Friday, 5 June 2026
News

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบ ผลอุบัติเหตุระหว่างงานก่อสร้าง ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั่วประเทศ ตรวจเข้มโครงการรถไฟความเร็วสูง พร้อมตั้งมาตรการเข้มข้นทันที

การรถไฟฯ แถลงผลตรวจสอบเหตุเครนก่อสร้างช่วงสีคิ้ว พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยงานใกล้ทางรถไฟทั่วประเทศ

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมด้วยนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ภายหลังเกิดเหตุอุปกรณ์เครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี บริเวณระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.15 น.

นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงคมนาคมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบด้านภายในระยะเวลา 45 วัน โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและวัตถุพยานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทดสอบวัสดุทั้งแบบทำลายและไม่ทำลาย การตรวจสอบชิ้นส่วนเหล็กด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ตลอดจนจัดทำแบบจำลองทางวิศวกรรมเพื่อวิเคราะห์กลไกการพังทลาย พร้อมสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับจ้าง ที่ปรึกษาควบคุมงาน เจ้าของโครงการ และพนักงานสถานีรถไฟในพื้นที่

ผลการตรวจสอบพบว่า อุบัติเหตุเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งในส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติงาน การควบคุมด้านความปลอดภัย และการกำกับดูแลในพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะกระบวนการปฏิบัติงานของอุปกรณ์ Launching Gantry ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับยกติดตั้งชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ในวันเกิดเหตุมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนด้านวิศวกรรมและข้อกำหนดความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการรับน้ำหนักเกินในจุดรองรับด้านหน้า จนทำให้ชิ้นส่วนรับแรงเกิดความเสียหายและโครงสร้างพังทลายลงสู่พื้นที่ทางรถไฟในขณะที่ขบวนรถวิ่งผ่าน

ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมงานและการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้าง อาทิ การไม่ขออนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) การปฏิบัติงานก่อนการอนุมัติ และการตรวจสอบอุปกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามรอบระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงการติดตามควบคุมงานในพื้นที่ที่ยังไม่ต่อเนื่องตามแนวทางที่กำหนดไว้

คณะกรรมการฯ ยังมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มประสิทธิภาพระบบกำกับดูแลโครงการก่อสร้างในพื้นที่เดินรถ โดยเฉพาะการจัดสรรบุคลากรด้านวิศวกรรมให้เหมาะสมกับภารกิจ การเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามควบคุมงาน และการยกระดับกลไกตรวจสอบด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง กล่าวว่า คณะกรรมการสอบสวนของ รฟท. ได้รายงานผลการสอบสวนต่อกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมายและเงื่อนไขสัญญา โดยการดำเนินงานก่อสร้างในโครงการยังคงเป็นไปตามกระบวนการสัญญา ภายใต้มาตรการกำกับและควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ รฟท. จะเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงานใกล้พื้นที่เดินรถในทุกโครงการทั่วประเทศ โดยกำหนดให้การปฏิบัติงานในระยะใกล้เขตทางรถไฟต้องได้รับอนุญาตปิดการเดินรถ (Window Time) จาก รฟท. เป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง ก่อนดำเนินงานบนโครงสร้างส่วนบนทุกประเภท

นอกจากนี้ จะมีการยกเลิกระบบอนุมัติงานล่วงหน้าและย้อนหลัง โดยกำหนดให้ที่ปรึกษาควบคุมงาน (CSC) อนุมัติงานแบบรายวัน พร้อมมีหลักฐานภาพถ่ายหน้างานประกอบทุกครั้งก่อนลงนาม รวมทั้งต้องมีวิศวกรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยประจำพื้นที่ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติงาน หากตรวจพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย จะสั่งระงับงานทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น

ขณะเดียวกัน รฟท. จะดำเนินการตรวจสอบเครน Launching Gantry ทุกชุดที่ใช้งานอยู่ในโครงการโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third Party) ครอบคลุมทั้งระบบโครงสร้าง ระบบยก และระบบไฮดรอลิก พร้อมกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบและการเปลี่ยนอุปกรณ์สำคัญให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมถึงกำหนดรอบการเปลี่ยนเหล็กยึด PT Bar ไม่เกิน 60 รอบการใช้งาน และห้ามนำกลับมาใช้ซ้ำโดยเด็ดขาด

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมติดตั้งระบบเฝ้าระวังแบบ Real-time อาทิ ระบบตรวจวัดความเอียง ระบบตรวจวัดแรงดึง และกล้อง CCTV บนเครื่องจักรทุกชุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามความปลอดภัยและสามารถสั่งหยุดการทำงานได้ทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

รวมถึงจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้รับจ้างสำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงสูง โดยให้น้ำหนักด้านประสบการณ์เฉพาะทางและมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการพิจารณาด้านราคา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านความปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

นายอนันต์ฯ กล่าวว่า รฟท. อยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งต่อระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการเดินรถ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการตามเงื่อนไขสัญญาและกระบวนการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน โดยยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ รฟท. จะนำผลการตรวจสอบครั้งนี้ไปปรับปรุงมาตรฐานการกำกับดูแลและการทำงานในพื้นที่เดินรถอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดำเนินโครงการก่อสร้างทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมเสริมความเข้มงวดในการควบคุมงานและการปฏิบัติงานใกล้เขตทางรถไฟให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยสูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน และความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064440019733/posts/1465886488902671/?rdid=V1apPEPWU957MiMN#

ไอดิล ไอมาน นักตะกร้อทีมชาติมาเลเซีย โพสต์ข้อความถึงทีมตะกร้อทีมชาติไทยว่า

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในสนามเราอาจเป็นคู่แข่ง

แต่นอกสนาม เราคือเพื่อนกันตลอดไป”

 

ไอดิล ไอมาน นักตะกร้อทีมชาติมาเลเซีย

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1532864978199329&set=a.762879748531193

กัมพูชาขึ้นเวที UNSC !! ย้ำแก้ปมชายแดนไทย–กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ ‘ปรัก โสคอน’ ชี้โลกปั่นป่วนยิ่งต้องยึดสันติวิธี จุดยืนกัมพูชาในข้อพิพาทชายแดน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ปรัก โสคอน ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ ในระหว่างการอภิปรายเปิดระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม

ในการกล่าวต่อที่ประชุม รัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนระดับโลก ความขัดแย้งทางอาวุธ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น บูรณภาพแห่งดินแดนและการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติจะต้องยังคงเป็นรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศ

ในระหว่างการแถลง รัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เปลี่ยนแปลงของกัมพูชาต่อกฎบัตรสหประชาชาติ และโดยอ้างอิงจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง เขาย้ำว่าข้อพิพาทจะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การทูต และการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น

ก่อนจบการแถลง รัฐมนตรีปรัก โสคอน แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนการหยุดยิงและการแก้ไขความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทยอย่างสันติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064334816576/posts/1420056336815513/?rdid=evH3vghOWwuN28Ql#

มจธ.ลุยนวัตกรรมแพทย์ เปิด Osscentric Medical Sandbox ดันแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก เชื่อมวิจัย-แพทย์-เอกชน ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงเทคโนโลยี

มจธ.–รามาธิบดี เปิด “Osscentric Medical Sandbox” ดันนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แม้ประเทศไทยจะมีแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ แต่การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ใช้กับผู้ป่วยได้จริงยังเป็นเส้นทางที่ซับซ้อน ต้องผ่านทั้งการออกแบบ การทดสอบ มาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากยังไปไม่ถึงการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ความต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เชื่อม “งานวิจัย” “แพทย์” และ “ภาคอุตสาหกรรม” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในระยะยาว

จึงเป็นที่มาของ “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และพันธมิตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) หรือ TILSNA จึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางเชื่อม “งานวิจัยในห้องแล็บ” กับ “การใช้งานจริงในโรงพยาบาล” ให้นักวิจัย วิศวกร และแพทย์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medical Devices) ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การทำต้นแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการใช้งานจริง ช่วยให้นวัตกรรมการแพทย์ไทยพัฒนาได้รวดเร็ว เป็นระบบ และลดการทำงานแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ในฐานะ CTO OsseoLabs กล่าวว่า เป้าหมายของ Osscentric Medical Sandbox คือการสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมกลาง” ที่เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกัน ภายใต้เครื่องมือ ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบถ้วน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยมุ่งพัฒนา 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ AI และ 3D Printing สำหรับออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลให้พอดีกับสรีระผู้ป่วย Digital Surgical Simulation หรือระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง เพื่อช่วยแพทย์วางแผนและฝึกซ้อมเคสซับซ้อน และ Advanced Biomaterials หรือวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีและช่วยลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด 

“เราต้องการเชื่อมงานวิจัยคุณภาพสูง ไม่ให้หยุดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย แต่สามารถทำงานร่วมกับแพทย์ โรงพยาบาล และภาคเอกชนได้จริง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เทคโนโลยีการแพทย์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และช่วยให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” รศ. ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มโลหะมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่มีศักยภาพผลิตเองได้ในประเทศ หากพัฒนาได้สำเร็จจะช่วยลดการนำเข้า ต่อยอดสู่การส่งออก และสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้โครงการเริ่มใช้งานจริงแล้วในหลายโรงพยาบาล อาทิ รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี และโรงพยาบาลอื่น ๆ ในกรณีโรคหลอดเลือด มะเร็งช่องปาก และความผิดปกติของขากรรไกร รวมถึงได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน และผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

ด้าน ศ. นพ.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดตัว Osscentric Medical Sandbox ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบ Innovation Sandbox ได้อย่างครบวงจร ช่วยให้เกิดการทดสอบและต่อยอดเทคโนโลยีภายใต้บริบทการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมทำหน้าที่เป็น Translational Facility ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “แนวคิดหรืองานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริงกับผู้ป่วย” อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ระดับสากล

“Osscentric Medical Sandbox มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการรักษาผู้ป่วย ในกรณีที่อุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือและการวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาผ่าตัด และลดผลข้างเคียง โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของไทย จาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’” ศ.นพ.ชาครีย์ กล่าว พร้อมระบุว่า Osscentric จะเป็นต้นแบบระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ขยายผลได้ ทั้งด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรม Medical Technology ไทย โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ไทย

ดร. นพ.กรกช เกษประเสริฐ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ และหัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ 1 ชิ้นต้องผ่านข้อบังคับและขั้นตอนจำนวนมาก ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะไปถึงการใช้งานจริง แต่ Osscentric Medical Sandbox จะช่วยย่นกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้นักวิจัย นักพัฒนา และบริษัทสามารถนำผลงานจากห้องแล็บเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกได้เร็วขึ้น โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชนร่วมกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสูงสุด “ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฝังในร่างกายผู้ป่วยที่เดิมอาจใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เมื่อมี Sandbox อาจลดเหลือประมาณ 6 ปี เพราะมีระบบมาตรฐานและผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลกระบวนการ อีกทั้งยังได้ข้อมูลจากการทดสอบที่นำไปใช้ยื่นขอ อย. หรือสิทธิบัตรได้เร็วขึ้น” อาจารย์ ดร.กรกช กล่าว

ด้าน ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ “การนำไปใช้จริง” และ “การสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย” โดยความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพจากหลายภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดขึ้นได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงสะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และคาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย สู่การเป็น Medical Innovation Hub ด้านการรักษาเฉพาะบุคคล ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Osscentric Medical Sandbox ตั้งอยู่ที่อาคาร SM One ในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการกว่า 5,000 รายต่อวัน และมีความพร้อมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เคสผู้ป่วยที่หลากหลาย รวมถึงการรวมตัวของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยชั้นนำในพื้นที่เดียว จึงเอื้อต่อการพัฒนา ทดสอบ และผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นคลัสเตอร์ด้านสุขภาพทางการแพทย์ที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ

'สีหศักดิ์' รับมือเขมร!! เจรจาทางการทูตที่สหประชาชาติ เน้นคุยกันจริงจังก่อนใช้กลไกภาคบังคับ ยืนยันยังไม่มีข้อยุติปัญหาเขตแดนทางทะเล หวังเปิดโอกาสสร้างบรรยากาศความเชื่อใจ

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Wassana Nanuam ได้กล่าวว่า

“ สีหศักดิ์” เจอ“หวังอี้” ก่อน ปิดห้องคุย “ปรัก สุคน”

เผย  เขมร จะให้ เข้า Compulsary Conciliation ของ UNCLOS

แต่ไทย ขอให้คุยกันเอง ก่อน

เขมร บ่น ไม่เข้าใจไทยยกเลิก MOU 44

ส่วนทางบก ใช้ MOU 2543 -แถลงการณ์ร่วม หยุดยิง

สีหศักดิ์ ยัน ยังไม่มีข้อยุติ

ชี้  ไม่ควรเล่นเกม

อย่าพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร แต่ต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง

หลังพบกับ  นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ประเทศ พบหารือทวิภาคีกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศกัมพูชา ที่สำนักงานใหญ่สหประชาติ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นับ เป็นการพบกันครั้งแรกหลังจากนายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้หารือกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 

นายสีหศักดิ์  เผยว่า  การหารือกันวันนี้ ยังไม่ได้มีข้อยุติ เราพยายามที่จะคุยต่อจากที่นายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศได้คุยกันที่เมืองเซบู

หลักการก็คือ เราก็จะต้องพยายามเดินหน้าแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ สร้างบรรยากาศที่ดีขึ้น สร้างความเชื่อใจ แบบค่อยเป็นค่อยไป

แต่สำหรับวันนี้ ความไม่เข้าใจก็ยังมีอยู่คือ เรื่องเขตแดนทางทะเลซึ่งกัมพูชาบอกว่า เราไปยกเลิกแล้วไม่ได้คุยกับเขา ซึ่งเขาไม่ได้เข้าใจเจตนารมณ์ของเรา ไปพยายามตีความว่าเราตั้งใจยกเลิก เพื่อจะไม่เจรจา แต่ที่จริงแล้ว การยกเลิกของเรา เพราะเราเห็นแล้วว่า MOU 2544 ไม่คืบหน้าไปไหน เราอยากจะเปิดโอกาสให้มันมีการเจรจา และสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจา แล้วเราก็เป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) ตอนที่เราทำ MOU 2544 กัมพูชายังไม่ได้เป็น ดังนั้น ต้องมีกรอบร่วมกัน

“เขาอยากจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมโดยบังคับ ท่าทีของเราก็คือว่า ก่อนที่เราจะไปสู่ตรงนั้น เราอาจจะสามารถพูดคุยกัน 2 ฝ่าย ภายใต้ UNCLOS รู้เรื่องก็ได้ เราอาจจะสามารถหาข้อยุติได้ โดยที่ไม่ต้องไปกลไก ที่จะมีคณะประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็คิดว่าเราลองตรงนี้ก่อน เขาก็เหมือนว่า เขาอยากจะไปตรงนั้นเลย

ในการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสอง เราต้องพูดคุยกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศ เพราะฉะนั้น การประนีประนอมภาคบังคับ ผมบอกเราคุยกันก่อนดีกว่า เพื่อนบ้าน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศ ทำไมเราไม่พูดคุยกันก่อน เพราะถ้าเราคุยกันดีเราก็สามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งเขาก็อยากจะดูในเรื่องเขตแดนทางบก

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขาอยากดู เราก็อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก เราจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นอกเหนือจาก MOU 2543 เราก็มีแถลงการณ์ร่วม ครั้งที่แล้ว ทำการหยุดยิง แล้วเขตแดนทางบก จะไม่ใช่แก้ไขด้วยการปักปันอย่างเดียว มันมีประเด็นอื่น ๆ ที่มันจะเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน มันก็ต้องเดินไปหลายด้านด้วยกัน ตรงนี้เขาไม่ฟังเราเลย เขาจะไปตรงนี้ เราก็บอกเราอาจจะไปตรงนี้ก็ได้ แต่คุยกันก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเขาจะบังคับเราให้ไปตรงนี้

เรื่องเขตแดนทางทะเล ท่าทีของเราก็ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราจะไปแนวไหน ของไทยคือ  เราคุยกันก่อน  แล้วดูว่าคุยกันไม่ได้ก็ไปดูกลไกอื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญา ก็มีทั้งกลไกที่เรียกว่าการประนีประนอมโดยภาคบังคับ หรือการประนีประนอมโดยสมัครใจก็มี พอถึงที่สุดแล้วก็อาจจะไปตรงนั้นก็ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาไม่มีความคืบหน้าได้ แต่ผมมองว่า  หากดูจากสิ่งที่ผู้นำคุยกันที่เซบู ฟิลิปปินส์ คือการพูดคุยกันมีความจริงใจดูว่าเรามีทางเลือกอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าบังคับฝ่ายหนึ่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ตนเองเสนอไปมีความสำคัญเพราะมันมีผลต่อประเด็นด้านอื่น ๆ ที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้า เราก็อยากเห็นความคืบหน้าด้วย อย่างกัมพูลาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดน JBC เราก็บอกว่าถ้าจะมีก็ต้องมีคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเขตแดนอย่างเดียวเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดนความร่วมมือชายแดนเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขโดยเทคนิค ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีคุยกันในเชิงนโยบาย

ตอนนี้ เราอย่ามาพยายามดูว่าใครจะมีไพ่เหนือกว่าใคร ไม่ควรจะมาเล่นเกมนี้ ต้องมาคุยกันอย่างจริงจังว่า เราจะเผชิญหน้ากันอย่างไร โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อนและ ยอมรับว่ามาครั้งนี้  ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรว่า ทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็ว เพราะปัญหามีหลายปัญหา เราต้องคำนึงถึงอธิปไตยของเรา ผลประโยชน์ของเราแน่นอน บางครั้งคนเข้าใจว่าจับมือกันแล้ว ทุกอย่างยุติไม่ใช่

การจับมือ เป็นของธรรมดาเป็นการเจอกันระหว่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าถึงขั้นเจรจา เราจะยอมทุกอย่าง ไม่ใช่แบบนั้น รับรองได้ เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ เราอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน  แต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร ของพวกนี้ไม่ได้คุยกันง่าย ๆ เรา เข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายเขาเข้าใจท่าทีของตนเอง เราก็ได้คิดกันต่อ

เรือนจำลำปาง ฟื้นฟูสูงวัย!! ลดผิดซ้ำผู้ต้องขังสูงอายุ ร่วมศูนย์การศึกษาสร้างทักษะ จัดคู่มือและโรงเรียนอบรม เพิ่มความพร้อมกลับสู่สังคม

ฟื้นทักษะชีวิตหลังกำแพงคืนคุณค่า ‘ผู้ต้องขังสูงวัย’ ลดผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ราว 1 ใน 3 หรือมากกว่า 30% ของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวกลับสู่สังคม จะมีการกระทำผิดซ้ำในช่วง 3 ปีหลังพ้นโทษ สถิติดังกล่าวที่กรมราชทัณฑ์เก็บรวบรวมไว้ สะท้อนถึงความเปราะบางของตัวผู้ต้องขัง และสังคมไทย

ฐานความผิดที่มีการทำซ้ำสูงสุด 5 อันดับแรก จำนวนเกินครึ่ง หรือ 66.75% คือคดียาเสพติด รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 13.51% คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 6.37% คดีเกี่ยวกับเพศ 2.27% นอกจากนั้นเป็นคดีอื่นๆ อีก 9% โดยข้อมูลบ่งชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังกระทำผิดซ้ำ ส่วนหนึ่งคือการขาดทักษะชีวิตและทักษะทางสังคม ไม่สามารถจัดการปัญหา บริหารความเครียด ตลอดจนวางแผนชีวิตได้

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนแต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ “มุมมองต่อตัวเองและสังคมที่เปลี่ยนไป” โดยเฉพาะกับผู้ต้องขังที่เป็นผู้สูงอายุ กล่าวคือจากเดิมที่ทักษะต่างๆ ของผู้สูงอายุจะเสื่อมถอยลงตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อถูกคุมขัง ยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น

หนำซ้ำในผู้ต้องขังบางรายที่อยู่ในเรือนจำเป็นเวลานาน แม้ว่าช่วงวัยยังไม่ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้อายุตามคำนิยาม หากแต่สมรรถนะและสมรรถภาพกลับเสื่อมถอยจนทัดเทียมผู้สูงอายุ เช่น การประมวลผลชะลอลง การตอบคำถามช้าลง ตลอดจนมีมุมมองทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นแตกต่างออกไปด้วย

แน่นอนว่าสถานการณ์ข้างต้นนี้เกิดขึ้นกับเรือนจำทุกแห่งทั่วประเทศไม่มีข้อยกเว้น แต่ในกรณีของ “เรือนจำกลางลำปาง” ซึ่งมีผู้ต้องขังสูงอายุ 80-100 คน จากผู้ต้องขังทั้งหมด 2,000 คน กำลังมีความพยายามทวนกระแสดังกล่าว ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อร่วมกันค้ำยัน ช่วยพยุงผู้ต้องขังให้มีความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม ควบคู่กับการลดการกระทำความผิดซ้ำ

เครื่องมือที่เรือนจำกลางลำปางนำมาใช้นอกเหนือจากกลไกกิจกรรม คือ “คู่มือการประกอบการชีวิต – ประกอบการอาชีพ” สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังก่อนปล่อย 6 เดือน – 1 ปี ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมพัฒนาขึ้น มีจุดเน้นที่การฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง (Empowerment) ก่อนกลับสู่สังคม

ควบคู่กับการตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลาง” โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ออกแบบหลักสูตรบนฐานของความต้องการของผู้ต้องขัง ผสานกับการพัฒนาทักษะ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ เช่น กฎหมายและสิทธิประโยชน์ผู้สูงอายุ สถานการณ์สังคม และเศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้านวิชาชีพ เช่น การทำอาหารคาวหวาน และวิธีการถนอมอาหาร การจัดงานให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และด้านวิชาชีวิต เช่น การปรับตัวเข้าสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม การดูแลตัวเองในทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

ชัดเจนว่า การผนึกความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหาด้วยองค์ความรู้และวิชาการ คือแนวทางที่เรือนจำกลางลำปางเลือกใช้ และการเข้ามาของหุ้นส่วนการพัฒนาอย่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ก็มีพลังมากพอที่จะชักชวนภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย

จึงสามารถต่อยอดเป็นโครงการอีกจำนวนมาก อาทิ ร่วมกับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ลำปาง จัดทำแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุเรือนจำกลาง เสริมศักยภาพทางความคิดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ผ่านการฝึกอบรมการปฏิบัติการต่างๆ ให้กับบุคลากร และเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ จนเกิดเป็น Core team หรือกลุ่มสหวิชาชีพในเรือนจำ ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟู และพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่ม Buddy support เป็นคู่หูในการประเมินสภาพสุขภาพกายใจของผู้ต้องขังร่วมกับ Core team

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาและจัดทำหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ของโรงเรียนผู้สูงอายุ เรือนจำกลางลำปาง ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการกำลังใจในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และกระทรวงยุติธรรม โดยเพิ่มมิติในด้านการพัฒนาศักยภาพด้านจิตใจ และมุมมองความเป็นมนุษย์เข้าไป เพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตร มีความพร้อมทั้งทางวิชาชีพ และสภาพจิตใจ ก่อนกลับคืนสู่สังคม

“การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายส่งผลให้ผู้ต้องขังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดี มีชีวิตชีวา ค่าความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) ของผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ความร่วมมือที่เกิดขึ้นทำให้เรือนจำกลางลำปาง กลายมาเป็นพื้นที่ที่สามารถดึงศักยภาพของผู้ต้องขังสูงอายุ” ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ระบุ

ไม่เพียงแค่การทำงานโดยตรง หากแต่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ยังได้สังเคราะห์องค์ความรู้จากประสบการณ์เป็นงานวิชาการหัวข้อ “การพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแห่งการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ต้องขังสูงวัย” โดย ผศ.อารีรัตน์ อดิศัยเดชรินทร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) และโครงการพัฒนาเรือนจำต้นแบบการจัดสวัสดิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังสูงอายุ โดย ผศ. ดร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งช่วงที่ผ่านมา ได้มีเรือนจำมาศึกษาเพื่อเป็นโมเดลต้นแบบในการนำไปปรับใช้จำนวนมาก

ผศ. ดร.ปุณิกา บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อน คือการทำให้ระบบและโปรแกรมต่างๆ ขยับไปสู่การก่อร่างขึ้นในทุกเรือนจำ เพื่อให้ผู้ต้องขังสูงวัยทั่วประเทศได้รับการฟื้นฟูจิตใจอย่างเหมาะสม พร้อมกลับคืนสู่สังคม ลดการก่อเหตุซ้ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องจากแต่ละเรือนจำมีผู้ต้องขังที่มีความเปราะบางแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงวัย ผู้พิการ LGBTQ+ แม่ลูกอ่อน ฯลฯ ดังนั้นโปรแกรมในการฟื้นฟู หรือการดูแลสุขภาพจิตจึงจะทำแบบเหมารวมไม่ได้ ต้องมีการออกแบบตามความจำเพาะ ซึ่งขณะนี้ มธ. ได้นำเสนอแนวทางให้กับกระทรวงยุติธรรมไปแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อดำเนินการในระดับนโยบาย

ขณะเดียวกัน แม้จะมีการผลักดันจนเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหลายส่วน แต่การขับเคลื่อนใน จ.ลำปาง ก็ยังจะทำงานต่อไป หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมให้กับครอบครัวก่อนผู้ต้องขังกลับสู่สังคม โดยร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำปาง (พม.จ.ลำปาง) พร้อมกับเชื่อมโยงไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยดูแลด้วย

“อาร์เจนตินา” ลุ้นหนัก!! ‘เมสซี’ เจ็บก่อนบอลโลก2026 ‘สกาโลนี’ รับต้องรอผลตรวจ ชี้รายงานเบื้องต้นไม่น่าห่วง แต่ยังหวังพร้อมที่สุดก่อนป้องกันแชมป์โลก

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ออกมายอมรับว่า ลิโอเนล เมสซี ดาวยิงกัปตันทีมฟ้าขาว อาจจะไม่ฟิตเต็มร้อยในตอนที่ต้องเข้าร่วมทีมในฟุตบอลโลก 2026

อาร์เจนตินา แชมป์เก่าจากฟุตบอลโลก 2022 จะมีคิวทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ในกลุ่ม เจ ร่วมกับ แอลจีเรีย, ออสเตรีย และ จอร์แดน

โดยทีมฟ้าขาวยังไม่ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 26 คน ที่พวกเขาจะใช้สำหรับการป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกออกมา แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ดาวยิงที่เป็นหัวใจของทีม อย่าง ลิโอเนล เมสซี เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บระหว่างเล่นให้อินเตอร์ ไมอามี และทำให้เกิดคำถามว่าเขาจะพร้อมสำหรับฟุตบอลโลกหรือไม่

และล่าสุดทาง สกาโลนี ออกมาอัปเดตอาการของเมสซี โดยยอมรับว่าดาวดังรายนี้อาจจะไม่เต็มร้อยสำหรับการป้องกันแชมป์โลก “รายงานเบื้องต้นนั้นไม่ได้แย่ไปทั้งหมด ตอนนี้ เราต้องรอและดูว่าเขาอาการของเขาจะดีขึ้นอย่างไร โดยรอจากผลการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลตรวจทางการแพทย์”

“เราทุกคนต่างหวังว่าเมสซีจะมาร่วมทีมได้แบบฟิตเต็มที่ แต่นั่นไม่ใช่ความจริงเลย มันไม่ใช่แค่เขาด้วย มีนักเตะหลายคนที่ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จากอาการบาดเจ็บ, เป้าหมายหลักของเราตอนนี้ คือการฟื้นฟูร่างกายของพวกเขา เพื่อที่จะแน่ใจว่าพวกเขาจะไปฟุตบอลโลกในสภาพร่างกายที่ดีที่สุด”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10260919

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทย!! ชวนชมสวนโลก ไดโนเสาร์ และเมืองอียิปต์ จัดโปร Green Season “ซื้อ 1 แถม 1” ชวนเที่ยวสวนสวยกลางฝน ตลอดมิถุนายน กระตุ้นท่องเที่ยวชลบุรี

“สวนนงนุชพัทยา” กระตุ้นท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season (เขียวกลางฝน)ส่งโปรโมชั่นใหญ่กลางปี “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน

สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วง Green Season เปิดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกมาสัมผัสธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ท่ามกลางบรรยากาศเขียวสดชื่นของฤดูฝน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in ซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีทันทีอีก 1 ใบ 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวตรงกับวันเกิด รับสิทธิ์ผ่านประตูเข้าชมสวนฟรี สิ้นสุดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

ภายในสวนนักท่องเที่ยวได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธรูปสำคัญจากนานาชาติ อาทิ พระสังกัจจายน์ พระพิฆเนศ พระพรหม รวมถึงพระพุทธรูปองค์แทนพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ 7 องค์ จากทั้งหมด 11 องค์ พร้อมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ  นอกจากนี้ ยังตื่นตาตื่นใจกับอาณาจักรไดโนเสาร์กว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ “เมืองอียิปต์” จุดเช็กอินแห่งใหม่ของพัทยา ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ผู้ที่สนใจยังสามารถรับชม “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ โดยสวนนงนุชพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

ปลดล็อกไรเดอร์เข้า ม.33 นักวิชาการคณะสังคมสงเคราะห์ มธ. ชี้รัฐต้องพิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง”ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ นักวิชาการจี้รัฐใช้ ICSE-18 พิสูจน์สถานะจ้างงาน

เปิดข้อเสนอ 1 ปี ทำได้จริง พิสูจน์สถานะจ้างงานไรเดอร์ ปลดล็อกแรงงานแพลตฟอร์มเข้า ม.33

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมตรากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ) 2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง) ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 - 12 มิ.ย. 2569 นี้

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

แอฟฟิโนมหนุนทีมวิจัย มช. จับมือทีม “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนาชุดตรวจ EEHV ดันชุดตรวจโรคเลือดออกช้างสู่การใช้งานจริง หวังช่วยชีวิตช้างไทยทันท่วงที เน้นเทคโนโลยีคนไทยเข้าถึงง่าย

ชูผลงานวิจัยเด่น! หนุนทีมวิจัยนําโดย “อ.ดร.ธัญมาส” เร่งพัฒนา “ชุดตรวจโรคเลือดออกช้าง” หวังช่วยชีวิตสัตว์คู่บ้านคู่เมืองไทยให้ทันท่วงที วันที 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569

บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด ตอกยําวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ ระดับประเทศเปิดตัวโครงการ “Affinome Innovation Acceleration Program” โดยชูประเด็นหลักในการสนับสนุนงานวิจัยทีนําทัพโดย อาจารย์ ดร. ธัญมาส กันธวัง จากคณะสัตวแพทยศาสตร์และศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า 

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วย ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา และหัวหน้าโครงการ เพือเร่งพัฒนาชุด ตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว (Rapid Diagnostic Test: RDT) สําหรับโรคเลือดออกในช้าง จากเชือไวรัสเฮอร์ปีส์ (EEHV: Elephant endotheliotropic herpesvirus) หวังยกระดับงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู ่การผลิตเชิงอุตสาหกรรมและ ช่วยเหลือชีวิตช้างไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ บริษัท แอฟฟิโนม จํากัด จะมีความเชียวชาญและเป็นผู้นําด้านเทคโนโลยีเครืองมือและชุดตรวจโรค สําหรับมนุษย์ แต่ทางบริษัทได้ตระหนักถึงสถานการณ์ความสูญเสียอันน่าเศร้าทีเกิดขึนกับ "ช้าง" ซึงเป็นสัตว์ทีมี ความสําคัญและเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

ทางบริษัทจึงมีปณิธานอย่างแรงกล้าทีจะนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีมาช่วยสนับสนุนงานวิจัยชุดตรวจโรคเลือดออกในช้างเพื่อให้ในอนาคตเครือข่ายนักอนุรักษ์ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างและปางช้างทีดูแลช้างบ้าน จะมีเครืองมือทีเข้าถึงง่าย สามารถตรวจพบเชือได้ตังแต่ระยะเริมต้น ซึงจะช่วยเพิมโอกาสรอด ชีวิตและทําให้สัตวแพทย์ให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ในพิธีส่งมอบการสนับสนุน คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร ได้มอบหมายให้ คุณเพชรมงคล วัสสุวรรณ ผู ้บริหารโรงพยาบาลศุขเวช และเลขาผู ้บริหารกลุ่มบริษัทนวศรีการแพทย์ เป็นตัวแทนส่งมอบความร่วมมือ อย่างเป็นทางการแก่ทีมวิจัย คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร เสริมว่า “บริษัทมีเป้าหมายผลักดันงานวิจัยทีทรงคุณค่าอย่างโครงการของ อ.ดร.ธัญมาส และ ดร.วที ให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริง

โดยสร้างระบบสนับสนุนทีช่วยลดข้อจํากัดด้านการพัฒนาต้นแบบและการผลิต เพื่อให้เทคโนโลยีชุดตรวจนีถูกกระจายไปถึงมือผู ้ปฏิบัติงานได้อย่าง รวดเร็วทีสุด” นายเพชรมงคล กล่าวว่า “การสูญเสียช้างไปแต่ละเชือกคือความสูญเสียทีประเมินค่าไม่ได้ เพราะชุดตรวจวินิจฉัยทีรู้ผลเร็ว หมายถึงโอกาสในการรอดชีวิตให้พวกเขา การสนับสนุนครังนีจึงไม่ใช่แค่มิติทางวิชาการ แต่เป็นการ ใช้ศักยภาพของภาคเอกชนมาเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่ พัฒนานวัตกรรมโดยคนไทยทีเข้าถึงง่าย ลดการ นําเข้าจากต่างประเทศทังนี้บริษัทมีแผนเดินหน้าส่งเสริมนักวิจัยรุ ่นใหม่อย่างต่อเนืองในปีต่อไป เพื่อร่วมปกป้องและอนุรักษ์สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราให้อยู่คู่สังคมไทยตลอดไปด้าน ดร.วที สีสวย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาและหัวหน้าโครงการเผยถึงแผนการดําเนินงานว่า โครงการนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Collaborative Platform for Diagnostic Innovation”

โดยการสนับสนุนจากแอฟฟิโนมจะครอบคลุมทังวัสดุวิจัยการให้คําปรึกษาทางเทคนิคและสิทธิในการใช้ OmniFlex™ Universal Platform ซึ้งเป็นระบบมาตรฐานทีออกแบบให้นักวิจัยสามารถพัฒนาต้นแบบบนระบบเดียวกับกระบวนการผลิตจริงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องปฏิบัติการกับภาคอุตสาหกรรมทําให้ทีมวิจัยสามารถผลิตชุดตรวจโรคเลือดออกช้างทีได้มาตรฐานพร้อมต่อยอดสู่การผลิตจริงในอนาคต ตลอดจนเตรียมขยายความร่วมมือกับหน่วยงานทีเกียวข้องกับช้างทังภาครัฐและภาคเอกชนต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top