Wednesday, 22 July 2026
News

INTERLINK ลงนามสร้างสายเคเบิลใหม่!! ก่อสร้างสายเคเบิล 115 เควีใต้น้ำ เชื่อมต่อเกาะสมุย ค่ากว่า 1.8 พันล้าน โครงการสำคัญ เพิ่มศักยภาพระบบไฟฟ้า เสร็จภายใน 540 วัน รองรับอนาคตไทย

วันนี้ (6 กรกฎาคม 2569) INTERLINK CONSORTIUM ได้ลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูง 115 กิโลโวลต์ (เควี) เพื่อทดแทน และเพิ่มความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของประเทศ มี มูลค่าสัญญารวม 1,813,300,000 บาท ภายใต้สัญญาเลขที่ จ.ป.105/2569 โดยมี นายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการ ปฏิบัติงานแทนผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และนายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าว ในฐานะผู้มีอำนาจของ INTERLINK CONSORTIUM ประกอบด้วย บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) และบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เพาเวอร์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำเนินโครงการสำคัญระดับประเทศครั้งนี้ โดยผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 540 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญาจ้าง

การที่ INTERLINK CONSORTIUM ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการสายเคเบิลใต้น้ำ115 เควี สายวงจร 4 ไปยังเกาะสมุย นับเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากเป็นงานวิศวกรรมเฉพาะทางที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในระดับสูง อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความพร้อม และความน่าเชื่อถือที่สั่มสมมากว่า 17 ปี โดยมี ผลงานการติดตั้ง และก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั่วประเทศที่ให้ความเชื่อมั่น ได้แก่

-จ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี ไปยังเกาะมุกด์ เกาะสุกร และเกาะลิบง จังหวัดตรัง
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานจ้างดำเนินงานสนับสนุน Facility เพื่อการปรับปรุงสายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ 33 เควี วงจรบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา จังหวัดพังงา
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามโครงการก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำไปยังเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี (Spare Part)
-งานก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 22 เควี ระยะทาง 50 กิโลเมตร ไปยังเกาะต่างๆ เกาะกูด เกาะหมาก จังหวัดตราด
-งานจ้างก่อสร้างสายเคเบิใต้น้ำระบบ 22 เควี วงจรอำเภอศรีราชา - เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างออกแบบ จัดหา ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์ระบบสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 33 เควี และระบบสายเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ ไปยังเกาะปูยู และเกาะยาว จังหวัดสตูล
-งานจ้างก่อสร้างระบบจำหน่ายใต้ดิน 22 เควี เพื่อเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้น้ำ ไปยังเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี
-งานจ้างก่อสร้างตัดและเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำ วงจร อำเภอศรีราชา-เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ระบบ 22 เควี
-งานจ้างก่อสร้างเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-จ้างก่อสร้างสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ไปยังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
-งานก่อสร้าง Concete mattress เพื่อป้องกันสายเคเบิลใต้น้ำ 33 เควี ตามโครงการขยายเขตติดตั้งระบบไฟฟ้าให้เกาะต่างๆ (เกาะปันหยี จังหวัดพังงา)

อีกทั้ง ยังมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมด้วยเทคโนโลยี เครื่องมือ และระบบบริหารจัดการโครงการที่ทันสมัย สามารถรองรับงานที่มีความซับซ้อน และต้องการความแม่นยำในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสู่เกาะสมุยได้อย่างมั่นคง และเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดของระบบเดิม เพิ่มความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า และรองรับการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในระยะยาว อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ทันสมัย และพร้อมรองรับการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต โดย กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ พร้อมนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน มุ่งมั่นดำเนินโครงการให้สำเร็จตามแผนงาน และมาตรฐานวิศวกรรมสูงสุด เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีคุณภาพ และสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา : https://interlink.co.th/news/detail/OpO4IfweVN

มจธ. ขับเคลื่อนมันสำปะหลัง!! ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ BCG เน้นแก้ปัญหาน้ำเสียและของเสียอย่างยั่งยืน ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยี เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว อุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาน้ำเสีย กากของเสีย กลิ่นรบกวน ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (Eco Waste) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากรากฐานดังกล่าวจึงได้พัฒนาแนวคิด “Sustainable Cassava Value Chain” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยจากการแก้ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. (อดีตรองผู้อำนวยการ ศช.) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากปัญหาน้ำเสียในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จึงเกิดการรวมกลุ่มของคณาจารย์ นักวิจัย และวิศวกรที่สนใจด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร นำโดยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน โดยมุ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานแป้งข้าว โรงงานน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมอาหารและผลไม้กระป๋อง ด้วยเทคโนโลยีการบำบัดแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Technology) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียและผลิตพลังงานชีวภาพได้ภายในกระบวนการเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กลุ่มวิจัยได้ขยายขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขามากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย” (Waste Utilization and Management Laboratory) และในปี พ.ศ. 2543 ได้รับการยกระดับเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยเป้าหมายหลักของการพัฒนา คือเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากกลิ่นรบกวนและน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่า “น้ำเสีย” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้น แนวทางการวิจัยจึงขยายจากการจัดการของเสีย ไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งระบบ อาทิ การพัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับปรุงเครื่องจักร เช่น ระบบไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและกากมันสำปะหลัง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาจริงในกระบวนการผลิต การออกแบบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเห็นถึงผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อเกษตรกรต้นน้ำและชุมชนโดยรอบ โดยทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วรินธร สงคศิริ ดร.อรรณพ นพรัตน ดร.กาญจนา แสงจันทร์ ดร.ถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ ดร.นันทิยา เปปะตัง ดร.สีวลี ตระกูลวิเชียร และดร.รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสําปะหลังไทย และผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เป็นต้น

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยกำลังปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการจัดทำ Net Zero Roadmap 2050 เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย พบว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย การปรับปรุงการจัดการปุ๋ยในภาคเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงาน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นยังถูกถ่ายทอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และจีน ผ่านความร่วมมือด้านการปลูกมันสำปะหลัง การผลิตแป้งมันสำปะหลัง การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน อาทิ การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านโครงการ Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ซึ่งทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Lancang-Mekong Cooperation Special Fund
.
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินงาน งานวิจัยดังกล่าวสามารถสนับสนุนโรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ลดต้นทุนการผลิตรวมได้ร้อยละ 5–10 ต่อปี และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ร้อยละ 20–30 นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คนที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

ความต่อเนื่องของการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตลอดจนเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับ “มันสำปะหลังไทย” จากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ไปสู่การเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำในอนาคต

ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของ CR7!! ‘โรนัลโด’ ปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย ย้ำไม่เสียใจ ชี้แชมป์ยูโร 2016 มีค่าเทียบเท่าแชมป์โลก หลังโปรตุเกสพ่ายสเปนรอบ 16 ทีม แต่ไร้คำว่าเสียใจ เจ้าตัวย้ำบางครั้งชนะ บางครั้งแพ้ แต่ยังเชิดหน้าได้

คริสเตียโน โรนัลโด กัปตันทีมชาติโปรตุเกสระบุไม่เสียใจที่ต้องชวดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหลังลงเล่นเวิลด์คัพหนสุดท้ายโดยชี้ได้โทรฟี่ยูโรซึ่งตัวเองมองว่ามีความหมายเทียบเท่าแล้ว

โดย โรนัลโด ซึ่งยืนยันว่าจะลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 เป็นเวิลด์คัพหนสุดท้ายในอาชีพต้องจบเส้นทางไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 เมื่อวันที่ 6 ก.ค

หลังเกม โรนัลโด กล่าวถึงความรู้สึกว่า “ผมคว้าแชมป์ 3 รายการกับโปรตุเกสแล้ว ก่อนหน้า คริสเตียโน จะเล่นให้โปรตุเกส เราไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลย แชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมกับทีมชาติโปรตุเกสคือ ยูโร 2016 และถ้วยรางวัลนั้นมีความหมายกับผมเท่ากับแชมป์โลก”

“การตกรอบจากทัวร์นาเมนต์ใหญ่เป็นเรื่องน่าเศร้าเสมอ นี่คือฟุตบอลโลก ผมเสียใจที่ตกรอบแบบนี้ แต่ผมทุ่มเทเต็มที่แล้ว ผมจากไปด้วยความสบายใจ บางครั้งคุณก็ชนะ บางครั้งคุณก็แพ้ แต่เราก็ยังเชิดหน้าได้”

นอกจากนั้นดาวเตะวัย 41 ปียังระบุถึงเรื่องอนาคตการเล่นทีมชาติว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะประกาศเลิกเล่นทีมชาติโปรตุเกสตอนนี้เลยหรือเปล่า คงต้องดูกันต่อไป ผมยังไม่อยากตัดสินใจตอนนี้ ผมต้องปรึกษากับครอบครัวก่อน ผมไม่อยากเบี่ยงเบนความสนใจด้วยเรื่องส่วนตัว”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10313366

‘ต้าเหลียน’ ลุยประชุมเศรษฐกิจ!! กว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศ ถกแนวทางเศรษฐกิจโลก ใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มที่ เชิดชูนวัตกรรมจีนพัฒนาแรงขับเคลื่อน

ต้าเหลียนจัดการประชุม Summer Davos 2026 ผู้แทนจากกว่า 90 ประเทศร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

ในระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุม Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 หรือ Summer Davos 2026 ได้จัดขึ้น ณ เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน โดยผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คน จากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ "Innovating at Scale"

การประชุมในปีนี้นำเสนอการจัดงานรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก โดยจัดให้ห้องประชุมทั้งหมดอยู่บนชั้นเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมจัดการเสวนาแบบ Interactive Space และจัดรายการพอดแคสต์สดหลายรายการ นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการจัดงานอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งงาน โดยสถานที่จัดงานหลักใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และวัสดุก่อสร้างรวมถึงวัสดุตกแต่งมากกว่า 85% เป็นวัสดุรีไซเคิล

ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกต่างให้ความสนใจและชื่นชมความสำเร็จของจีนในการพัฒนา "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) โดยมองว่านวัตกรรมและการเปิดกว้างของจีนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน โอกาสมหาศาลที่เกิดจากการขับเคลื่อนความทันสมัยของจีน จะมีส่วนช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึงในระดับโลก

ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นซึ่งโอบล้อมด้วยทะเลถึงสามด้าน เมืองต้าเหลียนจึงสามารถเดินหน้าพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิตพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด เข้ามาตั้งฐานและรวมตัวในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมสีเขียวของเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้แทนจาก World Economic Forum กล่าวชื่นชมเมืองต้าเหลียนที่สนับสนุนการประชุม Annual Meeting of the New Champions มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกย่องเมืองต้าเหลียนในด้านความเปิดกว้าง ความมีชีวิตชีวา และการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ด้านเทศบาลเมืองต้าเหลียนระบุว่า กำลังเร่งยกระดับเมืองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางเรือ โลจิสติกส์ และการเงินระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน ต้าเหลียนได้สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค พร้อมมุ่งสร้างเมืองชายฝั่งสมัยใหม่ที่น่าอยู่ เป็นมิตรต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ โดยชูสโลแกน "Come to Dalian to See the Sea" เพื่อสะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเมืองชายฝั่งแห่งนี้

ที่มา: คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"!! สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนยกระดับมาตรฐานเหล็กไทย ยกระดับเหล็กก่อสร้างบนหลักกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และความปลอดภัย ย้ำไม่ผูกขาด–ไม่กีดกัน หนุนรัฐคุมความปลอดภัยผู้บริโภค

สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"

ยกระดับมาตรฐานเหล็กบนหลักกฎหมายและวิทยาศาสตร์

ยันไร้ผูกขาด-เผยมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าความต้องการ 3 เท่า

สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า ออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับมติ กมอ. รวมถึง สส.อรรถวิชช์ และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็ก แจง 3 ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเทคโนโลยี EAF หรือเป็นการกีดกันทางการค้า เพื่อ ผูกขาดราคา เผยปัจจุบันกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด BO billet  ในไทยมีกำลังผลิตส่วนเกิน กว่าความต้องการ 3 เท่า จึงไม่มีทางที่เหล็กจะขาดตลาดจนส่งผลต่อราคา พร้อมให้กำลังใจ หน่วยงานภาครัฐทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ 'กีดกันความเสี่ยงออกไปจากชีวิตผู้บริโภค'

นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ กรรมการ สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตเหล็กอุตสาหกรรม หรือ กมอ.ที่มีมติจำกัดกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่ใช้ทำเหล็กข้ออ้อยให้ทำได้เฉพาะวิธีเตาเบสิกออกซิเจน (BO) หรือ วิธีเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) ซึ่งไม่สามารถ หลอมจากเตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace)  หรือเตาหลอมโลหะด้วยการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้า เพื่อมาใช้เป็น ส่วนประกอบสร้างเสา หรือคานของตึกสูง  ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น ของจากสาธารณะ ทางสมาคมฯอยากจะชี้แจงข้อเท็จใน 3 ประเด็นที่สังคมอาจจะมีคำถามประกอบด้วย

ประเด็นที่ 1 เป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ทางสมาคมฯ เห็นว่ามติของ กมอ.คือความถูกต้อง ทาง กฎหมายและสังคม ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้า แต่เป็นการสร้างแนวปฎิบัติตามมาตรฐานสากล ในเชิง คุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของสำนักงาน มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) และ กระทรวงอุตสาหกรรม

โดยเหตุผลหลักก็คือ สมอ. มีหน้าที่ คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป เพราะ ประชาชนไม่มีเวลาหรือเครื่องมือในการตรวจสอบโครงสร้างทางเคมีของเหล็กเส้นทุกเส้นในบ้านตัวเอง สมอ. ต้อง "คัดกรองสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย"ต่อชีวิตและทรัพย์สินของสาธารณชน (เหล็กโครงสร้าง ที่คุมคุณภาพ จะมีสารเจือปนไม่ได้ เพราะนั่นคือความเสี่ยงต่อนิรภัยอาคาร) นอกจากนี้ สมอ. กำลัง คุ้มครอง ผู้บริโภค จากสินค้าที่อาจมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องมาตรฐาน อุตสาหกรรม ภาพรวม ของประเทศ

ประเด็นที่ 2   กระบวนการร่างแก้ไขมาตรฐานเหล็กที่เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ อาจ จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สมอ.และกระทรวงอุตสาหกรรม มีความกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง ซึ่งข้อเท็จจริง

ทางสมาคมฯมองว่ารัฐมีหน้าที่บนหลักนิติธรรมเป็นการดำเนินงานที่ชอบด้วยกฎหมายมีความโปร่งใส และ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ โดยเหตุผล หลักสนับสนุน คือ

-มาตรฐานนี้ประกาศใช้เป็นการทั่วไป (General Application) กับผู้ประกอบการทุกรายบนเกณฑ์ เดียวกันไม่ได้เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory)

-การที่ มอก. 20 กำหนดให้ต้องมีระบบปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) และ มอก. 24 กำหนดให้ ใช้เฉพาะ EF และ BOF นั้น ยึดโยงอยู่บน "หลักวิทยาศาสตร์และความปลอดภัย" ซึ่งเป็นหลักการสากล ที่เหนือ กฎหมายการค้า

-เอกสารระดับภูมิภาคอย่าง "SEAISI AISC ออก Joint Statement Phase out IF" เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "ทั้งอาเซียนกำลังทำสิ่งเดียวกัน" มาตรการของไทยจึงเป็นการทำหน้าที่ ตามมาตรฐาน ภูมิภาค ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การฟ้องร้อง แล้วรัฐจะแพ้ได้เลย

ส่วนประเด็นที่ 3 ที่กังวลว่าการแก้ไขร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จะเอื้อประโยชน์ กับกลุ่ม ผู้ประกอบการเหล็กที่ใช้เตาหลอมประเภท EAF(Electric Arc Furnace)  จะผูกขาดและฉวยโอกาส ขึ้นราคา เหล็กเส้นนั้นทางสมาคมฯขอชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผล 2 ข้อหลัก

1.กำลังการผลิตล้นเหลือ (Overcapacity มากกว่า 3 เท่า): ปัจจุบันความต้องการใช้เหล็ก (Consumption) ในประเทศ น้อยกว่ากำลังการผลิตรวมของกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด ด้วย Import Billet มากกว่า 3 เท่า ทุกวันนี้โรงงาน EAF ส่วนใหญ่ทำตารางการผลิตแค่ช่วงกลางคืน (Off-Peak) เท่านั้น หากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นกลุ่ม EAF ยังมีกำลังการผลิตเหลือเฟือ ที่จะเดินเครื่องช่วงกลางวัน มารองรับ ได้ทันที จึงไม่มีทางเกิดภาวะ "เหล็กขาดตลาดจนราคาพุ่ง" นอกจากนั้นยังมีการนำ billet จากการผลิต BO เข้ามารีดขายปกติ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีจำนวนมาก

2. การขาดแคลนเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ป้องกันได้ หากเกิดการตื่นตระหนกในระยะสั้น เป็นเรื่องที่บริหาร จัดการและป้องกันได้ล่วงหน้าผ่านกลไกการติดตามของรัฐ

ทางสมาคมฯเห็นด้วยกับ ดร.อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยที่เสนอแนะว่าถึงเวลาที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็กของไทย

"หลักการเรื่องความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นเรื่องระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ที่ไม่สามารถ สั่นคลอนได้ และเราไม่สามารถเอาปัญหาเฉพาะหน้าหรือความตื่นตระหนกเรื่องราคาระยะสั้น มาเป็นข้ออ้าง ในการปล่อยให้สินค้าเสี่ยงอันตรายอยู่ในตลาดต่อไปได้"นายธีรยุทธ กล่าว

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงาน!! โรงงานของเสียสระบุรีฝ่าฝืน 2 รายถูกสั่งหยุดดำเนินการ ตรวจพบขยายโรงงานผิดกฎหมาย เน้นเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อม

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงานจัดการของเสียสระบุรี หลังตรวจสอบพบปัญหาจากการประกอบกิจการ และขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ออกคำสั่งให้ 2 โรงงานจัดการของเสียในจังหวัดสระบุรี หยุดประกอบกิจการ จากกรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรอ. บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำเสียและน้ำใต้ดินจากสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือน้ำตามเส้นทางการไหลของคลองสาขา ซึ่งใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์

ผลการวิเคราะห์ปรากฎว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้ บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป

ขณะที่ บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย มีพฤติกรรมเข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมรวม 210 แรงม้า เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการ ลักลอบฝังกลบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลังการคัดแยก การกองเก็บวัสดุภายนอกอาคาร และมีการระบายน้ำชะออกนอกบริเวณโรงงาน กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด เพื่อเร่งแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด

ส่วน บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด ไม่พบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมกำชับให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต

ที่ผ่านมา กรอ. ได้ประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างรัดกุม รวมถึงได้ให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรอ. ยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทั้งกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายและประมวมกฎหมายอาญา หากพบว่ามีการกระทำความผิดเพิ่มเติม จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

“กรอ. วางแผนปูพรมตรวจกำกับโรงงานจัดการของเสียอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน” อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวทิ้งท้าย

นายกฯ สั่งเร่งลดน้ำมัน!! ‘เอกนัฏ’ รับข้อสั่งการทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว เรียกประชุม กบง.–กบน. เย็นนี้ หาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที

“เอกนัฏ” รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี้ เร่งลดราคาน้ำมันทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกปรับลด ไม่รอราคาสิงคโปร์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ การประชุม กบง. และ กบน. ในช่วงเย็นวันนี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว

“สวนนงนุชพัทยา” สร้างประวัติศาสตร์!! จับมือสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติจีน ยกระดับอนุรักษ์พันธุ์พืชสู่เวทีโลก องค์กรเอกชนที่แรกลงนาม MOU ขยายงานวิจัยสู่ระดับนานาชาติ

“สวนนงนุชพัทยา สร้างประวัติศาสตร์ องค์กรเอกชนไทยแห่งแรก จับมือสวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติของจีน ยกระดับการอนุรักษ์พันธุ์พืชสู่เวทีโลก”

สวนนงนุชพัทยาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการพฤกษศาสตร์ไทย ด้วยการเป็น องค์กรเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย ที่ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ China National Botanical Garden (North Garden) สวนพฤกษศาสตร์แห่งชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาทรัพยากรทางพฤกษศาสตร์ในระดับนานาชาติ

พิธีลงนามจัดขึ้นในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมเฟื่องฟ้าระหว่าง นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และ Dr. Wei Yu รองผู้อำนวยการ China National Botanical Garden (North Garden) โดยมี คุณ Zhang Jie อุปทูตจีนประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน ทั้งสองฝ่ายกำหนดกรอบความร่วมมือเป็นระยะเวลา 5 ปี

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ของไทยเข้าสู่เวทีโลก ผ่านการบูรณาการศักยภาพของสององค์กรชั้นนำ โดย China National Botanical Garden (North Garden) มีความโดดเด่นด้านการวิจัย การอนุรักษ์พันธุ์พืช และการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ ขณะที่สวนนงนุชพัทยาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติจากการเป็นแหล่งรวบรวมปาล์มและปรงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงการอนุรักษ์พันธุ์พืชเขตร้อน พืชหายาก และทรัพยากรพันธุกรรมพืช

ภายหลังพิธีลงนาม นายกัมพล ตันสัจจา ได้นำคณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่ายร่วมปลูก ต้นซีเดรลา ฟิสซิลิส (Cedrela fissilis) ณ “สวนรุกขชาติ” บริเวณที่ราบเชิงเขาบันไดกฤษ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความร่วมมือด้านการอนุรักษ์และการวิจัยพันธุ์พืชระหว่างไทยและจีน โดยไม้ชนิดนี้เป็นไม้พื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ที่กำลังมีจำนวนลดลงในธรรมชาติจากการตัดไม้และการสูญเสียพื้นที่ป่า สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชที่มีคุณค่าของโลกให้คงอยู่สืบไป

FIBO มจธ. จับมือ UTCC!! ลงนาม MOU พัฒนาหุ่นยนต์และ AI ส่งเสริมการศึกษาและวิชาการ สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

FIBO มจธ. จับมือ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนากำลังคนด้าน Robotics และ AI ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์ (Robotics) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ในการลงนามครั้งนี้ FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุญย์ยง ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) ร่วมลงนามกับรองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบูรณาการองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรของทั้งสองสถาบันในการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนภารกิจร่วมกันของทั้งสองสถาบันในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อสร้างเยาวชนและกำลังคนที่มีศักยภาพทัดเทียมมาตรฐานสากล สนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นภายในงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดตัว UTCC AI Institute ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ ภายใต้แนวคิด "From Thai Business Knowledge to Thai Business AI" โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เพื่อเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาคธุรกิจและพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง FIBO มจธ. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศด้าน AI และ Robotics ของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย และการผลิตกำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1603816095088399&id=100063800723556&rdid=XPl0NjzGqc6b9KrV#

“บีโอไอ” ไฟเขียวลงทุนใหญ่!! อนุมัติ 9 โครงการ มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้าน ตั้งอนุกรรมการกลั่นกรอง Data Center ครอบคลุมอาหาร พลังงาน และดิจิทัล สร้างงานเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทย

บีโอไอ ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล้าน
ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุน 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 66,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล และพลังงานหมุนเวียน พร้อมตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” บูรณาการทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ มูลค่ารวม 66,320 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร ขนส่งทางอากาศ วัสดุอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) และพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สร้างงานที่มีคุณค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเห็นชอบการปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” ให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

อนุมัติลงทุน 9 โครงการ มูลค่า 66,320 ล้านบาท
บอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 9 โครงการ รวมมูลค่า 66,320 ล้านบาท ประกอบด้วย

-บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากสวิตเซอร์แลนด์ จะลงทุนผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) รองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ มูลค่าลงทุน 22,935 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวม 14,326 ล้านบาท เพื่อขยายกิจการขนส่งทางอากาศ โดยการเช่าเครื่องบินโดยสาร จำนวน 8 ลำ รองรับการให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

-บริษัท ดาต้าเซคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ Datasection Inc. ผู้นำด้านศูนย์ข้อมูลและเทคโนโลยี AI ของญี่ปุ่น จะลงทุนในกิจการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 7,831 ล้านบาท โดยจะติดตั้ง GPU Server สมรรถนะสูงในศูนย์ข้อมูลที่จังหวัดปทุมธานี และกรุงเทพฯ เพื่อรองรับบริการด้าน AI และธุรกิจดิจิทัล

-บริษัท ดูซาน อิเลคโทร-แมททีเรียลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ Doosan Corp. หนึ่งในแชโบลของเกาหลี และเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม Non-Flow Prepreg จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิต PCB มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

-บริษัท ไต้หวัน ยูเนี่ยน เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัตถุดิบสำหรับ PCB
ที่ใช้ใน AI Server และ Data Center จากไต้หวัน จะลงทุนผลิต Prepreg และ Copper Clad Laminate (CCL) มูลค่าลงทุน 6,300 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

-บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตผ้าใยแก้ว (Glass Fiber Fabric) รายใหญ่จากไต้หวัน จะลงทุนผลิตผ้าใยแก้วซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับ Copper Clad Laminate (CCL) ที่จะนำไปผลิตเป็น PCB ต่อไป มูลค่าลงทุน 3,310 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

-บริษัท ลมรักษ์ กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 120 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุนรวม 5,618 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี

เร่งกำหนดทิศทาง และกลั่นกรองโครงการ Data Center
นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและขยายอำนาจหน้าที่ของ “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน” เป็น “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ Data Center” โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน บีโอไอและสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นฝ่ายเลขานุการร่วม เพื่อให้ครอบคลุมถึงการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยจะพิจารณาอย่างรอบด้านในทุกมิติ ก่อนที่ผู้ลงทุนจะยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการลงทุน ซึ่งได้มีการประชุมไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเร่งด่วน 7 ด้าน ได้แก่ การกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่สำหรับ Data Center เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟเป็นการเฉพาะให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานอย่างเหมาะสม, การกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สอดคล้องกับแผนประเทศ, การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านกลไก Direct PPA, การจัดทำหลักเกณฑ์การวางหลักประกันการใช้ไฟฟ้า, การศึกษารูปแบบการจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูงโดยตรงแก่ Data Center รายใหญ่, การเร่งลงทุนโครงข่ายไฟฟ้า, และการจัดทำ Power & Water Map เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม "บีโอไอให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมปัจจัยรองรับ

การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีแนวโน้มจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พลังงานและน้ำในอัตราสูงตามไปด้วย ภาครัฐจึงจำเป็นต้องร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสม ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top