Saturday, 6 June 2026
News

อ.อ้อ ชัยภัฏ วอนชาวหาดใหญ่ ให้เข้าใจข้อจำกัด ‘เจ็ตสกี’ แม้คล่องตัว เข้าถึงได้ทุกที่ แต่วิ่งช้าอาจคว่ำได้

(26 พ.ย. 68) ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีปัญหาคนในพื้นที่น้ำท่วมกับการใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ โดยระบุว่า คนหาดใหญ่คุณต้องเข้าใจ! เจ็ตสกี เป็นยานพาหนะกีฬา ไม่ใช่เอาไว้ขนคน แต่มันมีประสิทธิภาพ ไปได้ในทุกที่ คล่องตัว เหล่าอาสาเลยเอามาช่วยอพยพคน มันวิ่งช้าไม่ได้คว่ำแน่ Friction มันไม่พอ อย่าด่าเขา!
 

บรรยากาศก่อนซีเกมส์ ไทยเจ้าภาพทดสอบระบบ สามคลัสเตอร์สุดท้าทาย ตั้งเป้า 241 เหรียญทอง จาก 50 ชนิดกีฬา

ปลายปี 2568 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม ในฐานะเวทีโชว์ศักยภาพกีฬาและฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังปีที่เหนื่อยล้า แต่ซีเกมส์ 2025 ไม่ใช่แค่สนามกีฬาธรรมดา หากเป็นสนามสอบระบบประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ งบประมาณ และบทบาท "ทีมชาติไทย" ที่ต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง

งานจัดใน 3 คลัสเตอร์หลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งแต่ละแห่งมีความท้าทายแตกต่างกันไป แต่ถูกผูกด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในขณะที่สงขลาถูกน้ำท่วมรุนแรง ระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนัก สะท้อนภาพความจำเป็นต้องมีแผนรับมือเชิงระบบกับวิกฤตภูมิอากาศมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สงขลากำลังเผชิญ น้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี มีทั้งคำเตือนน้ำหลาก-ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ-อพยพประชาชน โดยเฉพาะโซนหาดใหญ่ที่น้ำสูงและระบบขนส่งได้รับผลกระทบชัดเจน ฝ่ายการกีฬา (กกท. และ อลป.ไทย) เลยเตรียม “แผนสำรองย้ายบางชนิดกีฬาออกจากสงขลาไป กทม.-ชลบุรี” หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใกล้วันแข่ง

ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไทยวางเกมด้วยดีไซน์โลโก้ที่ผสานลายไทยในรูปแบบมินิมอล มาสคอตช้างสีธงชาติไทย และเหรียญรางวัลที่สื่อความหมาย "การถักทอมิตรภาพ" ระหว่างชาติสมาชิก เพื่อสื่อสารไปยังผู้ชมและนักกีฬา แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับความรู้สึก "มีส่วนร่วมและภูมิใจ" ของทุกคนในระบบกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้า 241 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำหรับนักกีฬาและสมาคมกีฬา ในขณะที่ระบบสวัสดิการและเงินอัดฉีดยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายที่สวยบนกระดาษมากกว่าความจริง

ซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์วิธีบริหารจัดการที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับมือวิกฤตน้ำท่วมจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองเจ้าภาพ ไทยจะไม่เพียงแค่โชว์เหรียญแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมระบบที่ตอบโจทย์อนาคต และรู้จักเคารพคนในระบบกีฬาทุกฝ่ายอย่างแท้จริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนหลังจบงาน

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

สนามคัดหัวกะทิ!! หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองการค้า แต่เป็น 'เครื่องจักรคัดเด็กเก่ง' ของภาคใต้ เผยกลไกดูด 'ตัวท็อป' จากหลายจังหวัด หนุน 'เด็กหาดใหญ่’ สอบติดหมอ-วิศวะยกเมือง

เวลาพูดคำว่า “เด็กหาดใหญ่” ภาพที่ตามมามักไม่ใช่แค่เด็กใต้ธรรมดา แต่คือภาพของเด็กสายวิทย์โหด ๆ เด็กสอบติดหมอ-วิศวะ-กำเนิดวิทย์-มหิดลวิทย์ หรือไม่ก็เด็กที่คว้าโควตา-ทุนดังจากกรุงเทพฯ และต่างประเทศได้เป็นว่าเล่น  

คำถามคือ…นี่คือพรสวรรค์ของเมือง? หรือคือ “ระบบคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ที่เรามองข้ามไปนานแล้วกันแน่  

บทความนี้อยากชวนมองหาดใหญ่ให้ลึกกว่าป้าย “เมืองการค้า” แล้วลองมองเมืองนี้ในฐานะ “เครื่องจักรคัดเด็กเก่งของภาคใต้ตอนล่าง” ที่สะท้อนทั้งโอกาส และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน  

หาดใหญ่: เมืองเดียวแต่ดึง “ตัวท็อป” จากหลายจังหวัด

หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา แต่กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภาคใต้ตอนล่างโดยพฤตินัยมานานแล้ว  

ลองไล่ชื่อดูเล่น ๆ หาดใหญ่วิทยาลัย-แสงทองวิทยา-ธิดานุเคราะห์-โรงเรียนเอกชน-สองภาษา-อินเตอร์อีกจำนวนหนึ่ง  

สำหรับเด็กและผู้ปกครองจาก พัทลุง สงขลาอำเภอรอบนอก ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล  ชื่อเหล่านี้ไม่ต่างจาก “แบรนด์การศึกษา” ที่หมายถึงโอกาสในอนาคต  

ผลคือ เด็กจำนวนไม่น้อย ไม่ได้โตในหาดใหญ่ตั้งแต่เกิด แต่ย้ายมา “ปักหลัก” ที่หาดใหญ่เพื่อเข้าโรงเรียน ม.ต้น-ม.ปลายโดยเฉพาะ  

พอเด็กหัวกะทิจากหลายจังหวัดไหลมารวมกันในเมืองเดียว คำว่า “เด็กหาดใหญ่” จึงไม่ได้แปลว่า “เด็กที่เกิดในหาดใหญ่” เท่านั้น  แต่หมายถึงเด็กเก่งจากทั้งภาคใต้ตอนล่าง ที่มาใช้ชื่อเมืองนี้เป็นป้ายหน้าอกไปโดยปริยาย  

พูดอีกแบบคือ หาดใหญ่กลายเป็น “สนามคัดหัวกะทิทั้งภาคใต้” ไม่ใช่เพราะคนหาดใหญ่เกิดมาเก่งกว่าคนอื่น แต่เพราะทั้งระบบ “ดึงเด็กเก่งจากรอบทิศ” เข้ามาอยู่ในรหัสไปรษณีย์เดียวกัน  

ห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ: การคัดเด็กตั้งแต่ประตูโรงเรียน

เมื่อเด็กจากหลายจังหวัดอยากเข้ามาเรียนในเมืองเดียว ประตูโรงเรียนหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “รับตามเขตพื้นที่”  

แต่คือการ “สอบคัดเลือก” ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะห้องเรียนพิเศษที่กลายเป็นสนามแข่งขันเต็มตัว - ห้องวิทย์-คณิต พิเศษ-โครงการห้องเรียนความสามารถพิเศษ (SMA/SMT ฯลฯ)-ห้องเรียนภาษาอังกฤษ EP/MEP-โครงการความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย/สถาบันวิทยาศาสตร์  

เด็กจำนวนมากเริ่มติวเข้มตั้งแต่ ป.6 ไม่ใช่เพื่อเข้า “มัธยมไหนก็ได้” แต่เพื่อให้ติด “ห้องพิเศษ” ในโรงเรียนเป้าหมายที่หาดใหญ่เท่านั้น  

ดังนั้น ภาพที่เราเห็นว่า “เด็กหาดใหญ่สอบติดแพทย์-วิศวะ-กำเนิดวิทย์ เป็นสิบ ๆ คนทุกปี” จริง ๆ แล้วคือผลตรง ๆ ของระบบที่:  

1) คัดเด็กเก่งรอบแรก ตอนสอบเข้าเมือง  
2) คัดรอบสอง ตอนเข้าสายพิเศษ / ห้องพิเศษ  
3) คัดรอบสาม ผ่านสนามสอบแข่งขัน-โอลิมปิก-ทุนต่าง ๆ  

ท้ายสุด เด็กที่หลุดออกมาปลายทาง จึงดูเหมือน “เด็กหาดใหญ่โหดทั้งเมือง”  
แต่ความจริงคือ เรากำลังมอง “ยอดพีระมิด” ของทั้งภาค ที่ถูกย้ายมาอยู่ในหาดใหญ่ต่างหาก  

เมืองกวดวิชา: วัฒนธรรม “ชีวิตคือสนามสอบ”

ถ้าเดินในหาดใหญ่ช่วงเย็นวันธรรมดาหรือสุดสัปดาห์ เราแทบจะเห็นป้าย-ติวเข้า ม.1 / ม.4 โรงเรียนดัง-ติวสอบโอลิมปิกวิชาการ, สอวน., สสวท., กำเนิดวิทย์, มหิดลวิทย์-ติวเข้ามหาวิทยาลัย กสพท. / TCAS / Portfolio  

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ “เมืองศูนย์การค้า” แต่ยังเป็น “เมืองกวดวิชา” ด้วยในเวลาเดียวกัน  
วัฒนธรรมของเด็กจำนวนไม่น้อยในเมืองนี้คือ-เรียนเช้า-บ่ายที่โรงเรียน-เย็นต่อด้วยกวดวิชา-เสาร์-อาทิตย์คือวัน “ไปติว” ไม่ต่างจากคนเมืองอื่นไปห้าง  

สนามสอบจึงไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาด แต่เป็น “อากาศที่หายใจอยู่ทุกวัน” ของเด็กกลุ่มหนึ่งในหาดใหญ่  
เมื่อบวกเข้ากับระบบห้องพิเศษ-โครงการพิเศษ มันจึงยิ่งตอกย้ำภาพว่า “เด็กหาดใหญ่ = เด็กสายสอบแข่งขัน”  

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เด็กหาดใหญ่ก็มีทุกแบบ ทั้งสายศิลป์-สายอาชีพ-สายทำมาหากิน เพียงแต่แสงสปอร์ตไลต์มักไปตกอยู่บน “เด็กที่ชนะเกมการสอบ” เสมอ  

พ่อค้า-แม่ค้า-คนทำธุรกิจ: รุ่นพ่อเหนื่อย…รุ่นลูกต้องไปให้ไกลกว่าเดิม

อีกมิติที่ทำให้เรื่องเรียน “ซีเรียส” เป็นพิเศษในหาดใหญ่  คือโครงสร้างเมืองที่เต็มไปด้วยพ่อค้า-แม่ค้า-เจ้าของกิจการ-คนทำธุรกิจข้ามแดน  

เด็กหาดใหญ่จำนวนมากโตมาในบ้านที่พ่อแม่ตื่นเช้ามาก เปิดร้านก่อนฟ้าสาง ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์แทบไม่มีวันหยุด รายได้ผันผวนตามเศรษฐกิจ-การเมือง-ค่าเงิน-การท่องเที่ยว

ภาพแบบนี้สอนโดยไม่ต้องพูดว่า “ถ้าลูกไม่อยากเหนื่อยแบบพ่อแม่…ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตั้งใจเรียน”  

ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจึงยอมส่งลูกจากต่างจังหวัดมาเรียนในหาดใหญ่ ยอมจ่ายค่าเทอม-ค่ากวดวิชา-ค่าหอพัก ยอมลงทุนทุกอย่าง เพื่อให้ลูกได้ “ตั๋วออกจากวงจรชีวิตที่ตัวเองเหนื่อยอยู่”  

ผลคือความคาดหวังต่อ “การศึกษา” ในหาดใหญ่ ถูกยกระดับขึ้นไปเป็น “เดิมพันชีวิตทั้งครอบครัว”  

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นเด็กหาดใหญ่มากมาย ผลักตัวเองไปถึงหมอ-วิศวะ-บัญชี-อินเตอร์-ทุนต่างประเทศ พร้อมน้ำเสียงของพ่อแม่ที่พูดเบา ๆ ว่า “ตั้งใจเรียนเถอะลูก จะได้ไม่ต้องลำบากแบบเรา”  

แต่อีกด้านหนึ่ง: เมืองที่เก่ง ก็อาจซ่อน “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้มากเช่นกัน

การที่เมืองหนึ่งมีภาพจำว่า “เด็กเรียนเก่ง” ถ้าเรามองด้านเดียวก็เหมือนเป็นเรื่องน่าภูมิใจทั้งหมด  
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกนิด หาดใหญ่ก็ทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชัดขึ้นเหมือนกัน  

-เด็กที่เข้าถึงโรงเรียนท็อป-ห้องพิเศษ-กวดวิชา กับ เด็กที่หลุดออกจากระบบตรงนี้ตั้งแต่ประตูบ้าน  
-ครอบครัวที่มีเงินส่งลูกเข้าเมือง-เข้าโรงเรียนดัง กับ ครอบครัวที่ต้องให้ลูกเรียนใกล้บ้าน เพราะแค่ “อยู่ให้ครบเดือน” ก็ลำบากแล้ว  

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไทยคือ 

ถ้าเรายอมรับว่าหาดใหญ่คือ “สนามคัดหัวกะทิภาคใต้” จริง เราพอใจแค่ไหนกับภาพที่เด็กเก่งจากบางครอบครัวถูกดันขึ้นไปได้ ขณะที่เด็กอีกจำนวนมากในจังหวัดรอบนอก กลายเป็น “คนดูอยู่ข้างสนาม” มากกว่าจะได้ลงแข่ง  

พม.-องค์กรคนพิการ ผนึกกำลัง จัดงานวันคนพิการสากล 3 ธ.ค. นี้ หนุนยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ เน้นตระหนักถึงศักดิ์ศรี-ความเสมอภาค

พม. องค์กรด้านคนพิการ และภาคีเครือข่าย ชวนร่วมงาน “วันคนพิการสากล” 3 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินหน้าสร้างสังคมที่ครอบคลุมและเท่าเทียมสำหรับทุกคน  

เนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดประเด็นหลัก คือ "การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน" (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้กำหนดจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมอ่านคำปราศรัย เนื่องในวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะมีมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 2,000 คน ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายองค์กรด้านคนพิการ ผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการ คนพิการ ครอบครัวคนพิการ อาสาสมัคร และบุคคลทั่วไป

การจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 มีรูปแบบการจัดงานที่สอดคล้องกับประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึงในการเข้าร่วมงาน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ 

1) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568  

2) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ(MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 

3) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย UN Resident Coordinator และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 

4) กิจกรรม Kick off เปิดตัว "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" 

และ 5) การจัดแสดงนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ หรือผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ สำหรับการจัดงานวันคนพิการ ประจำปี 2568 

ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการดำเนินการตามกรอบแนวทางการจัดงานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นหลัก (Theme) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดจัดงานในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569ในลักษณะบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงานในระดับพื้นที่และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด ร่วมกับจังหวัดบูรณาการจัดงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่

จีนแสดงความห่วงใยน้ำท่วมภาคใต้ไทย! พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ให้คำมั่นสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ประสบภัย ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตและกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย

‘ดร.อานนท์’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำยามวิกฤต 'Mike' นิวยอร์กสั่งอพยพเพราะเชื่อข้อมูล กล้าด่านักข่าวเพื่อรักษาชีวิตกว่าสิบล้านคน ส่วน นายกฯหาดใหญ่ เชื่อ 'เอาอยู่' จนมีผู้เสียชีวิต

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นายกแป้น แห่งเทศบาลนครหาดใหญ่ กับ Michael Bloomberg แห่งเทศบาลมหานครนิวยอร์ก

ผมเป็น New Yorker อยู่หลายปี สมัยที่ Michael Bloomberg เป็น Lord Mayor หรือ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก

Mike เป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมาก และมีภาวะผู้นำสูงมาก 
ผมจำได้ว่า Hurricane ขึ้น New York หลายครั้ง

Mike เชื่อข้อมูลคือผลการพยากรณ์อากาศ Mike เชื่อตัวแบบอย่างที่คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะใช้ในการตัดสินใจ

New York City เป็นเมืองพิเศษทางภูมิศาสตร์ Manhattan เป็นเกาะที่สองข้างเป็นตลิ่งสูง แคบเป็นตัว V ของ Hudson River และ East River ทำให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ดีโดยธรรมชาติ แต่ในจุดแกร่งมีจุดอ่อนคือเกิด Storm Surge ได้ง่ายเพราะสอบแคบ หาก Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาท่วมได้มากมหาศาลและน้ำท่วมจะสูงมาก 

ถ้า Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเล เกิด Storm Surge เข้ามาท่วมประมาณสึนามิ หอบน้ำเข้า เหมือนตอน ไต้ฝุ่นนากิซ หอบน้ำจากมหาสมุทรอินเดียถล่มพม่าจนตายไปหลายหมื่น 

ครั้งหนึ่ง มี Hurricane ลูกใหญ่จะขึ้นฝั่งที่มหานครนิวยอร์ก Mike สั่งอพยพ (Evacuation) คนนับสิบล้านออกจาก Manhattan แล้ว Hurricane ไป touch down ที่ Atlantic City ทำให้ความหายนะไปเกิดที่ Atlantic City แทน 

นิวยอร์กซิตี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความเสียหายอะไรเลย 

นักข่าวอเมริกันก็ดุมาก ไปรุมถาม Mike ว่าจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร ในเมื่อสั่งคนอพยพเป็นสิบล้านแล้วไม่เกิดอะไรเลย

Mike นิ่งๆ แล้วระเบิดใส่นักข่าวว่า ถ้าเป็นไปตามพยากรณ์ ตายเป็นสิบล้าน คุณจะรับผิดชอบไหวไหม

ผมเป็นนายกเทศมนตรี เป็นนักการเมือง เป็นคนรับผิดชอบชีวิตคน ต้อง Hope for the best, prepare for the worst. หมายความว่า หวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Hurricane ไม่เข้านิวยอร์ก) แต่เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ Hurricane เข้านิวยอร์ก และเกิด Storm surge 

Mike เป็นนักการเมืองที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กะนักข่าว ก็ไม่กลัว ด่านักข่าวได้ ไม่ได้คิดจะหาเสียง แต่รักษาหลักการ บริหารความเสี่ยง และเอาชีวิตประชาชนเป็นสำคัญสุด  

พอมาอีกครั้งพายุเฮอริเคนจะเข้ามหานครนิวยอร์กอีก  Mike ยังเป็น Lord Mayor เกิด Hurricane เข้า touch down ที่นิวยอร์กอีก คราวนี้เกิดจริง 

เที่ยวหลังนี้ เกิด Storm surge จริง น้ำท่วม Manhattan ไปครึ่งเกาะ สูงเป็นสองเมตร สามเมตร เข้าระบบ subway วินาศสันตะโร ดีที่สั่งปิด Subway แล้ว เอารถไฟฟ้าออกหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีคนตายหลายแสนในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครนิวยอร์ก 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก คนไม่ได้ตายมากมาย เพราะ Mike สั่งอพยพ คนนับสิบล้านออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามีคนนิวยอร์กที่ไม่เชื่อ และไม่ยอมอพยพ 
.
รุ่งขึ้นหิมะตก Snow ลง อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดับครึ่งเกาะ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือ Heater สถานการณ์ Terrible มาก เหมือนภาพยนตร์ชื่อ Perfect Storm 

นักข่าวมาสัมภาษณ์ Mike ตาแกไม่ลืม เทศนาด่านักข่าวไปอีกยก เล่าเรื่องเก่าที่สั่งอพยพแล้ว Hurricane ไม่เข้า แต่เที่ยวนี้เข้า เสียหายหนักจริง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่ประกาศอพยพ จะมีคนตายเป็นเบือ Mike แกใส่นักข่าวไปเต็ม ๆ 

นี่คือภาวะผู้นำครับ Mike เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 

เทศบาลนิวยอร์ก มีอำนาจสูงมาก สหรัฐอเมริกาเขากระจายอำนาจเต็มที่ แน่นอนว่ามีทั้งท้องถิ่นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของคนในแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน 

เรากระจายอำนาจได้เมื่อพร้อม ประชาชนมีคุณภาพ เราจะได้นักการเมืองมีคุณภาพ

ตัดกลับมาที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายกแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง

ไม่ได้นำพากับข้อมูล ไม่มีความรู้ความสามารถ แล้วทำให้คนหาดใหญ่ไม่อพยพ หลงเชื่อว่าเอาอยู่ โฆษณาหาเสียงว่าเอาอยู่ มีคนตายเป็นร้อย ๆ ความเสียหายมหาศาล

กระจายอำนาจเมื่อพร้อมดีกว่าครับ 

คนหาดใหญ่ เป็นคนไร้คุณภาพหรือไม่? ถึงเลือกนักการเมืองได้ไร้คุณภาพอย่างนายกแป้น ใช่หรือไม่?   

ผมถึงกับต้องทบทวนว่า ประเทศไทย เหมาะสมกับการกระจายอำนาจแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนยังมีคุณภาพได้แค่นี้ เลือกตั้งมาโดยประชากรคุณภาพต่ำ ก็ย่อมได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ

ปี 2568: ปีที่ข่าวร้ายถล่มไทยทุกเดือน จากฝุ่นพิษ แผ่นดินไหว สงครามชายแดน ถึงน้ำท่วมใต้ ชี้ ถึงเวลาต้องส่องกระจกมองตัวเอง ก่อนปีหน้าจะกลายเป็นการ “รีรันข่าวร้าย”

ปี 2568 ยังไม่ทันจะจบ แต่ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากคือ  
“ปีนี้มันหนักเกินไปหรือเปล่า?”  

ตั้งแต่ต้นปีที่กรุงเทพฯ ต้องปิดโรงเรียนเพราะ PM2.5 พุ่งทะลุเพดาน, ข่าวลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชากลางกรุง, แผ่นดินไหวพม่าเขย่าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มในกรุงเทพฯ, อุบัติเหตุรถทัวร์หมู่ใหญ่, โรคแอนแทรกซ์กลับมาเป็นข่าวตายครั้งแรกในรอบ 30 ปี, การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตจนศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ, ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุจนต้องประกาศกฎอัยการศึกในหลายอำเภอ, สวนสัตว์ดังในกรุงเทพฯ มีเหตุสิงโตขย้ำคนเลี้ยงต่อหน้านักท่องเที่ยว และปิดท้ายด้วยน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 80 ศพ กระทบผู้คนกว่า 3 ล้านคนใน 12 จังหวัดภาคใต้

นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวร้ายเยอะกว่าปกติ”  
แต่มันสะท้อนโครงสร้างประเทศที่เปราะบาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และระบบรัฐสวัสดิการ

บทความนี้จะชวนไล่ “ไทม์ไลน์ข่าวร้ายแบบรายเดือน” ของปี 2568  
ก่อนจะลองมองภาพใหญ่ ว่าปีแบบนี้กำลังบอกอะไรกับเราในฐานะประเทศหนึ่งบนแผนที่โลก

ไทม์ไลน์ข่าวร้าย 2568: เดือนต่อเดือน

มกราคม 
เปิดปีด้วยฝุ่นพิษ-การลอบสังหาร-ความเปราะบางในกรุงเทพฯ

- ฝุ่น PM2.5 ทำกรุงเทพฯ ปิดโรงเรียนหลายร้อยแห่ง  
กลางเดือนมกราคม ระดับ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูง จนทางกรุงเทพมหานครต้องประกาศให้โรงเรียนในสังกัดกว่า 300 แห่งปิดเรียนหรือย้ายไปเรียนออนไลน์ ขณะเดียวกันมีการรณรงค์ให้ทำงานจากบ้านและจำกัดรถบรรทุกเข้าเมือง แต่ปัญหาฝุ่นก็ยังวนลูปเหมือนทุกปี  

- อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชาถูกยิงตายในกรุงเทพฯ  
วันที่ 7 มกราคม ลิม คิมยา อดีต ส.ส.พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกลอบสังหารใกล้วัดบวรฯ ใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นคดีการเมืองข้ามชาติที่สะเทือนภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยในสายตานานาชาติ และถูกตั้งคำถามว่าไทยกลายเป็น “สนามล่า” ของความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่  

กุมภาพันธ์ 
รถทัวร์คว่ำหมู่บนถนนไทย

- อุบัติเหตุรถทัวร์คว่ำที่ปราจีนบุรี เสียชีวิต 18 ราย  
26 กุมภาพันธ์ รถบัสเช่าเหมาลำที่พาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน เสียหลักบนทางลงเขาแล้วพลิกคว่ำตกข้างทางในจังหวัดปราจีนบุรี คร่าชีวิตอย่างน้อย 18 คน บาดเจ็บอีกกว่า 30 คน เหตุจากเบรกขัดข้องบนเส้นทางลงเขาที่อันตราย ซึ่งตอกย้ำสถิติด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยที่ติดอันดับเลวร้ายของโลกมานาน  

มีนาคม 
แผ่นดินไหวพม่าสะเทือนกรุงเทพฯ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

- แผ่นดินไหวขนาดราว 7.7 ที่เมียนมา เขย่าภูมิภาคทั้งวง  
วันที่ 28 มีนาคม แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา สะเทือนไปถึงไทย ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม สร้างความเสียหายหนักในเมียนมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน  

- ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพฯ พังถล่ม เสียชีวิตเกือบร้อย  
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารสูงที่กำลังก่อสร้างเพื่อเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินบนถนนกำแพงเพชร 2 พังถล่ม มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงสร้างอาคารที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเปิดคำถามเรื่องมาตรฐานโครงสร้าง ความปลอดภัย และการกำกับดูแลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐเองด้วย  

เมษายน
รถบัสคว่ำซ้ำซาก ปัญหาความปลอดภัยทางถนน

- รถบัสทัวร์พุ่งชน-เบรกแตก เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  
เดือนเมษายนมีรายงานอุบัติเหตุรถบัสทัวร์หลายเคส หนึ่งในนั้นคือกรณีรถทัวร์ชนรถบรรทุกในภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบรายอีกครั้ง  

แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดังเท่าข่าวการเมือง แต่ภาพศพบนถนนและร่างรถที่ฉีกขาด กลายเป็น “ข่าวร้ายประจำเดือน” ที่คนไทยเริ่มชินชา ทั้งที่มันคือ “สงครามบนถนน” ที่พรากชีวิตคนไทยปีละหลายหมื่น  

พฤษภาคม 
แอนแทรกซ์กลับมา-โรคจากเนื้อสัตว์และระบบสาธารณสุขชนบท

- ไทยพบผู้เสียชีวิตจาก ‘แอนแทรกซ์’ ครั้งแรกในรอบราว 30 ปี  
ต้นพฤษภาคม มีรายงานชายวัย 50 กว่าในจังหวัดมุกดาหารเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ หลังเกี่ยวข้องกับการเชือดและบริโภคเนื้อวัวปนเปื้อน มีผู้สัมผัสเสี่ยงหลายร้อยคน ต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชนบทชายแดนไทย–ลาว  

กรณีนี้สะท้อนทั้งช่องโหว่เรื่องการควบคุมโรคจากสัตว์สู่คน ความรู้ด้านสาธารณสุขของชาวบ้าน และความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขในชนบทห่างไกล  

มิถุนายน
จุดเริ่มวิกฤตการเมือง: เสียงโทรศัพท์ข้ามชายแดน–เสียงถอนตัวของพันธมิตร

- เทปหลุดคุย “ผู้นำไทย–ฮุน เซน” จุดไฟวิกฤตการเมือง  
กลางเดือนมิถุนายน เทปเสียงการสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หลุดออกมา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ผลประโยชน์ชาติสั่นคลอน และถูกโจมตีว่ามีความใกล้ชิดส่วนตัวเกินขอบเขตทางการทูต  

- ภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล-เปิดฉาก ‘วิกฤตการเมือง 2568’  
18 มิถุนายน พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล หัวใจของวิกฤตการเมืองปีนี้อย่างเป็นทางการ สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลและนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา และประท้วงขับไล่นายกฯ รอบใหม่  

กรกฎาคม 
จากวิกฤตการเมืองสู่เสียงปืนที่ชายแดน

- ศาลรัฐธรรมนูญ ‘แขวน’ นายกฯ แพทองธาร จากตำแหน่งชั่วคราว  
1 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” นายกฯ แพทองธาร ระหว่างพิจารณาคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกรณีสายตรงถึงฮุน เซน ทำให้ไทยเข้าสู่สภาพ “นายกฯ รักษาการ” และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง  

- ชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุหนัก จนต้องประกาศกฎอัยการศึก 8 อำเภอ  
ปลายเดือนกรกฎาคม เหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง จนไทยประกาศกฎอัยการศึกใน 7 อำเภอของจันทบุรี และ 1 อำเภอของตราด เพื่อควบคุมสถานการณ์และเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง การสู้รบด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บและอพยพประชาชนในวงกว้าง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้  

สิงหาคม 
ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ อีกคน: เกมการเมืองไทยไม่เคยสงบ

- ศาลรัฐธรรมนูญปลด “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  
29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีโทรศัพท์คุยฮุน เซนในบริบทข้อพิพาทชายแดน ทำให้ไทยต้องหาผู้นำคนใหม่ต่อจาก “นายกฯ ถูกปลด” อีกครั้ง และตอกย้ำภาพความไม่เสถียรของการเมืองไทยในสายตาโลก  

- เศรษฐกิจถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือแค่ราว 2%  
ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง สัญญาณเศรษฐกิจเองก็ไม่ดีเท่าไร ทั้ง NESDC และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า GDP ปี 2568 น่าจะโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและถือว่า “โตช้าในภูมิภาค” ขณะที่ธนาคารโลกก็หั่นคาดการณ์เหลือราว 1.8–2.2% เช่นกัน  

กันยายน 
สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World & ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ

- สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World กลางกรุงเทพฯ ต่อหน้านักท่องเที่ยว  
10 กันยายน คนเลี้ยงสัตว์วัยราว 58 ปีถูกสิงโตหลายตัวรุมกัดจนเสียชีวิตในโซนซาฟารีของ Safari World ต่อหน้าต่อตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องปิดโซนสิงโตชั่วคราว และถูกตั้งคำถามหนักเรื่องมาตรการความปลอดภัย การฝึกสัตว์ และจริยธรรมการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง  

- ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ หลังศาลวินิจฉัยว่าช่วงอยู่ รพ. ไม่ถูกนับโทษ  
กันยายนนี้เอง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลสั่งให้กลับเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังเห็นว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจช่วงก่อนหน้าไม่ควรถูกนับรวมเป็นโทษจำคุกเต็มรูปแบบ ภาพอดีตผู้นำคนสำคัญของไทยกลับเข้าเรือนจำ ซ้อนทับกับการที่ลูกสาวเพิ่งถูกศาลปลดจากนายกฯ กลายเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ของการหักเหของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย  

ตุลาคม 
เงาของการเมือง-เศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

- มือปืนสังหารลิม คิมยา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  
3 ตุลาคม ศาลไทยพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เอกลักษณ์ แพน้อย มือปืนที่ลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ลิม คิมยา กลางกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี คดีนี้ตอกย้ำภาพว่าไทยกลายเป็นสนามปฏิบัติการทางการเมืองของเพื่อนบ้านไปโดยปริยาย และคำถามที่ยังไม่ถูกตอบคือ “ใครเป็นคนสั่ง?”  

- ธนาคารโลก-หน่วยงานต่างประเทศหั่นคาดการณ์เติบโตไทยต่อเนื่อง  
รายงานเศรษฐกิจหลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงอีก เนื่องจากการเมืองยืดเยื้อ การลงทุนเอกชนเชื่องช้า การท่องเที่ยวฟื้นไม่เต็มที่ และความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เล่นงานหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย  

พฤศจิกายน 
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้: จบปีด้วยมหันตภัยที่คนรู้สึกซ้ำเดิม

- น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ ตายกว่า 80 คน กระทบกว่า 3 ล้านคน  
ช่วงกลาง-ปลายพฤศจิกายน มรสุมและฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย บ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภคเสียหายหนัก ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 ล้านคน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ  

แม้หน่วยงานรัฐจะเร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือเยียวยา แต่ภาพ “น้ำท่วมใต้” ก็กลายเป็นภาพซ้ำอีกปี ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ในยุคโลกร้อน–ฝนสุดขั้ว ระบบป้องกันน้ำท่วมและการวางผังเมืองของไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว  

อ่านข่าวร้ายทั้งปี แล้วเราเห็นอะไรจากประเทศไทยปี 2568?

เมื่อเอาข่าวร้ายทั้งปีมาวางเรียงกัน ภาพใหญ่ที่เห็นชัดคือ…

1. ประเทศที่ “เสี่ยงจากทุกทิศ”  ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุ และการเมือง  
2. รัฐไม่ทันโลกเสี่ยง: จากฝุ่น-โรค-อุบัติเหตุ สู่สิงโตขย้ำคนเลี้ยง  
3. การเมืองไม่เสถียร ทำให้ทุกวิกฤตหนักขึ้น  
4. เศรษฐกิจโตช้า ในโลกที่วิกฤตรออยู่ข้างหน้า  
5. คนไทยเริ่มชินกับข่าวร้าย และนั่นอันตรายที่สุด  

‘มาดามแป้ง’ อัดฉีด 1 ล้าน ช้างศึก ยู-17 ถล่ม คูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มเอเชีย 2026 เปิดทางสู่บอลโลก U17

(1 ธ.ค. 68) "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศอัดฉีดเงิน 1 ล้านบาทให้ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี หลังจากช้างศึก U17 ยิงถล่มคูเวต 3-0 คว้าแชมป์กลุ่มในรอบคัดเลือกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย U17 ปี 2026 ที่สนามชลบุรี สเตเดียม

เกมนี้มีเงื่อนไขว่าไทยต้องชนะด้วยผลต่างอย่างน้อย 2 ประตูเพื่อการันตีแชมป์กลุ่ม ขณะที่คูเวตเพียงไม่แพ้ก็จะผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่ซาอุดีอาระเบีย โดยมาร์โค ก็อคเคิ่ล หัวหน้าผู้ฝึกสอนจัดทีมเน้นรุก และแม้กัปตันทีมบาดเจ็บ นักเตะโต้เกมรุกได้ทันที

ประตูแรกมาถึงในนาทีที่ 10 จากพลพิทักษ์ รุ่งเรืองจบจังหวะตอกส้นของพิชญะ ชัยวรางกูล ก่อนจะยิงประตูที่สองและสามจากการเล่นร่วมกันของอชิรวัตติ์ วาปีฝ้าย และพิชญะ วุฒิชัย พร้อมกันนั้นคูเวตต้องเหลือผู้เล่น 10 คนหลังผู้รักษาประตูถูกใบแดงในนาทีที่ 63

ชัยชนะ 3-0 ทำให้ไทยผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชีย U17 เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และ "มาดามแป้ง" ก็ยืนยันเงินอัดฉีดตามสัญญาทันที พร้อมย้ำว่า "นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่สะท้อนถึงการให้คุณค่าเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของฟุตบอลไทย"

ความสำเร็จนี้ทำให้แฟนบอลไทยมีโอกาสได้ฝันไกลขึ้นกับการไปถึงฟุตบอลโลก U17 2026 ที่กาตาร์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของระบบฟุตบอลเยาวชนไทยที่ยืนระยะได้ในระดับเอเชียอย่างมั่นคง

 

 

 

กระทรวงกีฬา–กกท. ปลุกพลังทั้งแผ่นดิน ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” โหมกระแส จุดไฟซีเกมส์ ปลุกคนไทยทั้งชาติ สร้างฟีเวอร์ซีเกมส์ 2025

(2 ธ.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เดินหน้ารุกสร้างกระแสมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ผ่านแคมเปญ “Sawasdee SEA Games 2025 – เชียร์ไทยในบ้านเรา” โดยใช้กลยุทธ์ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” มาเป็นพรีเซนเตอร์

สร้างภาพจำใหม่ให้ซีเกมส์เป็นงานใหญ่ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์กีฬาเฉพาะกลุ่ม นำทีมนักกีฬาดังอย่าง “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร โมกศรี นักวอลเลย์บอลสาว, “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติ, “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันระดับโลก ไปจนถึงยอดมวยหญิง “มงกุฎเพชร เพชรพราวฟ้า”

ขึ้นสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งบิลบอร์ดและสื่อดิจิทัลทั่วเมือง เพื่อสะท้อนภาพทีมชาติไทยยุคใหม่ที่ทั้งเก่ง ทันสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน หวังปลุกให้คนไทยลุกขึ้นมา “เชียร์ไทยในบ้านเรา” เต็มทุกสนามควบคู่กับการเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันล่วงหน้าทางออนไลน์และการจัดถ่ายทอดสดผ่านทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัลหลากหลายช่องทาง

เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้ทั้งในสนามและหน้าจอ พร้อมยกระดับซีเกมส์ 2025 ให้กลายเป็นเทศกาลกีฬาและความภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติในช่วงปลายปี 2568 อย่างแท้จริง

สำหรับ วันแรกของการชิงชัย ที่ถูกระบุในกำหนดการถ่ายทอดสดคือวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ในประเภทกีฬาฟุตบอลชาย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีคู่สำคัญ ได้แก่
กลุ่ม B : เวียดนาม พบ ลาว ถ่ายทอดสดทาง PPTV
เวลา 19.00 น. กลุ่ม A : “ช้างศึก” ทีมชาติไทย พบ ติมอร์เลสเต ถ่ายทอดสดทาง One 31
ขณะที่ พิธีเปิดซีเกมส์อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. โดยจะถ่ายทอดสดผ่านช่อง PPTV, NBT, T Sports7 และแพลตฟอร์ม TrueVisions Now เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในบรรยากาศการเป็นเจ้าภาพพร้อมกันทั้งประเทศ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top