Friday, 5 June 2026
Lite

28 พฤศจิกายน 2451 โรงเรียนเกษตรธิการ รวม 3 โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการ สู่การก่อตั้ง ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ปี 2486

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2451 ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์เกษตรไทย เมื่อสยามรวม 3 โรงเรียนด้านเกษตรและการจัดการน้ำเป็นหนึ่งเดียว ณ วังสระปทุม ตั้งชื่อใหม่ว่า “โรงเรียนเกษตราธิการ”

ในยุคนั้น สยามกำลังเร่งพัฒนาระบบราชการและเศรษฐกิจเกษตรโดยใช้ฐานความรู้ด้านแผนที่ การชลประทาน และเกษตรกรรมสมัยใหม่ โรงเรียนเกษตราธิการจึงถูกออกแบบให้เป็นแหล่งผลิต “ข้าราชการสายเทคนิค” ที่มีความรู้ศาสตร์ผสมผสาน และทำให้เกษตรกลายเป็นวิชาชีพที่มีหลักสูตร มีวุฒิ และเส้นทางราชการรองรับ

โพสต์สำคัญในแง่พัฒนาการนี้คือการประกาศว่า "เราจะยกระดับการเกษตรจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่ศาสตร์ที่ต้องมีโรงเรียน มีครู มีหลักสูตร มีระบบ เพื่อพัฒนาประเทศทั้งระบบในระยะยาว" ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การตั้ง ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ ในปี 2486 ต่อมา

วันนี้ การย้อนดูเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่รำลึกอดีต แต่เพื่อทบทวนว่าในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เราได้พัฒนาบุคลากรด้านเกษตรได้เข้มแข็งเท่าที่บรรพชนเคยวางรากฐานไว้หรือไม่ และว่ามีแนวคิดใหม่ที่พร้อมรองรับโลกยุคนี้หรือยัง

ศาลให้ประกันตัว อดีตนางเอก ‘ปู มัณฑนา’ วงเงิน 3 แสนบาท คดีฉ้อโกงหลอกลงทุน คอลลาเจน 1.1 ล้าน

(26 พ.ย. 68) ศาลอุทธรณ์อนุญาตปล่อยชั่วคราว "ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ" อดีตนางเอกชื่อดัง หลังโดนพิพากษาคดีฉ้อโกงร่วมลงทุนธุรกิจคอลลาเจนจนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทว่าเธอต้องวาง "ประกันอิสรภาพ" ด้วยกรมธรรม์วงเงิน 300,000 บาท แทนเงินสดเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาล

คดีนี้เกิดจากผู้เสียหายซึ่งเชื่อมั่นในชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของปู ลงทุนเงินกว่า 1.1 ล้านบาท ตามข้อเสนอที่รับประกันผลตอบแทน แต่ธุรกิจคอลลาเจนนั้นไม่มีตัวตนจริงและเงินไม่คืนตามสัญญา ศาลชั้นต้นจึงตัดสินว่าปูมีความผิดฐานฉ้อโกงและสั่งจำคุกทันที

"ประกันอิสรภาพ" ที่ใช้โดยปู เป็นกรมธรรม์ประกันวงเงิน 3 แสนบาท ที่หากจำเลยไม่มาศาลตามนัด, หลบหนี หรือกระทำผิดเงื่อนไข ศาลสามารถเพิกถอนประกันและสั่งปรับตามวงเงินดังกล่าวได้ทันที ทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตนอกเรือนจำตอนนี้ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด

แม้คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ แต่สถานะของเธอคือจำเลยที่ถูกตัดสินแล้ว ความไม่ประพฤติตามเงื่อนไขแค่ครั้งเดียวอาจทำให้ต้องกลับเข้าคุกพร้อมสูญเงินประกันเป็นค่าปรับ ภาพรวมนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเงินและภาพลักษณ์ ที่ปู มัณฑนากำลังเผชิญ

กรณีของเธอยังเป็นบทเรียนสำคัญต่อสังคมเรื่องการระวังการลงทุนที่เกี่ยวกับชื่อเสียงคนดัง การรักษาคำพูดและความโปร่งใสของบุคคลสาธารณะ รวมถึงการใช้ "ประกันอิสรภาพ" เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและการคุ้มครองสังคมในกระบวนการยุติธรรม
 

“เมย์ วาสนา” แฉชัด “ดิว อริสรา” ยังไม่ได้เงินเลยแม้แต่สักงวด จับตาผลลัพธ์หลังครบกำหนด 1 ปี ทิ้งท้ายชัด “ผิดเงื่อนไขมีฟ้องใหม่แน่”

(27 พ.ย. 68) มหากาพย์หนี้สินระหว่าง 'เมย์ วาสนา' กับ 'ดิว อริสรา' ยังคงไม่จบ หลังผู้ว่าจ้าง 'เมย์' เปิดใจครั้งแรกว่า ยังไม่ได้รับเงินชำระหนี้แม้แต่สักงวดเดียว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยตกลงเคลียร์และเซ็นสัญญาผ่อนชำระเงินจำนวน 62 ล้านบาทไว้ พร้อมระบุว่าจะผ่อนภายใน 1 ปี

'เมย์' เผยผ่านสื่อว่า หลังเซ็นสัญญาและคืนทรัพย์สินตามที่ตกลงกันแล้ว ไม่ได้พบหรือติดต่อกับ 'ดิว' โดยตรง ทุกอย่างดำเนินผ่านทนายความและเอกสารสัญญา และย้ำว่า "เท่าที่เช็กตอนนี้ ยังไม่ได้นะ ยังไม่ได้รับสักงวดเลย" โดยสัญญานี้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย หากไม่ชำระครบภายใน 1 ปี ฝ่ายเจ้าหนี้จะนำสัญญามาใช้เดินเกมคดีได้

ตั้งแต่ต้นเรื่อง เริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่าง 'เมย์' ที่ทำธุรกิจซื้อขายของแบรนด์เนม กับ 'ดิว' คนในวงการแฟชั่นที่ยืมใช้ของหรูและไม่คืนจนตกเป็นหนี้สินรวมกว่า 62 ล้านบาท ต่อมาได้มีการเจรจาและคืนทรัพย์สินบางส่วน พร้อมถอนฟ้องคดีอาญาสำหรับทรัพย์สินที่คืนแล้ว

แม้สถานการณ์ดูเหมือนจะมีทางออก แต่ 'เมย์' เลือกที่จะมูฟออนและโฟกัสธุรกิจตัวเอง ขณะที่ยังรอดูผลการชำระเงินตามสัญญาเพื่อการตัดสินใจในเกมกฎหมายต่อไป ท่าทีนี้แสดงถึงความเข้าใจต่อสถานการณ์ของ 'ดิว' และมุมมองที่ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้ง แต่เป็นเรื่องของระบบสัญญาและกฎหมาย

ขณะเดียวกัน มีข่าวลือเกี่ยวกับการจ้าง 'ดิว' ไลฟ์ขายของครั้งละ 5 แสนบาท ซึ่ง 'เมย์' ได้ปฏิเสธและชี้แจงว่าไม่เกี่ยวข้องกับเธอ และมองว่าทั้งสองควรแยกเดินทางทำงานของตัวเองต่อไป เรื่องนี้ยังสะท้อนการตั้งคำถามในสังคมเรื่องเส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพ ธุรกิจ และความน่าเชื่อถือในยุคโซเชียล ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าเมื่อครบ 1 ปี การชำระหนี้จะเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ หรือจะกลับเข้าสู่สนามกฎหมายอีกครั้ง

29 พฤศจิกายน 2494 รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. วิทยุหนึ่งคืน เปลี่ยนทั้งรัฐธรรมนูญ คณะทหาร-ตำรวจได้อำนาจควบตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้นแบบรัฐประหารทางการเมืองไทยยุคใหม่

รัฐประหารเงียบในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน 2494 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะหรือใช้รถถังในไทย แต่ใช้เสียงประกาศจากสถานีวิทยุเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2492 เดิม และนำรัฐธรรมนูญ 2475 กลับมาใช้กติกาใหม่ชั่วคราวแทน

กลุ่มคณะทหารและตำรวจระดับสูงได้ยึดอำนาจทางการเมืองผ่านแถลงการณ์ทางสถานีวิทยุ พร้อมประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตั้งคณะบริหารประเทศชั่วคราว โดยอ้างเหตุผลว่า "จำเป็นต้องปฏิรูปกติกาเพื่อรักษาชาติจากภัยคอมมิวนิสต์และความวุ่นวาย" แต่แท้จริงเพื่อฉีกข้อจำกัดทางการเมืองของทหารและขยายอำนาจในระบบการเมือง

แม้ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะปฏิเสธข้อเสนอรัฐประหารช่วงแรก แต่เมื่อเห็นว่ากองทัพและตำรวจสนับสนุนคณะรัฐประหาร และภาคการเมืองอ่อนแอ เขาก็กลับมานั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีต่อในระบบกติกาใหม่ที่ไม่เคยรับรอง รัฐประหารครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า "รัฐประหารตัวเอง" หรือ Self-Coup

ผลลัพธ์คือระบบการเมืองไทยเปลี่ยนไปโดยถาวร กลุ่มทหารและตำรวจได้รับสิทธิ์นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีในขณะที่ยังเป็นผู้บังคับบัญชาทหารและตำรวจ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่รัฐมนตรีในเครื่องแบบทหารคุมเกมการเมืองอย่างเปิดเผย การฉีกกติกาเดิมและออกแบบกติกาใหม่กลายเป็นแบบแผนการเมืองไทยตั้งแต่นั้นมา

ย้อนรอยหมุดหมายกองทัพเรือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ‘กรมทหารเรือ’ เป็น ‘กองทัพเรือ’ สัญลักษณ์ยุทธศาสตร์ชาติที่มั่นคงและทันสมัย

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อหน่วยกำลังทางเรือของไทยจาก "กรมทหารเรือ" เป็น "กองทัพเรือ" ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้กองกำลังทางทะเลของชาติมีโครงสร้างที่ทันสมัยและเหมาะสมกับภารกิจการป้องกันประเทศในยุคใหม่

ก่อนหน้านั้น หน่วยกำลังทางเรือของไทยมีชื่อว่า "กรมทหารเรือ" ที่ทำหน้าที่หลักคือปกป้องชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้ปฏิรูประบบกองทัพให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และเล็งเห็นความสำคัญของการใช้คำว่า "กองทัพ" เพื่อแสดงสถานะกองกำลังหลักระดับยุทธศาสตร์ของชาติ พร้อมกับกองทัพบกและกองทัพอากาศ

ในพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 7 ระบุว่า "กรมทหารเรือ เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพเรือ" ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ทันที การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังส่งผลในการยกระดับสถานะของกองทัพเรือไทย การจัดโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนายุทธภัณฑ์ เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำชุดแรกในปี พ.ศ. 2479 และการนำเข้าเรือรบจากต่างประเทศ

กองทัพเรือไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ดูแลพื้นที่น่านน้ำกว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร รวมถึงสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงภายในภูมิภาค การเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2476 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนายุทธศาสตร์ทางทะเลที่มีผลต่อเนื่องมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

บริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้าน SM True ร่วมบริจาคด้วย 3 ล้านบาท ให้สภากาชาดไทย

(29 พ.ย. 68) วง Super Junior ประกาศบริจาคเงิน 1,000,000 บาทให้กับสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมกับแสดงความห่วงใยและขอบคุณเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานช่วยเหลือประชาชน

SM True ผู้ดูแลวงในไทยโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเผยว่าการบริจาคครั้งนี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่วงจะจัดคอนเสิร์ต "20th Anniversary World Tour ‘SUPER SHOW 10’" ที่กรุงเทพฯ ซึ่งช่วยเพิ่มความหมายทั้งในด้านสาธารณะและความรักแฟนคลับไทย

น้ำท่วมภาคใต้ในปีนี้สร้างความเสียหายหนักและมีประชาชนต้องอพยพเป็นจำนวนมาก การบริจาคของ Super Junior จึงไม่ใช่เพียงเงินช่วยเหลือแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างศิลปินกับแฟนคลับและประชาชนไทย ส่งกำลังใจให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้

วงได้ส่งข้อความตรงผ่าน SM True ว่า "Super Junior ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้" พร้อมฝากกำลังใจให้ "ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด"

อีกทั้งบริษัท เอสเอ็ม ทรู จำกัด ขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างสุดซึ้งต่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย ทางบริษัทฯ ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 3,000,000 บาท (3 ล้านบาท) ให้กับสภากาชาดไทย

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) รณรงค์หยุดการแพร่ระบาดโรคร้าย สู่วันแห่งความเท่าเทียมของผู้ติดเชื้อ ริบบิ้นสีแดงคือสัญลักษณ์ความรัก

(1 ธ.ค. 68) วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเอดส์โลก" เพื่อนำความเข้าใจและสิทธิมนุษยชนมาสู่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เคยถูกตีตราเป็นตัวปัญหาของสังคม ที่ผ่านมาโรคเอดส์ถูกมองเหมือนคำตัดสินประหารชีวิต แต่วันนี้ผู้ติดเชื้อถูกมองในแง่มนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตและมีศักดิ์ศรีเหมือนทุกคน

วันเอดส์โลกเริ่มต้นในปี 1988 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดที่สร้างความกลัวและความไม่เข้าใจ ผู้ติดเชื้อกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และกลุ่มอื่น ๆ ถูกตีตราอย่างหนัก ริบบิ้นสีแดงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการยืนหยัดข้างผู้ติดเชื้อด้วยความรักและศักดิ์ศรี พร้อมกับข้อความ "ฉันยืนอยู่ข้างผู้ติดเชื้อ" และ "ฉันเชื่อว่าพวกเขาสมควรได้รับโอกาสและศักดิ์ศรีเท่ากับเรา"

ในปัจจุบัน การแพทย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้เอชไอวีถูกจัดเป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ หากตรวจพบและรักษาอย่างต่อเนื่องตามแนวคิด U=U คือหากระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อจะต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม อคติและความไม่รู้ยังคงเป็นอุปสรรคที่ผู้ติดเชื้อต้องเผชิญ

วันเอดส์โลกไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรม แต่เป็นวันทบทวนทัศนคติของสังคม ว่าเรายังเปิดโอกาสให้ผู้คนกล้าไปตรวจหรือไม่ เรายังมองผู้ติดเชื้อเป็น "คนผิด" หรือเปล่า และรัฐยังจริงจังกับเป้าหมาย "ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030" แค่ไหน ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงและการลดการตีตราเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ

เบื้องหลังสถิติคือชีวิตของเด็ก วัยรุ่น คุณแม่ และคู่รักที่ไม่อาจมองข้ามได้ ให้เราทุกคนร่วมเรียนรู้ข้อมูลจริง หลีกเลี่ยงคำพูดตีตรา สนับสนุนการตรวจและใช้ถุงยาง เพื่อให้วันเอดส์โลกเป็นวันที่ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน แต่เป็นวันที่เราเห็นความเป็นมนุษย์ และให้เกียรติผู้ติดเชื้อทุกคนอย่างแท้จริง

 

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

จบโทแล้ว ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ฝ่าหลักสูตรโหด 2 ปีเต็ม เรียนหนักควบงานบันเทิง มุ่งมั่นพัฒนาวิชาชีพตัวเอง

(1 ธ.ค. 68) 'ปันปัน สุทัตตา อุดมศิลป์' นักแสดงแถวหน้าของวงการบันเทิงไทย คว้าปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หลังผ่านการเรียนอย่างหนักตลอด 2 ปี เพื่อฟันฝ่าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่สายเดิมของเธอ

โดยปันปันโพสต์บน X ว่า "ถ้าเลี่ยงถ่ายเสาร์–อาทิตย์ได้จะขอบคุณมาก เพราะต้องเข้าเรียน" แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างจริงจัง ทั้งยังต้องแบ่งเวลาระหว่างงานในวงการและการศึกษาอย่างเคร่งครัด

ปันปันวางแผนชีวิตอย่างละเอียด ด้วยการเรียนในวันหยุดสุดสัปดาห์ตลอด 2 ปีเต็ม โดยต้องศึกษาทั้งชีวเคมี ระบบฮอร์โมน และการทำงานของเซลล์ ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายวิทยาศาสตร์มาก่อน แต่เธอยอมรับความท้าทายเหล่านี้เป็น "ความสนุก" ของการได้พัฒนาตัวเอง

แรงผลักดันสำคัญมาจากความตั้งใจที่จะนำความรู้ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยไปใช้ดูแลพ่อและครอบครัว เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปริญญาโทใบนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องหมายความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความทุ่มเทและการเลือกเส้นทางชีวิตที่เธอรักอย่างแท้จริง

ปันปันเป็นตัวอย่างชัดเจนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าเริ่มต้นใหม่ แม้ต้องเผชิญความยากลำบาก และพิสูจน์ว่าแม้เริ่มจากศูนย์ในสายวิทยาศาสตร์ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยความมุ่งมั่นและความรักในสิ่งที่ทำ

"วันสากลแห่งการเลิกทาส" UN รณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือระบบบีบชีวิตคน

(2 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 2 ธันวาคม สหประชาชาติรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ได้หมดไปตามประวัติศาสตร์ แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบทาสสมัยใหม่ที่ไม่ใช่โซ่ตรวนแต่เป็นระบบที่บังคับกดขี่ผู้คนทั่วโลกร่วมหลายสิบล้านคน

ปี ค.ศ. 1949 อนุสัญญาสำคัญเปิดทางสู่ "วันสากลแห่งการเลิกทาส" ซึ่งในปี 1986 ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ เพื่อทบทวนปัญหาการค้าคนและแรงงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ต่างๆ ที่ยังเกิดขึ้นในโรงงาน เรือประมง และแรงงานบังคับในรูปแบบหลากหลาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การแต่งงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

"ทาสสมัยใหม่" คือผู้ที่ไม่ได้รับเสรีภาพที่แท้จริง ถูกบังคับให้ทำงานหรือค้าบริการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่ามีผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้หลายสิบล้านคนทั่วโลก และแรงงานเหล่านี้อาจแฝงอยู่ในซัพพลายเชนสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน

แม้กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า "ไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นทาส" แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงในหลายประเทศ บางส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจยังมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเพิกเฉยต่อปัญหา วันสากลแห่งการเลิกทาสจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความจริงในปัจจุบันว่าเรากำลังทำพอหรือไม่เพื่อยุติการกดขี่รายวันนี้

ทาสสมัยใหม่สัมพันธ์กับเราทุกคนทั้งในฐานะผู้บริโภคที่ต้องตั้งคำถามกับสินค้าราคาถูก นายจ้างและลูกจ้างที่ต้องร่วมมือหยุดการเอารัดเอาเปรียบ และในฐานะพลเมืองที่ควรกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใสและแรงงานได้รับการคุ้มครอง ความสำเร็จในการเลิกทาสยุคนี้จึงเป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพของสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาติหนึ่งๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top