Sunday, 6 September 2026
News

‘อรรถวิชช์’ ยื่นผลตรวจเหล็ก!! ถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบตึกถล่มให้โปร่งใส ชี้ผลตรวจพบเหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ถูกตั้งคำถามปฏิเสธตรวจเอกสารเหล็กเพราะไม่ใช่การเงิน

“อรรถวิชช์” ยื่นผลตรวจเหล็กตกมาตรฐานถึงผู้ว่า สตง. จี้ตรวจสอบอย่างโปร่งใส ซัด! ใช้งบปีละกว่า 3 พันล้าน แต่ปฏิเสธตรวจเอกสารเพราะไม่ใช่เอกสารการเงิน 

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในที่ประชุมสภาฯ ตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปีของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมเรียกร้องให้ สตง.ตรวจสอบความคุ้มค่าโครงการก่อสร้างอาคาร สตง.ที่ถล่มเมื่อเดือน มี.ค. 2568 หลังคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน ได้ทำหนังสือถึง สตง. เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ขอผลตรวจเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งส่งตรวจโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (สลท.) แต่ได้รับคำตอบจากนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่า “ไม่ใช่เอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบการเงิน จึงไม่มีอำนาจขอเอกสารดังกล่าว”

ขณะที่ผลการตรวจเหล็กจากการเก็บตัวอย่าง 2 ครั้ง พบว่า เหล็ก EF ผ่านมาตรฐาน แต่เหล็ก IF ไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่ง ดร.อรรถวิชช์ ย้ำว่า “ไม่ได้หมายความว่าเหล็ก IF ทุกเส้นไม่ได้มาตรฐาน แต่กรณีที่ใช้ในโครงการ สตง. มีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐแล้วว่าไม่ผ่านมาตรฐาน”

อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหล็กเป็นสาเหตุของอาคารถล่มหรือไม่ แต่เมื่อมีผลตรวจจากหน่วยงานรัฐระบุว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน สตง.ควรนำข้อมูลดังกล่าวไปตรวจสอบต่อ และพิจารณาเรียกร้องความเสียหายจากคู่สัญญา เนื่องจากเงื่อนไขการจัดซื้อกำหนดให้เหล็กต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) หากตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่าไม่ผ่านมาตรฐาน ย่อมเป็นประเด็นที่ สตง.ต้องดำเนินการ

ด้านนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ชี้แจงกรณีตึก สตง.ถล่มเมื่อปี 2568 ว่า สตง.ได้ทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างตึกดังกล่าวแล้ว แต่ได้รับการชี้แจงว่า เอกสารอยู่ในสำนวนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงไม่สามารถมอบให้บุคคลอื่นได้ ส่งผลให้ สตง.ไม่มีข้อมูลดังกล่าว และไม่สามารถส่งเอกสารตามที่คณะกรรมาธิการฯ ร้องขอได้ โดยพร้อมยินดีรับมอบเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากกระทรวงอุตสาหกรรมที่ ดร.อรรถวิชช์ นำมาให้ เพื่อนำไปประกอบการตรวจสอบของ สตง.ต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ดร.อรรถวิชช์ ได้เดินไปยังหน้าบัลลังก์ในห้องประชุมสภาฯ เพื่อยื่นเอกสารผลการตรวจสอบเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุอาคาร สตง.ถล่ม ซึ่งเก็บตัวอย่างเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2568 ถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อประกอบการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องโปร่งใสในการดำเนินการของ สตง.

“สวนนงนุชพัทยา” เปิดให้คนเกิดกันยายนเข้าฟรี! วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ พร้อมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ เด็ก ผู้สูงอายุ เข้าชมฟรีทุกวัน เปิดเมืองอียิปต์ สวนกว่า 60 แห่ง

“วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” สวนนงนุชพัทยามอบความสุข คนเกิดเดือนกันยายนเที่ยวฟรี

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ชวนครอบครัวไทยออกมาสร้างความทรงจำร่วมกันในเดือนแห่งความสุข จัดโปรโมชั่นพิเศษ “วันเกิดปีนี้ ให้ธรรมชาติเป็นของขวัญ” มอบสิทธิ์ เข้าชมสวนนงนุชพัทยาฟรี สำหรับคนไทยที่เกิดในเดือนกันยายน พร้อมสิทธิพิเศษ เข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โปรโมชั่นดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่1-30 กันยายน 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิดแก่เจ้าหน้าที่บริเวณจุดจำหน่ายบัตรผ่านประตู ก็สามารถรับบัตรผ่านประตูฟรี สิทธิพิเศษอื่นเด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร(ที่เดินทางมากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าชมฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าชมฟรีตลอดทั้งปีโดยไม่มีเงื่อนไข

อีกหนึ่งประสบการณ์สำหรับครอบครัวคือ พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ แหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีอายุหลายร้อยปี ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และเด็ก ๆ สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น

บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ สวนนงนุชพัทยามอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสำหรับทุกวัย ทั้งสวนสวยมากกว่า 60 สวน รวบรวมพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลกกว่า 18,000 ชนิด หุบเขาไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว ล่าสุดสร้างเมืองอียิปต์ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว อาทิ ให้อาหารปลาช่อนยักษ์ คาเฟ่แมว ให้อาหารเนื้อทราย และนั่งรถชมสวน พร้อมชม “นงนุชโชว์” การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงน้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบเติมเต็มหนึ่งวันของครอบครัวให้มีทั้งธรรมชาติ ความสนุก การเรียนรู้ และวัฒนธรรมไทยอยู่ในสถานที่เดียวกัน เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติม: www.nongnoochpattaya.com

นักกรีฑาสูงวัยไทยสุดแกร่ง!! ‘ตาสว่าง’ ผงาดทองโลก รุ่น 100 ปีขึ้นไป พร้อมทำสถิติใหม่ ขว้างจักร 7.59 เมตร คว้าแชมป์โลกที่เกาหลีใต้

การแข่งขันกรีฑาผู้สูงอายุชิงแชมป์โลก 2026 World Masters Athletics Championships Daegu ที่เมืองแทกู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม-3 กันยายน 2569 ซึ่งการแข่งขันรายการนี้มีทัพนักกรีฑาผู้สูงอายุของไทยลงชิงชัยทั้งสิ้น 48 คน ซึ่งขณะนี้ทัพนักกรีฑาไทยทำผลงานคว้าไปแล้ว 2 เหรียญทองจาก”ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก และ สายเนตร ศรีสมพงษ์ และ 2 เหรียญทองแดงจากได้จาก ศิริพรรณ จันทร์พรามหณ์ และ ณัฐพล นามกันหา และเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69 เป็นวันที่ 5 ของการชิงชัย มีนักกีฬาไทยลงแข่งขันกันหลายรายการ

แต่อีเว้นต์ที่เป็นไฮไลน์และได้รับความสนใจจากคนเกาหลีใต้นักกีฬาชาติอื่นๆ มากที่สุดคือ ขว้างจักร รุ่นอายุ 95 ปีชาย ที่มี ตาสว่าง จันทร์พราหมณ์ นักกรีฑาที่มีอายุมากที่สุดในโลกย่าง 107 ปีลงชิงชัย

สำหรับการแข่งขันในชิงแชมป์โลก 2026 รุ่นอายุที่ ตาสว่าง ลงแข่งคือ 100 ปี แต่เนื่องจากมี ตาสว่าง เพียงแค่คนเดียวที่ลงแข่งขัน และหากตาสว่าง ปฏิบัติตามกติกาการแข่งขันได้อย่างถูกต้อง ก็จะได้รับเหรียญทองไปครอง โดย ตาสว่าง ใช้จักรที่มีน้ำหนัก 1 กก.เท่ากับนักกีฬาคนอื่นๆ โดยตาสว่าง ทำสถิติดีที่สุดคือ 7.59 เมตร ทำลายสถิติโลกของตัวเองในรุ่นอายุ 100 ปีขึ้นไป โดยของเดิมที่ ตาสว่าง ทำไว้คือ 7.50 เมตร จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ไต้หวัน 2025 คว้าเหรียญทองแรกให้กับตัวเอง โดยตาสว่าง จะมีโปรแกรมแข่งขันอีกครั้งในวันที่ 29 ส.ค. 69 ในประเภทพุ่งแหลน

หลังจากเสร็จสิ้นการแข่งขัน มร. ชูคยองโฮ นายกเทศมนตรีเมืองแดกู ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขัน จะจัดพิธีมอบรางวัลพิเศษสำหรับนักกีฬาที่มีอายุมากที่สุด ให้แก่คุณตาในวันที่ 29 สิงหาคม 2569

นอกจากตาสว่าง ที่สามารถคว้าเหรียยญทองมาครองได้แล้ว “ป้าปาน” สมสง่า บุญนอก ที่เพิ่งผงาดคว้าแชมป์โลกวิ่งข้ามรั้ว 80 เมตรรุ่นอายุ 70-74 ปี พร้อมทำลายสถิติโลก ลงสนามแข่งในรายการกระโดดไกล อีเว้นต์นี้ “ป้าปาน” กระโดดทำสถิติขับเคี่ยวมากับ ไรจา ฮิลเดน จากฟินแลนด์ และปรากฏว่า เมื่อกระโดดครบ 6 ครั้ง สถิติที่ดีที่สุดของ “ป้าปาน”คือ 3.64 เมตร พ่ายให้กับ ไรจา ไปเพียงแค่ 0.04 เมตรเท่านั้น ส่งผลให้ ป้าปาน คว้าเหรียญเงินมาครอง ด้วยสถิติ 3.64 เมตร ในขณะที่ ไรจา คว้าแชมป์โลกมาครองด้วยสถิติ 3.68 เมตร ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ซู เยโอแมนส์ (เยอรมนี) 3.21 เมตร

ส่วนการแข่งขันกระโดดสูง รุ่นอายุ 55-59 ปีชาย ไทยส่ง สมนึก วงศ์สมิง ลงชิงชัย กับนักกีฬาอีก 8 คน ปรากกฏว่า สมนึก กระโดดได้ 1.60 เมตร คว้าอันดับ 2 มาครอง โดยแชมป์ตกเป็นของ แมทเทียส ซันเนบอร์น จากสวีเดน สถิติ 1.65 เมตร และอันดับ 3 ตกเป็นของ จาอูเม วิลา (สเปน) 1.60 เมตร (ไทยได้อันดับ 2 เนื่องจากอายุมากกว่าอันดับ3)

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10377113

‘รศ. ดร.สุรศักดิ์’ นักวิชาการ มธ. ชี้ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ ปรับเกณฑ์ BOI คุมดาต้าเซ็นเตอร์ น้ำ-ไฟ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เร่งกำหนดนโยบายชัดเจน ปัจจุบันกฎหมายยังคลุมเครือเสี่ยงผลกระทบพลังงาน ต้องปรับกฎ EIA-โรงงานให้สอดคล้องธุรกิจใหม่

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ - ไฟฟ้า - สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย - แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน - ความคุ้มค่า - ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รศ. ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

ไทยเจ้าภาพ Gastech 2026 เวทีพลังงานโลก!! ดึงผู้ร่วมงานกว่า 50,000 รายจาก 150 ประเทศ เตรียมรับผู้นำพลังงานโลก Gastech 2026 ชู LNG ไฮโดรเจน AI และระบบไฟฟ้าอนาคต จัดงาน 14-17 ก.ย. 69 ที่ไบเทค

“กระทรวงพลังงาน-ดีเอ็มจี อีเว้นท์” เตรียมเปิดฉาก “Gastech 2026” มหกรรมพลังงานครั้งยิ่งใหญ่
ดึงผู้บริหาร C-Level ทั่วโลกปลุกกรุงเทพฯ หนุนคลื่นดีมานด์–การลงทุนระดับภูมิภาค ดีเดย์ 14 ก.ย. นี้

Gastech 2026 งานประชุมและนิทรรศการด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน เตรียมจัดใหญ่ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ รับการเติบโตของดีมานด์พลังงานในเอเชีย

พบไฮไลต์สำคัญ อาทิ โปรแกรมการประชุมและสัมมนา ฟอรัมผู้กำกับดูแลด้านพลังงานระดับโลก การจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเปิดตัว “Electrification Conference Programme” และ “AixEnergy” แพลตฟอร์มใหม่รองรับโจทย์ล่าสุดในโลกพลังงาน

คาดดึงผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 ราย จากกว่า 150 ประเทศ ต่อยอดโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจการลงทุน และการพัฒนาโครงการพลังงานระดับนานาชาติ

กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กระทรวงพลังงาน (พน.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ บริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ พร้อมพันธมิตรผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานโลก เตรียมจัดงาน “Gastech 2026” งานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ ไฮโดรเจน การเดินเรือและอุตสาหกรรมทางทะเล ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานโลกในการขยายความร่วมมือ เร่งการลงทุน และผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบพลังงานให้มีความมั่นคง เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และยั่งยืน พร้อมรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางพลังงานสำคัญของโลก จากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI นำมาสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่า ในปี 2567 การเติบโตของดีมานด์พลังงานทั่วโลกกว่า 80% มาจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกขยายตัว 4.3% และการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 108 ล้านล้านบาท

จากแนวโน้มดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้เตรียมเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 เวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ค้าพลังงาน และผู้ประกอบการสาธารณูปโภคจากทั่วโลก เพื่อร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาระบบพลังงานให้รองรับดีมานด์ล่าสุด ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรุงเทพมหานครถือเป็นจุดหมายการจัดงานที่ตอบโจทย์การรวมตัวครั้งสำคัญของผู้นำพลังงานโลก ด้วยทำเลเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน LNG ระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยการจัดงาน Gastech ในปีนี้มีวิทยากรกว่า 800 ราย การประชุมกว่า 200 รายการ และ 18 โปรแกรมเฉพาะทาง ที่จะร่วมเจาะลึกระบบพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุนที่จำเป็นสำหรับอนาคต

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเอเชีย การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างพันธมิตรระยะยาว จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประชากรหลายพันล้านคนทั่วภูมิภาค โดย Gastech 2026 จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมผู้นำด้านพลังงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางระบบพลังงานแห่งอนาคต อันเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของเอเชียในระยะยาว”

ภายในงาน Gastech ประกอบด้วยการจัดการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Conference) โดยมีรัฐมนตรีด้านพลังงาน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและพิจารณานโยบาย ความร่วมมือ และกรอบการลงทุนที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการเติบโตในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงทางพลังงาน การกระจายแหล่งอุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านกฎระเบียบ ไปจนถึงบทบาทของพลังงานในการขับเคลื่อนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา-กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ Gastech ยังรวมตัวผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจพลังงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนาระดับผู้นำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ซับซ้อน นำโดย ดร. นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ดร. คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากองค์กรพลังงานชั้นนำระดับโลก อาทิ ปิโตรนาส, INPEX, Woodside Energy, ExxonMobil, Chevron Global Gas ฯลฯ

หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของการจัดงานปีนี้คือ Electrification Strategic Conference Programme หรือการประชุมเชิงยุทธศาสตร์ด้านระบบไฟฟ้า ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเจาะลึกเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวทางการลงทุนที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สนับสนุนความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI ผ่านการนำเสนอแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ยังมีการจัด Global Energy Regulators Forum ที่รวบรวมหน่วยงานกำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางการพัฒนากรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ซึ่งจะเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เร่งการพัฒนานวัตกรรม และสนับสนุนให้ระบบพลังงานมีความมั่นคง เชื่อถือได้ และเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ Japan Energy Programme จะเจาะลึกการปรับยุทธศาสตร์ LNG ของญี่ปุ่น แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า และประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนผลกระทบต่อทิศทางของตลาดพลังงานในเอเชียและตลาดโลก

พร้อมกันนี้ ในปีนี้ยังมีการเปิดตัว AixEnergy อีกหนึ่งแพลตฟอร์มใหม่ซึ่งจัดขึ้นควบคู่กับ Gastech การรวมตัวของผู้นำจากภาคพลังงาน เทคโนโลยี และการลงทุน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและเจาะลึกโอกาสสำคัญ จากเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง AI และภาคพลังงาน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพลังงานเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และประสิทธิผลในการดำเนินงานของระบบพลังงาน

Gastech 2026 ยังเปิดพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำทั่วโลก ซึ่งจะเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้จัดหาพลังงาน ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยีจากนานาประเทศ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถต่อยอดการหารือเชิงยุทธศาสตร์สู่โอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การรวมตัวของทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่พลังงาน จะช่วยต่อยอดการหารือสู่ข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม โดยสะท้อนจากความสำเร็จของการจัดงาน Gastech 2025 ในปีก่อนหน้า ซึ่งสนับสนุนการเกิดข้อตกลงทางธุรกิจและการลงทุนมูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมพลังงานโลก

สำหรับการจัดงานในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ในฐานะพันธมิตรด้านการจัดงาน Chevron, ExxonMobil และ Shell ในฐานะผู้ร่วมจัดงาน (Co-hosts) โดยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เป็นพันธมิตรระดับประเทศ พร้อมด้วย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (RATCH) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมเป็นผู้สนับสนุนระดับประเทศ

นายคริสโตเฟอร์ ฮัดสัน ประธานบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ กล่าวว่า “ทิศทางของตลาดพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมในเอเชียและทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างทั้งความต้องการและรูปแบบการใช้พลังงานใหม่ ๆ Gastech จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคพลังงาน เทคโนโลยี สาธารณูปโภค และการลงทุน ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน เพื่อผลักดันการหารือไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง ด้วยศักยภาพของภูมิภาคที่มีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรุงเทพฯ จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการหารือเพื่อขับเคลื่อนประเด็นพลังงานของภูมิภาคในครั้งนี้”

ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน และลงทะเบียนสำหรับผู้ชมเข้างานและสื่อมวลชนได้ทางเว็บไซต์ www.gastechevent.com

นักท่องเที่ยวอิสราเอลแห่บินภูเก็ต!! นทท.อิสราเอลโต52%ปี69 ยอดเดินทางทะลุ1,200%เทียบโควิด มีสายการบินตรง2สายจากอิสราเอล บินสม่ำเสมอเกือบทุกสัปดาห์

แห่บินภูเก็ต นทท.อิสราเอล ก.ค.69 พุ่ง 52% สูงทะยาน 1,200% บวกทะลุ!

ยุคก่อนโควิด เป็นกลุ่มนทท.ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นมาก เป็นตลาดนทท.ที่น่าจับตามอง เพราะโตสูงสุดกว่านทท.จากประเทศอื่นๆ ปัจจุบัน มีสายการบินของอิสราเอล ที่บินตรงมายังเกาะภูเก็ต 2 สายการบิน คือ แอลอัล อิสราเอลแอร์ไลน์ (El Al Israel Airlines) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติ และสายการบินหลักของประเทศอิสราเอล และ อาร์เคีย อิสราเอล แอร์ไลน์ส (Arkia Israeli Airlines) เป็นสายการบินพาณิชย์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศอิสราเอล บินตรงมายังภูเก็ต ในทุกๆ ประมาณ 4 วัน/สัปดาห์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1410954267822078&id=100067225537993&rdid=mHlHf75fQP9vdty5#

AIA จับมืออาสาสมัครกาชาด!! ถักบอลบีบมือส่งต่อสุขภาพดีให้ผู้สูงอายุ 100 ชุด ส่งเสริมสุขภาพมือผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เสริมสร้างกล้ามมือและกำลังใจ สะท้อนน้ำใจและพลังจิตอาสา

อาสาสมัครกาชาดร่วมถักทอความห่วงใย ส่งต่อบอลบีบมือเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 บริษัท AIA ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด จัดกิจกรรม “AIA Caring Hands for Healthy Aging” ภายใต้แคมเปญ “ถักทอความห่วงใย ส่งต่อสุขภาพดีสู่ผู้สูงอายุ” โดยมีอาสาสมัครกาชาดจำนวน 30 คน โดยร่วมกันถักไหมพรมเป็นบอลบีบมือสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการบริหารกล้ามเนื้อมือและการดูแลสุขภาพ
ณ อาคารกิจกรรมอาสาสมัครสภากาชาดไทย
ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อาสาสมัครกาชาดได้ร่วมแรงร่วมใจกันถักบอลบีบมือด้วยความตั้งใจ จำนวน 100 ชุด ชุดละ 2 ลูก เพื่อนำส่งให้บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด สำหรับให้พนักงานจิตอาสาร่วมบรรจุถั่วแดงภายในบอลบีบมือ ก่อนส่งมอบแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้และจิตอาสาที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยทุกฝีเข็มที่ถักทอขึ้น ไม่เพียงเป็นอุปกรณ์ส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความห่วงใย ความปรารถนาดี และน้ำใจที่ส่งต่อจากผู้ให้สู่ผู้รับ สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุได้อย่างอบอุ่นและยั่งยืน

Easy Money Group มอบทุน สร้างโอกาสแก่นักศึกษาจำนวน 10 ทุน ร่วมมือ RMUTT เสริมศักยภาพเยาวชน หวังเป็นกำลังสำคัญแก่สังคมไทย พิธีมอบทุนจัดเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

Easy Money Group มอบทุนการศึกษา ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

คุณสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร และคุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาโดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 10 ทุน ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) ภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัทฯ และมหาวิทยาลัย มุ่งหวังเสริมสร้างศักยภาพและเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่เยาวชน ได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างประโยชน์แก่สังคมในอนาคต โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลี จัตุรัส รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

ดีพร้อมเดินหน้า 4 แนวทาง ยกระดับสื่อสารรัฐ!! คว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media ยกระดับสื่อสารออนไลน์ หลังติด Top 50 หน่วยงานรัฐเด่นบนโซเชียล ได้รับเกียรติจากเวที Thailand Social Government Awards 1 ใน 50 หน่วยงานชั้นนำจากกว่า 300

“ดีพร้อม” คว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media

เดินหน้า 4 แนวทาง ยกระดับสื่อสาร ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล บริการ และโอกาสได้ง่ายขึ้น

 กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับการสื่อสารภาครัฐในยุคดิจิทัล มุ่งสร้างการรับรู้สู่ความเข้าใจและการใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมวาง 4 แนวทาง “ตรงกลุ่ม ตรงข้อมูล ตรงช่องทาง และรับฟังและปรับปรุง” เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์ และบริการของดีพร้อมได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ตอกย้ำแนวทางการสื่อสารที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ หลังได้รับรางวัล “Outstanding Government Entity on Social Media” จากเวที “Thailand Social Government Awards” ในฐานะ 1 ใน Top 50 องค์กรภาครัฐ จากกว่า 300 หน่วยงานทั่วประเทศ

 นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ทำให้การสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐต้องปรับจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ โครงการสนับสนุน และบริการภาครัฐ ซึ่งต้องนำเสนออย่างถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริง ดีพร้อมจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ โดยวางแนวทางการสื่อสารให้ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตรงประเด็น และเหมาะสมกับแต่ละช่องทาง ควบคู่กับการสื่อสารอย่างต่อเนื่องและการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนมาวิเคราะห์และปรับปรุงเนื้อหา รูปแบบ และช่องทางการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสารมากยิ่งขึ้น

 “การสื่อสารภาครัฐในวันนี้ไม่ใช่เพียงการบอกว่าเราทำอะไร แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ดีพร้อมจึงมองการสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกประเด็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การเลือกช่องทาง ไปจนถึงการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสื่อสารสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยแนวทางดังกล่าวได้รับการสะท้อนผ่านการที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ได้รับรางวัล “Outstanding Government Entity on Social Media” ในงาน “Thailand Social Government Awards” โดยเป็น 1 ใน Top 50 องค์กรภาครัฐ จากกว่า 300 หน่วยงานทั่วประเทศ ที่ได้รับการยกย่องด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ และเป็นครั้งแรกที่มีการพัฒนาเกณฑ์การวัดผลการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐบนสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ความไว้วางใจของสาธารณะที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐ”

 สำหรับการประเมินรางวัลดังกล่าว พิจารณาประสิทธิภาพการสื่อสารผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Relevance ความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกับพันธกิจของหน่วยงาน Consistency ความสม่ำเสมอในการสื่อสาร และ Responsiveness การตอบสนองต่อประชาชน โดยมีการเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลักของหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 และนำปัจจัยสำคัญกว่า 50 ด้านมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการสื่อสารของแต่ละหน่วยงานอย่างรอบด้าน

 นายพลาวุธ กล่าวต่อว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นทั้งการสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการสื่อสารของดีพร้อม และเป็นโอกาสสำคัญในการนำผลประเมินมาพัฒนาการสื่อสารในระยะต่อไป ซึ่งดีพร้อมจะเดินหน้ายกระดับระบบการสื่อสารผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “ตรงกลุ่ม” วิเคราะห์ความต้องการของผู้รับสารแต่ละกลุ่ม “ตรงข้อมูล” จัดระบบข้อมูลให้ชัดเจน ค้นหาและทำความเข้าใจได้ง่าย “ตรงช่องทาง” เลือกช่องทางและรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้รับสาร และ “รับฟังและปรับปรุง” นำความคิดเห็นและข้อมูลจากการสื่อสารมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้เข้าถึงข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์ และบริการของดีพร้อมได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือทำให้ประชาชนไม่เพียงรับรู้ข้อมูล แต่สามารถค้นหา เข้าใจ และนำข้อมูลไปใช้ได้จริง พร้อมมีช่องทางให้สะท้อนความคิดเห็นกลับมายังกรมฯ เพื่อให้การสื่อสารตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

‘สิทธิชัย’ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน ชูกรอบ T-I-S เสนอ 4 มิติยกระดับตลาดหุ้นกู้ ฟื้นความเชื่อมั่นด้วยกลไกเชิงรุก ปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ วุฒิสภาเห็นชอบพร้อมเดินหน้า

สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภา ชูแนวทางยกระดับตลาดหุ้นกู้ไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วยกรอบ T-I-S

รัฐสภาฯ — นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน และธุรกิจประกันภัย ได้เข้าเสนอผลการศึกษาต่อวุฒิสภา เพื่อถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันมิใช่เพียงปัญหาการขาดสภาพคล่องเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) คณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายใต้คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของตลาดหุ้นกู้ไทยต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของบริษัทผู้ออกตราสารเป็นรายกรณี แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างยั่งยืน

เสนอ 4 มิติ ยกระดับ กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ ก่อนออกหุ้นกู้
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบทบาทของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเอกสารในเชิงพิธีการไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงสาระอย่างแท้จริง
ข้อเสนอครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูลและฐานะทางการเงินอย่างละเอียด การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดและสถานการณ์จำลอง รวมถึงการตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม

นายสิทธิชัยเสนอให้บทบาทของผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ไปสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์คุณภาพของตลาดทุน” ที่สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่ตลาดโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ

จากการเฝ้าระวัง สู่การป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่ม High-Yield Bond จาก ที่เน้นการติดตามอัตราส่วนทางการเงิน ไปสู่ระบบเชิงรุกที่สามารถป้องกันการดำเนินธุรกรรมบางประเภทเมื่อฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารยังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ตัวอย่างข้อเสนอ ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้เพิ่มเติม และการจำกัดการจ่ายเงินออกจากกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของบริษัทถูกนำออกไปในช่วงที่ฐานะทางการเงินมีความเปราะบาง
รับมือ ความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ ก่อนเกิดปัญหาผิดนัด

สำหรับความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ หรือ Roll-over Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกหุ้นกู้จำเป็นต้องออกตราสารชุดใหม่เพื่อนำเงินมาชำระตราสารชุดเดิมที่ครบกำหนด นายสิทธิชัยเสนอให้มีระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งเงินและแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงไม่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน และสามารถติดตามสถานะการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

คุ้มครองผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ในด้านกระบวนการเสนอขาย นายสิทธิชัย เสนอให้การคุ้มครองผู้ลงทุนเริ่มตั้งแต่ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยผู้จัดจำหน่ายควรวิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพกระแสเงินสด ประวัติการบริหารจัดการ และความเหมาะสมของตราสารกับกลุ่มผู้ลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการขายควรให้ความสำคัญกับ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYC) การประเมินความเหมาะสม ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “การคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว”

เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้
ในมิติด้านกฎหมาย มีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กำหนดให้คำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Automatic Stay ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม

ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยด้วยกรอบ T-I-S
ข้อเสนอทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ T-I-S Framework ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Trust – ความเชื่อมั่น มุ่งยกระดับการคัดกรองผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบสถานะผู้ออกตราสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล และยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

Innovation – นวัตกรรม มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารหนี้และการต่ออายุหุ้นกู้ เช่น Bond Switching การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลโดยตรงผ่าน MeBond ของ ThaiBMA ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
Sustainability – ความยั่งยืน มุ่งปฏิรูปกฎหมายและกลไกพิทักษ์สิทธิ ยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุนและระบบตลาดทุนโดยรวม

มุ่งสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
นายสิทธิชัยกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถ “ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา” ผ่านการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการตามกรอบ T-I-S จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การเพิ่มความโปร่งใส การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างสมดุล มีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ แต่คือการสร้างระบบตลาดทุนที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน”

วุฒิสภา “เห็นชอบ” รายงาน พร้อมเดินหน้าข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภายหลังการนำเสนอและอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติ “เห็นชอบ” ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการไปสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย

สาระสำคัญของรายงานไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บางราย แต่เสนอให้มองปัญหาในระดับ โครงสร้างและระบบนิเวศของตลาดทุนไทย โดยผลการศึกษาระบุว่าปัญหาหุ้นกู้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดทุน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์
นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง
วุฒิสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top