Friday, 5 June 2026
Lite

การหวนคืนสู่ประเทศไทยในรอบ 13 ปี รวมหลากหลายศิลปินจาก SM ฉลอง 30 ปี ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ปักหมุดจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ 14 ก.พ. 69

(2 ธ.ค. 68) SM Entertainment เตรียมนำโปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ "SMTOWN LIVE 2025–2026: The Culture, the Future" มาจัดที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในโชว์ปิดท้ายทัวร์ฉลองครบรอบ 30 ปีของค่าย และเป็นเพียงไม่กี่สเตเดียมในโลกที่ได้รับเกียรติให้เป็นจุดจัดงาน

ซึ่งราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกมากมาย รวมถึงเป็นพื้นที่จัด SMTOWN LIVE ครั้งประวัติศาสตร์ในไทยเมื่อปี 2009

รูปแบบโชว์ของ SMTOWN LIVE มักจะเป็นคอนเสิร์ตยาว 3-5 ชั่วโมง ประกอบด้วยโชว์เดี่ยวของแต่ละวงสลับกับเวทีพิเศษที่ศิลปินข้ามวงมาร่วมฟีเจอริ่งกัน โดยในทัวร์นี้มีศิลปินรีเมมเบอร์ทั้งรุ่นตำนานระดับ HYOYEON (Girls' Generation), KEY & MINHO (SHINee), EXO,
Red Velvet (IRENE & SEULGI & JOY), NCT 127, NCT DREAM, WayV ,aespa, RIIZE, NCT WISH ,Hearts2Hearts, XngHan&Xoul, SMTR25⠀⠀

ตัวแทนแฟนคลับระบุว่า "SMTOWN LIVE ถือเป็นงานที่รวมศิลปินหลากหลายเจเนอเรชันในคืนเดียวอย่างยิ่งใหญ่" ทำให้แฟนๆ ในไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนับว่าเป็นการกลับมาของ SMTOWN ที่ราชมังฯ หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน

เริ่มจำหน่ายบัตรปิดจำหน่ายบัตร : 𝟮𝟬 ธันวาคม 𝟮𝟬𝟮𝟱 (เสาร์) เวลา 𝟭𝟬:𝟬𝟬 น. – 𝟭𝟲:𝟬𝟬 น.
ส่วนการจำหน่ายบัตรจะมีทั้งรอบ SM ARTIST Official Fanclub และ รอบจำหน่ายทั่วไป
ถ้าหากรอบพรีเซลส์จำหน่ายหมดแล้วก็จะไม่มีการจำหน่ายในรอบทั่วไป

ผังที่นั่ง ราคาบัตร และรายละเอียดอื่นๆ ยังรอติดตามจากผู้จัดในไทย แต่ความคึกคักรอบราชมังคลาคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตและการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้ไม่น้อย โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับแฟน K-POP ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ถือเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อให้คนตระหนักถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เปลี่ยนมุมมองจากสงสารเป็นสิทธิ

(3 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อสะท้อนสถานภาพและสิทธิของคนพิการในสังคมทั่วโลก ปัจจุบันมีคนพิการประมาณ 16% ของประชากรโลก หรือราว 1,300 ล้านคน ที่ยังถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าผู้มีสิทธิเท่าเทียม

สหประชาชาติเพิ่งดำเนินมาตรการด้านสิทธิคนพิการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ผ่าน "แผนปฏิบัติการโลก" เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเต็มที่ และในปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดวันที่ 3 ธันวาคมเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อเตือนใจโลกไม่ให้ลืมกลุ่มคนนี้

ธีมหลักในปัจจุบันคือการเปลี่ยนมุมมองของคนพิการจาก "ความสงสาร" สู่ "สิทธิ" และการขยายบทบาทความเป็นผู้นำของคนพิการในองค์กรและตลาดแรงงาน เพื่อให้พวกเขาเป็นพลเมืองเต็มตัวที่มีส่วนร่วมและนำสังคมได้

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิคนพิการ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระบบโควตาจ้างงาน แต่ความท้าทายยังมีมากในเรื่องอาคาร สาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่ยังไม่รองรับความต้องการอย่างแท้จริง

วันคนพิการสากลไม่ใช่แค่วันแห่งงานพิธีการ แต่เป็นวันที่ต้องทบทวนว่า สังคมได้ก้าวสู่การลงมือจริงเพื่อให้คนเปราะบางที่สุดมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีหรือยัง "สังคมที่ดี...จะวัดกันที่คนเปราะบางที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"
 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

กำหนดเป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 ทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน”

(4 ธ.ค. 68) วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี ตรงกับ “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้ใช้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ เพื่อรำลึกถึง พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ และทรงเน้นย้ำว่าการดูแลรักษาธรรมชาติ “เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน” ไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น

ภายหลังพระราชดำรัสดังกล่าว รัฐบาลได้กำหนดให้ วันที่ 4 ธันวาคม เป็น “วันสิ่งแวดล้อมไทย” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา พร้อมใช้เป็น “วันรณรงค์กลาง” เชิญชวนหน่วยงานรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหามลพิษ และลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

นอกจากนั้น วันที่ 4 ธันวาคม ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ (วัน ทสม.)” เพื่อยกย่องเครือข่ายอาสาสมัคร ทสม. ทั่วประเทศ ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ในการดูแลป่าไม้ แหล่งน้ำ ป่าชุมชน รวมถึงการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและการลักลอบทิ้งขยะหรือมลพิษในชุมชนต่าง ๆ

ทุกปีในช่วงวันสิ่งแวดล้อมไทย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมมักจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ปลูกต้นไม้–ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ทำความสะอาดแหล่งน้ำและชายหาด รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกและโฟม เวทีเสวนาวิชาการเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน–ฝุ่น PM2.5 ตลอดจนการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติชุมชน–โรงเรียน–องค์กร และอาสาสมัคร ทสม. ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและภาคประชาสังคมจำนวนมากเห็นตรงกันว่า “วันสิ่งแวดล้อมไทย” ไม่ควรถูกจำกัดเป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ปีละครั้งเท่านั้น หากแต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง เช่น ลดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง คัดแยกขยะที่ต้นทาง ประหยัดพลังงาน งดการเผาในที่โล่ง และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางปัญหา โลกร้อน–โลกเดือด น้ำท่วม-แล้งสลับรุนแรง ฝุ่นพิษ และขยะล้นเมือง วันสิ่งแวดล้อมไทยในปีนี้จึงถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียง “วันปลูกต้นไม้ถ่ายรูป” หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้สังคมไทยหันมาใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า และเดินหน้าลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในระยะยาว

ไทยพร้อมเต็มร้อย ดึง “แบมแบม” ขึ้นเวทีพิธีเปิด โชว์ศักยภาพบันเทิง–กีฬาในช็อตเดียว นำทัพเปิดซีเกมส์ครั้งที่ 33

(7 ธ.ค. 68) มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินไทย ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกสัญชาติไทย ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ขึ้นแสดงบนเวทีพิธีเปิดร่วมกับศิลปินไทยคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพลังเชียร์ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมเต็ม 100% สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ โดยจะมีนักกีฬาจาก 11 ชาติในอาเซียนเข้าร่วมแข่งขันในกว่า 50 ชนิดกีฬา ชิงเหรียญทองมากกว่า 500 เหรียญ โดยกิจกรรมหลักกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี การถ่ายทอดสดจะให้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นแม่ข่ายควบคู่กับช่องทางออนไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

‘แบมแบม’ จะเป็นหัวใจของโชว์พิเศษในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์เชียร์ไทยสู่ศิลปินบนเวทีใหญ่ พร้อมคำสัญญาว่าจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาทั้งที่สนามและหน้าจอ เขายังสะท้อนความรักบ้านเกิดผ่านเพลงและโปรเจ็กต์ "Hometown" โดยกล่าวว่า "ไปในนามแบมแบม ไปในนามคนไทยครับ"

การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมพิธีเปิดฟรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าภาพร่วมของคนไทยทั่วประเทศ แม้การแข่งขันจะจัดในบางจังหวัดก็ตาม ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรม สร้างภาพจำใหม่ในสายตาอาเซียนและโลก

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แสงไฟและเสียงเพลงของ ‘แบมแบม’ บนเวทีราชมังคลากีฬาสถาน จะไม่ใช่แค่สัญญาณการเปิดการแข่งขัน แต่ยังเป็นประกาศว่าประเทศไทย...ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพที่ใช้กีฬาและวัฒนธรรมเป็นสะพานสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก

รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาจำพรรษา "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" ที่ถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญ ของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

(6 ธ.ค. 68) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร หรือ "วัดหินอ่อน" บนถนนศรีอยุธยา–ดุสิต กลายเป็นวัดประจำพระราชวังดุสิตและพระอารามหลวงประจำรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2443 หลังจากได้รับการสถาปนาใหม่บนพื้นที่วัดเดิมที่ทรุดโทรม

ในวันดังกล่าว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์ 33 รูปจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรมและวิปัสสนากรรมฐานของกรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดใหม่ พร้อมพระราชทานนาม "ดุสิตวนาราม" ต่อท้ายชื่อวัดเดิม "วัดเบญจบพิตร" ให้กลายเป็น "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม" อย่างสมบูรณ์ในวันเดียวกัน

การอาราธนาพระ 33 รูปนี้ ช่วยให้วัดพร้อมทำสังฆกรรมครบถ้วน ทั้งบวชพระสามเณรและการเรียนปริยัติ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่วัดเปลี่ยนจากวัดราษฎร์เล็ก ๆ สู่พระอารามหลวงเต็มรูปแบบ ภายใต้การออกแบบโดยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ผสมผสานศิลปะไทยและสถาปัตยกรรมตะวันตกอย่างสวยงาม

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามจึงไม่ใช่แค่สถานที่ทางศาสนา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านสู่สมัยใหม่ของราชสำนักและเมืองกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพระอุโบสถหินอ่อนที่ชาวต่างชาติเรียกกันว่า "The Marble Temple" ซึ่งสะท้อนถึงศิลปะและความงามควบคู่กับประวัติศาสตร์การเมืองของสมัยพระปิยมหาราช

วันที่ 6 ธันวาคม 2443 จึงมิใช่วันสำคัญเฉพาะในบันทึกประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่วัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งถูกกำหนดให้เป็นหัวใจทางศาสนาและสัญลักษณ์สำคัญของรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงยืนหยัดจนถึงทุกวันนี้

วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

(5 ธ.ค.68 ) 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และภายหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เรื่อง กำหนดวันสำคัญของชาติไทย มีใจความสำคัญให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติไทย ดังนี้ 

1. เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 


2. เป็นวันชาติ 

3. เป็นวันพ่อแห่งชาติ

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป 

‘5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร’ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ประชาชนคนไทยยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันประเสริฐ และเทิดทูนพระองค์ด้วยความรัก ความศรัทธา โดยตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘5 ธันวาคม เป็นวันชาติไทย’ แม้โดยทั่วไปมักจะหมายถึง วันเฉลิมฉลองที่ประเทศนั้น ๆ ได้รับอิสรภาพ เป็นเอกราช หรือเป็นวันสถาปนาประเทศ รัฐ ราชวงศ์ วันพระราชสมภพของกษัตริย์ วันเกิดประมุขของรัฐ หรืออาจจะเป็นวันที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่มักจะถือเป็นวันหยุดประจำของชาติ ซึ่ง ‘วันชาติ’ ของแต่ละประเทศจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับการกำหนดของประเทศนั้น ๆ โดยความเป็นมาของวันชาติไทยนั้น แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันที่ 24 มิถุนายน โดยวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติไทยได้ 21 ปี ต่อมาในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลในขณะนั้นมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศ และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ จึงให้ถือวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น ‘วันชาติ’ มาจนถึงปัจจุบัน

‘5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ’ วันพ่อแห่งชาติ มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัวและสังคม เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ และเพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตน ดังนั้นจึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น ‘วันพ่อแห่งชาติ’


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top