Friday, 5 June 2026
News

สุดอาลัย! ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร เสียชีวิตแล้ว หลังถูกยิงอาการสาหัสจากเหตุการณ์คนร้ายบุกกราดยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จ.สงขลา

จากกรณีวานนี้ (11 ก.พ. 69) มีคนร้ายพยายามก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นพบว่ายังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ และมีรายงานการจับครู และนักเรียนเป็นตัวประกัน

และมีรายงานว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เป็นคนที่ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็กๆ เพื่อทำให้นักเรียนและบุคลากรคนอื่นๆ ปลอดภัย ถูกยิงอาการสาหัส ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนร้ายไม่พอใจครูภายในโรงเรียน

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.พ.) เฟซบุ๊ก "Darawan Chaisuwan." ได้โพสต์ข้อความอัปเดตอาการ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ล่าสุด ผอ.เสียชีวิตแล้ว พร้อมระบุข้อความว่า ”ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่าน ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผอ.พะตงประธานคีรีวัฒน์ #ข่าวจริงค่ะ ทาง สพม.สงขลา สตูล จะขอพระราชทานเพลิงศพให้ ผอ.ต่อไป"

สำหรับ นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด โดยมีประวัติการทำงานดังนี้:2551-2559: รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
2559-2563: ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
2563-ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

โรงเรียนไม่ใช่สนามรบ: ถ้ารัฐยังอ่อน กฎหมายยังหลวม ครูก็ต้องตายซ้ำ

หาดใหญ่วันนี้ไม่ใช่แค่ “ข่าวดัง” แต่มันคือใบแจ้งหนี้ที่สังคมไทยหลบตาไม่พ้น:
โรงเรียน—พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด—กลับกลายเป็นพื้นที่ที่คนทำงานด้านการศึกษาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง

แล้วเรายังจะปลอบใจกันด้วยประโยคเดิมๆ อีกกี่ครั้ง?
“เด็กยังไม่รู้เรื่อง” “ต้องให้โอกาส” “อย่าทำลายอนาคตเขา”

คำถามคือ… แล้วอนาคตของครูที่ตายล่ะ?
อนาคตของนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์ล่ะ?
อนาคตของพ่อแม่ที่ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วยความเชื่อว่า “ที่นี่ปลอดภัย” ล่ะ?

1) อย่าหลอกตัวเอง: นี่ไม่ใช่ “เด็กพลาด” แต่มันคือ “ความรุนแรงเต็มรูปแบบ”
เมื่อมีอาวุธ เมื่อมีการคุกคามชีวิต เมื่อมีผู้เสียชีวิต—มันไม่ใช่เรื่องอารมณ์วัยรุ่น
มันคืออาชญากรรมรุนแรง ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะโดยตรง
และถ้ารัฐยังใช้ภาษานุ่มๆ แบบกล่อมเด็กกับความรุนแรงแบบนี้
รัฐก็ไม่ได้ “เมตตา” —รัฐกำลังปล่อยปละ และทำให้คนดีต้องรับกรรมแทน

2) ถึงเวลาแก้กฎหมาย: “ฟื้นฟู” ต้องไม่กลายเป็น “บัตรผ่าน” ของคดีรุนแรง
ระบบยุติธรรมเยาวชนที่เน้นฟื้นฟูมีประโยชน์—ในคดีทั่วไป
แต่คดีใช้ความรุนแรงในสถานศึกษาแบบนี้ ต้องมี “ชั้นพิเศษ” ที่เข้มกว่าทันที
ต้องเลิกเอาคำว่า “เด็ก” มาเป็นเกราะกันความรับผิดแบบอัตโนมัติ
โดยเฉพาะคดีที่มี อาวุธ / ตัวประกัน / เสี่ยงชีวิต / มีผู้ตาย
ข้อเสนอที่ต้องพูดให้ดัง:
- แยกคดีรุนแรงสูงออกจากคดีเยาวชนทั่วไป ให้ชัดในกฎหมาย
- เพิ่มมาตรการคุมตัว–ประเมินความเสี่ยง แบบจริงจัง
- ยกระดับสิทธิผู้เสียหายและความปลอดภัยสาธารณะ

3) หยุด “เก่งหลังศพ”: ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “อาวุธ” และ “ช่องทาง”
ถ้าเด็กเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ต่อให้ซ้อมแผนอีกกี่ร้อยครั้งก็ไม่พอ
รัฐต้องปิดช่องทางอาวุธ และเอาจริงกับทุกคนที่ทำให้ความรุนแรงหลุดเข้าโรงเรียน

4) โรงเรียนต้องมีความปลอดภัยขั้นต่ำ ไม่ใช่ปล่อยครูเป็น “ด่านหน้าไร้อาวุธ”
ครูไม่ใช่ รปภ.
ผอ.ไม่ใช่หน่วยเจรจาตัวประกัน
นักเรียนไม่ควรต้องโตมากับภาพโรงเรียนเป็นพื้นที่เสี่ยงชีวิต

ตำรวจเตือนภัยช่วงเทศกาล 'ตรุษจีน' ระวัง 'ลิงก์อั่งเปา' ออนไลน์ ถูกหลอกดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

[กรุงเทพฯ] 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นเทศกาลแห่งความสุขและการเฉลิมฉลองของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือธรรมเนียมการแจก “อั่งเปา” เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่ล่าสุด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังภัยเงียบที่มาพร้อมกับเทศกาล นั่นคือ “ลิงก์อั่งเปาปลอม” ที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสใช้เชิดเงินจากบัญชีของผู้หลงเชื่อ

เปิดกลโกง: จาก “ผู้โชคดี” สู่ “เหยื่อ” ในพริบตา

ทางตำรวจสอบสวนกลางได้เปิดเผยรูปแบบแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพ ที่มักจะแฝงตัวมาในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมีพฤติการณ์หลักๆ 4 ขั้นตอน ดังนี้:

1.    หว่านล้อมผ่านโซเชียล: มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ผ่านทาง SMS หรือโพสต์ตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ โดยใช้ข้อความเชิญชวนที่น่าสนใจ

2.    ล่อใจด้วยคำว่า “ฟรี”: มักใช้ข้อความกระตุ้นความโลภ เช่น “คุณคือผู้โชคดีได้รับอั่งเปาฟรี” หรือ “คลิกเพื่อรับเงินรางวัลต้อนรับตรุษจีน”

3.    หลอกขอข้อมูลส่วนตัว: เมื่อเหยื่อเผลอกดลิงก์ ระบบจะนำไปสู่หน้าเว็บไซต์ปลอมที่ให้กรอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน และเลขบัญชีธนาคาร

4.    ฝังมัลแวร์ดูดเงิน: ในบางกรณี ร้ายแรงถึงขั้นหลอกให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน โดยอ้างว่าต้องทำภารกิจเพื่อรับอั่งเปา แต่แท้จริงแล้วเป็นการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกล (Malware) เพื่อเข้ามาดูดเงินในบัญชีออกไปจนหมดเกลี้ยง

แนะ 3 คาถาป้องกันภัยไซเบอร์ช่วงตรุษจีน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ตำรวจสอบสวนกลาง ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติให้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ ดังนี้:

•    ไม่กด: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาจากเบอร์โทรศัพท์หรือบุคคลที่ไม่รู้จักเด็ดขาด
•    ตรวจสอบ: เช็คความน่าเชื่อถือของลิงก์และแหล่งที่มาก่อนทุกครั้ง ว่าเป็นแคมเปญจริงจากหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือหรือไม่
•    เอะใจ: หากลิงก์มีข้อเสนอที่ดีเกินจริง หรือมีข้อความเร่งรัดให้รีบกด รีบดำเนินการ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ

ทำไม “เด็กอเมริกา” ถึงเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนบ่อย: มองเป็น “ระบบ” ไม่ใช่ความชั่ววูบ

ภาพจำของสังคมโลกเมื่อพูดถึงสหรัฐอเมริกา คือประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในอีกด้าน สหรัฐฯ กลับมีเหตุกราดยิงในโรงเรียนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สังคมโลกตั้งคำถาม

การอธิบายปัญหานี้ด้วยคำว่า “เด็กมีปัญหา” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ เพราะเหตุกราดยิงในโรงเรียนอเมริกันเกิดจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ตั้งแต่การเข้าถึงอาวุธปืน สุขภาพจิตวัยรุ่น สภาพแวดล้อมในโรงเรียน ไปจนถึงอิทธิพลของสื่อและโลกออนไลน์

1) การเข้าถึงอาวุธปืนที่ง่ายและใกล้ตัว  
สหรัฐอเมริกามีอัตราการครอบครองปืนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ปืนจำนวนมากถูกเก็บไว้ในบ้าน ทำให้เยาวชนสามารถเข้าถึงอาวุธร้ายแรงได้ง่ายกว่าสังคมอื่น โดยเฉพาะในครอบครัวที่ไม่มีมาตรการเก็บรักษาปืนอย่างปลอดภัย

2) สุขภาพจิตวัยรุ่น วิกฤตเงียบของสังคมอเมริกัน  
ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ชี้ว่า วัยรุ่นจำนวนมากเผชิญความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกสิ้นหวังอย่างต่อเนื่อง แม้ปัญหาสุขภาพจิตจะไม่เท่ากับความรุนแรง แต่เมื่อผนวกกับการเข้าถึงปืน ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

3) ผลเลียนแบบจากสื่อและสังคมออนไลน์  
การรายงานข่าวเหตุกราดยิงอย่างละเอียด การให้พื้นที่กับตัวผู้ก่อเหตุ หรือการทำให้เหตุการณ์กลายเป็นกระแส อาจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในกลุ่มผู้มีความเปราะบางทางอารมณ์

4) โรงเรียนในฐานะพื้นที่ความกดดัน  
การบูลลี่ การกีดกัน การล้มเหลวซ้ำซาก หรือการถูกมองข้าม สามารถสะสมเป็นความคับแค้นในระยะยาว เด็กบางคนไม่ได้ก่อเหตุเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่ผ่านกระบวนการสะสมความเจ็บปวดโดยไม่มีใครรับรู้

5) ความขัดแย้งเชิงนโยบายและการเมือง  
สหรัฐฯ มีความขัดแย้งด้านค่านิยมเรื่องสิทธิในการครอบครองปืน ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนแตกต่างกันในแต่ละรัฐ และยากต่อการบังคับใช้ในระดับประเทศ

อัดฉีดทั้งระบบ!! กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เซ็น MOU ดัน Domestic Power 2026 หนุน 8 ชนิดกีฬา ปั้นนักกีฬาตั้งแต่ฐานรากถึงทีมชาติ หวังคืนผลงานไทยบนเวทีใหญ่

(13 ก.พ. 69) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เปิดตัวโครงการ "Domestic Power 2026" ด้วยงบสนับสนุนรวมกว่า 186 ล้านบาท เพื่อพัฒนากีฬาที่มีศักยภาพ 8 ชนิดให้ไปสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยหวังผลลัพธ์ด้านนักกีฬาและบุคลากรกีฬาในภาพรวมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

โครงการนี้เน้นการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานรัฐและสมาคมกีฬา เพื่อวางระบบพัฒนานักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างฐานเยาวชน การยกระดับโค้ชและผู้ตัดสิน รวมถึงระบบแข่งขันและการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วยพัฒนา

8 ชนิดกีฬาที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ ฟุตบอล, แบดมินตัน, เทควันโด, อีสปอร์ต, กรีฑา, กอล์ฟ, วอลเลย์บอล และบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกลุ่มกีฬาที่มีฐานความนิยมและศักยภาพในการสร้างผลงานแข่งขันระดับโลก พร้อมเป้าหมายต่อยอดสู่มหกรรมใหญ่อย่างโอลิมปิก

โดย ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแจกงบแต่เป็นการวางระบบพัฒนากีฬาครบวงจร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับนักกีฬาและบุคลากรทั่วประเทศ"

โครงการ Domestic Power 2026 ถือเป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการอุดหนุนแบบรายกิจกรรมไปสู่การลงทุนแบบรายระบบ โดยมุ่งเน้นกระจายโอกาสให้เกิดความเท่าเทียม และสร้างระบบที่ช่วยดึงดูดเยาวชนทั่วประเทศเข้าสู่เส้นทางการพัฒนากีฬามากขึ้นในปีต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10135364

            https://volleyball.or.th/volley/27331

แผลเดียวลามทั้งวงการ นายกฯ อีสปอร์ต เผยตกใจพฤติกรรม Tokyogurl หลังถูกจับกุมที่พัก แบนตลอดชีพ พร้อมเตือนเกมเมอร์ทุกคน ย้ำต้องเข้มกฎ-เข้มตรวจจับ

(14 ก.พ. 69) นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทยและประธานสหพันธ์กีฬาอิเล็กทรอนิกส์แห่งเอเชีย เปิดเผยรายละเอียดกรณีการจับกุม น.ส.ณภัทร หรือ Tokyogurl อายุ 29 ปี และนายไชยโย อายุ 23 ปี ในข้อหาคดโกงการแข่งขันอีสปอร์ต พร้อมเตือนเกมเมอร์ระวังพฤติกรรมผิดกฎหมายที่จะส่งผลเสียต่อวงการนี้

นายสันติกล่าวคำขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ของไทยนั้นประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องโดยมีการแข่งขันเกม ROV เป็นหนึ่งในประเภทที่ได้รับความนิยม และในครั้งนี้ได้บรรจุทีมหญิง 5 คนเป็นครั้งแรก แต่ก็เกิดความเสียหายจากการโกงที่พบในครั้งนี้ เขากล่าวว่า "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนักกีฬาไม่ได้ฝึกซ้อมเพื่อการแข่งขัน แต่เป็นการฝึกซ้อมการโกงที่ไม่ได้อยู่ในระเบียบ" พร้อมย้ำว่าผู้ทำผิดต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง

นายสันติยังแจงว่าการใช้โทรศัพท์ในการแข่งนั้น มีการจัดเตรียมโทรศัพท์ 2 เครื่องให้กับนักกีฬา จากมือถือสำหรับฝึกซ้อมและมือถือสำหรับใช้แข่งขันจริงที่นักกีฬาไม่มีสิทธิ์สัมผัส ก่อนจะตัดสินใจแบน Tokyogurl ตลอดชีพ และไม่อนุญาตให้นายไชยโย ซึ่งไม่ใช่นักกีฬาสมาคมเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ของสมาคมอีก

เขากล่าวเตือนผู้ที่สนใจวงการอีสปอร์ตว่า "ทักษะที่คุณมีเป็นของคนรุ่นใหม่และมีประโยชน์ในอนาคต แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ทำร้ายวงการอีสปอร์ตและโลกเกม" พร้อมยืนยันว่าเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจจับครั้งนี้ทำให้พบหลักฐานชัดเจนและจับกุมได้ทันที

ภายหลังการตรวจสอบ ยังพบว่าการโกงเกิดจากผู้กระทำสองคนเท่านั้น แม้โค้ชมีความหลวมในการดูแล นายสันติขอโทษที่เจ้าหน้าที่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่ก็แสดงความหวังว่าผู้เล่นยังดีและผลักดันเศรษฐกิจประเทศผ่านวงการอีสปอร์ตได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136333

สคม.-กกท.มอบใบรับรอง!! “ครูมวยต่างชาติ” พัทยา ดันมาตรฐานมวยไทยสู่สากล ย้ำใบประกาศคือการการันตีองค์ความรู้ ตามเกณฑ์ สคม. อย่างเป็นทางการ

(15 ก.พ. 69) สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย (สคม.) ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ฝึกสอนมวยไทยชาวต่างชาติที่ผ่านการอบรมและทดสอบครบถ้วน ที่จังหวัดพัทยาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์

นายธีรวัฒน์ ศิลปอาชา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมพัฒนากีฬามวย สคม. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม พร้อมย้ำว่า "การรับรองในครั้งนี้ถือเป็นการการันตีมาตรฐานองค์ความรู้ตามหลักเกณฑ์ของสคม.อย่างเป็นทางการ"

โครงการฝึกอบรม Muaythai Instructor Course (Introductory Level) for Foreigners 2025 มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน ได้รับความรู้เข้มข้นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับ A License ครอบคลุมทักษะพื้นฐานมวยไทย การใช้หมัด เท้า เข่า ศอก รวมถึงจริยธรรมและพิธีไหว้ครู

ผู้สำเร็จการอบรมในครั้งนี้จะเป็นทูตวัฒนธรรมมวยไทย ในการเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้แห่งชาติสู่เวทีโลกอย่างถูกต้อง โดยใบประกาศนี้ถือเป็นก้าวแรกในการพัฒนาศักยภาพที่สูงขึ้นในอนาคต

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10136873

          https://thaitv5hd.com/web/content.php?id=62187

จบปัญหา “ตำรวจปลอม-บัญชีม้า-สายลวงโลก” ด้วยแอปเดียว! รู้จัก “Police Care” เกราะป้องกันไซเบอร์ที่คนไทยต้องมีในปี 2026

ในยุคที่มิจฉาชีพพัฒนาไปไกลถึงขั้นใช้ AI ปลอมเสียงและหน้า (Deepfake) เพื่อหลอกลวงประชาชน การมีแค่ "สติ" อาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุดวงการแอปพลิเคชันภาครัฐได้เปิดตัวเครื่องมือไม้ตายใหม่ที่กำลังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม นั่นคือ "Police Care" แอปพลิเคชันที่ถูกขนานนามว่าเป็น "สถานีตำรวจพกพา" ที่จะมาปิดช่องโหว่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์แบบครบวงจร

ทำไม Police Care ถึงกลายเป็นแอปสามัญประจำเครื่องที่คนไทยต้องโหลดในปี 2026? นี่คือ 3 ฟีเจอร์เด็ดที่ออกแบบมาแก้ Pain Point ของเหยื่อโดยเฉพาะ

1. เช็กให้ชัวร์ก่อนเชื่อ: ระบบตรวจสอบ “ตำรวจจริง vs ตำรวจปลอม”
มุกเดิมๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์คือการ VDO Call มาพร้อมเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ ข่มขู่ด้วยหมายจับปลอม ทำให้เหยื่อตกใจจนโอนเงิน ฟีเจอร์ "Verify Officer" ของ Police Care จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้
•    การทำงาน: เพียงแค่ประชาชนกรอกชื่อ-นามสกุล หรือตำแหน่งที่มิจฉาชีพแอบอ้าง (หรือสแกน QR Code ประจำตัวเจ้าหน้าที่หากมีการแสดง) ระบบจะเชื่อมฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที
•    ผลลัพธ์: แอปฯ จะแสดงสถานะทันทีว่าบุคคลนี้เป็นตำรวจจริงหรือไม่ สังกัดหน่วยงานใด และหน้าตาตรงปกหรือไม่ ช่วยให้ประชาชนวางสายได้ทันทีที่รู้ว่าเป็นตัวปลอม

2. ปุ่มฉุกเฉินสกัดเงินไหล: “อายัดบัญชีม้า” ได้ทันที ไม่ต้องรอสายด่วน
ปัญหาใหญ่ในอดีตคือ เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก การโทรหาศูนย์ AOC 1441 หรือธนาคารอาจใช้เวลาถือสายรอ ซึ่งทุกวินาทีคือโอกาสที่คนร้ายจะโยกย้ายเงิน
•    การทำงาน: Police Care เชื่อมต่อ API กับสมาคมธนาคารไทยโดยตรง เมื่อผู้ใช้กดแจ้งเหตุฉุกเฉินและระบุเลขบัญชีปลายทางที่โอนไป ระบบจะส่งคำสั่ง "ระงับธุรกรรมชั่วคราว" (Freeze) ไปยังธนาคารปลายทางทันทีเป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อ
•    ผลลัพธ์: ตัดวงจรการยักย้ายถ่ายเทเงินของบัญชีม้าได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มโอกาสในการได้เงินคืนสูงสุด

3. รู้ทันก่อนรับสาย: เช็กเบอร์แก๊งคอลเซ็นเตอร์แบบ Real-time
แม้จะมีแอปฯ ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์เอกชนอยู่แล้ว แต่ Police Care ยกระดับความแม่นยำด้วยฐานข้อมูล Blacklist จากการแจ้งความจริงทั่วประเทศ
•    การทำงาน: ผู้ใช้สามารถนำเบอร์โทรศัพท์ที่น่าสงสัยมากรอกตรวจสอบ หรือตั้งค่าให้แอปฯ แจ้งเตือนเมื่อมีเบอร์ที่อยู่ในบัญชีดำโทรเข้ามา ระบบจะระบุพฤติกรรมความเสี่ยง เช่น "เบอร์นี้ถูกแจ้งความคดีหลอกลงทุน 50 ครั้ง"
•    ผลลัพธ์: สร้างเกราะป้องกันด่านแรก ให้ประชาชนไม่หลงกลรับสาย หรือรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมก่อนจะเริ่มบทสนทนา

รถถังสวนข่าวลือ!! เผย “10 ล้านไม่ใช่ทุกไฟต์” จี้ ONE ต้องชัดตั้งแต่แรก ชี้ประเด็นไม่ใช่แค่เงิน แต่อยากได้ความชัดเจนและความจริงใจจากองค์กร

(16 ก.พ. 69) 'รถถัง จิตรเมืองนนท์' ยอดมวยไทยชื่อดัง อัดคลิปผ่านโซเชียลมีเดียชี้แจงหลายดราม่าที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีเพียงปมเรื่องค่าตัว แต่ยอมรับไม่พอใจที่ 'ONE Championship' ไม่ยอมจ่ายค่าตัว 10 ล้านบาททุกไฟต์ตามที่ 'ชาตรี ศิษย์ยอดธง' เคยประกาศไว้

รถถังกล่าวในไลฟ์ว่า "ผมเป็นนักมวยคนแรกที่ได้รับค่าตัว 10 ล้าน เพราะความนิยมทั่วโลก" พร้อมเผยว่าไฟต์ใหญ่ที่เจอ 'ทาเครุ เซกาวา' ที่ญี่ปุ่นได้รับค่าตัวสูงถึง 15-17 ล้านบาท รวมโบนัสที่น็อกคู่แข่งได้อีก 1.7 ล้านบาท แต่ในบางไฟต์อื่น อาจไม่ได้รับค่าตัวเต็มตามนั้น

ไฟต์ล่าสุดที่เจอกับ 'น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย' มีข่าวว่ารถถังไม่พอใจค่าตัว ก่อนที่ไฟต์จะถูกยกเลิกเนื่องจากรถถังป่วยและน้องโอ๋ตกตาชั่งไม่ได้ ทำให้ไฟต์ยังไม่เริ่ม ส่วนไฟต์ของน้องโอ๋กับนักกีฬาอื่นแทนที่รถถัง ทำให้เขาออกมาโพสต์ชี้แจงว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องค่าตัว แต่ต้องการความแฟร์และความจริงใจในการทำงาน

"ผมแค่พูดในมุมผมว่าการร่วมงานต้องจริงใจต่อกัน" รถถังกล่าว พร้อมย้ำว่าอยากชกทุกไฟต์ดังที่ได้รับข่าวเรื่องค่าตัว 10 ล้านแต่สถานการณ์จริงมีหลายปัจจัย และอยากให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนในวงการมวยไทยระดับโลก ที่แม้มีข่าวใหญ่เรื่องค่าตัว แต่ยังมีความขัดแย้งและข้อเรียกร้องความโปร่งใสจากนักกีฬาและแฟนมวยที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10139009

'หมอยง' ชี้ชัด "ลับ-ไม่ลับ" อยู่ที่กฎเกณฑ์ แนะแพทย์-นักวิจัยต้องแม่นกฎรักษาความลับ ยกเคสงานวิจัย ข้อมูลอาสาสมัครต้องเป็น 'ความลับ' แต่ถ้าอันตรายถึงชีวิตต้อง 'ไขรหัส' ทันที

‘หมอยง’ ชี้ “ลับ หรือ ไม่ลับ” ขึ้นอยู่ที่กฎเกณฑ์ การปฏิบัติ

17 ก.พ. 2569 – ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ลับ หรือ ไม่ลับ ขึ้นอยู่ที่กฎเกณฑ์ การปฏิบัติ

มีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความลับ

จริงๆแล้วไม่มีความลับ อะไรในโลกนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ หมอตรวจคนไข้ เช่นหมอสูตินรีเวช ตรวจคนไข้เป็นความลับ แต่ความจริงผู้ที่รู้เห็น ก็คือตัวหมอ และพยาบาลผู้ช่วย ถ้าหมอหรือผู้ช่วยไปเปิดเผย ก็ไม่เป็นความลับ แต่กฎเกณฑ์จะเอาความลับของคนไข้ไปเปิดเผยไม่ได้ จะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และอาจจะยังผิดกฎหมายอีกด้วย ถึงยึดใบประกอบวิชาชีพได้เลย

ผมทำงานวิจัย ในกฎเกณฑ์ของการทำงานวิจัย จะเก็บข้อมูลของอาสาสมัครทุกคน เป็นความลับ โดยโครงร่างงานวิจัยจะต้องบอกคณะกรรมการจริยธรรม ในการรักษาความลับของอาสาสมัคร และวิธีการเก็บความลับ โดยข้อมูลทั้งหมดที่จะโยงไปหาอาสาสมัครจะต้องเก็บเป็นความลับ และจะต้องถูกเปลี่ยนเป็น Code ผู้ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า ตัวอย่างนั้นเป็นของใคร เพราะเป็นรหัส แต่จากรหัส และจะมีการเก็บรหัสที่จะโยงไปถึงตัวอาสาสมัครได้ แต่จะต้องถูกเก็บเป็นความลับ ในที่เก็บที่ปลอดภัย มีมาตรการการเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ เช่นใครจะเข้าถึงได้บ้าง มีรหัสผ่านอย่างไร และมีมาตรการการป้องกันเก็บรักษา คณะผู้วิจัยจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ที่จะโยงไปถึงตัวอาสาสมัครได้

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือเป็นอันตรายกับอาสาสมัคร เช่นการให้ยาใน อาสาสมัคร มีอาการแทรกซ้อนอันตราย หรือผลการตรวจผิดปกติอย่างร้ายแรง ที่จำเป็นจะต้องเข้าไปจัดการ เพื่อความปลอดภัยของอาสาสมัคร ก็จะต้องรีบแจ้งด่วนต่อคณะกรรมการจริยธรรม หรือกฎเกณฑ์ที่ได้วางไว้ตั้งแต่แรก ในการที่จะเข้าถึงอาสาสมัครเพื่อความปลอดภัยหรือ ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และจำเป็นต้องรู้ว่าอาสาสมัครนั้นคือใคร ดังนั้นจึงมีกฎเกณฑ์วางไว้

เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้อาสาสมัคร มีภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น หรือการพบสิ่งผิดปกติ ถ้ามีความจำเป็น ก็ต้องขออนุญาตและชี้แจงด้วยเหตุและผลทั้งหมดในการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกล็อคไว้ตามกฎเกณฑ์ เช่นผู้มีอำนาจที่เขียนไว้ ในองค์กร ขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรม หรือศาล

ในการทำงานวิจัยต่างๆ หลักฐานตั้งแต่เริ่มต้นมีความสำคัญมาก มีการเก็บในระดับต่างๆ ใน log book และรักษาความปลอดภัยและความลับ ในระดับต่างๆ และมีกฎเกณฑ์ที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรือต้องขออนุญาตจากผู้มีอำนาจ ในการเข้าถึงข้อมูลแล้วแต่ชั้นความลับ

ทำไมงานวิจัยที่มาตรฐานจะต้องมีกฎเกณฑ์ของ GCP หรือที่เรียกว่า Good Clinical Practice ที่นักวิจัยทุกคนจะต้องสอบผ่านกฎเกณฑ์นี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top