Saturday, 13 June 2026
News

จากหางแร่สู่ทรัพยากรใหม่!! อัคราโชว์ 3 งานวิจัยต้นแบบ ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ จุฬาฯ–มจธ.–มทส. เปิดโมเดลใช้ประโยชน์หางแร่ สร้างวัสดุคาร์บอนต่ำและซีเมนต์พิเศษ

บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ร่วมกับ 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดเสวนาโต๊ะกลมในหัวข้อ “หางแร่: เสียงจาก 3 มหาวิทยาลัย สู่การใช้ประโยชน์จริง” เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมต้นแบบ 3 โครงการ พลิกโฉม “หางแร่” จากการผลิตทองคำและเงิน สู่การเป็น “ทรัพยากรทางเลือก” มุ่งเปลี่ยนทรัพยากรคงเหลือจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบต้นน้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พลังงาน และวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 

เปิดมิติความร่วมมือ: ผสานงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงจากหางแร่

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของอัครา ที่สนับสนุนการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดพื้นที่เหมืองให้นักวิจัยเข้าถึงและเก็บตัวอย่างหางแร่ เพื่อนำไปศึกษาคุณสมบัติและพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงในภาคก่อสร้าง พลังงาน และระดับชุมชน ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ยังตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยเชิงระบบที่อัครายึดมั่นปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตามมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment: EHIA) 

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด การร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองข้าม อย่าง “หางแร่” ถูกนำมาศึกษาและต่อยอดเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งในภาคก่อสร้างและภาคพลังงาน รวมถึงผลักดันให้นวัตกรรมเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในระดับชุมชน เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน” 

3 โมเดลนวัตกรรม: พลิกโฉมหางแร่ให้เป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี หัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ พัฒนานวัตกรรม “ไบโอซีเมนต์” ที่ผสานหางแร่เข้ากับวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอย่างเปลือกไข่และจุลินทรีย์จากกากน้ำปลา กลายเป็นวัสดุก่อสร้างแห่งอนาคตที่ใช้พลังงานต่ำในการผลิต เนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการเผาอย่างซีเมนต์ทั่วไป มีคุณสมบัติพิเศษในการทนการกัดกร่อนของเกลือ ตอบโจทย์ปัญหาดินเค็ม และซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อเกิดรอยแตก

ปัจจุบันนวัตกรรมนี้ได้รับการจดสิทธิบัตรและถูกนำไปใช้งานจริงในรูปแบบ “แผ่นหน่วงน้ำเค็ม” เพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยผลการทดลองพบว่าสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 53% ในปีแรกเมื่อเทียบกับพื้นที่ดินเค็มทั่วไป อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณ GABA ในข้าวสูงขึ้นกว่า 300 เท่า และลดค่าดัชนีน้ำตาลลงได้ประมาณ 30% สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน โดยในระยะต่อไปมีแผนขยายผลสู่การพัฒนาเป็นรางระบายน้ำในระบบชลประทานอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแผนทดลองใช้งานร่วมกับกรมชลประทานในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเหมืองแร่ทองคำชาตรีในระยะต่อไป 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ดร.พีท หอมชื่น อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาพบว่าหางแร่ที่ผ่านการบดละเอียดจากกระบวนการผลิตมีขนาดอนุภาคที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทีมวิจัยจึงพัฒนาเป็น “วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ” ในรูปแบบอิฐบล็อกและอิฐช่องลม โดยมีสัดส่วนหางแร่ประมาณ 25–75% ซึ่งนอกจากจะมีความแข็งแรงและทนทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติและขนาดอนุภาคที่พร้อมใช้งาน ทำให้สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการเตรียมเพิ่มเติม ช่วยลดต้นทุนและการใช้พลังงานในบางขั้นตอนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

นอกจากนี้ วัสดุดังกล่าวยังช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้ประมาณ 1–2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอิฐทั่วไปในท้องตลาด และสามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ราว 5–10% สอดรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขยายผลจากระดับห้องปฏิบัติการสู่โรงงานต้นแบบ (Pilot Scale) เพื่อประเมินการใช้งานจริง และเตรียมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนในระยะต่อไป มุ่งสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดย ผศ.ดร.บุญณรงค์ อาศัยไร่ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธรณี สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำหางแร่ไปใช้เป็น “สารเติมแต่งในซีเมนต์พิเศษ” สำหรับอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งต้องการวัสดุที่ทนทานต่อแรงดันสูงและสามารถป้องกันการรั่วไหลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว 

ผลการวิจัยพบว่า การใช้หางแร่ในสัดส่วน 30% สามารถเพิ่มความสามารถในการรับแรงอัดของซีเมนต์ได้มากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับวัสดุอ้างอิงที่ใช้ซิลิกาในสัดส่วนเดียวกัน อีกทั้งยังมีค่าความพรุนและการซึมผ่านต่ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการรั่วซึมของของเหลวและก๊าซระหว่างชั้นวัสดุ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญด้านความปลอดภัยในงานวิศวกรรมปิโตรเลียม ตอกย้ำศักยภาพของหางแร่ในการก้าวสู่การเป็นวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

มุ่งหน้าสร้างโอกาสใหม่ จากนวัตกรรมหางแร่

ผลงานวิจัยของทั้ง 3 สถาบัน ชี้ถึงศักยภาพของ “หางแร่” ในการก้าวสู่การเป็นทรัพยากรทางเลือกแห่งอนาคต ที่สามารถสร้างมูลค่าและพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย นายภูริวิทย์ สังข์ศิริ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์และสุขภาพ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยช่วยให้เราเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคและสัดส่วนที่เหมาะสมในการนำหางแร่ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า สามารถพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตั้งอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้จริงทั้งในระดับอุตสาหกรรมและชุมชน”

อัครายังคงเดินหน้าความร่วมมือกับทั้ง 3 สถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยจากต้นแบบสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อผลักดันให้วัสดุผ่านการรับรองและเป็นที่ยอมรับในระดับอุตสาหกรรม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โครงการนำร่องเหล่านี้จึงเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่เดิมบนพื้นฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์ สามารถพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าได้อย่างยั่งยืน

กตป. เผยผล กสทช. ปี 68 แถลงผลติดตามงาน กสทช. ปี 2568 ประเมิน 6 มิติสอดคล้องมาตรฐานสากล ชี้ช่องว่างกฎหมายบริการ OTT ดิจิทัล เสนอนโยบายปรับปรุงรองรับโลกใหม่

คณะ กตป. แถลงผลการดำเนินงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. ประจำปี 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือ กตป. ร่วมกับบริษัท อินไซท์ คอนซัลติ้ง รีเสิร์ช จำกัด จัดงานแถลงผลและเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. รวมถึงนโยบายสำคัญ ประจำปี 2568 โดยใช้กรอบประเมิน 6 มิติที่เชื่อมโยงกับมาตรฐาน OECD, ERGA และ ITU เพื่อสะท้อนศักยภาพการกำกับดูแลทั้งด้านโครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ของการกำกับดูแล

กตป. 5 ด้าน ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. สำนักงาน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. จากการรวบรวมข้อมูลการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียส่วนกลางและส่วนภูมิภาค การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก
.
ผลการประเมินภาพรวมปี 2568 พบว่า กสทช. สามารถกำกับดูแลกิจการภายใต้กรอบกฎหมายเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุญาต การจัดสรรคลื่น การกำกับการแข่งขันหลังการควบรวมธุรกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค การสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน การส่งเสริมการเข้าถึงสื่อของคนพิการผ่าน AD, CC และ SL รวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการ USO อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่บริการดิจิทัล แพลตฟอร์มข้ามพรมแดน และ OTT ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย ความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค จึงควรกำหนดทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และกำหนดขอบเขตการกำกับดูแลบริการใหม่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ระบบสื่อสารไทยมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย เป็นธรรม และรองรับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

พลตำรวจตรี เอกธนัช  ลิ้มสังกาศ ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน และกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการกระจายเสียง พบผลการประเมินว่า กสทช. มีการดำเนินงานตามภารกิจที่มีกฎหมายรองรับได้เป็นไปอย่างดี เช่น การประมูลคลื่น FM ระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนความถี่และมาตรฐานทางเทคนิค การพัฒนาระบบ e-BCS ให้การยื่นผังรายการเป็นดิจิทัล การลดระยะเวลาการจัดการเรื่องร้องเรียน และการกำกับโฆษณาเกินจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะการกำกับดูแลวิทยุออนไลน์และบริการรูปแบบใหม่ซึ่งกฎหมายยังไม่ครอบคลุม การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างสายงาน การผลักดันวิทยุดิจิทัล DAB+ มาตรการสนับสนุน และความเข้าใจจากผู้ประกอบกิจการ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมทางเทคโนโลยี
ดร. พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรทัศน์ พบผลการประเมินว่า กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลโทรทัศน์แบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างดี ทั้งด้านใบอนุญาต การติดตาม

ผังรายการ การจัดการเรื่องร้องเรียน การกำกับมาตรฐานเนื้อหา และการส่งเสริมบริการ AD, CC, SL สำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไปสู่การรับชมหลายช่องทาง ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพเนื้อหา เช่น ข่าวเชิงดราม่า โฆษณาเกินจริง และรายการรีรันจำนวนมาก ประเด็นท้าทายในระยะต่อไปคือ การอุดช่องว่างกฎหมายต่อ OTT และแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำหนด Roadmap หลังปี 2567 และการพัฒนาเครื่องมือ Real-time Monitoring/AI รวมถึงยกระดับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดัน EWS ให้ใช้งานจริง เพื่อคงบทบาทโทรทัศน์ในฐานะสื่อสาธารณะทั้งภาวะปกติและฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รองศาสตราจารย์ ดร. อุรุยา วีสกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านกิจการโทรคมนาคม ผลการประเมินพบว่า กสทช. มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงโครงสร้างและเครื่องมือกำกับดูแล โดยเฉพาะระบบ e-FA และ e-Licensing ที่ลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบย้อนหลังได้ รวมถึงการพัฒนา CBS, EWS และ Mobile ID เพื่อยกระดับความปลอดภัยของธุรกรรมดิจิทัลและบริการสื่อสารสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการดำเนินงานตามแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 3 สะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารคลื่นความถี่ เลขหมายโทรคมนาคม และการเตรียมพร้อมสู่ 5.5G/6G อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งปรับกฎหมายให้ทันต่อบริการ OTT และบริการข้ามพรมแดน พัฒนาระบบเฝ้าระวังการใช้คลื่นแบบ Real time และคุ้มครองผู้บริโภคจากค่าบริการ คุณภาพบริการ การหักเงินโดยไม่ตั้งใจ และภัยหลอกลวง ตลอดจนการส่งเสริมการแข่งขันรายใหม่ เช่น MVNO/Wholesale

พลเอก สิทธิชัย มากกุญชร กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น CBS, EWS, Mobile ID การจัดการ SIM Box และการป้องกันการใช้ซิมในทางมิชอบ รวมถึงส่งเสริมความรู้เท่าทันสื่อตามแนวทาง MIDL โดยผลการดำเนินงานเห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะการลดระยะเวลาจัดการเรื่องร้องเรียน และการเพิ่มเครื่องมือคุ้มครองผู้ใช้บริการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ ช่องว่างการกำกับดูแล OTT ผลกระทบหลังการควบรวม ราคาค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ ความชัดเจนของแพ็กเกจ ภัยไซเบอร์ และการรับรู้ช่องทางร้องเรียนไม่ทั่วถึง ระยะต่อไปจึงควรยกระดับสู่การกำกับเชิงรุก ผ่าน Real-time Monitoring Dashboard การใช้ AI ป้องกันปัญหาล่วงหน้า การปิดช่องว่างกฎหมาย และมาตรการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้บริการจริง

นางสาวอิสรารัศมิ์ เครือหงส์ กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน พบผลการประเมินว่า กสทช. มีความก้าวหน้าในการวางหลักการและพัฒนาเครื่องมือคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น CBS, EWS, Digital ID และมาตรการลดค่าบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการส่งเสริมบริการ AD, CC และ SL เพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของคนพิการ และการพัฒนา MIDL เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อท้าทายเรื่องช่องว่างการกำกับดูแล OTT ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และคุณภาพบริการสำหรับคนพิการที่ต้องสอดคล้องกับการใช้งานจริงโดยเฉพาะมาตรการดิจิทัลบางประเภท เช่น Face Scan หรือบริการผ่านเสียง ที่อาจไม่เหมาะกับข้อจำกัดของคนพิการบางกลุ่ม จึงควรออกแบบมาตรการร่วมกันและมีหลายช่องทาง ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และระบบเฉพาะทาง เพื่อให้สิทธิของประชาชนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มและบริการใหม่

ยืนหรือไม่ยืนในโรงหนัง? จากเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง สู่คำถามใหญ่ของคนต่างรุ่น ความเคารพที่แท้จริงบังคับไม่ได้ ต้องปลูกด้วยความเข้าใจและพระมหากรุณาธิคุณที่รับรู้ได้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค ประกิต สิริวัฒนเกตุ ได้กล่าวว่า

คุณยังเข้าโรงหนัง และคุณยังยืนถวายความเคารพอยู่หรือไม่

หนังโรงเรื่องสุดท้ายที่ได้ดูคือ มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล 7 ปิดปฏิบัติการล่าพิกัดมรณะ เมื่อนู่นเลย พ.ค. ปีที่แล้วหรือเกือบจะ 1 ปี เป็นการไปดูหนังในโรงกับคุณพลอยครั้งแรกในรอบ 6 ปี (มี พี่โต๋ พี่หนึ่ง) ด้วย

ผมไปดูเพราะได้บัตรฟรี เป็นโรงหนังพร้อมเตียงนอนสุดอลังการ หนังจอยักษ์ เสียงอึกทึกครึกโครม บวกกับเนื้อเรื่องเอ็มไอ7 มันสนุกตื่นเต้นจริงๆ พอผมดูเสร็จ กลับมาบ้านผมใช้เวลาคิดไม่นาน ตัดสินใจไปถอยทีวี 85 นิ้ว ทำโฮมเธียเตอร์ ปิดไฟนอนดู โอ้วววตื้นเต้นดีนักแล โดยเฉพาะตอนเปิดหนัง เอเอ๊ 555

ย้อนกลับไปตอนดูเอ็มไอ7 ที่โรงหนังพร้อมเตียงนอนที่เซ็นทรัลเวิลด์ แม้จะมีที่นั่งไม่มาก แต่คนก็เต็มทุกเตียง เมื่อถึงเวลาของเพลงสรรเสริญฯ ผมและคุณพลอยยืนถวายความเคารพด้วยความกระหาย

ด้วยความที่ไม่ได้ดูหนังมานาน ผมเองเลยอยากรู้ว่าทางโรงหนังฯจะทำภาพประกอบเพลงได้สวยงามขนาดไหน

และผมก็ไม่ผิดหวัง เป็นเพลงสรรเสริญฯที่สมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย แน่นอนว่าในระหว่างที่มีการเปิดเพลงนั้นจะมีคนยืนถวายความเคารพ และก็มีบางส่วนเลือกจะนอนอยู่บนเตียงนุ่นๆพร้อมกับเล่นมือถือไปชิวๆ

คนที่ยืนก็มีหลากหลาย ส่วนไม่ยืนจะเป็นน้องๆคนรุ่นใหม่ ผมมองด้วยความเข้าใจ ของแบบนี้มันบังคับไม่ได้ การยืนถวายความเคารพ ควรมาจากความเข้าใจ และมาด้วยความเต็มใจ

จะไปให้น้องๆเค้ายืนได้ยังไง ในเมื่อพวกเค้าไม่อิน ไม่ได้รับรู้ความสำคัญเหมือนอย่างที่ผมรับรู้

ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ "น่าเสียดาย" จริงๆ

ผมเองก็ไม่ใช่ คนดี รักชาติ และผมก็ไม่ได้เลือกภูมิใจไทย (ผมเลือก อ.เอ้) แต่ผมเติบโตมากับการได้สำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมเป็นคนขี้สงสัย เป็นคนชอบคิดเชิงวิพากษ์ ชอบตั้งคำถามกับทุกเรื่อง และแน่นอนผมเคยตั้งคำถามถึงความสำคัญของการมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ความแตกต่างของชนชั้น ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

เมื่อตั้งคำถาม ก็ต้องหาคำตอบ ผมทำการศึกษาถึงที่มาที่ไปของราชวงศ์จักรี ทำความเข้าใจบริบทของคนที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมของความเป็นกษัตริย์

ยื่งศึกษา ผมก็ยิ่งคิดถึงในหลวง ร.9 ยิ่งรักสมเด็จพระเทพฯ ยิ่งชื่นชมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์  และยิ่งเคารพในหลวง ร.10 มากขึ้น

โลกใบนี้มันหมุนเร็วมาก ความคิดของคนในประเทศนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ ผมมองทุกอย่างด้วยความเข้าใจ มันคือเรื่องธรรมชาติ ทุกสิ่งไม่สามารถอยู่ได้คงทน ไม่วันใดก็วันหนึ่งมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง

น้องๆคนรุ่นใหม่ เติบโตมามีความคิดเป็นของตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ และเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่าคนสมัยก่อนมากมายนัก

ในวันที่ ปันผล ปันสุข เกิดออกมา หนึ่งในสิ่งที่ผมตั้งใจคือการเลี้ยงให้สองคนนี้ มีชุดความคิด มีตรรกะในการตัดสินใจที่ดีกว่าผม ผมจึงเลี้ยงสองคนนี้มาด้วยการหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ ผมจะเลี้ยงด้วยการตั้งคำถาม อธิบาย เปรียบเทียบ และยื่นข้อเสนอให้ทั้งคู่ตัดสินใจเองเสมอๆ

เช่นเดียวกับเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่เคยบอกให้ปันผล ปันสุข ต้องคิดบวกหรือรักในสถาบันฯเช่นเดียวกับผม ผมได้แต่เล่าเรื่องต่างๆของในหลวง ร.9 เล่าถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อสถาบันฯ เปิดคลิปสมัยในหลวง ร.9 ตระเวณไปทำพระราชกรณียกิจทั้วทั้งประเทศ

แม้ในปัจจุบันในหลวง ร.9 จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังเล่าให้เด็กๆฟังเกี่ยวกับในหลวง ร.10 อธิบายให้ลูกเข้าใจในบริบทของพระองค์ และมองให้ลึกมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น เราจะพบว่าพระองค์ท่านทำอะไรเพื่อประเทศนี้มากกว่าที่เราคิดมากๆ

ลูกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นเรื่องของลูก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก่อนที่ลูกจะตัดสินใจใดๆ ลูกต้องรับรู้ความจริงทุกเรื่องก่อน รู้ข้อมูลให้รอบด้านก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจไปตามความรู้สึกชอบไม่ชอบ หรือตัดสินใจเพราะกระแส

ผมเชื่อหมดใจเลยว่า เมื่อสองปันได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่ในหลวง ร.9 และเชื้อพระวงศ์ของพระองค์ท่านได้ทำให้กับประเทศนี้มา ปันผลและปันสุข จะคิดไม่แตกต่างจากผม และผมก็ไม่ต้องมาเถียงหรือไปบังคับให้ทั้งคู่ ต้องทำอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี

ผมเชื่อว่า ปันผลและปันสุข จะยืนถวายความเคารพด้วยความเต็มใจและด้วยความรักในสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง

ปิง ปิงพ่อสองปัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1574849160675102&id=100044500986666&rdid=3PemJgkctApg85Hc#

‘เอนก’ ชูยุทธศาสตร์ใหม่ไทย!! วิถีผู้นำไทยยุคใหม่ “รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้” เอนกชี้ต้องพร้อมรบแต่ไม่เริ่มสงคราม ไทยต้องพัฒนาวัตถุโดยไม่ขายจิตวิญญาณ

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ Anek Laothamatas กล่าวว่า

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
เอนก เหล่าธรรมทัศน์

โลกนี้ไม่ได้ใจดีพอให้เราเจริญทางจิต​ พอเท่านั้น เรามีอธิปไตยและพรมแดนที่ต้องปกป้อง มีประชากรที่เปิดหน้าจอหนัง​ จอข่าว​ จอสื่อนานาชนิดเพื่อดูคนชาติอื่นที่รวยกว่า ทันสมัยกว่า มีสุขอนามัยที่ดีกว่า อยู่อาศัยดีกว่า​เรา

นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น:

· เราต้องป้องปรามผู้รุกราน
· เราอดเปรียบเทียบกับชาติอื่นไม่ได้
· เราทิ้งวัตถุไม่ได้ และก็ไม่ควรทิ้ง

ความผิดพลาดมหันต์คือการคิดว่าเรามีแค่สองทาง: "สู้สุดตัว" หนึ่ง หรือ "ปลงตก" อีกหนึ่ง
เราต้องการทางที่สามต่างหาก
ความคิดที่หนึ่งที่ต้องปรับ "วัตถุที่พอเพียง มีไว้  เพื่อจิตที่เข้มแข็ง"
เราไม่ได้เกลียดวัตถุ​หากเราขยาดปรัชญา "วัตถุนิยม" ที่หลอกเราว่า "ยิ่งมี ยิ่งสุข" หรือ​"มีมาก​ จะทำให้สุขมาก"

ความจริงเราต้องการวัตถุเพื่อศักดิ์ศรี เพื่อสุขภาพ เพื่อการศึกษา เพื่อป้องกันประเทศ

พุทธ: "มีสติในการบริโภค" ไม่ใช่ห้ามมี แต่รู้ว่ามีเพื่ออะไร
เต๋า: "บ้านเมืองควรมีอาวุธ แต่ไม่ใช่อวดอาวุธ"
ขงจื๊อ: "บ้านเมืองมั่งคั่งได้ แต่ต้องมั่งคั่งอย่างมีธรรม"
ทางใหม่คือ: เราต้องการ "ความจำเริญทางวัตถุที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยตัณหา"
ความคิดที่สองที่ต้องปรับ: "เรารบได้ แต่เราไม่ใช่ชาติที่ชอบรบ"
การมีกำลังป้องกันไม่ใช่การเป็นนักเลง มันคือการเป็น "เม่นที่สิงโตไม่กล้าแตะ"
เราไม่ต้องมีกองทัพใหญ่ที่สุดในโลก แต่ต้องเป็น "ชาติที่รุกรานแล้วไม่คุ้ม"

"เตรียมพร้อมรบเพื่อที่จะไม่ต้องรบ" — คติเต๋า
"ผู้ชนะศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือผู้ชนะโดยไม่ต้องใช้กำลัง" — ซุนวู
"ถ้าประชาชนสามัคคี มีผู้นำปรีชา แม้ไม่มีกำแพงสูง ศัตรูก็ไม่กล้ากราย" — สุภาษิตการสงครามของจีนโบราณ

ความคิดที่สามที่ต้องปรับ: "เราเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้ แต่ต้องรู้ว่าเปรียบเทียบเพื่อยกระดับตัวเอง อย่างเหมาะสมกับตนเอง"
คนไทยเห็นแฟชั่นเกาหลี เห็นศิลปะญี่ปุ่น เห็นสุขอนามัยสวิตเซอร์แลนด์
แล้วก็อดใจเปรียบเทียบไม่ได้ — ไม่ผิด
ผิดแต่เปรียบแล้วได้แต่ทุกข์ อิจฉา​ ริษยาก็มี​  โกรธรัฐกับสังคมไทยที่สนองแบบนั้นไม่ได้ก็มี​ โดยไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไร

ทางใหม่ของเราคือ: "เรียนเขามา แล้วทำให้ดีในแบบเรา"

· ไม่ต้องเป็นมิลาน แต่เป็น "ศูนย์กลางความงามที่มากด้วยจิตวิญญาณ"
· ไม่ต้องมีโรงพยาบาลหรูที่สุด แต่เป็น "ผู้นำการแพทย์ที่รักษาทั้งกายใจ"
· ไม่ต้องมีศิลปะแพงที่สุด แต่เป็น "บ้านของศิลปะที่ทำให้คนตื่นรู้"
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย: สามประสานที่มั่นคง
ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง: ป้องกันศักดิ์ศรีของชาติ (อำนาจทางวัตถุที่จำเป็น)
· กองทัพอัจฉริยะ ป้องปรามได้ ไม่รุกรานใคร
· เป็นพันธมิตรที่ยืดหยุ่น แต่ไม่มีใครใช้เราเป็นเบี้ย
· มั่นคงทางอาหาร พลังงาน น้ำ — ต่อให้โลกปิดล้อม เราก็อยู่ได้

ยุทธศาสตร์ที่สอง: ยกระดับชีวิตประชาชน (คุณภาพทางวัตถุที่สมดุล)
· สาธารณสุขที่ผสานการแพทย์ล้ำสมัยกับภูมิปัญญาจิต
· การศึกษาที่ผลิต "มนุษย์สมบูรณ์" — เก่งเทคโนโลยี มีสติรู้ตื่น
· ศิลปะ-แฟชั่นไทยในเวทีโลก เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" ไม่ใช่แค่สินค้าส่งออก
· เศรษฐกิจสร้างสรรค์-สีเขียว-การดูแล — "รวยมีราก ไม่ใช่รวยฟองสบู่"

ยุทธศาสตร์ที่สาม: รักษาดุลยภาพทางจิต (ศักดิ์ศรีทางจิตวิญญาณ)
· ศูนย์กลางการฝึกจิตโลก — "สติ" สำหรับยุค AI
· สุขภาพจิตเป็นโครงสร้างพื้นฐานชาติ
· ปฏิเสธการพัฒนาใดที่ทำลายจิตวิญญาณ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเชย

วิถีใหม่ของผู้นำไทย: "นักรบ-นักปราชญ์"

นี่คือแก่นของบทวิเคราะห์นี้ ผู้นำไทยในโลกใหม่ต้องไม่ใช่แค่นักรบที่เก่งการศึก และไม่ใช่แค่นักบวชที่สวดมนต์นั่งสมาธิอยู่บนหอคอย
ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น "นักรบ-นักปราชญ์"
นักรบ: เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแต่เทพธิดา เรามีพรมแดน มีภัยคุกคาม มีมหาอำนาจที่ทดสอบเราเสมอ ผู้นำต้องเด็ดขาด รู้ว่าอะไรยอมได้ อะไรยอมไม่ได้ และเมื่อถึงเวลายกทัพ ก็ต้องไปนำ
นักปราชญ์: เพราะปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราชนะโดยไม่ต้องรบ ปราชญ์รู้ว่าเมื่อไหร่ควรรุก เมื่อไหร่ควรรับ เมื่อไหร่ควรนิ่ง รู้ว่าเสือกับมังกรตีกัน เราอยู่ตรงไหน รู้ว่าการพัฒนาแบบไหนคือหายนะที่ห่อด้วยกระดาษทอง

"นักรบ-นักปราชญ์คือผู้ที่รู้เมื่อควรใช้คมดาบ และรู้เมื่อคมปัญญาจะคมกว่าคมดาบ"
"ผู้ใดมีปัญญา ผู้นั้นมีพลังเหนือกองทัพ"
"ผู้นำที่ปรีชา ไม่ใช่ผู้ที่ชนะศึกทุกรบ แต่คือผู้ที่รู้ว่าศึกไหนไม่ควรเกิด"
ผู้นำแบบนักรบ-นักปราชญ์กล้าพูดว่า:

· "เราจะเตรียมรบให้พร้อม แต่เราจะไม่ให้ใครมาทำให้เราเป็นผู้เริ่มสงคราม"
· "เราจะรวยแบบคนมีปัญญา ไม่ใช่รวยแบบคนบ้าคนโลภ"
· "เราจะเจริญ แต่ความเจริญของเราวัดด้วยความสงบร่มเย็นของบ้านเมือง ไม่ใช่แค่ตึกสูง"

บทสรุป: เราไม่วิ่งแข่ง ใคร​ แต่เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเรา
เราไม่ต้องเลือกเป็น "ชาตินักรบ" หรือ "ชาติปลงตก"
เราเป็น "ชาติแห่งนักรบ-นักปราชญ์"
ที่รบได้ แต่รักสันติ
ที่รวยได้ แต่รู้พอ
ที่ทันสมัยได้ แต่ไม่ขายจิตวิญญาณ
"สามประสานที่มั่นคง: ป้องกันได้ — มั่งคั่งเป็น — รู้ตื่นอยู่"
"ดาบที่คมที่สุด คือดาบที่ไม่ต้องชัก"
"ปราชญ์ชนะสงครามก่อนที่มันจะเริ่ม"
เราไม่วิ่งตามใคร
เรายืนด้วยลำแข้งแห่งวัตถุธรรม ขับเคลื่อนมันด้วยจิตปราชญ์
และ​ เราจะเดินไม่ใช่เพราะเราอยากกวดไล่หรืออยากวิ่งหนีไม่ให้ใครตามมาใกล้ๆ​ เราขอรู้ให้ชัด​ ทำให้ใช่ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน​ ถูกทางแล้ว​ ต่างหาก
ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ที่เราต้องเปลี่ยน​  แล้วเมื่อไหร่?
ถ้าไม่ใช่เรา แล้ว​  จะเป็นใ​คร?

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482967256536663&id=100044702075274&post_id=100044702075274_1482967256536663&rdid=yV1pWaTH3ZcCyYYF#

ตัวแทนคุณแม่รอรับ “ทักษิณ” ลูกชายยิ่งลักษณ์ หลานชายทักษิณ ดีกรีปริญญาเอก Imperial College เปิดรางวัลวิชาการ จากเวทีคณิตศาสตร์โลก สู่ตัวท็อปวิศวกรรมเครื่องกล

น้องไปป์ มาเป็นตัวแทนคุณแม่ยิ่งลักษณ์ชินวัตร รอรับคุณลุงทักษิณ กลับบ้านด้วย

น้องไปป์ - ศุภเสกข์ อมรฉัตร

ลูกชายคนเดียวของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

- ศุภเสกข์ อมรฉัตร ชื่อเล่น ไปป์

- เกิด : 29 มีนาคม 2546 ปัจจุบันอายุ 23 ปี

- พ่อ-แม่ : อนุสรณ์ อมรฉัตร นักธุรกิจ กับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 28

- ศักดิ์ : เป็นหลานชายของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23

มัธยมโรงเรียนนานาชาติฮาร์โรว์ กรุงเทพ Harrow International School

ปริญญาโท : จบหลักสูตร Integrated Master’s of Mechanical Engineering จาก Imperial College London หรือราชวิทยาลัยอิมพีเรียล

ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอก : ได้ทุน President's PhD Scholarships เรียนต่อ PhD สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่ Imperial College London 4 ปี แบบ Full Scholarship

สมัยมัธยม : เป็นตัวแทนประเทศไทยแข่งคณิตศาสตร์โลก World Mathematics Championships ได้ 2 เหรียญเงิน ที่ออสเตรเลีย

  - เหรียญเงิน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ Knowledge-Senior Silver

  - เหรียญเงิน Collaboration-Senior Silver

ระดับมหาวิทยาลัย Imperial College London

  - รางวัลเหรียญ Bramwell รางวัลเก่าแก่ มอบให้ นศ.ที่คะแนนเป็นอันดับต้นๆ ของชั้นปีสุดท้าย สาขาวิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล Henry Ford II Scholar Award มอบให้ นศ.ที่มีผลการเรียนดีที่สุดจากการสอบวัดผล ป.ตรี วิศวกรรมเครื่องกล

  - รางวัล National Power Prize in Mechanical Engineering

  - รางวัล Frederic Barne Waldron "Best Student" Award ของ IMechE สถาบันวิศวกรรมเครื่องกล

สรุปคือโปรไฟล์ทั้งหล่อทั้งเก่ง สายวิศวะตัวท็อปจากมหาลัยระดับโลกเลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3545546512260536&id=100004156661227&rdid=hSJJtXt92E0KEzTM#

สวนนงนุชให้ฟรี!! เปิดเทอมนี้เที่ยวฟรีวันเกิด เฉพาะคนไทยโชว์บัตรประชาชน รับสิทธิ์เข้าฟรีทันทีเฉพาะวันเกิด เด็ก ผู้สูงอายุยังมีส่วนลดพิเศษ

เปิดเทอมนี้ สวนนงนุชพัทยามอบของขวัญวันเกิดสำหรับนักท่อง

เที่ยวชาวไทย “เกิดวันไหน…เที่ยวฟรีวันนั้น!”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่น ต้อนรับเปิดเทอม ตั้งแต่วัน 12 พฤษภาคม2569 ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2569 เพียงมาเที่ยวตรงกับ “วันเกิดของคุณ”รับบัตรผ่านประตูเข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี! ตลอดทั้งปี(เฉพาะวันเกิดเท่านั้น)

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย(ที่มาแบบwalk-in)  เพียงแสดงบัตรประชาชน ณ จุดจำหน่ายบัตร  ก็รับสิทธิ์เข้าชมฟรีได้เลย

ชวนครอบครัว เพื่อน หรือคนพิเศษมาสร้างความทรงจำดี ๆ ท่ามกลางสวนสวยระดับโลก  และมุมถ่ายรูปสุดอลังการ

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

เพราะวันเกิดของคุณ…คือวันพิเศษสำหรับเรา 

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

EECO ติดตามท่าเรือแหลมฉบัง ประชุมติดตามความก้าวหน้าท่าเรือ รายงานแผนขยายระยะเวลาก่อสร้าง ชมพื้นที่ก่อสร้างถมทะเลและสาธารณูปโภค พร้อมผลักดันเป็นท่าเรือมาตรฐานโลก

EECO ติดตามความก้าวหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบังฯ

พร้อมขับเคลื่อนตามแผนงาน ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลกในพื้นที่อีอีซี

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 นายธาริศร์ อิสสระยั่งยืน รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญา โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม 1 อาคารบริหารท่าเรือแหลมฉบัง และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมรับทราบความก้าวหน้าการก่อสร้าง ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการลดผลกระทบของโครงการฯ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ  ได้มีการรายงานความก้าวหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล รวมถึงการรับทราบแผนงานและการขยายระยะเวลาดำเนินงาน ตลอดจนรายงานความคืบหน้างานก่อสร้างส่วนที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค พร้อมทั้งติดตามแผนบูรณาการงานก่อสร้าง การส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 และแนวทางควบคุมคุณภาพพื้นที่ท่าเทียบเรือ F2 ให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด รวมทั้งได้รับทราบการดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องตามแผนพัฒนาท่าเรือฯ ให้ก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานโลก เพื่อรองรับและดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซีต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารสัญญาฯ อาทิ นางสาวรัชนีพร ธิติทรัพย์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง นายชนภัทร วินยวัฒน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการ นางสุภาภรณ์ เสนาลักษณ์  ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการร่วมลงทุน สกพอ. และผู้บริหารจาก บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (บริษัท GPC) ได้ร่วมกันติดตามความก้าวหน้าของการก่อสร้าง โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อตรวจเยี่ยมงานถมทะเลของโครงการฯ งานก่อสร้างท่าเทียบเรือ งานถนนและสะพาน และงานสาธารณูปโภค เป็นต้น

ฟีฟ่าเขย่าเวทีบอลโลก 2026 !! “ลิซ่า” ถูกคาดร่วมพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ที่ SoFi Stadium พร้อมศิลปินระดับโลก พร้อมพิธีเปิดใหญ่ 3 ประเทศ เม็กซิโก แคนาดา สหรัฐฯ ร่วมเจ้าภาพ

ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า' สมาชิกวง BLACKPINK ถูกคาดหมายว่าจะร่วมแสดงในพิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เตรียมจัดพิธีเปิดถึง 3 ครั้งใน 3 ประเทศเจ้าภาพร่วม คือ เม็กซิโก แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

รายงานจาก ดิ แอตเลติก ระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มฟาดแข้งวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีการจัดพิธีเปิดก่อนเกมนัดแรกของแต่ละประเทศเจ้าภาพ ระยะเวลา 13 นาทีต่อพิธีเปิด ซึ่งจะจัดขึ้นที่ BMO Field ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา วันที่ 12 มิถุนายน มีศิลปินอย่าง Michael Bublé, Alanis Morissette และ Alessia Cara ร่วมแจม

ส่วนพิธีเปิดที่สหรัฐฯ จะมีขึ้นที่ SoFi Stadium ในนครลอสแอนเจลิส วันที่ 12 มิถุนายน มี Katy Perry เป็นศิลปินหลัก พร้อมด้วย Future, Sanjay, 'ลิซ่า' และ Marilina Bogado โดยฟีฟ่ายังเตรียมกิจกรรมพิเศษฉลองครบรอบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 4 กรกฎาคม ที่เมืองฮิวสตันและฟิลาเดลเฟีย

ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นเวิลด์คัพครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมเป็น 48 ชาติ และเพิ่มแมตช์แข่งเป็น 104 เกมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ฟีฟ่า ระบุว่า "เราต้องการสร้างความยิ่งใหญ่และสีสันให้กับฟุตบอลโลกครั้งนี้" และมั่นใจว่าจะเป็นประสบการณ์พิเศษสำหรับแฟนบอลทั่วโลก 

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1635257/

นักวิชาการชี้รับมือพายุ!! แนะรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินช่วยปรับบ้าน ตรวจโครงสร้างหลังคาและรางน้ำ พร้อมย้ำจุดเด่นประสานผู้เชี่ยวชาญ จ่ายเยียวยาภัยพิบัติสูงสุด 88,600 บาท

นักวิชาการแนะวิธีเช็กบ้าน รับมือพายุระลอกใหม่

ชงรัฐปล่อยกู้ฉุกเฉินปรับปรุงที่อยู่อาศัย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เสนอรัฐบาลใช้ “วิศวกรรมป้องกัน” รับมือพายุฤดูร้อน แนะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหนุนประชาชนปรับปรุงอาคาร-บ้านเรือน พร้อมแนะวิธีตรวจสอบจุดเสี่ยง “หลังคา-รางน้ำ-โครงสร้างที่เกาะตัวอาคาร” ระบุ หากประสบภัยขอเงินเยียวยาความเสียหายจาก ปภ. ได้

รศ. ดร.สายันต์ ศิริมนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์พายุฤดูร้อนได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารและบ้านเรือนของประชาชนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ว่าระหว่างวันที่ 7-12 พ.ค.นี้ จะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในบางพื้นที่ ส่วนตัวมองว่า นอกจากกลไกการจ่ายเงินเยียวยาแล้ว อีกหัวใจสำคัญคือการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีมาตรการหรือแนวทางในเชิงวิศวกรรมป้องกัน เช่น อาจมีกลไกเงินกู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถปรับปรุงความแข็งแรงของตัวบ้านและอาคาร เพื่อรับมือกับภัยพิบัติหรือพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

รศ. ดร.สายันต์ กล่าวว่า ความเสี่ยงจากพายุฤดูร้อนคือการมีลมกระโชกแรงจนหลังคาบ้านหรือชิ้นส่วนอาคารพังถล่มและหลุดลอยปลิวออกไป ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควรทำการตรวจสอบโครงสร้างอาคารหรือบ้านเบื้องต้นด้วยสายตาก่อน หากมีจุดที่น่ากังวลก็สามารถติดต่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ อาทิ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ซึ่งเปิดคลินิกช่างให้เข้าไปขอคำปรึกษาได้ หรืออาจส่งข้อความหรือรูปมาทางเพจเฟซบุ๊ก Civil Engineering, Thamasat University ให้ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่าจุดใดจำเป็นต้องเสริมกำลังหรือไม่

สำหรับข้อแนะนำในการตรวจสอบด้วยสายตา ประกอบด้วย

1. โครงสร้างหลังคา กันสาด โครงสร้างต่อเติม ไม่ว่าหลังคาจะเป็นแผ่นเมทัลชีทหรือกระเบื้อง สิ่งสำคัญคือดูว่ายึดติดกับตัวบ้านหรืออาคารดีอยู่ไหม อย่างตัวยึดหรือรอยต่อที่เป็นเหล็ก หากเกิดสนิมต้องรีบเปลี่ยน หรือหากรู้สึกว่ายึดไม่เพียงพอให้ยึดเพิ่ม หรือจุดต่อเติมที่ดูไม่มั่นคง โครงสร้างเรียวบาง ควรให้ช่างเข้ามาเสริมกำลัง โดยอาจมีการนำชิ้นส่วนเข้ามาเสริมเพิ่มแล้วเชื่อมติดกัน ซึ่งจะช่วยป้องกันลมพายุได้ในระดับหนึ่ง

2. ต้นไม้ ป้ายโฆษณา โครงสร้างที่เกาะอยู่กับตัวอาคาร ให้สำรวจดูว่ามีสิ่งใดที่มีโอกาสหักแล้วจะมาทับกันสาดหรือชายคาบ้าน โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มักทำด้วยเหล็กฉากทาสี แล้วยึดด้วยนอตหรือใช้การเชื่อมกับตัวอาคาร ก็ควรมีการขึ้นไปตรวจสอบรอยเชื่อมต่างๆ หากมีสีลอกเสื่อมสภาพและเป็นสนิม ควรให้ช่างมาเชื่อมเพิ่มแล้วทาสีทับ

3. รางระบายน้ำต่างๆ ที่ควรตรวจสอบว่าดูว่ายังสามารถระบายน้ำได้อยู่หรือไม่ มีเศษสกปรกหรือใบไม้เข้าไปอุดตันหรือไม่ ถ้ามีก็ควรกำจัดให้เรียบร้อย เพราะหากรางระบายน้ำอุดตันจะทำให้มีปริมาณน้ำค้างสะสม เมื่อรางแบกรับน้ำมากเกินไปก็อาจเกิดการร่วงหลุดลงมาสร้างความเสียหายได้

4. อาคารสูง สิ่งที่ควรตรวจสอบคือกระจกบานขนาดใหญ่ ดูตามรอยต่อว่ายังมั่นคงแข็งแรงหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของโครงสร้างอาคาร แม้จะไม่ค่อยเป็นที่น่ากังวลจากพายุ แต่หากเจ้าของอาคารกังวลก็สามารถให้วิศวกรเข้าไปตรวจสอบอาคาร เพื่อเช็กโครงสร้างของอาคารทั้งหลังได้ โดยเฉพาะอาคารที่ถูกสร้างก่อนมีกฎหมายใหม่เข้ามาความคุม

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนบ้านเรือนหรืออาคารที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติหรือพายุ สามารถที่จะติดต่อขอเงินเยียวยาจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ผ่านสายด่วน 1784 โดยสิ่งสำคัญคือจะต้องทำการถ่ายรูปความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการขอรับเงินเยียวยา ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาจ่ายให้ตามความเสียหายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 88,600 บาท

นอกจากนี้ ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ส่วนใหญ่มักจะมีงบฉุกเฉินที่ให้ความช่วยเหลือได้ ตัวอย่างเช่น หากถูกพายุพัดจนหลังคาเกิดความเสียหาย ประชาชนในท้องถิ่นก็สามารถขอเบิกเงินไปซ่อมแซมหลังคา เพื่อให้สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยได้

OMODA & JAECOO ล็อตแรก!! ย้ำผู้นำรถไฟฟ้าไทยต่อเนื่อง ผลิต JAECOO 5 EV Max+ ที่ระยอง ตั้งเป้าส่งมอบ 6,000 คัน มิ.ย.69 ขอบคุณความเชื่อมั่นตลอด 6 เดือน

OMODA & JEACOO ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นส่งมอบครบทุกยูนิตสำหรับ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า)

พร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทยจากโรงงานจังหวัดระยอง

ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ และตั้งเป้าส่งมอบครบ 6,000 คัน ในมิถุนายน 2569

เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทในการยกระดับศักยภาพการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

กรุงเทพฯ 11 พฤษภาคม 2569 — ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับส่งมอบครบทุกยูนิตที่ทำให้ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) ได้รับความนิยมครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในประเทศไทย ติดต่อกัน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนเมษายน 2569 แยกรายโมเดล) เตรียมพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะตลาดสำคัญ แต่ยังรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว โรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่ประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) โดยตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ สะท้อนความพร้อมด้านการผลิตและความเชื่อมั่นที่มีต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และกำลังจะส่งมอบล็อตแรกจากโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่

  • การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
  • ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
  • Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
  • ฟรี! พรม JAECOO*
  • ฟรี! AC Portable Charger*
  • ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
  • ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง
  • เป็นระยะเวลา 5 ปี*

*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top