Sunday, 6 September 2026
News

เชียร์ไทยอย่างมีสไตล์ SIRIVANNAVARI สินค้าคอลเลกชันพิเศษ CheerTeamThai เติมพลังใจให้นักกีฬาไทยก่อนลุยศึกที่ญี่ปุ่น เริ่มจำหน่าย 11 ก.ย. 69 นี้ ที่สยามพารากอน รายได้ส่วนหนึ่งหนุนพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI เปิดตัวคอลเลกชันเฉพาะกิจ #CheerTeamThai เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย ผ่านหมวกและเสื้อกีฬา ที่ถ่ายทอดคาแรกเตอร์เดียวกับชุดพิธีการของนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม

สำหรับคอลเลกชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าดอนกอย ผูกหาง ราคา 2,900 บาท (มีจำนวนจำกัด และจำกัดการซื้อ 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน)

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ผูกหาง ราคา 1,900 บาท

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ราคา 1,200 บาท

· เสื้อกีฬา CheerTeamThai ราคา 1,500 บาท

โดยคอลเลกชัน #CheerTeamThai จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ใน วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 สยามพารากอน (เซาท์โซน) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย จะนำไปสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิก โดย คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพและพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI ชวนคนไทยมาร่วมสร้างความภาคภูมิใจ และส่งเสียงเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 และเอเชี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2569 ผ่านแฮชแท็ก #CHEERTEAMTHAI #SIRIVANNAVARI เพราะทุกเสียงเชียร์คือพลังที่ส่งต่อถึงนักกีฬาไทย และทุกก้าวสู่ชัยชนะ คือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10384486

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย

จากความหวังสู่ความเสียใจ ‘จอนนี่ มือปราบ’ เสียใจหนัก หลัง ‘ครูอำนาจ’ กลับไปดื่มอีกครั้ง เผยครอบครัวทำเต็มที่แล้ว ทุ่มเท 3 เดือนดึงลูกขึ้นจากโคลน วางแผนเต็มที่ดูแลใกล้ชิดทุกอย่าง แต่ไม่ผ่านบททดสอบใจกลับไปเมา

โพสต์ล่าสุด จากพี่จอนนี่ มือปราบ

ผมตื่นเช้ามา ทราบข่าวครูอำนาจกลับไปเมา แล้วหลุด  ผมกับลูกโคตรเสียใจมากๆครับ

ความรู้สึกผมดิ่งลงสุดๆเลยตอนนี้ ลูกชายผมถึงกับร้องไห้

3เดือน ที่ผมดึงขึ้นจากโคลน มาบำบัดรักษา ดูแล ช่วยเหลือ ตามใจเอาใจทุกอย่าง วางแผนการทุกอย่าง หลอกล่อทุกอย่าง เพื่อจะให้เขาได้ทานยา ให้เขาได้ไปอบสมุนไพร ให้เขาได้วิ่งออกกำลังกาย คือเขาขออะไร พูดอะไร ผมตามใจตลอด

ยอมเสียสละ ให้ลูกชายมาตื่นแต่เช้าวิ่งเป็นเพื่อน ในฐานะลูกศิษย์ เพื่อที่จะยกย่องเขาเป็นครูอีก

3เดือนอยู่กับผม เชื่อฟังผม มาโดยตลอด น่ารักสุดๆ จนมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น เป็นครูที่มีลูกศิษย์รักมากมาย

มาถึงวันที่เขาขอลากลับ ผมก็ถือเป็นบททดสอบจิตใจ ว่าจะผ่านบททดสอบนี้ได้หรือไม่ หากผ่าน การลงทุนสร้างยิมส์หลายล้านบาท ที่จะลงทุนให้เขาได้สอนมวย มีรายได้มั่นคง ผมคงจะลงทุนแบบไม่ต้องมีความกังวล จึงปล่อยเขากลับไป เป็นอีกแผนการวัดใจ!!

ผลปรากฏ “เขาไม่ผ่านบททดสอบ” เขาทำให้ผมผิดหวังสุดๆ  และเสียใจมากๆ

แปลกสุดๆ ไม่ถึง24ชั่วโมงไม่ทันข้ามวันเลย เขาหลุดขนาดนั้น

“ผมกราบขอโทษไปยังสังคมครับ ผม ลูกชายผม ภรรยาผม พวกเราได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว เต็มที่ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งครอบครัวๆหนึ่ง จะดึงมือคนที่จมโคลน ลุกขึ้นมายืนได้”

ฝากพี่น้องชาวศรีราชา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยรักษาเขา ดูแลเขาแทนผมด้วยนะครับ

ผม ภรรยาผม ครอบครัวผม และลูกชายผม ยังคงรัก และคิดถึง เป็นห่วงเขามากๆ

3เดือนที่อยู่กับผม  ผมทำเต็มที่ที่สุดแล้ว ผมขอโทษสังคม ผมขอโทษพี่น้องชาวศรีราชาครับ

ผมขอโทษจากหัวใจ

เห็นหน้าลูก น้ำตาผมไหลเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/100063641362350/posts/1753329223465106/?rdid=RBwXtoBm23H8ZET7#

สื่อไทยกล่าวร้ายคนอิสราเอล!! อิสราเอลชี้แจงปมข่าวนักท่องเที่ยวในไทย ท่ามกลางกระแสวิจารณ์บนโซเชียล ปฏิเสธข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง จับตาท่าทีตำรวจ–รัฐบาล

ได้เวลาโต้กลับโซเชี่ยลไทยบ้างแล้ว ทูตอิสราเอลออกโรง เข้าพบตำรวจ ปมสื่อไทยรังแกอิสราเอล และปฏิเสททุกข้อกล่าวหา ไม่เป็นความจริง

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างกระแสสังคมไทยกับประเด็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติบางรายยังคงถูกจับตามอง หลังช่วงที่ผ่านมาเกิดข้อพิพาทหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลในพื้นที่ท่องเที่ยวของไทย จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายอิสราเอล โดยเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเข้าพบหน่วยงานตำรวจ เพื่อหารือเกี่ยวกับ ความปลอดภัยและการดูแลนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งข้อร้องเรียนจากคนไทยและการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สถานทูตอิสราเอลเคยออกมาชี้แจงกรณีข่าวนักท่องเที่ยวถูกกล่าวหาว่ารับประทานอาหารแล้วไม่จ่ายเงินในจังหวัดภูเก็ต ปฏิเสทว่าไม่ใช่อิสราเอล และหลายๆคลิปก็ไม่ใช่อิสราเอล
ประเด็นดังกล่าวยิ่งร้อนแรงขึ้น หลังมีกลุ่มเคลื่อนไหวของไทยออกมาประท้วงหน้าสถานทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน โดยกล่าวถึงข้อร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของชาวอิสราเอลบางราย รวมถึงประเด็นธุรกิจและการถือครองทรัพย์สินในประเทศไทย

เรื่องนี้จึงยังต้องจับตา ทั้งท่าทีของตำรวจ รัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และกระแสสังคมไทยต่อจากนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751414159383144/?rdid=RAOj3CWkY8oBLDhV#

ขอแสดงความเสียใจ 'คุณป้าแบ็คแพ็ค' เสียชีวิตแล้ว วันที่ 3 ก.ย. 69 นี้ แจ้งข่าวถึงเพื่อนและแฟนคลับ กำหนดการพิธีแจ้งภายหลัง

แจ้งข่าวการเสียชีวิตของคุณป้านะครับ

คุณป้าแบ็คแพ็คได้จากไปอย่างสงบเมื่อเข้า

วันที่ 3  กันยายน 2569

จึงขอแจ้งข่าวให้ทั้งเพื่อนคุณแม่ที่อยู่ในเพจนี้ และผู้คนที่ชื่นชมในคุณแม่ด้วยครับ

กำหนดการของพิธีจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606653620816788&id=100044164972969&post_id=100044164972969_1606653620816788&rdid=WiAmZDt4zoJG82Ry#

‘เอกนัฏ’ ลุยจัดระเบียบ Data Center !! ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันเกิน 1.5 แสนลิตร สั่งดำเนินคดีเด็ดขาดตามกฎหมาย เร่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจ-ไม่กระทบปชช.

“เอกนัฏ” เอาจริง! ลุยจัดระเบียบ Data Center ปูพรมตรวจทั่ว กทม. พบถังน้ำมันกว่า 1.5 แสนลิตรไร้ใบอนุญาต สั่งดำเนินคดี ย้ำต้องโตคู่เศรษฐกิจ-ไม่กระทบประชาชน

วันที่ 3 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาการควบคุมศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยยืนยันรัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบและจัดระเบียบอย่างจริงจัง หลังพบประเด็นการจัดเก็บน้ำมันปริมาณมากเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

นายเอกนัฏ เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพบถังเก็บน้ำมันความจุเกิน 150,000 ลิตรที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย พร้อมเตรียม ปูพรมตรวจสอบ Data Center ทุกแห่งในกรุงเทพฯ หากพบการดำเนินการโดยไม่มีใบอนุญาต จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มอง Data Center เพียงในมิติของการลงทุนหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และทรัพยากร โดยปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานาน 3-4 ปี และบางถังน้ำมันมีการติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2563 จึงจำเป็นต้องเร่งจัดระบบให้ชัดเจน

“หากนำน้ำมันมาปั่นไฟสำรองใช้ในพื้นที่ชุมชน กทม. ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องจัดระเบียบใหม่ ต้องตรวจสอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและไม่กระทบประชาชน พร้อมวางเกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและไฟที่เหมาะสม” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ ยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ระงับส่วนที่เกี่ยวข้องไว้ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่าการตรวจสอบ Data Center ทั้งระบบต้องใช้เวลา โดยคาดว่าจะอยู่ในระดับ “หลักเดือน” เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้านและรัดกุม

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้มีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งคณะกรรมการ Data Center โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ดูแลการจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้การพัฒนา Data Center เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม

นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า เรื่อง Data Center เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การขออนุญาตก่อสร้าง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรน้ำ จึงต้องบูรณาการการทำงานของหลายกระทรวง พร้อมกำชับว่า ตอนนี้ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้จริงจัง ระหว่างมีกฎหมายใหม่

โรงเรียนย้ำไม่ปกป้องคนผิด!! ปมครูถูกกล่าวหาลวนลามนักเรียน ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครูถูกย้ายช่วยราชการชั่วคราว คดีความรอดูเขตและตำรวจดำเนินการ

ย้ายครูโรงเรียนดังสงขลา ครูถูกกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียน รอเขตฯ ชี้ขาด

สงขลา - เกิดกรณีร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีนักเรียนหญิง 2 ราย กล่าวหาว่าถูกครูลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานว่าเกิดขึ้นภายในห้องเรียน ระหว่างที่มีการจัดสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเป็นพยานร่วม 30 คน

ภายหลังรับทราบเรื่อง ทางผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ครูใหญ่ได้เรียกนักเรียนผู้เสียหายมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามระเบียบราชการ
ขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการพิจารณาและตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวออกจากโรงเรียนไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน
ในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญา ขณะนี้ผู้ปกครองได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

โรงเรียนขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของบุคลากร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือภาพรวมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนให้ถึงที่สุด
ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แต่องค์กรที่ดีจะต้องไม่ปกป้องคนผิด และต้องยังคงรักษาความดีงามไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า "เกลือย่อมรักษาความเค็มฉันใด องค์กรที่ดีก็ย่อมรักษาความดีฉันนั้น"
ทั้งนี้ โรงเรียนจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และจะยึดประโยชน์และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

เวลานี้ควรรอสองภาคส่วน คือการพิจารณาของเขตพื้นที่การศึกษา และพนักงานสอบสวน แต่ไม่ควรลืมว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โรงเรียนยังคงรักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็มอยู่เสมอ

‘อรรถวิชช์’ จี้ส่งหลักฐานผลตรวจเหล็กตึก!! กมธ.การเงินฯ เรียก สมอ.–ปภ.–สตง. ชี้แจงหลักฐานตึก สตง.ถล่ม พบผลตรวจเหล็กบางส่วนตกมาตรฐาน ทวงคืนความเสียหายรัฐ

"อรรถวิชช์" ใช้กลไกกมธ.การเงินฯเรียกหลักฐานผลตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกถล่ม สตง. หลัง สตง.แจ้งว่าไม่เคยได้รับหลักฐาน

3 ก.ย.69 คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เข้าร่วมชี้แจงส่งหลักฐานผลการตรวจเหล็กและการก่อสร้างตึกสตง. ที่ถล่มเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568

สส.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการฯ ได้รับผลทดสอบเหล็กหลายชนิดที่ใช้ในตึก สตง. ที่ถล่มไป จาก สมอ. โดยพบว่ามีเหล็กข้ออ้อยประเภท IF บางส่วนตกมาตรฐาน โดยได้ขอให้ สตง. รับไปดำเนินการตรวจสอบเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป และให้ สตง.ติดตามบริษัทประกันภัยที่ผู้ก่อสร้างได้ทำประกันไว้ด้วย เนื่องจากมีค่าสินไหมทดแทนที่ สตง.และผู้เสียหายต้องได้รับ รวมถึง ท่านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รับเรื่องไปเพื่อติดตามผลทางวิชาการในการตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและการก่อสร้างเพื่อช่วย สตง.ในการติดตามเรียกร้องค่าเสียหายอีกด้วยทั้งนี้เวลาผ่านมาปีกว่าหลักฐานชุดนี้ไม่เคยอยู่ในมือสตง.เลย

ตนยืนยันว่าในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะทำเต็มที่ให้เงินของแผ่นดินถูกทวงคืนอย่างเป็นธรรม

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘วีระศักดิ์’ ชูเชียงใหม่สู่ Longevity Wellness Hub วิกฤตสุขภาพเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ใช้โมเดลน้ำตก 5 ชั้น ขยายเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

“วีระศักดิ์ "ชี้ วิกฤตสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ของคนทั่วโลก เป็นโอกาสมหาศาลในการผลักดัน “Longevity Wellness Hub Thailand” เผยเศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกระฉูดแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชูเชียงใหม่ “ที่พักพิงของโลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ปั้นโมเดล Sandbox เชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง กระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดสัมมนาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนเชิงสุขภาพ ประจำปี 2569 (Chiang Mai Longevity Summit 2026 : World Class Wellness Destination) ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการประชุม Chiang Mai Longevity Summit 2026 ครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” ชี้ทิศทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากการท่องเที่ยวแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุวัฒนะระดับโลก

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกกับโอกาสมูลค่ามหาศาล

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ ทั้งความเครียด (Burnout), สภาวะโดดเดี่ยว (Loneliness), รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความกังวล (Anxiety) ทำให้ความต้องการด้าน Wellbeing กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “Wellness เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (Luxury)” มาสู่ “การเป็นกระแสหลัก (Mainstream) และเป็นคุณค่าในชีวิต” เช่น เทรนด์การเล่นพิล้าทิส (Pilates), กลุ่มวิ่ง (Running Clubs), Sound Healing, Bathhouse และวัฒนธรรมการดื่มชา มัทฉะ หรือ Coffee Rave

​ส่งผลให้ เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Global Wellness Economy) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 สู่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยตั้งเป้าโตต่อเนื่องถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล

โมเดล “น้ำตก 5 ชั้น”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย (Thailand Brand) ในสายตาโลกคือ Hospitality (มิตรภาพการต้อนรับ), Gentleness (ความนุ่มนวล), Healing (การการเยียวยา), Cuisine (อาหาร), Spirituality (สัจธรรม/จิตวิญญาณ) และ Warmth (ความอบอุ่น) ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและบริการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน โมเดลน้ำตก 5 ชั้น กล่าวคือ (Cascade Model) ที่ดึงคุณค่าจากบนลงล่างให้เกิดประโยชน์กระจายทั่วถึง ตั้งแต่ 1.Local Economy เศรษฐกิจฐานรากชุมชน เกษตรกร อาหารพื้นถิ่น 2.Tourism Economy การท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3.Visitor Economy คุณค่าจากผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม 4.Experience Economy ธุรกิจสร้างสรรค์และประสบการณ์ 5.Service Economy เศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ชู เชียงใหม่ “ที่พักพิง” ของโลก

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม (1960–1980) อุตสาหกรรม (1980–1997) และยุคท่องเที่ยวบูม (1997–2015) แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Wellness Boom (2025+) ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare), สมุนไพรไทย, และเทคโนโลยีสุขภาพ​

เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่จัดสัมมนาเรื่อง Longevity ที่จะสามารถยกระดับสู่ Longevity Economy ในอนาคต ขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมาก โดยต้องเปลี่ยนผ่านจากบทบาทการเป็นเพียง “ที่พักผ่อน (Tourism Economy)” ที่เน้นการเที่ยวชมธรรมชาติและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่ “ที่พักพิง (Wellness Economy)” ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพ การบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised & Tailored) และการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน (Transformation)

Sandbox เชียงใหม่-ภาคเหนือ 6 ล้านล้าน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายภาพใหญ่ระดับประเทศภายในปี 2578 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม (Visitor Economy) ขยับขึ้นจาก 3 ล้านล้านบาท สู่ 6 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันการจ้างงานในกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เติบโตถึง 4–5.2 ล้านตำแหน่ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเสนอแนวคิดใช้พื้นที่เมืองรองและพื้นที่เชื่อมโยงในภาคเหนือเป็น Sandbox ต้นแบบในการพัฒนา เช่น เชียงราย และกว๊านพะเยา นำมาจับคู่ทำงานร่วมกับเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ เพื่อกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ Longevity Wellness Hub ให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top