Thursday, 4 June 2026
News

ISTAF สอบ 15 รายทีมชาติไทย!! สหพันธ์ตะกร้อขอทุกฝ่ายอย่าฟันธง ปมไทยถอนตัวนัดชิง ต้องรอผลสอบตามหลักฐาน ย้ำให้ความเป็นธรรมก่อนลงดาบ

สหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ออกแถลงการณ์ จ้งให้สมาคมสมาชิก นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้สนับสนุนกีฬาเซปักตะกร้อทุกฝ่ายทราบว่า คณะกรรมการบริหารของ ISTAF ได้จัดการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันนัดที่ 69 หรือ รอบชิงชนะเลิศ ของศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก รายการ ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 ระหว่าง ทีมชาติไทย และทีมชาติมาเลเซีย ในประเภท ทีมชุด (Team Regu)

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทีมไทยได้ถอนตัวจากการแข่งขันระหว่างการแข่งขันทีมที่ 3 โดยคณะกรรมการบริหารได้พิจารณาสถานการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นำไปสู่การยุติการแข่งขัน จากรายงานของผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่เทคนิค และเอกสารหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งมายังสหพันธ์

หลังจากพิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว คณะกรรมการบริหารมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยัง คณะกรรมการวินัยของ ISTAF (ISTAF Disciplinary Committee) เพื่อดำเนินการตรวจสอบและวินิจฉัยอย่างเป็นอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ กฎ และระเบียบของสหพันธ์

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีมติให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวินัย ISTAF

นักกีฬาทีมชุดทีมชาติไทยที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขัน ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 ทั้ง 12 คน และเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทยจำนวน 3 คน

การส่งเรื่องดังกล่าวครอบคลุมถึงบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วม สนับสนุน มีอิทธิพล อำนวยความสะดวก ส่งเสริม หรือมีบทบาทใด ๆ ในเหตุการณ์และการตัดสินใจที่นำไปสู่การถอนตัวจากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสนามแข่งขันหรือภายนอกสนาม

วัตถุประสงค์ของการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินัยพิจารณา ก็เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานการณ์ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างครอบคลุม เป็นธรรม และเป็นอิสระ โดยการส่งเรื่องดังกล่าว ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่านักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่คนใดมีความผิดหรือมีความรับผิด

คณะกรรมการวินัยจะพิจารณาหลักฐาน เอกสารชี้แจง และคำให้การทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินว่ามีการละเมิดรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ หรือจรรยาบรรณของสหพันธ์หรือไม่ และควรมีมาตรการทางวินัยใดหรือไม่

ตามหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณา บุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้รับโอกาสอย่างเต็มที่และเหมาะสมในการชี้แจง ส่งหลักฐานสนับสนุน หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ต้องการให้คณะกรรมการวินัยพิจารณา

คณะกรรมการบริหารตระหนักดีว่าประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการเซปักตะกร้อนานาชาติ ดังนั้น ISTAF จึงขอให้ทุกฝ่ายเปิดโอกาสให้กระบวนการสอบสวนทางวินัยดำเนินไปอย่างอิสระ และหลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือสรุปผลล่วงหน้า โดยข้อสรุปใด ๆ ควรตั้งอยู่บนหลักฐานและข้อค้นพบที่ได้รับการพิจารณาภายใต้กระบวนการทางวินัยของสหพันธ์เท่านั้น

ISTAF ยังคงยึดมั่นในการบริหารจัดการกีฬาเซปักตะกร้อด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบ พร้อมทั้งรับประกันว่าทุกประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อกีฬาจะได้รับการจัดการตามกระบวนการที่ถูกต้อง หลักธรรมาภิบาลที่ดี และการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ISTAF จะมีการประกาศความคืบหน้าเพิ่มเติมในเรื่องนี้ตามความเหมาะสม และเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานด้านวินัยและข้อบังคับของสหพันธ์ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269367

“เบตเตอร์ เวิลด์” แจง!! ชี้แจง น้ำดำห้วยตะเข้ รับมือร่วมกับภาครัฐตรวจสอบ กรมควบคุมมลพิษยังไม่ฟันผิด เน้นหลักฐานวิทยาศาสตร์ก่อนสรุป

คำแถลงการณ์บริษัท.

ตามที่ปรากฏข่าวสารและการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมีสีดำและมีกลิ่นเน่าเหม็นบริเวณห้วยตะเข้ (โรงเรียนสวนกุหลาบ) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีการเชื่อมโยงและพาดพิงถึงการดำเนินงานของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนว่า เมื่อได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการเข้าตรวจสอบพื้นที่และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งจากกรมควบคุมมลพิษ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบรวบรวมและจัดการน้ำฝนภายในพื้นที่ ตลอดจนระบบเก็บกักน้ำที่อาจมีโอกาสปนเปื้อน รวมถึงข้อมูลประกอบการตรวจสอบต่าง ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ

บริษัทฯ ขอเรียนว่า ปัจจุบันกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยจากการแถลงข่าวของกรมควบคุมมลพิษ นำโดย         ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ระบุอย่างชัดเจนจากการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริง และยังไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดหรือผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากจำเป็นต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม การเปรียบเทียบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบย้อนกลับจากหลายแหล่งกำเนิดที่อาจเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังได้ให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความซับซ้อน และอาจมีแหล่งกำเนิดที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำได้จากหลายสาเหตุ โดยยังไม่สามารถสรุปหรือพุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้ในขณะนี้ รวมทั้งได้ระบุว่า ปรากฏการณ์น้ำดำอาจเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่งกำเนิด มิได้หมายความว่าจะต้องเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

บริษัทฯ จึงเห็นว่าการสรุปหรือเชื่อมโยงว่าบริษัทฯ เป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนได้

 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด โดยมีระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุมและบำบัดน้ำ การจัดการน้ำฝน และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงานมาโดยตลอด

ในส่วนของประเด็นที่เป็นกระแสความสนใจของสังคม บริษัทฯ เคารพต่อกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ และเห็นว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงควรตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน  แม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทฯ เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงดำเนินการทบทวนและประเมินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทุกมิติ   เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บริษัทฯ ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชนทุกภาคส่วนที่ให้ความสนใจต่อประเด็นดังกล่าว และขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม    โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่จนกว่าการตรวจสอบจะได้ข้อยุติตามข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ

หากมีผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทฯ จะสื่อสารข้อมูลและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

‘เปเรซ’ ยืนยัน ‘มูรินโญ’ คุมมาดริด!! โชเซ มูรินโญ ได้รับการยืนยันเป็นกุนซือ หากฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะเลือกตั้ง สนามชี้ชะตา 7 มิ.ย.นี้ ราชันชุดขาว อิบราฮิมา โคนาเต่ กลายเป็นเป้าหมาย

เปเรซ ยืนยัน มูรินโญ เป็นกุนซือคนใหม่ เรอัล มาดริด หากชนะเลือกตั้งประธานสโมสร

กีฬา

ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ยืนยันว่า โชเซ มูรินโญ จะเป็นกุนซือคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว” หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งอีกสมัย

โดย มูรินโญ ตกเป็นข่าวว่า บรรลุข้อตกลงในการเข้ามาทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ เรอัล มาดริด อีกหนทว่ายังไม่มีการประกาศทางการจากสโมสร

อย่างไรก็ตามล่าสุด เปเรซ ประธานสโมสรคนปัจจุบันยืนยันว่า มูรินโญ่ จะเป็นกุนซือคนต่อไปของ เรอัล มาดริด หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 มิ.ย.นี้

ถึงกระนั้น เอ็นริเก ริเคลเม ผู้ท้าชิงประธาน “ราชันชุดขาว” เผยว่า หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งกุนซือคนใหม่ของทีมจะไม่ใช่ มูรินโญ

ขณะที่ “ดิ แอธเลติก” เผยเพิ่มเติมว่า เปเรซ เตรียมประกาศคว้า อิบราฮิมา โคนาเต กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล แบบไม่มีค่าตัวมาเป็นแข้งใหม่รายแรกของ เรอัล มาดริด ช่วงซัมเมอร์นี้ในวันที่ 4 มิ.ย.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269437

‘หมอยง’ ชี้ โควิด-19 สอนบทเรียน!! เปลี่ยนโรคสู่ฤดูกาลเหมือนไข้หวัดใหญ่ ยาเสพติดวัคซีนควบคุมโรคได้ดี เผยความจริงสังคมถูกวิจารณ์หนัก สื่อออนไลน์สองคมกดดันหนัก

โรคโควิด 19 บทเรียนย้อนกลับ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา

โควิด 19  ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา

ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดู เหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube  บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลาย 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009  ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด 19  และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด

ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009  ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19

ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว

ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆมากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆนอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์

มือดูวีดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆสบายดี

แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก

ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้

ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆกัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=36287254694223699&id=100000978797641&rdid=kdo2KHVgzB3CN6Ef#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ลั่นไม่ยอม!! เตือนไทยอย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากขึ้นเขียง ชี้ 5 เล่ห์กลซ่อนรูปพื้นที่ทับซ้อนทะเล ย้ำไทยไม่ต้องเข้ากระบวนการประนีประนอมบังคับ ชี้ต้องเจรจาทวิภาคีปกป้องอธิปไตยชาติ

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ

2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้

3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:

1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่

2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล

3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต

4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต

5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว

บทสรุป:

สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top