Friday, 5 June 2026
News

นักศึกษารังสิตลุยเวที TEDx Jyoti Singh ขึ้นพูดเวที TEDx เวทีนานาชาติที่คัดเลือกเข้มงวด แสดงวิสัยทัศน์ด้านความสัมพันธ์ สะท้อนศักยภาพนักศึกษาระดับโลก

นักศึกษาการทูต ม.รังสิต สร้างชื่อระดับสากล ได้รับเชิญเป็น Speaker
บนเวที TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026

เวทีระดับโลกอย่าง TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 พื้นที่สื่อสารระดับสากลที่ทรงอิทธิพลและจำกัดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่มีแนวคิดโดดเด่นและควรค่าแก่การส่งต่อ (Ideas Worth Spreading) กับการก้าวขึ้นสู่เวทีที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของนักศึกษาในรั้วรังสิตที่พร้อมจะแสดงพลังทางปัญญาและวิสัยทัศน์ท่ามกลางการยอมรับจากคนทั่วโลก

Ms. Jyoti Singh นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับคัดเลือกและรับเชิญให้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะองค์ปาฐก (Speaker) ณ โรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพฯ โดยการได้รับเชิญให้เป็น Speaker ในครั้งนี้ของ Jyoti Singh ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพที่โดดเด่นของนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต ในการถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนาที่เธอได้ศึกษาอยู่ ตลอดการบรรยายบนเวที Jyoti ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการสื่อสารที่เป็นเลิศและการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตร IRD ที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การก้าวขึ้นสู่เวที TEDx ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษามี "เสียง" ในระดับสากลและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก

“สำหรับการขึ้นพูดบนเวที TEDx ในครั้งนี้ ฉันได้นำเสนอแนวคิดที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจสำคัญของสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา ที่ต้องการให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเสนอทางออกให้กับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือความร่วมมือระหว่างประเทศ”

อาจารย์ฐานุวัชร์ รินนานนท์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้แทนจากคณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) เปิดเผยว่า "ทางคณะรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ Jyoti Singh ได้เป็นตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่ไปแสดงพลังทางความคิดในงาน TEDx ครั้งนี้ การได้รับเกียรติเป็น Speaker ในงาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ของ Jyoti Singh ในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 2 นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า อายุหรือระดับชั้นการศึกษาไม่ใช่ข้อจำกัดในการส่งต่อไอเดียที่มีคุณค่า หากมีความมุ่งมั่นและการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษาที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความเป็นเลิศในทุกด้าน มหาวิทยาลัยรังสิตขอชื่นชมและร่วมเป็นกำลังใจให้ Jyoti ในการสร้างสรรค์ผลงานและเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญให้แก่คนรุ่นใหม่ในเวทีระดับนานาชาติต่อไป และนี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับนโยบายของคณะที่ต้องการผลักดันให้นักศึกษาไม่ได้มีอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องมีความสามารถในการนำเสนอประเด็นสาธารณะและร่วมขับเคลื่อนสังคมด้วยความรู้และจินตนาการ ทั้งนี้ งาน TEDxHarrow Intl School Bangkok 2026 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการสร้างความตระหนักรู้ และส่งต่อพลังบวกให้กับผู้ฟัง ทั้งในและต่างประเทศ โดยวิดีโอการพูดของ Jyoti จะถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางหลักของ TEDx เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ นี้ไปสู่ผู้คนทั่วโลกต่อไป”

นักวิจัย มธ. ชี้ พัฒนาการภาษาเด็ก ศึกษาเด็กเล็กไทยยังจำกัด ต้องสร้างองค์ความรู้เฉพาะชาติ หน่วยงานต้องสนับสนุนงานวิจัย ชวนผู้ปกครองร่วมเป็นอาสาสมัครc

‘พัฒนาการทางภาษา’ ของเด็กไทย ในวันที่นานาชาติให้ความสำคัญตั้งแต่วัยแรกเกิด

แต่งานวิจัยไทยยังค่อยๆ ก้าวตาม

ความสามารถในการ “เรียนรู้ภาษา” จากสภาพแวดล้อมทางภาษาที่อาศัยอยู่และเติบโต คือหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่ถูกฝังอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่กำเนิด แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่นที่สื่อสารโดยใช้สัญชาตญาณที่ติดตัวมา

ทันทีที่มนุษย์รับรู้เสียงพูด เป็นวินาทีเดียวกับที่การเรียนรู้ภาษาได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนที่สิ่งนั้นจะก่อตัวไปสู่การพัฒนาทางระบบภาษาด้านอื่นๆ เช่น การเปล่งเสียง การเรียนรู้คำ ความหมาย หรือกระทั่งทักษะในการอ่าน

ดังนั้น ทั้งสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดู จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการกำหนดพัฒนาการทางภาษาของเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 10% ของเด็กไทยทั้งประเทศ เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่สอดรับกับช่วงพัฒนาการ เพื่อช่วยไม่ให้มีภาวะที่ถดถอยและส่งผลกับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อย การทำให้เด็กทุกคนเติบโตมาอย่างมีคุณภาพจึงสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะไปสู่จุดที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคน

ผศ. ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และหัวหน้าห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ (MARCS-CILS NokHook BabyLab) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กเล็กแห่งแรกของประเทศไทย ฉายภาพว่า การศึกษาด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างจำกัด เนื่องจากพัฒนาการในช่วงวัยนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย การรักษา และการบำบัดจากนักจิตวิทยาพัฒนาการและกุมารแพทย์เฉพาะทาง โดยทำอย่างองค์รวม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบสำคัญด้านสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเลี้ยงดูเท่าที่ควร นอกจากนี้ ข้อมูลหลายส่วนยังเป็นการอ้างอิงองค์ความรู้จากต่างประเทศ

แม้ว่าการศึกษาจากต่างประเทศจะเป็นตัวเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่องค์ความรู้ของประเทศไทยมีไม่มาก และยังไม่เป็นระบบที่ชัดเจน แต่ด้วยความแตกต่างทางระบบภาษา ลักษณะทางวัฒนธรรม และบริบทอื่นๆ ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ยังเป็นอุปสรรคต่อการเข้าใจเรื่องพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทย

“ประเทศไทยยังต้องการการพัฒนาเกณฑ์กลางในการประเมินและติดตามพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารในหลากหลายมิติของเด็กเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยการอ้างอิงเกณฑ์และข้อมูลวิจัยจากต่างประเทศเป็นหลัก ยกตัวอย่างจากประเทศอย่างญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย มีเกณฑ์ติดตามพัฒนาการทางภาษาไว้ตั้งแต่วัยทารก ว่าเด็กช่วงอายุ 4-6 เดือน ควรตอบสนองต่อเสียงพูดประเภทต่างๆ ได้ในระดับใด เพราะหากรอจนถึงอายุ 1 ปีครึ่ง–2 ขวบ แล้วจึงเริ่มพบปัญหาด้านการสื่อสาร ก็อาจหมายถึงพัฒนาการที่เริ่มล่าช้าไป” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

นั่นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องมีองค์ความรู้ด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กเป็นของตัวเอง และควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้เกี่ยวข้อง ผศ. ดร.จุฑามณี เสนอว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการใน 3 ส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

ประกอบด้วย 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการสร้างแพลตฟอร์มกลางที่จะเชื่อมโยงโจทย์วิจัย หรือความต้องการของผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการในเด็กเล็กจากโรงพยาบาลทั่วประเทศกับเครือข่ายนักวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาในเด็ก ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์ในการนำไปใช้ต่อยอดด้วย เพราะปัจจุบันการที่นักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลจะมาเจอกันถือเป็นเรื่องยาก

2. หน่วยงานทางด้านการสนับสนุนทุนวิจัย ควรมีการปรับระบบการให้ทุนวิจัย โดยขยายเวลาของการทำวิจัยจาก 1 – 2 ปี เป็น 4 ปีขึ้นไป เนื่องจากการทำวิจัยในด้านพัฒนาการทางภาษาของเด็กจำเป็นต้องเห็นความต่อเนื่อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในช่วงยาวจะเกิดประโยชน์สูงสุด

3. การสร้างระบบที่เชื่อมโยงอาสาสมัครกับโครงการวิจัย พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญการเข้าร่วมโครงการวิจัย เพราะธรรมชาติของคนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมีการวิจัยที่ทำในเด็กเล็ก มักจะมีกำแพงความไม่เข้าใจ หรือการมองข้ามการทำวิจัยเหล่านี้ไป ทั้งที่ในหลายประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้องค์ความรู้ก้าวหน้ามากขึ้น เพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในทางปฏิบัติด้วย

ในส่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการตั้งห้องปฏิบัติการมารคซ์-ซิลซ์ นกฮูกเบบี้แล็บ ขึ้นตั้งแต่ปี 2559 จากความร่วมมือของคณะศิลปศาสตร์ มธ., MARCS Institute for Brain, Behaviour and Development ออสเตรเลีย, ศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านสารสนเทศอัจฉริยะ เทคโนโลยีเสียงพูดและภาษา และนวัตกรรมด้านบริการ (CILS) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Center for Brain Science (RIKEN CBS) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ในเรื่องนี้ให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันทีมวิจัยฯ ประกอบด้วย ผู้ช่วยวิจัย นักวิจัยรับเชิญ และนักศึกษาฝึกงาน

บทบาทของทีมวิจัยฯ คือการศึกษาวิจัยด้านพัฒนาการทางภาษาและพฤติกรรมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 2 ปี เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่สำหรับการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของทารก และเด็กเล็กที่ใช้ภาษาไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางภาษาในระยะยาว โดยเริ่มจากการศึกษาในเด็กปกติทั่วไป เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญ ก่อนจะไปสู่กลุ่มเด็กที่เสี่ยงต่อการมีความผิดปกติทางการสื่อสารและการเรียนรู้ และกลุ่มเด็กที่ใช้สองภาษาหรือมากกว่า ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กในไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากจำนวนอาสาสมัครเด็กเล็กและผู้ปกครองกว่า 500 รายที่เข้าร่วมโครงการวิจัย ทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายและเข้าร่วมประชุมวิชาการร่วมกับนักวิจัยจากนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยฯ ยังมีการผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลในทางปฏิบัติด้วย ตัวอย่างเช่น การพัฒนาแบบสำรวจคำศัพท์และภาษาท่าทางของเด็กไทยอายุระหว่าง 8 – 18 เดือน ฉบับเบื้องต้น (Thai CDI: WG ฉบับเบื้องต้น) ซึ่งล่าสุดทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์กำลังเตรียมนำไปใช้ร่วมกับการวินิจฉัยของแพทย์ และหลังจากนั้นจะมีการผลักดันให้เกิดการขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไป

“ในอนาคตถ้าสามารถสร้างองค์ความรู้ในการทำความเข้าใจพัฒนาการทางภาษาของเด็กเล็กได้มากพอ จะช่วยสามารถออกแบบแนวทางในการให้คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ดูแลร่วมสังเกต ประเมิน และให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสมที่จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย อีกทั้งยังลดความกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษา และการสื่อสารของเด็กเล็ก” ผศ. ดร.จุฑามณี กล่าว

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ โครงการวิจัยที่นกฮูกเบบี้แล็บ มธ. ท่าพระจันทร์ มีศักยภาพในการทำวิจัยและพัฒนาการทางภาษาของเด็กไทยได้อีกหลายมิติ หากแต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องอาสาสมัคร จึงทำให้ไม่สามารถขยับได้อย่างก้าวกระโดด “ผศ. ดร.จุฑามณี” จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก “MARCS CILS NokHook BabyLab นกฮูกเบบี้แล็บ

สำหรับคุณสมบัติ เป็นเด็กเล็กอายุ 4-10 เดือน และ 16-18 เดือน ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และไม่คลอดก่อนกำหนด ซึ่งผู้ปกครองจะได้พบปะกับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรับคำแนะนำและองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษา ที่จะนำไปประกอบการออกแบบเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลานได้อย่างเหมาะสม

ทั้งหมดนี้ หากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่จะเป็นประโยชน์ต่อเด็กไทย สังคม และอนาคตของประเทศโดยรวม เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ

เจาะคลาส ICT ม.รังสิต!! วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม เปลี่ยนทฤษฎีไอทีเป็นโปรเจกต์อัจฉริยะ ฝึกคิดวิเคราะห์ตอบโจทย์อนาคต

เจาะลึกคลาสเรียน ICT วิทยาลัยนานาชาติ ม.รังสิต เปลี่ยนห้องเรียนเป็นแล็บนวัตกรรม ปั้นโปรเจกต์ IoT อัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในอนาคต

ในยุคที่เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต หลักสูตรวิทยาการสารสนเทศและเทคโนโลยีการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต (RIC) จึงผลิกโฉมการเรียนการสอนแบบเดิมๆ มาสู่รูปแบบ “Learning by Doing” ผ่านซีรีส์เวิร์กชอปสุดเข้มข้น “Workshop 5 Success” เปลี่ยนภาพจำการเรียนทฤษฎีไอทีที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จับต้องได้จริง “จากเซนเซอร์ตัวจิ๋ว สู่ระบบอัจฉริยะระดับสากล”

บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังงานของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างจดจ่ออยู่กับบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ สายไฟ และเซนเซอร์หลากหลายชนิด ซึ่งตลอดการเดินทางของซีรีส์เวิร์กชอปทั้ง 5 เซสชัน พวกเขาได้เริ่มต้นตั้งแต่นับหนึ่งในการทำความรู้จักกับ Smart Environment Monitoring System หรือระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมอัจฉริยะ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นขั้นตอนที่สนุกและท้าทาย ดังนี้:

1. เซสชันการตรวจวัดพื้นฐาน: นักศึกษาได้ลองติดตั้งเซนเซอร์ DHT11 เพื่ออ่านค่าอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงเซนเซอร์ LDR เพื่อวัดความเข้มของแสง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบ Smart Home

2. เซสชันการตรวจจับความเคลื่อนไหว: การประยุกต์ใช้เซนเซอร์ Ultrasonic เพื่อวัดระยะทางและการเคลื่อนที่ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยหรือระบบจอดรถอัจฉริยะได้

3. เซสชันการเชื่อมต่อและแสดงผล: เมื่อข้อมูลถูกเก็บรวบรวมได้แล้ว ความท้าทายคือการทำให้ "ข้อมูลพูดได้" ผ่านหน้าจอ LCD และการส่งข้อมูลข้ามผ่านเครือข่าย WiFi

ไฮไลท์สำคัญของเซสชันสุดท้ายคือการบูรณาการทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่านบอร์ด NodeMCU ESP8266 นักศึกษาไม่ได้เพียงแค่ทำให้อุปกรณ์ทำงานได้ แต่ต้องทำให้มัน “คุยกับเราได้” ผ่านระบบ Cloud โดยการสร้าง Dashboard บนเว็บไซต์ ช่วยให้พวกเขาสามารถติดตามสถานะของสภาพแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์ และที่เจ๋งไปกว่านั้นคือการสามารถ "สั่งการจากระยะไกล" ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก เมื่อนักศึกษาลองกดเปิด-ปิดไฟ หรือตรวจสอบอุณหภูมิในห้องผ่านเบราว์เซอร์แล้ว เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นทันทีในห้องแล็บ คือเครื่องยืนยันว่าทักษะทางด้าน IoT (Internet of Things) ของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องในตำราอีกต่อไป การเรียนการสอนในสไตล์นี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ทางเทคนิค แต่ยังปลูกฝังการคิดวิเคราะห์เชิงระบบ และความภูมิใจในฐานะ “นักสร้าง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังมองหา Workshop 5 Success ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่กิจกรรมเสริมหลักสูตร แต่เป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เราสร้างบัณฑิตที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี และเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาสร้างพลังงานทดแทนใหม่ ติดตั้งบำรุงรักษาโซลาร์เซลล์ 3 แห่ง ตั้งเป้าคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2583 ผสานเทคโนโลยีในวิทยาเขตยั่งยืน

มจธ. จับมือ กฟน. ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก มุ่งเป้าการบริหารจัดการพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ลงนามสัญญาการให้บริการติดตั้งและบำรุงรักษาอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก เพื่อยกระดับการใช้พลังงานสะอาดภายในสถาบันการศึกษา ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี มจธ

การลงนามสัญญาโดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และนางสาวภัทรา สุวรรณเดช รองผู้ว่าการธุรกิจการไฟฟ้านครหลวง พร้อมผู้บริหารทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับการใช้พลังงานสะอาดในสถาบันการศึกษา ผ่านการติดตั้ง
ระบบโซลาร์เซลล์และการดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ ทั้ง 3 พื้นที่การศึกษา (มจธ.บางมด มจธ.บางขุนเทียน และ อาคารเคเอกซ์) เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และถูกต้องตามมาตราฐานของระบบการจัดการพลังงานอันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่ยั่งยืน (Sustainable University)  ซึ่งตอบสนองต่อการประกาศเจตนารมณ์ การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของ มจธ. ภายในปี พ.ศ. 2583 (KMUTT Carbon Neutrality 2040)

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานในระดับปฏิบัติการ บูรณาการระบบให้เข้ากับการดำเนินการทุกด้านของมหาวิทยาลัยพร้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SEP for SDGs) มากไปกว่านั้นมหาวิทยาลัยฯ จะเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงการผสานศักยภาพระหว่างภาคการศึกษาและหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าได้อย่างลงตัว โดยก่อให้เกิดทั้งประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบรับการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศชาติ

สถานทูตจีนขอสอบสวนถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม คดีเรียกค่าไถ่พลเมืองจีนในไทย จีนเรียกร้องไทยเข้มบังคับใช้กฎหมาย หลังพลเมืองถูกกักขังเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว หลังเกิดคดีกักขังเรียกค่าไถ่ในไทย

โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีพลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย

ถาม: เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่พลเมืองจีนถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ในจังหวัดสระแก้ว ประเทศไทย สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยมีความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร?

ตอบ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ติดต่อสอบถามรายละเอียดของคดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยในทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการสอบสวนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของคดีโดยเร็ว และนำตัวผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย  รักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือฉันมิตรระหว่างจีนและไทย

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหรือผู้ที่วางแผนจะเดินทางมายังประเทศไทยอีกครั้ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย และใส่ใจต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน หากเกิดเหตุฉุกเฉิน โปรดรีบแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่จีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือโดยเร็ว

ที่มา : Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1402355991922410&id=100064440681953&rdid=zdJRAug9jdp3CzMx#

2C2P ชี้อีคอมเมิร์ซโตแรง!! ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัว 85.4% เอสเอ็มอีไทยเพิ่มใช้ชำระเงินดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัลโต 97% ภายในปี 2572 เอสเอ็มอีกว่า 3 ใน 4 จะขยายตลาดต่างประเทศ

2C2P เผยรายงานเจาะลึกอีคอมเมิร์ซอาเซียนขยายตัวก้าวกระโดด

สะท้อนเอสเอ็มอีไทยตื่นตัว รับเทรนด์ชำระเงินดิจิทัล

ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) ผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทในเครือของแอนทอม (Antom) เผยรายงานล่าสุดจาก IDC บริษัทวิจัยข้อมูลตลาดชั้นนำ ภายใต้หัวข้อ “How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential” ชี้ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเดินหน้าเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง85.4% แตะมูลค่า 9.38 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 2.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ในช่วงปี 2567–2572 ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียนก้าวขึ้นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย 

นายวรฉัตร ลักขณาโรจน์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ทูซีทูพี บาย แอนทอม (2C2P by Antom) กล่าวว่า “ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรองรับพฤติกรรมการชำระเงินที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2C2P by Antom ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มการชำระเงินแบบครบวงจรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มุ่งพัฒนาโซลูชันการชำระเงิน พร้อมส่งมอบองค์ความรู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจทุกขนาดได้สามารถบริหารจัดการระบบการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งในด้านการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า 50% ในหลายประเทศหลัก และการจ้างงานที่คิดเป็น 64.6%  ของกำลังแรงงานทั้งหมด[1] อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล ดังนั้น การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ปลอดภัย และรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว”

“ความซับซ้อนของระบบการชำระเงินในแต่ละประเทศยังถือเป็นอีกประเด็นหลักที่กำลังกลายเป็นความท้าทายสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายการเติบโตในระดับภูมิภาค ซึ่งภาคธุรกิจต้องการโซลูชันที่จะเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการเงินง่ายขึ้น รองรับรูปแบบการชำระเงินที่มีความหลากหลายในแต่ละตลาด และเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถดำเนินธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งปัจจุบัน แพลตฟอร์มการชำระเงินระดับองค์กร   ของ 2C2P by Antom สามารถทำให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเชื่อมต่อระบบผ่าน Single API เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และก้าวสู่การเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” นายวรฉัตร กล่าวเพิ่มเติม

รายงานจาก IDC ยังเผยอีกว่า การชำระเงินดิจิทัลมีแนวโน้มที่จะก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักของธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% ของธุรกรรมทั้งหมดภายในปี 2572 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 89% โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) และกระเป๋าเงินดิจิทัล (Mobile Wallet) โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ อย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม 

ทั้งนี้ ระบบการชำระเงินภายในประเทศคาดว่าจะเติบโตถึง 104% แตะมูลค่า 2.98 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 ก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และกลายเป็นช่องทางการชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่กระเป๋าเงินดิจิทัล มีแนวโน้มขยายตัว 107% แตะ 2.56 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 7.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) และในด้านบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยังถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% มีมูลค่าตลาดแตะ 6.11 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572 

ข้อมูลของธนาคารโลก ยังระบุว่า ประชากรกว่า 56% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการบัตรเครดิต-เดบิต ส่งผลให้ดิจิทัลเพย์เมนต์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน และช่วยเติมเต็มช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานระบบธนาคารแบบดั้งเดิมในหลายประเทศทั่วภูมิภาค 

รายงานฉบับนี้ยังได้เผยอินไซต์เกี่ยวกับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 58% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2572 โดยการศึกษาครั้งนี้ได้สำรวจกลุ่มเอสเอ็มอี จำนวน 600 รายใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาทั้งในประเด็นที่ธุรกิจให้ความสำคัญ การนำดิจิทัลเพย์เมนต์มาปรับใช้ ตลอดจนความพร้อมในการรองรับเทรนด์การชำระเงินรูปแบบใหม่

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มเอสเอ็มอีกว่า 66% ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีการจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 3 ยังคงพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจขณะที่ 63% มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยน เพื่อรองรับพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนของระบบ ความกังวลด้านการฉ้อโกง ค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสูง และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีของ SME ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าเอสเอ็มอีไทยหันมาใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การค้าข้ามพรมแดน และการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการขยายตลาดและการพัฒนาโซลูชันด้านการชำระเงินในสัดส่วนเท่ากันที่ 31% ตามมาด้วยการบริหารจัดการทางการเงินที่ 25%

อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดย 36% ระบุว่าค่าธรรมเนียม ที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ 28% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง และอีก 28% มองว่า การเชื่อมต่อระบบยังมีความซับซ้อน 

ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีเอสเอ็มอีเพียง 49% ที่ดำเนินธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่มากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า โดย IDC ประเมินว่า หากเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้นจะสามารถสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 6.73 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ) ภายในปี 2572

Lonely Loud Fest คัมแบ็ก!! ตอบโจทย์คนขี้เหงาเต็มที่ รวมศิลปินดังทั้ง NONT TANONT และ 4EVE เตรียมบัตร Early Bird 1 มิ.ย.นี้ จัดใหญ่ 20 ก.ย. ที่ UNION HALL

“Lonely Loud Fest 2” คัมแบ็กเปิดตี้คนขี้เหงา

รวมตัวท็อปสายฮีลใจ ปักหมุดรอกดบัตร Early Bird 1 มิถุนายนนี้

หลังสร้างปรากฏการณ์ “เทศกาลของคนขี้เหงา” จนกลายเป็นงานมิวสิกเฟสติวัลที่ถูกพูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ทั้งบรรยากาศสุดอบอุ่น โมเมนต์ฮีลใจ และเสียงเพลงที่เข้าถึงทุกความรู้สึกของคนฟัง ล่าสุด “Lonely Loud Fest” พร้อมกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ “Lonely Loud Fest 2” ที่ครั้งนี้อัปเกรด เติมความเลิศมากกว่าเดิม และไลน์อัปศิลปินแบบจัดเต็ม พร้อมเนรมิตค่ำคืนแห่งความเหงาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งความสุขอีกครั้ง

จากกระแสตอบรับถล่มทลายในครั้งแรก ทำให้การกลับมาของ “Lonely Loud Fest 2” กลายเป็นหนึ่งในมิวสิกเฟสติวัลที่แฟนเพลงรอคอย โดยครั้งนี้เตรียมเปิดพื้นที่ให้คนขี้เหงาได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึก ผ่านคอนเซ็ปต์เทศกาลที่อยากชวนทุกคนมาตะโกนบอกโลกว่า “เราอยู่ได้นะ!” ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ก็มาสนุกและฮีลใจไปพร้อมกันได้ ด้วยเพลงฮิต เพลงเศร้า เพลงรัก โดย “Lonely Loud Fest 2” จะจัดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนนี้ ณ UNION HALL, UNION MALL พร้อมขนทัพศิลปินแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมบรรเทาความเหงา ไม่ว่าจะเป็น NONT TANONT, INK WARUNTORN, BOWKYLION, PUN, 4EVE และ POLYCAT ภายในงานยังเตรียมกิจกรรม มุมถ่ายรูป และเซอร์ไพรส์อีกเพียบ ที่จะทำให้ Lonely Loud Fest 2 ไม่ใช่แค่มิวสิกเฟสติวัลทั่วไป แต่คือประสบการณ์แห่งความสุขที่แฟนเพลงจะได้กลับบ้านพร้อมความทรงจำดี ๆ อีกครั้งแน่นอน

แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม เพราะบัตร Early Bird ราคาเพียง 799 บาท จากราคาปกติ 1,299 บาท จะเปิดจำหน่ายวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป และเปิดขายถึงวันที่ 30 มิถุนายนเท่านั้น ทาง TICKET MELON  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง FACEBOOK / X / Instagram /TikTok : RS Multimedia & Entertainment #LonelyLoudFest2 #NONTTANONT #INKWARUNTORN #BOWKYLION #PUN #4EVE #POLYCAT 

LISA ร่วมแจมเพลง “Goals” ฟีฟ่าปล่อยเพลง “Goals” ประกอบฟุตบอลโลก 2026 ดึง LISA ร่วมงานกับ Anitta–Rema สะท้อนพลังดนตรีข้ามทวีป

LISA ร่วมด้วย! ปล่อยแล้วเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก "Goals"

ฟีฟ่าปล่อยเพลงใหม่ Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทย LISA ร่วมแจมกับอีก 2 ศิลปินชื่อดัง

ช่องยูทูบของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ปล่อยเพลงใหม่นามว่า Goals ซึ่งเป็นเพลงประกอบการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ออกมาแล้ว โดยเพลงนี้มีศิลปินระดับโลกชาวไทยอย่าง LISA (ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล) ร่วมแจมด้วย

สำหรับเพลง Goals เป็นเพลงเร็วแนวอิเล็กโทรป็อปที่ถูกแต่งขึ้นมาเพื่อเสริมบรรยากาศในสนามกีฬาให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยตัวเพลงนั้นขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองที่ดังกระหึ่ม และใช้เสียงซินธิไซเซอร์ที่คมชัด รวมถึงมีท่อนฮุคที่ผู้ฟังสามารถร้องตามได้

เพลงนี้เป็นการผสมผสานวัฒนธรรมเพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์กีฬาระดับโลก โดยมีลิซ่าเป็นตัวแทนจากเอเชีย, Anitta (บราซิล) เป็นตัวแทนลาตินอเมริกา และ Rema (ไนจีเรีย) เป็นตัวแทนแอฟริกา

ทั้งนี้ ศิลปินทั้ง 3 รายจะร่วมขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ร่วมกับ เคที เพอร์รี, Future และ Tyla ที่สนามโซฟี สเตเดียม ในวันที่ 12 มิถุนายน ส่วนเพลง Goals สามารถฟังได้ 

https://www.youtube.com/watch?v=safzyuZNCGI

ที่มา :  https://www.khaosod.co.th/sports/news_10253874

นักวิชาการ มธ.หวั่นยกเลิก VISA E-8 เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ 4 จ. ในไทย แนะเจรจาปรับเงื่อนไขด่วน เสนอมาตรการแก้ไข 5 ด้าน สะท้อนเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ

นักวิชาการ มธ. หวั่นเกาหลีใต้ ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร

แนะถกปรับเงื่อนไข ชง 5 มาตรการแก้ปัญหา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย

1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้

4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป

5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

ชายแดนสุรินทร์ตึง!! ทบ. เผยเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ฝ่ายไทยไม่ตอบโต้ ยึดกฎการใช้กำลัง ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ เตรียมประท้วงผ่านชุดประสานงาน

ทบ. เผยเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่าวานนี้ (21 พ.ค. 69) กองทัพบก ได้รับรายงานจาก  ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 1420 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top