Friday, 5 June 2026
News

จากรักและอาลัย “นิพนธ์” อาลัยรักภรรยา “กัลยา บุญญามณี” เงินทำบุญทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศล 21-25 พ.ค.

เงินทำบุญงานศพ “กัลยา บุญญามณี”ทั้งหมดมอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครรินทร์

นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวานนายกฯอนุทิน ชาญวีระกูล ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงการเสียชีวิตของคุณกัลยา บุญญามณี ภรรยาของนิพนธ์ และมารดาของสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

”มีรัฐมนตรีหลายคนแจ้งว่า จะเดินทางไปร่วมงานบุญด้วย ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเสาหลักคนหนึ่งในครอบครัว“

นิพนธ์ ได้โพสต์อาลัยรักต่อการจากไปอย่างกะทันหันของภรรยา “สู่สุขคติภพนะขุ้ย ตลอดเวลาขุ้ยทำหน้าที่ภรรยา หน้าที่แม่ของลูกๆ และหน้าที่การงานได้ดีที่สุดแล้ว ไม่ต้องห่วงกังวลสิ่งใดแล้วนะ จะทำทุกอย่างแทนขุ้ยให้ดีที่สุด หลับให้สบายนะ

รักและคิดถึงเสมอ”

นิพนธ์ บอกว่า ในการณ์นี้ ทางคณะเจ้าภาพขอแจ้งให้ทราบว่า กรณีมีผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญ ทางคณะเจ้าภาพมีความประสงค์มอบเงินทำบุญทั้งหมดให้แก่ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ไม่รับเงินสด โดยสามารถสแกน QR Code ตามรูปสแกนโอนทำบุญได้เลย โดยระบบจะบันทึกว่ามาจากการร่วมทำบุญในนามคุณกัลยา บุญญามณี

“ขอกุศลผลบุญที่กระทำในครั้งนี้ให้ไปถึงคุณกัลยา หอบหิ้วผลบุญเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปรายภพ พบเจอแต่คนที่รักในภพหน้า”

สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลศพคุณกัลยา วันพฤหัสที่ 21 พฤษภาคม จะเคลื่อนย้ายศพมาจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.)ไปยังศาลาเฉลิมพระเกียรติ ร.9 วัดแหลมทราย เวลา 14.00 น.รดน้ำศพ เวลา 17.00 น.พระราชพิธีน้ำหลวงอาบศพ เวลา 18.30 น.สวดพระอภิธรรมทุกวัน วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม เวลา 16.00 น.พระราชทานเพลิงศพ

สวนนงนุชจัดโปร!! พัก 2 คืนแถมฟรี 1 คืน ชมสวนระดับโลกกว่า 60 แห่ง ฟรีโชว์ช้างและศิลปวัฒนธรรมไทย เฉพาะวันหยุดยาวสิ้นพ.ค.-มิ.ย.

เที่ยวคุ้มที่สุดแห่งปี! “สวนนงนุชพัทยา”ตอนรับวันหยุดยาว พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน  ชมฟรีสวนระดับโลก  และชม2โชว์ฟรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  5 วันเท่านั้น

นายกัมพล ตันสัจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมพักผ่อนช่วงวันหยุดยาว ระหว่างวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ “พัก 2 คืน แถมฟรี 1 คืน” สำหรับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา ท่ามกลางธรรมชาติและสวนสวยระดับโลก บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

โปรโมชั่นดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม พร้อมเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวนฟรี อาทิ สวนลอยฟ้า สวนฝรั่งเศส หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ และมุมถ่ายภาพใหม่ยอดนิยม ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งวัน เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักท่องเที่ยวทุกวัย

นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิ์เข้าชม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย และการแสดงช้างแสนรู้  และเข้าชม“พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ” ฟรี พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมและจุดเช็ก อินภายในสวนนงนุชพัทยา ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่แมว สวนพฤกษศาสตร์ขนาดใหญ่ และพื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น

รายละเอียด

จองที่พัก 2 คืน ฟรี 1 คืน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

ใช้ได้เฉพาะวันที่ 30–31 พฤษภาคม และ 1–3 มิถุนายน 2569

ใช้ได้กับห้องพักทุกโซนภายในสวนนงนุชพัทยา

ฟรีเที่ยวชมสวนสวยมากกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่

ฟรีเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดสำหรับช่วงวันหยุดยาวนี้ ราคาดังกล่าวไม่รวมอาหารเช้า ไม่รวมที่นอนเสริม  สวนนงนุชพัทยา พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยบรรยากาศการท่องเที่ยวใกล้ชิดธรรมชาติ สวนสวยระดับโลก และกิจกรรมหลากหลายที่สามารถเที่ยวได้ทั้งวันในจุดหมายปลายทางเดียวของเมืองพัทยาเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สถาบันไทยลุยกรณีศึกษา ผลักดันกรณีศึกษาธุรกิจในไทยและเอเชีย ลดพึ่งพาตะวันตกเน้นบริบทท้องถิ่น SMU หนุนเขียนกรณีศึกษาตอบโจทย์ตลาดจริง เตรียมพร้อมบัณฑิตรับความท้าทายใหม่

สถาบันการศึกษาด้านบริหารธุรกิจของไทยผลักดันการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาในเอเชีย เพื่อส่งเสริมความพร้อมด้านอุตสาหกรรมของบัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา

โครงการริเริ่มของมหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สนับสนุนนักวิชาการไทยในการพัฒนากรณีศึกษาเพื่อการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น

กรุงเทพ, ประเทศไทย, 13 พฤษภาคม 2569 – มหาวิทยาลัยไทยกำลังเร่งพัฒนากรณีศึกษาทางธุรกิจโดยมุ่งเน้นที่เกิดในประเทศไทยและเอเชีย ทั้งนี้ นักการศึกษาหลายท่านได้ออกโรงเตือนว่าการพึ่งพาตำราเรียนจากตะวันตกมากจนเกินไปทำให้บัณฑิตขาดความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายในโลกธุรกิจที่เป็นจริงทั้งในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่การศึกษาด้านธุรกิจในไทยต้องพึ่งพากรณีศึกษาต่าง ๆ ของตะวันตกเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำกันทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาชี้ว่าการมุ่งเน้นกรณีศึกษาทางธุรกิจจากตะวันตกมากจนเกินไปก่อให้เกิดความไม่สอดคล้องระหว่างการเรียนรู้ในห้องเรียนและความท้าทายที่ผู้บริหารไทยต้องเจอในภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (Singapore Management University: SMU) กำลังทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาในไทยเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยอิงจากสถานการณ์ทางธุรกิจที่เป็นจริงในเอเชีย

ซีลีน ควอค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ SMU Thailand กล่าวว่า “นักศึกษาในเอเชียกำลังหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความมั่นคง ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ และความสอดคล้องทางเศรษฐกิจมากขึ้นในการเลือกประเทศศึกษาต่อ ท่ามกลางผลกระทบจากนโยบายวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงในสหรัฐอเมริกาและบางประเทศในยุโรป ด้วยเหตุนี้ทำให้การเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาที่มุ่งเน้นบริบทเอเชียไม่ใช่เพียงแค่ส่วนเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากผู้นำแห่งอนาคตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเกี่ยวกับตลาด ความเสี่ยง และปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญและดำเนินงานท่ามกลางบริบทเหล่านี้ในอนาคต”

การเสริมสร้างศักยภาพของไทยด้านการเขียนกรณีศึกษา

เวิร์กช็อปล่าสุดที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาของ SMU (Centre for Case Learning Excellence)  ได้รวบรวมคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันพัฒนากรณีศึกษาสำหรับการเรียนการสอนที่สะท้อนบริบททางธุรกิจของประเทศไทย

รศ. ดร. โอลิมเปีย ราเซลา ผู้อำนวยการหลักสูตรการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อสังเกตว่า “จากประสบการณ์ตรงของดิฉัน “กรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอนไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเสมอไป อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการจัดการเรียนการสอนกรณีศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็นของตนเอง บรรยากาศในชั้นเรียนจะมีชีวิตชีวา เข้มข้น และสร้างสรรค์”

ดร. พร้อม อุดมเดช ผอ.สำนักบริหารหลักสูตรสถาปัตยกรรมสหวิทยาการนานาชาติ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า “ปัจจุบัน การศึกษาด้านธุรกิจในประเทศไทยยังขาดแคลนความรู้ด้านการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างและการออกแบบอยู่มาก เรายังขาดกรณีศึกษาเฉพาะของไทยในภาคส่วนเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าองค์ความรู้ที่สำคัญนี้มักขาดหายไปจากหลักสูตรการศึกษาด้านธุรกิจ”

อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของเอเชียกำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาด้านธุรกิจ

นักการศึกษาชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นเอเชียเป็นหลักสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากภูมิภาคนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

SMU ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกด้านการสอนโดยใช้กรณีศึกษา จากการจัดอันดับของ Financial Times Research Insights Ranking 2025 และ The Case Centre Impact Index 2025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการประสานงานระดับภูมิภาคในการพัฒนากรณีศึกษา

การสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและการเล่าเรื่อง

ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ถูกนำมาใช้ในกระบวนการค้นหาข้อมูลและตรวจแก้เนื้อหามากยิ่งขึ้น นักการศึกษาได้เตือนว่าความเข้าใจที่ลึกซึ้งของมนุษย์ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

ดร. ฮาโววี โจชิ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเรียนรู้กรณีศึกษาของ SMU ได้กล่าวว่า “กรณีศึกษาที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการเล่าเรื่องและบริบท ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถสนับสนุนกระบวนการนี้ได้ แต่ยังไม่สามารถทดแทนมุมมองของมนุษย์ที่จำเป็นต่อการทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาได้”

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การพัฒนาตัวอย่างกรณีศึกษาที่เน้นประเทศไทยและเอเชียเป็นหลักอาจมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพความเป็นผู้นำและความพร้อมของกำลังแรงงาน ด้วยการบูรณาการความเป็นจริงทางธุรกิจในท้องถิ่นเข้ากับการศึกษา ประเทศไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำในอนาคตที่มีทักษะการตัดสินใจที่จำเป็นในระบบเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

การพัฒนาอาชีพผ่านหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU

หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาของ SMU มุ่งพัฒนาความเชี่ยวชาญที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงให้แก่ผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางกาเรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์และการเรียนผ่านกรณีศึกษา

นักวิชาการในประเทศไทยร่วมถ่ายภาพกับ ดร. ฮาโววี โจชิ หลังเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การพัฒนากรณีศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเอเชีย" เพื่อเสริมสร้างทักษะการเขียนกรณีศึกษาและพัฒนากรณีศึกษาธุรกิจเอเชียจากสถานการณ์จริงสำหรับการเรียนการสอน

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์แสดงความยินดี กับพี่หนุ่ย กาแฟโบราณ เนื่องในลูกสาวสำเร็จการศึกษา MBA จาก Oxford ประเทศอังกฤษ

(20 พ.ค. 69) ดร หิมาลัย ผิวพรรณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ระบุว่า “ขอแสดงความยินดีกับ พี่หนุ่ย กาแฟโบราณ ที่ลูกสาวจบ MBA จาก Oxford ครับ

ครม. สั่งยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน!! รัฐบาลยกเลิกมาตรการ ผ.60 นักท่องเที่ยว 93 ประเทศกลับเข้าเกณฑ์เดิม 30 วัน เตรียมแจ้งหน่วยงานดำเนินการ รัฐบาลคืนระบบเดิม คุมเข้มท่องเที่ยว–ธุรกิจระยะสั้น

เมื่อวานนี้ วันที่ 19 พฤษภาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน สำหรับนักท่องเที่ยวจากกว่า 90 ประเทศ รวมถึงกรณีของประเทศที่มีสิทธิ์ได้รับวีซ่ามากกว่า 1 ประเภท ก็ให้ยกเลิกเช่นเดียวกัน โดยจะกลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม

หลังจากนี้ จะมีการแจ้งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ รายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา หรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อการท่องเที่ยว การทำงาน หรือการติดต่อธุรกิจระยะสั้น โดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน หรือที่เรียกว่า ผ.60 มีทั้งหมด 93 ประเทศ

รายชื่อ 93 ประเทศ ยกเลิก ‘ฟรีวีซ่า 60 วัน’ 
กลับไปใช้หลักเกณฑ์เดิม (30 วัน)

- กลุ่มประเทศนอร์ดิก: สวีเดน, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, นอร์เวย์

- กลุ่มประเทศยุโรป: แอลเบเนีย, อันดอร์รา, ออสเตรีย, เบลเยียม, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, ไซปรัส, เช็กเกีย, เอสโตเนีย, ฝรั่งเศส, จอร์เจีย, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, คอซอวอ, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, ลิทัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, โมนาโก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, โรมาเนีย, รัสเซีย, ซานมารีโน, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, สเปน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, ยูเครน, สหราชอาณาจักร

- กลุ่มเอเชีย: ภูฏาน, บรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, ลาว, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไต้หวัน, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

- กลุ่มตะวันออกกลาง: บาห์เรน, อิสราเอล, จอร์แดน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน: แคนาดา, คิวบา, โดมินิกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, กัวเตมาลา, จาเมกา, เม็กซิโก, ปานามา, ตรินิแดดและโตเบโก, สหรัฐอเมริกา

- กลุ่มอเมริกาใต้: บราซิล, โคลอมเบีย, เอกวาดอร์, เปรู, อุรุกวัย

- กลุ่มโอเชียเนีย: ออสเตรเลีย, ฟิจิ, นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี, ตองกา

- กลุ่มแอฟริกา: มอริเชียส, โมร็อกโก, แอฟริกาใต้

ที่มา ไทยรัฐ - https://www.thairath.co.th/news/politic/2933830
เดลินิวส์ https://www.dailynews.co.th/news/5874610/

OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชนปลื้ม ยอดขาย Thai Festival 2026 ทะลุเป้า พุ่งสวนตลาดญี่ปุ่น ยอดขายกว่า 2 ล้านบาท สะท้อนพลังคราฟต์ไทยบนเวทีสากล

กรมการพัฒนาชุมชน ปลื้ม OTOP ไทยครองใจชาวญี่ปุ่น กวาดยอดขายทะลุเป้า

ต่อยอดออร์เดอร์–เจรจาการค้า ดันสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

ระหว่างวันที่ 9–10 พฤษภาคม 2569 ณ สวนโยโยงิ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำผู้ประกอบการ OTOP ไทยเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 ครั้งที่ 26 งานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับสินค้าไทยจาก “สินค้าชุมชน” สู่ “งานคราฟต์ระดับนานาชาติ” ผ่านการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับการออกแบบร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด “OTOP Thai Craft: Beat Your Heart” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพ และสะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรมไทย

ในโอกาสนี้ ได้รับเกียรติจากนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวว่า งานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว นับเป็นเทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คนต่อปี

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้าและสร้างการรับรู้สินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศ สำหรับการนำผู้ประกอบการสินค้า OTOP จากทั่วประเทศกว่า 23 แบรนด์ชั้นนำ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยตลอด 2 วันของการจัดงาน สามารถสร้างยอดจำหน่ายรวม 2,081,370 บาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายสินค้าภายในงาน 1,966,570 บาท และยอดสั่งซื้อเพิ่มเติม (Order) อีก 114,800 บาท ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ระฆังทอง จ.อุบลราชธานี มียอดจำหน่ายสูงกว่า 269,780 บาท รองลงมา ได้แก่ พรีม่าเพิร์ล จ.ภูเก็ต จำหน่ายได้ 177,325 บาท อันดับ 3 กลุ่มแปรรูปผ้าย้อมสีธรรมชาติ Indygo จ.สกลนคร จำหน่ายได้ 111,889 บาท สะท้อนความนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ และมีเรื่องราวของผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น อาทิ Asia Super Store ซุปเปอร์มาเก็ตไทยขนาดใหญ่ ที่มีสาขาทั้งในโตเกียวและโอซาก้า โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและต่อยอดความร่วมมือในอนาคต ควบคู่กับกิจกรรม Workshop และการสาธิตผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อสินค้า

ความสำเร็จของการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้า OTOP ไทยในตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันสินค้าไทยสู่เวทีสากลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘คิวเรียส คันไป’ ลุยคราฟต์สาเก ยกระดับศิลปะการดื่มด้วยสาเกพรีเมี่ยม คว้าสิทธิ์ "บรุกลิน คุระ" จากนิวยอร์ก จับกลุ่ม GEN ใหม่ขยายตลาดเครื่องดื่ม เสิร์ฟคู่เมนูหลากหลายชาติเพิ่มรสชาติ

“คิวเรียส คันไป” ยกระดับ “ศิลปะแห่งการดื่ม” คว้าคราฟต์สาเก

จากนิวยอร์ก “Brooklyn Kura” เสิร์ฟสายเทส เขย่าตลาดเครื่องดื่มพรีเมี่ยม

นายสกล สุริยะโชติ ผู้ก่อตั้ง และ ผู้เชี่ยวชาญการคัดสรรสาเก (Sake Curator) กลุ่ม คิวเรียส คันไป (Curious Kanpai)  และ นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป ร่วมเปิดเผย ถึงผลสำเร็จในการยกระดับธุรกิจของกลุ่ม คิวเรียส คันไป ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านการบริการคัดสรรสาเก  พรีเมี่ยมคุณภาพสูง คว้าสิทธิ์ “บรุกลิน คุระ” (Brooklyn Kura) สาเกพรีเมี่ยมจากแหล่งผลิตในสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้รับสิทธิ์การทำตลาดเมื่อปี 2568 และเป็นประเทศที่สองในเอเชียต่อจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มในประเทศไทย ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นด้านการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่หลากหลายและปรุงอย่างพิถีพิถัน จากร้านอาหารชั้นนำและบาร์ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ศิลปะแห่งการดื่มอย่างมีรสนิยม

“บรุกลิน คุระ เป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในเซกเมนต์ “Craft Sake” โดยนำมาจับคู่กับเมนูอาหารหลากหลายสัญชาติไม่จำกัดเฉพาะกับอาหารญี่ปุ่น เราได้สร้างสรรค์เมนูอาหารที่จับคู่กับ บรุกลิน คุระ หลากหลายสัญชาติ ทั้ง ไทยดั้งเดิม ไทยครีเอทีฟ ฝรั่งเศส อิตาเลียน ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย จีน-ไทย และอีสานฟิวชัน จึงเหมาะที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ ซึ่งไม่ได้แข่งกับสาเกญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมโดยตรง” นายสกล กล่าว

ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีมูลค่าตลาดรวมราว 110,000 ล้านบาท

เปิดเกมรุกขยายฐาน GEN ใหม่  

นางสาวกุลศิริ ไชยนพกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ คิวเรียส คันไป กล่าวว่า “ความเหนือระดับของ “บรุกลิน คุระ” คือการมุ่งสร้างประสบการณ์ให้กับนักดื่ม GEN ใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การดื่มที่พิถีพิถัน ใส่ใจและมีรสนิยมในการดื่ม ควบคู่กับเมนูอาหารที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เหมือนเลือกร้านอาหาร เลือกการแต่งตัว ที่ได้ค้นพบว่านักดื่ม GEN ใหม่ มีความสนใจเรื่องราว งานคราฟต์ และการค้นพบ พวกเขาพร้อมลองไวน์ธรรมชาติ จากจอร์เจีย เมสกัลจากโออาซากา หรือ Craft Sake จาก “บรุกลิน คุระ” ไม่ใช่เพราะเทรนด์ แต่เพราะต้องการสัมผัสด้วยประสบการณ์จากการดื่มจริง ๆ เพื่อค้นพบความพิเศษ คนกลุ่มนี้ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ที่วงการอาหาร และเครื่องดื่มกำลังเปิดกว้างสำหรับคนที่กล้าลอง แต่รอบรู้เรื่องอาหาร หลงใหล และเปิดกว้างกับการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ เชื่อลิ้นตัวเองมากกว่ายี่ห้อดัง และชอบแชร์ของดีให้เพื่อน”

“สาเก ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ดื่มได้สนุก เข้ากันได้กับอาหารทุกประเภท ทั้ง ส้มตำ ผัดไทย ซีฟู้ดย่าง หรือ อาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทร ในฐานะที่ คิวเรียส คันไป เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่คัดสรรและเผยแพร่ความรู้เรื่องสาเก  บริษัทมุ่งเน้นการสื่อสารโดยให้ความรู้ด้านกลิ่น รสชาติ และ การจับคู่อาหาร ผ่านแพลตฟอร์ม Online  Facebook และ Instagram เป็นหลัก” นางสาวกุลศิริ กล่าว

นำร่อง คราฟต์สาเก 3 ตัวดัง

“บรุกลิน คุระ” นำร่อง สาเก 3 ตัวดังรุ่นเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นร่วมกับเมนูอาหารหลากหลาย ได้แก่ 1.ออสซิเดนทัล จุนไม/คราฟท์ สาเก (Occidental Junmai/Craft Sake (Dry-Hopped)) คู่กับ ส้มตำ แลมป์เบอร์เกอร์ ทูน่าสเต็กย่าง หมูย่าง 2.แคทสกิล จุนไม ไดกินโจ (Catskills Junmai Daiginjo) คู่กับ ซาชิมิ ซูชิ อาหารทะเล ยำวุ้นเส้น 3.แกรนด์ แพรรี่ จุนไม กินโจ (Grand Prairie Junmai Ginjo) คู่กับ อาหารทะเลย่าง ผัดไทย ชาร์คูเทอรี ทูน่า ทาร์ทาร์ (Tuna Tartare) 

“เรามั่นใจว่าการเปิดตัว “บรุกลิน คุระ” จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้รักการดื่มและอาหารในสไตล์ตัวเองทั้งในประเทศไทยและในระดับอาเซียนของกลุ่ม GEN ใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ภายใต้กลยุทธ์การสร้างการรับรู้การถ่ายทอดตำนานสาเก ร่วมกับเมนูอาหารที่หลากหลายในประเทศไทย”

อนึ่ง บริษัทฯ ปฏิบัติ และดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย โดยมุ่งมั่นสร้างความเข้าใจ และให้ความรู้เรื่องวัฒนธรรมสาเก รวมถึงศิลปะของการดื่มสาเกอย่างแท้จริงในเมืองไทย

ไทยทะยาน Top 50 โลก!! StartupBlink จัดอันดับไทยขึ้นที่ 49 โลก ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโตแรงสุดรอบ 6 ปี NIA ปลื้มไทยขยับ 4 อันดับ สู่ชาตินวัตกรรม สะท้อนสตาร์ตอัปไทยขยายสู่เมืองรอง

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากพันธมิตรระดับโลก ร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐมากกว่า 100 ประเทศ

-ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย ปี 2026

-ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%

-เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก

-ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก

- ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ

-ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

- ผลการจัดอันดับระดับจังหวัด

“กรุงเทพมหานคร” เมืองหลวงแห่งระบบนิเวศ

-กรุงเทพมหานคร ขยับขึ้น 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

-กรุงเทพมหานคร ครองอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสาขา Robotics และอันดับ 17 ของโลก

เมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโต

-เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์

-ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์

-4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม

NIA ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" โดยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://lp.startupblink.com/report/

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1409179637903924&id=100064357042971&rdid=B6ClMMNceOSCUyW7#

“อินเตอร์ลิ้งค์ฯ” จับมือ “ม.นครพนม” ชูปรัชญา “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยกระดับทักษะเครือข่ายดิจิทัล ปั้นบุคลากรสู่มาตรฐานสากล เสริมแกร่งการศึกษา–เทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล

บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ มหาวิทยาลัยนครพนม ยกระดับวงการศึกษา ก้าวเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายยุคดิจิทัล มุ่งมั่นพัฒนาบุคลากร ก้าวเติบโตสู่สากลอย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อมเครือข่ายสถาบัน วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนครพนม ณ ห้องประชุมแก้วกาญจนา มหาวิทยาลัยนครพนม

โดยได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ของทั้งสองหน่วยงาน ที่ร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง 

โดยความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานระบบสายสัญญาณสื่อสารของไทยให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Digital Transformation ตลอดจนการเติบโตของเทคโนโลยีในอนาคต 

ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมงานวิจัย นวัตกรรม และการบริการวิชาการแก่สังคม พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเครือข่าย และระบบสื่อสารข้อมูล จากประสบการณ์จริงให้แก่บุคลากร และนักศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และระบบสายสัญญาณของประเทศไทย และมีปรัชญาอันมุ่งมั่นที่จะ “นำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศไทย” ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า จากสินค้าภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING ร่วมกับวางรากฐานอันมั่นคงในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลของประเทศในระยะยาวต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top