Saturday, 6 June 2026
News

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ‘แพทองธาร’ พ้นตำแหน่งนายกฯ เซ่นคลิปเสียงคุย ‘ฮุน เซน’ ชี้ขาดจริยธรรมร้ายแรง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 วงการการเมืองไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยครั้งประวัติศาสตร์ สั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน กับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและบิดาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถูกมองว่าเป็นการเจรจาลับที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

กรณีดังกล่าว เกิดจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คนยื่นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร ผู้ถูกร้องสิ้นสุดหรือไม่ เพราะขาดคุณสมบัติไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ ปี2560 โดยเหตุสืบเนื่องมาจากคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ผงาดนายกฯ คนที่ 32! สภาโหวตท่วมท้นรับภารกิจกู้วิกฤตชาติ

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ถูกจารึกใหม่อีกครั้ง เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากกรณีคลิปเสียงสนทนาที่เป็นประเด็นด้านจริยธรรมและความมั่นคง

การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่สำคัญนี้

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์: น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” แม่แห่งแผ่นดิน

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 นับเป็นความวิปโยคอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ เมื่อแสงแห่งพระบารมีที่แผ่ไพศาลคุ้มเกล้าชาวไทยมาอย่างยาวนานได้เสด็จคืนสู่สวรรคาลัย การเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของพระราชวงศ์ แต่คือการสูญเสีย “แม่” ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ

 พระแม่ผู้เคียงข้างพระภูมินทร์

ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาพที่คุ้นตาชาวไทยคือพระราชกรณียกิจที่ทรงตรากตรำพระวรกายเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปในถิ่นทุรกันดารทั่วทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ทรงเป็น “คู่พระบารมี” ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขและทรงเป็นกำลังพระราชหฤทัยสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร

 ศิลปาชีพ: สายใยแห่งการชุบชีวิตภูมิปัญญา

พระมหากรุณาธิคุณที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งคือการก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของงานฝีมือชาวบ้าน โดยเฉพาะ “ผ้าไหมไทย” ที่เกือบจะสูญหายไปตามกาลเวลา ทรงนำความงดงามของผ้าพื้นเมืองไทยสู่เวทีโลก จนกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ครอบครัวเกษตรกรอย่างยั่งยืน ทรงทำให้ “ผ้าไหม” ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่คือชีวิตและความภูมิใจของคนไทย

มิตรภาพอันยั่งยืน: บันทึกประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของในหลวงและพระราชินี

ในปีพุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีแห่งการฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน เหตุการณ์ที่ทรงคุณค่าและเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งคือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
.
การต้อนรับอันอบอุ่น ณ มหาศาลาประชาชน
การเสด็จฯ เยือนในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยพิธีต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่สะท้อนถึงคำกล่าวที่ว่า "ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" การพบปะระหว่างประมุขของทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่เป็นการตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกมานานหลายศตวรรษ โดยมีการหารือถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วิกฤตจมบาดาล: มหาอุทกภัยภาคใต้ 2568 บททดสอบความแกร่งของหาดใหญ่และหัวใจคนใต้

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ถูกจารึกไว้ในฐานะวันเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของภาคใต้ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้แผ่ปกคลุมอ่าวไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องแบบไม่ลืมหูลืมตาติดต่อกันหลายวัน จนกลายเป็น "มหาอุทกภัย" ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาลในหลายจังหวัด

จุดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะรับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเขาคอหงส์ ทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมย่านธุรกิจสำคัญอย่างรวดเร็วตั้งแต่วันแรกๆ ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนท่วมมิดชั้นหนึ่งของอาคารบ้านเรือน ย่านการค้าชื่อดังอย่างตลาดกิมหยงและถนนเสน่หานุสรณ์ต้องจมอยู่ใต้บาดาล การสัญจรทุกชนิดถูกตัดขาด และประชาชนนับหมื่นคนต้องติดอยู่ในอาคารโดยขาดแคลนอาหารและน้ำดื่ม

 ความสูญเสียและผลกระทบที่ประเมินค่าไม่ได้รายงานสรุปความเสียหายเบื้องต้นระบุว่า พบผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมและดินโคลนจำนวนมาก ขณะที่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจพุ่งทะยานหลายหมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจการค้าหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสิ้นปี นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนนเลียบชายแดนและสะพานหลายจุดถูกกระแสน้ำพัดพังทลาย

พลิกหน้าประวัติศาสตร์! ‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ เปิดซีเกมส์ 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ชูคอนเซปต์ “We Are One” สานสัมพันธ์อาเซียน

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร กลายเป็นจุดศูนย์กลางแห่งความภาคภูมิใจของชาวไทยและภูมิภาคอาเซียน เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (SEA Games 2025) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดตระการตาที่ผสมผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว

 ความสง่างามแห่งราชวงศ์ไทยในฐานะ “ราชินีนักกีฬา”

ไฮไลต์สำคัญที่สร้างความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรคือการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินร่วมกับขบวนนักกีฬาทีมชาติไทยเข้าสู่สนาม ในฐานะทรงเป็นหนึ่งในนักกีฬาตัวแทนทีมชาติไทยที่จะลงแข่งขันในประเภทกีฬาเรือใบ (Keelboat SSL47) ซึ่งนับเป็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพระปรีชาสามารถและจิตวิญญาณนักกีฬาที่ทรงร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพสกนิกรและเพื่อนนักกีฬาจากทั้ง 11 ประเทศ

ในพิธีเปิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยทรงอวยพรให้นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทุกคนประสบความสำเร็จภายใต้มิตรภาพและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนให้แน่นแฟ้นสืบไป

คืนอำนาจสู่ประชาชน! ย้อนรอยเส้นทาง ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ตัดหน้าซักฟอก ปูทางเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาฯ 69

ภายหลังจากที่สถานการณ์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในปี 2569 บรรยากาศการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งประเทศกำลังจับตามองก้าวต่อไปของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินอนาคตประเทศอีกครั้ง

 ชนวนเหตุสะบั้นรัก: เมื่อ "ดีลพิเศษ" ถึงทางตัน

จุดเริ่มต้นของการประกาศยุบสภาครั้งนี้ มาจากข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาชน เมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทินได้รับเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน" เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคม เมื่อเกิดความเห็นต่างอย่างรุนแรงในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ สว. จนนำไปสู่เหตุการณ์สภาล่มซ้ำซาก และพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้นายอนุทินตัดสินใจประกาศยุบสภาทันทีเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง

สะพานแห่งสายสัมพันธ์: ในหลวง-ราชินี เสด็จฯ เปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บริคำไซ)

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 กลายเป็นวันประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิด สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บริคำไซ) ท่ามกลางบรรยากาศอันปีติยินดีของพสกนิกรทั้งสองฝั่งโขง

 สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

พิธีเปิดในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้นำระดับสูงของ สปป.ลาว เข้าร่วมถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ณ บริเวณจุดกึ่งกลางสะพาน ซึ่งทอดข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมระหว่างอำเภอเมืองจังหวัดบึงกาฬ และเมืองปากซัน แขวงบริคำไซ การเสด็จฯ เปิดสะพานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่คือการวางรากฐานทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

 จุดเด่นและความสำคัญของสะพานแห่งที่ 5

สะพานแห่งนี้ถูกออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของไทยและลาวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ดังนี้:

 ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก: เป็นเส้นทางลัดที่สำคัญในการขนส่งสินค้าจากไทยผ่านลาวไปยังเวียดนามและจีนตอนใต้
 การยกระดับจังหวัดที่ 77: ช่วยผลักดันจังหวัดบึงกาฬให้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และจุดผ่านแดนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของอีสานตอนบน
 การท่องเที่ยวข้ามพรมแดน: เปิดประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

บุคคลแห่งปี 2568 ในมุมมอง THE STATES TIMES

บทสรุปแห่งปี 2568 (2025) ที่ผ่านมา คือการรวบรวมเรื่องราวของกลุ่มคนผู้ทรงอิทธิพลที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวก รวมถึงบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในรอบปีในด้านต่าง ๆ ในห้วงเวลาที่ถือได้ว่า เป็นปีแห่งความยากลำบากและสาหัสยิ่งในแทบจะทุกมิติสำหรับประเทศไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล: ผู้นำแห่งปี 2568 ผู้ประคองนาวาไทยฝ่ามรสุมอธิปไตยและภัยพิบัติ

หากจะกล่าวถึงบุคคลที่เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์สำคัญในประเทศไทยตลอดปีพุทธศักราช 2568 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือชื่อที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดในฐานะผู้นำที่ก้าวขึ้นมาแบกรับภารกิจของชาติในห้วงเวลาที่วิกฤตที่สุด ทั้งในด้านความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และความผันผวนทางการเมือง จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้นำแห่งปี”

1. ผู้นำภาวะวิกฤต: ผู้พิทักษ์อธิปไตยและวีรชน

บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนายอนุทินคือเหตุการณ์ สมรภูมิไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นถึง 2 ระลอก ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เขาได้แสดงความเด็ดขาดในการปกป้องดินแดนไทย จุดยืนที่ชัดเจน: ประกาศกร้าวว่า "อธิปไตยไทยต่อรองไม่ได้" หลังเกิดเหตุปะทะรอบ 2
 การดูแลขวัญกำลังใจ: การบริหารจัดการและสดุดีวีรชนทหารกล้า 42 นายที่พลีชีพเพื่อชาติอย่างสมเกียรติ ทำให้เขาวัดใจคนไทยและกองทัพได้สำเร็จ จนกลายเป็นผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในมิติความมั่นคง

 2. มือบริหารภัยพิบัติ: "ถึงที่เกิดเหตุ ถึงใจประชาชน"

ปลายปี 2568 ไทยเผชิญภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ มหาอุทกภัยภาคใต้ในเดือนพฤศจิกายน นายอนุทินได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสไตล์การทำงานแบบ "ลงพื้นที่จริง" ด้วยการลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งการเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาพลักษณ์ "รัฐมนตรีสายลุย" ยกระดับสู่ "นายกฯ ของประชาชน"

 3. การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างมีวุฒิภาวะ
การยุบสภาด้วยความกล้าหาญ: การตัดสินใจยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกอนาคตใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยและลดอุณหภูมิความขัดแย้งในสภา
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top