Friday, 5 June 2026
News

‘ผอ. จิสด้า’ ได้รับเลือกนั่งประธาน ‘STSC’ แห่งสหประชาชาติ ชาติที่ 15 ของโลก ถือธงนำ ‘จัดระเบียบอวกาศ’ ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)” ได้โพสต์ข้อความว่า ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีการทูตและวิทยาศาสตร์ระดับโลกอีกครั้ง หลังคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (UN COPUOS) เวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ ได้แต่งตั้ง ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า-GISTDA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้ทำหน้าที่ประธาน STSC อย่างเป็นทางการ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไทยในระดับสากล 

ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงตำแหน่งทางพิธีการ แต่ STSC เปรียบเสมือน "มันสมองของโลก" ที่มีหน้าที่กำกับดูแลและกำหนดทิศทางกิจการอวกาศของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขยะอวกาศ (Space Debris), สภาพอวกาศ (Space Weather), ความยั่งยืนในระยะยาว (Long-term Sustainability) รวมถึง การจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management)

‘บิ๊กกุ้ง’ ตอบชัด! ทหารมีไว้ปกป้องคนไทย รวมถึงคนถาม “มีทหารไว้ทำไม?” ไม่งั้นเขมรอาจบุกถึงโคราช

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เขตพิษณุโลก และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติ “นักรบผู้กล้าทหารผ่านศึก” เพื่อสดุดีทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติ ทั้ง 42 นาย ในสมรภูมิชายแดนไทย - กัมพูชา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ที่เวทีกลาง สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ จ.พิษณุโลกโดยมีหน่วยงานราชการ สมาคม ชมรม สื่อมวลชน นักศึกษาประชาชนม อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 และอดีตทหารร่วมกิจกรรมสดุดีวีรกรรมทหารกล้า

บรรยากาศในงานมีการนำรูปวีรชนนายทหารกล้า จำนวน 42 นาย มาตั้งเอาไว้ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้วางดอกไม้ไว้อาลัยให้กับทหารกล้าทุกนาย เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในความเป็นวีระบุรุษ ที่ยอมสละชีวิตและเลือดเนื้อปกป้องอธิปไตยชาติไทยเอาไว้ ส่วนบนเวทีมีการแสดงร้องเพลงปลุกใจของวงดนตรี หมวดดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 39 ร่วมกับวงดนตรีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคเหนือ มีการแสดงโขน ของโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยนเรศวร และการแสดงขับร้องประสานเสียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

และมีการ Video conference กับ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่2 (แม่ทัพกุ้ง)ผ่านจอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่บนเวที พร้อมได้พูดคุยกับผู้ที่มาร่วมในบริเวณดังกล่าว

โอกาสนี้แม่ทัพกุ้ง -พล.อ.บุญสิน ได้เล่าเรื่องราว ช่วงที่ยังคงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการทำงานชายแดนว่า อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ดูแลทหารและครอบครัวทหารด้วย

มจธ. ขยายผลโครงการโมเดลการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 ผนึก 8 มหาวิทยาลัย ร่วมพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และเครือข่ายมหาวิทยาลัย รวม 9 แห่ง เปิดตัวโครงการการขยายผลเครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาศักยภาพคนพิการเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ระยะที่ 2 

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการฯ ระยะที่ 1 (เมษายน 2567 – มีนาคม 2568) ซึ่งสามารถพัฒนาศักยภาพคนพิการให้เข้าสู่การทำงานจริงและมีรายได้ คิดเป็นร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโมเดลการฝึกอบรม–ฝึกงานคนพิการ มจธ. ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะกับตลาดแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จดังกล่าว นำไปสู่การดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการขยายผลในระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการภาครัฐในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างเป็นระบบ

ในระยะที่ 2 โครงการได้ขยายเครือข่ายความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ครอบคลุมพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจาก 300 คน เป็น 370 คนต่อปี และเพิ่มจำนวนหลักสูตรจาก 6 หลักสูตร เป็น 12 หลักสูตร เน้นทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่ายเข้าร่วมดำเนินโครงการ ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ศูนย์การศึกษาอู่ทองทวารวดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

กองทัพเรือประกาศใช้สถาปัตยกรรมองค์กร มุ่งสู่ “กองทัพเรือดิจิทัล”

กองทัพเรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาการบริหารจัดการองค์กรให้มีความทันสมัย เป็นระบบ และโปร่งใส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล การช่วยเหลือประชาชน และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กองทัพเรือได้พัฒนาสถาปัตยกรรมองค์กร (Enterprise Architecture: EA) เพื่อจัดระเบียบกระบวนการทำงาน การบริหารข้อมูล และระบบสนับสนุนให้เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วในการสั่งการ และยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของกองทัพเรือในการรับมือกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2569) กองทัพเรือได้จัดแถลงแผนการจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กร (EA) อย่างเป็นทางการ โดยมี พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธาน และประกาศใช้ EA เป็นกรอบการพัฒนาการทำงานของกองทัพเรือในทิศทางเดียวกัน เชื่อมโยงทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ พร้อมขับเคลื่อนสู่องค์กรที่ทันสมัย ภายใต้มอตโต “B R I G H T” ซึ่งสะท้อนการบริหารจัดการด้วยข้อมูล ความเท่าทันเทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล

ทัพฟ้าโชว์เขี้ยวเล็บ ปล่อยภาพฝึกบิน "ทิ้งไข่" กลางคืน ลาดตระเวนชายแดน ย้ำยุทธวิธีโจมตีเงียบปลิดชีพเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force” โพสต์ภาพ กองทัพอากาศฝึกบิน “ทิ้งไข่” และฝึกบินลาดตระเวนชายแดนช่วงกลางคืน 

พร้อมข้อความระบุว่า เมื่อนกเหล็กทะยานขึ้นฟ้า ในยามค่ำคืน บางเป้าหมาย อาจสิ้นสุดภารกิจได้... โดยศัตรูไม่รู้ตัว 

การฝึกบินกลางคืนของกองทัพอากาศถูกจัดขึ้นทุกปี แบบรวมกำลังทุกฝูงบินขับไล่ ในการแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงยุทธวิธี เพื่อดำรงและเสริมสร้างขีดความสามารถการปฏิบัติการทางอากาศ ทั้งในเรื่องการวางแผนยุทธวิธี การสื่อสารกันภายในหมู่บิน และที่สำคัญที่สุดการเข้าโจมตีเป้าหมายทางทหาร

กองทัพเรือยึดมั่นถ้อยแถลงการณ์ร่วม สนับสนุน ฉก.นย.ตราด เก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม สร้างความปลอดภัยแนวชายแดน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้ดำเนินการสนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นปท.ทร. สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device: IED) ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูก ดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิม เช่น หัวลูกปืนใหญ่ เพื่อนำมาใช้เพื่อก่อเหตุรุนแรง อีกจำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นการใช้วัตถุระเบิดที่ขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และยังขัดต่อหลักมนุษยธรรมและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) อีกด้วย

เทคโนโลยี AI จากจีนหนุนเด็กไทย 'เรียนภาษาจีน' เชิงรุก ยกระดับครบสี่ทักษะ

(ซินหัว) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 - โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมุทรปราการ ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มี "ศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีน" อยู่ภายในอาคารเรียนสีแดงประดับลวดลายมังกรโดดเด่น โดย ดร. รุ่งสุรีย์ สิงหราช ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ กล่าวว่าศูนย์การเรียนรู้ภาษาจีนแห่งนี้มีครูชาวไทย 7 คน และชาวจีน 1 คน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากการดูแลการเรียนการสอนภาษาจีนให้นักเรียนหลายพันคน ทำให้มีการบูรณาการระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะพลังปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากไอฟลายเทก (iFLYTEK) ของจีนในปี 2025 เข้ามาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน

ดร. รุ่งสุรีย์ กล่าวว่าระบบการเรียนการสอนอัจฉริยะนี้ทำให้นักเรียนเข้าถึงภาษาจีนแท้ได้อย่างสะดวก ทำให้ครูมี "ร่างอวตาร" ช่วยงานสอน และทำให้เด็กแต่ละคนมีครูชาวต่างชาติเป็นของตนเอง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การสอนออกเสียงและการสอนรายบุคคลเพราะมีครูตัวจริงอยู่จำกัด พร้อมยกระดับทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำสู่การคว้ารางวัลจากการแข่งขันภาษาจีนหลายรายการ ขณะแบบฝึกหัดการสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน (HSK) ของระบบนี้ช่วยให้นักเรียนเตรียมตัวสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ปรากฏชัดเจนในคณะครูผู้สอน เช่น อารีรักษ์ เพ็ชรสหาย หรือเฉินลี่เจีย ครูชาวไทยที่เคยต้องใช้เวลาเตรียมการสอนหนึ่งคาบนานถึง 3 ชั่วโมง สามารถวางแผนการสอนพร้อมข้อมูลมากมายเสร็จสิ้นภายในเวลาราว 1 ชั่วโมง หรือช่วยติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนจนทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันนักเรียนได้ฝึกหัดการออกเสียง คัดตัวอักษรจีน และบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ทำให้การเรียนการสอนมีชีวิตชีวาและนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน

แอปพลิเคชันการเรียนรู้พลังปัญญาประดิษฐ์บนโทรศัพท์มือถือได้แปรเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษาจีนจากเชิงรับเป็นเชิงรุก โดยดรัญพร แอ่นฟารี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่าว่าใช้แอปพลิเคชันนี้ฝึกฝนออกเสียงภาษาจีนเกือบทุกวันเพราะช่วยแก้ไขการออกเสียงที่ผิดพลาดได้ทันที ทำให้กล้าพูดภาษาจีนมากขึ้น 

ด้านธีรวัต ศรีนาราง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กล่าวว่าเมื่อก่อนการจำคำศัพท์ต้องใช้วิธีคัดซ้ำๆ แต่ก็มักจำไม่ค่อยได้ ทว่าบทเรียนที่คล้ายเกมตะลุยด่านของแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้จำคำศัพท์ได้แบบไม่รู้ตัวและเลิกเรียนก็ยังทบทวนบทเรียนต่อได้

กนกพรรณ อาชนะชัย ที่ร่ำเรียนภาษาจีนมานานถึง 10 ปี ใช้แอปพลิเคชันพลังปัญญาประดิษฐ์นี้เป็นตัวช่วยเตรียมสอบวัดระดับความรู้ภาษาจีน ระดับ 3 เพื่อทำตามความฝันไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่จีนในอนาคต โดยเธอมักฝึกทำข้อสอบจำลองเป็นประจำเพื่อเพิ่มคะแนน ด้านนภัสสรณ์ ทวีเพชรรัตน์ นักเรียนอีกคนหนึ่ง กล่าวว่าเพื่อนคู่สนทนาพลังปัญญาประดิษฐ์ของแอปพลิเคชันนี้ช่วยคลายความกังวลพูดผิดในการพูดคุย ทำให้สามารถฝึกฝนได้อย่างมั่นใจทุกที่ทุกเวลาและการเรียนภาษาจีนกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากกว่าเดิม

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

ไทยพบหลักฐานเพิ่มเติม ชัด กัมพูชาใช้ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล” ในพื้นที่ชายแดนไทย ขัดอนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดและปรับปรุงพื้นที่ให้มีความปลอดภัย บริเวณ ฐานปฏิบัติการตากสินพิชิตไพรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เดิมฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยเบ้ามาตั้งฐานที่มั่นทางทหารในพื้นที่ บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพื้นที่ พบ ฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา (กพช.) จำนวน 3 แห่ง เชื่อมต่อถึงกันด้วยแนวคูเลต สะท้อนถึงการจัดตั้งและใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานทางทหารอย่างชัดเจน โดยหน่วยสามารถตรวจยึด สรรพาวุธที่ถูกละทิ้ง (AXO) ภายในฐานดังกล่าว ได้จำนวน 4 รายการ ได้แก่
- ลำกล้องและขาหยั่งปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1 ชุด
- กระสุนปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 1,744 นัด
- กระสุนปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 มม. จำนวน 30 นัด
- ลูกระเบิดขว้างแบบ RGD-5 จำนวน 1 ลูก

‘สมจิตร’ เปิดใจ!! ฮีโร่โอลิมปิกรำลึกเงินรางวัล เงินอัดฉีด ยอดรวม 40 ล้านไม่ใช่เงินสดเต็ม “ประกันชีวิต” เงื่อนไขชวนอึ้ง ชาวเน็ตเดือดถามความโปร่งใส

(11 ก.พ. 69) ‘สมจิตร จงจอหอ’ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก 2008 เปิดใจเรื่องเงินอัดฉีดที่เคยเป็นข่าวว่าได้รับ 40 ล้านบาท ซึ่งกลายเป็นประเด็นสนใจในโลกออนไลน์อีกครั้งผ่านรายการยูทูบ BenzKhomKorr

‘สมจิตร’ ระบุว่าเงินรางวัลยอดรวม 40 ล้านบาทนั้น เป็นเงินสดเพียง 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 20 ล้านบาทเป็นประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขว่า ต้องเสียชีวิตภายในหนึ่งปีจึงจะได้รับเงินก้อนนี้ ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์

นักกีฬาชี้ว่าแม้จำนวนเงินจะสูงมาก แต่การได้รับเงินที่มาพร้อมเงื่อนไขเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่น่าพึงพอใจ และสังคมควรถามถึงความโปร่งใสในการประกาศเงินอัดฉีด รวมถึงรูปแบบการสนับสนุนนักกีฬาที่ควรชัดเจนและเข้าใจง่าย

เรื่องเล่าของ ‘สมจิตร’ สะท้อนปัญหาโครงสร้างสนับสนุนนักกีฬาไทย ทั้งในด้านสวัสดิการหลังการแข่งขันและระบบการให้รางวัลที่สังคมควรพัฒนาขึ้นเพื่อความเป็นธรรมและชัดเจนมากขึ้น

การเผยข้อมูลนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญว่า เงินรางวัลที่สวยหรูอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่สำคัญ แต่รายละเอียดและเงื่อนไขที่มากับเงินรางวัลต่างหากคือหัวใจที่สังคมควรติดตามและพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1632423/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top