังการแข่งขัน รูนีย์ ออกโรงวิจารณ์ ทูเคิล แบบไม่ไว้หน้าว่า “มันเป็นความตื่นตระหนก มันเป็นความตื่นตระหนกจริงๆ คุณจะขึ้นนำแล้วยอมแพ้ไม่ได้ คุณจะเสียบอล และเสียโอกาสในการทำประตูที่สอง คุณต้องเป็นฝ่ายรุกเมื่อ อาร์เจนตินา ตกอยู่ในความกดดันเพื่อที่จะกลับมาสู่เกม”

“ถ้าคุณอยู่ในสนามนั้น ขึ้นนำ 1-0 แล้วเห็นผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัว คุณจะเริ่มหมดความเชื่อมั่น คุณจะทำแบบนั้นได้แค่ไม่กี่ครั้งหรอก คุณเริ่มคิดว่า เราจะตั้งรับเหรอ เราจะผ่านมันไปได้ยังไง?”

“เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เราตั้งรับ เราปล่อยให้พวกเขาบุกเข้ามา พวกเขาสร้างโอกาสได้หลายครั้ง แล้วเราก็พลาดไป มันน่าผิดหวังจริงๆ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10325355

เด็กไทยสร้างชื่อเวทีโลก!! สสวท.ต้อนรับฮีโร่ฟิสิกส์โอลิมปิกไทย คว้า 5 รางวัลฟิสิกส์โอลิมปิกนานาชาติ 2026 ที่โคลอมเบีย 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ สร้างความภูมิใจจากเวทีฟิสิกส์โอลิมปิกโลก

สสวท. ต้อนรับผู้แทนประเทศไทย สร้างผลงานระดับโลก! คว้า 5 รางวัลจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (IPhO 2026) ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดพิธีต้อนรับคณะผู้แทนประเทศไทย หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (The 56th International Physics Olympiad: IPhO 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยมี นางฤทัย เพลงวัฒนา ผู้อำนวยการสาขาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์โลก สสวท. เป็นประธานในพิธีต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรัชดา ยาตรา ผู้อำนวยการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและอัจฉริยภาพ สสวท. คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผลการแข่งขัน ผู้แทนประเทศไทยคว้า 5 รางวัล ได้แก่ 1 เหรียญทอง  2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และ 1 เกียรติคุณประกาศ  ดังนี้

 ผู้แทนประเทศไทย

นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ — โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา #เหรียญทอง

นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ — โรงเรียนกำเนิดวิทย์ #เหรียญเงิน

นายชยพล นนทสูติ — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย #เหรียญเงิน

นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต #เหรียญทองแดง

นายอังกูร ธนาสิทธิกุล — โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย #เกียรติคุณประกาศ

สสวท. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทยทุกคน ตลอดจนคณาจารย์ผู้ควบคุมทีมและผู้เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีวิชาการระดับโลก สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1459154656251419&id=100064706947347&mibextid=wwXIfr&rdid=jXYwX4YDLCOupQAR#

“สวนนงนุช” จัดพิธีหล่อเทียน สืบสานพุทธประเพณีเข้าพรรษา 9 วัด 9 ต้น เทียนพรรษามงคล เทศกาลเข้าพรรษาระหว่างวันที่ 16-22 ก.ค. ส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและความดีงาม

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” สืบสานพุทธประเพณี ส่งต่อแรงแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” ณ สวนลอยฟ้า โดยมีนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ  และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 22 กรกฎาคม 2569 เพื่อหล่อเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น นำไปถวายวัด 9 แห่งในพื้นที่ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา โดยได้รับเมตตาจากพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์  นายสมบัติ แก้วปทุม นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว  และนายภิญโญ สายนภา นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย

สำหรับเลข 9 ถือเป็นเลขมงคลที่คนไทยเชื่อมโยงกับความก้าวหน้า ความเจริญ และความเป็นสิริมงคล สวนนงนุชพัทยาจึงจัดทำเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น เพื่อนำไปถวายยังวัด 9 แห่ง ประกอบด้วย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดสัตหีบ วัดสามัคคีบรรพต วัดนาจอมเทียน วัดอัมพาราม วัดบางเสร่คงคาราม วัดเขาคันธมาทน์ วัดหนองจับเต่า และวัดทรัพย์นาบุญญาราม

นอกจากจะเป็นการสืบทอดพุทธประเพณีอันทรงคุณค่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแล้ว เทียนพรรษาทั้ง 9 ต้น ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่วยนำทางให้ผู้คนดำเนินชีวิตด้วยสติ คุณธรรม และความดีงาม พร้อมส่งต่อพลังแห่งศรัทธา ความหวัง และความสามัคคีไปยังชุมชนโดยรอบสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมกันรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยไทยต้องทบทวน!! ดราม่าเงินรุ่น มข. ปัญหาไม่ใช่แค่จ่ายเงิน แต่คือใครมีสิทธิตัดใครออกจากพื้นที่การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยไทยต้องแยกให้ชัด อะไรคือสมัครใจ อะไรคือสิทธิพื้นฐาน

เงินรุ่น อำนาจรุ่น และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการเรียน

ช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องแก้ ก่อนความสัมพันธ์ในรุ่นจะกลายเป็นการตัดสิทธิทางการศึกษา

กรณีนักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาเปิดเผยว่าถูกเพื่อนร่วมรุ่นกลั่นแกล้งและนำออกจากกลุ่มสื่อสาร หลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินส่วนกลางของรุ่น กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

ล่าสุด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่าได้รับทราบเรื่องและกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเข้าดูแลนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายการกลั่นแกล้งหรือการกระทำไม่เหมาะสม จะดำเนินการตามระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นธรรมและถึงที่สุด

ในระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด สังคมจึงไม่ควรรีบตัดสินว่าใครผิดทั้งหมด หรือเหมารวมว่านักศึกษาทั้งสาขามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือกรณีนี้ได้เปิดให้เห็นปัญหาใหญ่กว่าความขัดแย้งระหว่างนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นั่นคือเส้นแบ่งที่ยังไม่ชัดเจนระหว่าง “กิจกรรมของรุ่น” “อำนาจของคนในรุ่น” และ “สิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา”

เงินรุ่นคือความสมัครใจ หรือภาระที่ปฏิเสธไม่ได้?

ในมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง นักศึกษามักเก็บเงินส่วนกลางเพื่อใช้จัดกิจกรรม เช่น งานรับน้อง งานเลี้ยงรุ่น ของที่ระลึก งานแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในคณะ

กิจกรรมเหล่านี้อาจมีคุณค่าและช่วยสร้างความผูกพัน แต่คำถามสำคัญคือ หากเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายที่มหาวิทยาลัยประกาศอย่างเป็นทางการ นักศึกษามีสิทธิปฏิเสธหรือขอจ่ายในจำนวนที่ตนเองสามารถรับภาระได้หรือไม่

คำว่า “ทุกคนตกลงกันแล้ว” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีรายละเอียดว่าใครเป็นผู้เสนอ ใครเป็นผู้อนุมัติ มีนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ และการแสดงความเห็นต่างทำได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

นักศึกษาบางคนอาจมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ขณะที่บางคนต้องพึ่งทุนการศึกษา กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือทำงานพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว เงินหลักร้อยต่อเดือนซึ่งดูไม่มากสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง อาจเป็นรายจ่ายสำคัญของอีกครอบครัวหนึ่ง

ดังนั้น หลักการที่ควรชัดเจนคือ การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการจ่ายเงินกิจกรรมต้องเกิดจากความสมัครใจ การไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบไม่ควรถูกนำมาใช้ลดคุณค่าความเป็นสมาชิกของรุ่น กดดันให้อับอาย หรือตัดออกจากพื้นที่ซึ่งจำเป็นต่อการเรียน

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเองมีระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษา การจัดตั้งกลุ่มนักศึกษา หลักเกณฑ์การจัดโครงการ และแบบบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กติกาเหล่านี้ครอบคลุมถึง “เงินรุ่น” หรือเงินที่นักศึกษาเก็บกันเองนอกโครงการทางการมากน้อยเพียงใด และมหาวิทยาลัยควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองนักศึกษาหรือไม่

อย่างน้อยควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ จำนวนเงิน ระยะเวลาการเก็บ รายชื่อผู้ดูแลเงิน และบัญชีรายรับรายจ่ายที่ตรวจสอบได้ รวมถึงช่องทางขอยกเว้นหรือลดจำนวนเงินโดยไม่ต้องเปิดเผยปัญหาส่วนตัวต่อเพื่อนทั้งรุ่น

เมื่อกลุ่มแชตส่วนตัวกลายเป็นโครงสร้างการศึกษา

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้เรื่องเงิน คือสถานะของกลุ่ม LINE หรือกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของนักศึกษา

ในทางชื่อเรียก กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเพียง “กลุ่มรุ่น” หรือ “กลุ่มเพื่อน” ซึ่งก่อตั้งและดูแลโดยนักศึกษา แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้แจ้งตารางเรียน วันส่งงาน การเปลี่ยนห้องเรียน การนัดหมายกับอาจารย์ การสอบ กิจกรรมบังคับ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงทำหน้าที่เสมือนระบบสื่อสารของหลักสูตรโดยพฤตินัย

ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อผู้ดูแลกลุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาด้วยกันมีอำนาจนำสมาชิกคนหนึ่งออกจากกลุ่ม โดยอาจไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการเตือน และไม่มีช่องทางอุทธรณ์

หากกลุ่มนั้นใช้พูดคุยเรื่องงานเลี้ยงหรือกิจกรรมสมัครใจเพียงอย่างเดียว การนำผู้ไม่เข้าร่วมออกอาจเป็นเรื่องการบริหารกลุ่มทั่วไป แต่หากมีข้อมูลด้านการเรียนปะปนอยู่ การนำออกอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลสำคัญด้านการเรียนขึ้นอยู่กับกลุ่มแชตที่บริหารโดยนักศึกษาเพียงช่องทางเดียว

ประกาศเกี่ยวกับการเรียน การสอบ งาน และการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการควรส่งผ่านระบบทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ส่วนกลุ่ม LINE สามารถใช้เป็นช่องทางเสริมเพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว

เพราะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการเรียนไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษาคนนั้นได้รับการยอมรับจากเพื่อนส่วนใหญ่หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ดูแลกลุ่มหรือไม่

“หัวหน้ารุ่น” มีอำนาจเพียงใด?

ตำแหน่งหัวหน้ารุ่น ตัวแทนรุ่น หรือผู้ประสานงานของสาขา มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยประสานงานระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตำแหน่งทางสังคมถูกเข้าใจว่าเป็นอำนาจในการออกกฎ ลงโทษ หรือกำหนดสถานะของสมาชิกคนอื่น

หัวหน้ารุ่นไม่ใช่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่อาจารย์ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัย จึงไม่ควรมีอำนาจลงโทษเพื่อนด้วยการกีดกันจากข้อมูล ตัดสิทธิการเข้าร่วมงาน หรือใช้แรงกดดันจากเสียงส่วนใหญ่บังคับให้บุคคลปฏิบัติตาม

มหาวิทยาลัยควรกำหนดบทบาทของตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจนว่า หน้าที่คือการประสานงาน ไม่ใช่การควบคุมสมาชิก และไม่สามารถสร้างบทลงโทษขึ้นเองนอกระเบียบของสถาบันได้

พร้อมกันนั้น อาจารย์ไม่ควรส่งต่อข้อมูลสำคัญให้หัวหน้ารุ่นเพียงคนเดียว แล้วถือว่านักศึกษาทุกคนจะได้รับข่าวสารเอง เพราะเท่ากับฝากสิทธิทางการศึกษาไว้กับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยไม่ได้กำกับดูแล

ปัญหาที่ใหญ่กว่าการใช้คำหยาบ

การกลั่นแกล้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการด่าทอหรือใช้คำหยาบคาย แต่อาจเกิดจากการกระทำซ้ำ ๆ ที่ทำให้บุคคลถูกลดทอนคุณค่า ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกผลักออกจากพื้นที่ส่วนรวม

การนำฐานะครอบครัว เรื่องส่วนตัว หรือความเปราะบางของบุคคลมาพูดล้อเลียน การระดมคนกดดัน การไม่ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็น และการทำให้ผู้หนึ่งรู้สึกว่าไม่มีสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ล้วนเป็นพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องแยกความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้กระแสสังคมตัดสินคนทั้งรุ่นหรือทั้งสาขาเหมือนกันทั้งหมด

ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้ถ้อยคำ ใครเป็นผู้สั่งหรือดำเนินการนำออกจากกลุ่ม ใครร่วมกดดัน ใครพยายามช่วยแก้ปัญหา และใครเพียงอยู่ในกลุ่มโดยไม่ได้มีส่วนร่วม

ความยุติธรรมต่อผู้ร้องเรียนต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา การต่อต้านการบูลลี่จึงไม่ควรกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไล่ล่า หรือรุมประณามคนอีกฝ่ายก่อนข้อเท็จจริงสิ้นสุด

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีข้อบังคับว่าด้วยวินัยนักศึกษา กระบวนการสอบสวน การอุทธรณ์ และระบบรับเรื่องร้องเรียนเผยแพร่ไว้ผ่านหน่วยงานกิจการนักศึกษา ขณะเดียวกัน กองกฎหมายของมหาวิทยาลัยก็มีแนวปฏิบัติในการจัดการเรื่องร้องเรียนและการสอบสวนข้อเท็จจริง

สิ่งที่สังคมควรติดตามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะถูกลงโทษ แต่รวมถึงกระบวนการตรวจสอบมีความเป็นอิสระ รวดเร็ว โปร่งใส และป้องกันการตอบโต้ผู้ร้องเรียนได้จริงหรือไม่

ถึงเวลาสร้างมาตรฐานกลางให้มหาวิทยาลัยไทย

กรณีนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทบทวนอย่างน้อย 5 เรื่อง

ประการแรก เงินกิจกรรมนอกระบบต้องระบุชัดว่าเป็นเงินสมัครใจ พร้อมเปิดเผยบัญชีและห้ามใช้การกดดันทางสังคมบังคับจ่าย

ประการที่สอง ข้อมูลด้านการเรียนทั้งหมดต้องมีช่องทางทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ผูกติดกับกลุ่ม LINE ส่วนตัว

ประการที่สาม ต้องกำหนดบทบาทและขอบเขตอำนาจของหัวหน้ารุ่นหรือตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจน

ประการที่สี่ ต้องมีช่องทางร้องเรียนที่นักศึกษาเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องผ่านอาจารย์ประจำสาขาเพียงช่องทางเดียว พร้อมมีกรอบเวลาตอบกลับและมาตรการป้องกันการตอบโต้

ประการสุดท้าย การสอบสวนต้องพิจารณาความรับผิดเป็นรายบุคคล คุ้มครองผู้ร้อง คุ้มครองพยาน และไม่เปิดเผยข้อมูลเกินความจำเป็น

มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งคนที่มีฐานะ ความคิด และข้อจำกัดแตกต่างกันสามารถเรียนร่วมกันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดออกจากสังคมเพราะไม่ทำตามเสียงส่วนใหญ่

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่านักศึกษาคนหนึ่งจ่ายเงินรุ่นครบหรือไม่ แต่คือ คนในรุ่นมีสิทธิใช้อำนาจทางสังคมลงโทษผู้ที่เห็นต่างได้มากแค่ไหน

เพราะเงินกิจกรรมอาจเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเป็นสิทธิของนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม

และนี่คือช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องเร่งแก้ ก่อนคำว่า “ประเพณีของรุ่น” จะกลายเป็นข้ออ้างในการสร้างอำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top