Friday, 5 June 2026
GoodVoice

จากป.6 สู่ CEO!! ‘บัวแพง โฮ้หนู’ หญิงแกร่งสู้ชีวิต ผู้พิชิตเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่พิสูจน์ว่า "ชีวิตที่ติดลบ" ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จได้เช่นกัน

เมื่อข้อจำกัดกลายเป็นแรงผลักดัน และความล้มเหลวกลายเป็นบทเรียน

"คนที่เรียนน้อยคือคนโชคดี เพราะเขาต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต" คำพูดจากพ่อที่ฟังดูขัดแย้ง แต่กลับเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เปลี่ยนจาก "เด็กจบป.6" ให้กลายเป็น "ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร" ของบริษัทระดับภูมิภาค ‘บัวแพง โฮ้หนู’ CEO บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด

จุดเริ่มต้น: เมื่อชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากติดลบ

‘บัวแพง โฮ้หนู’ หรือที่คนใกล้ชิดเรียกว่า ‘พี่พิม’ เกิดในครอบครัวธรรมดาต่างจังหวัด ที่โอกาสทางการศึกษาเป็นของหายาก การจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"สมัยนั้น เด็กผู้หญิงต่างจังหวัดที่ได้เรียนต่อมันน้อยมาก บางคนอาจมองว่านี่คือจุดจบ แต่สำหรับฉัน มันคือจุดเริ่มต้นที่ฉันต้องเรียนรู้จากชีวิตเอง"

หลังจบการศึกษา เธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพจากงานกรรมกรก่อสร้าง คนใช้ในบ้าน พนักงานโรงงาน ไปจนถึงการทำนา ทุกอาชีพที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การหาเลี้ยงชีพ แต่เป็นห้องเรียนแห่งชีวิตที่สอนเธอถึงความเป็นจริงของสังคม

จุดเปลี่ยน: เมื่อคำถามนำทางชีวิต "ทำไมคนอื่นทำได้ ฉันจะทำไม่ได้เล่า?"

คำถามง่ายๆ นี้เองที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอ เมื่ออายุเกือบ 20 ปี พิมได้งานขายสินค้าในห้างสรรพสินค้า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น "โลกใบอื่น" - โลกของคนที่มีชีวิตดีกว่า มีโอกาสมากกว่า

แทนที่จะท้อแท้หรือขี้อิจฉา เธอกลับเลือกที่จะ "เรียนรู้"

"ตอนนั้นเริ่มสังเกต สังเกตทุกอย่าง คนที่ประสบความสำเร็จเขาทำอะไร เขาพูดอย่างไร เขาคิดยังไง ฉันไม่มีโอกาสเรียนในห้องเรียน แต่ฉันมีโอกาสเรียนจากคนรอบตัว"

จากการสังเกตและความกล้าลองผิดลองถูก พิมเริ่มต้นธุรกิจค้าขายเล็กๆ โดยการซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากกาดหลวงเชียงใหม่ มาขายบนถนนคนเดิน เป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

"ตอนแรกพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ปล่อยให้มันเป็นข้ออ้าง จากนั้นเริ่มฝึกพูดทุกวัน ฟังเขาพูด ลองพูดตาม บางทีก็ผิดไวยากรณ์ แต่ไม่เป็นไร เพราะเขาเข้าใจ และที่สำคัญ เขาซื้อของ"

จากการขายรายชิ้น กลายเป็นรับออเดอร์หลายชิ้น จนในที่สุดพัฒนาเป็นธุรกิจส่งออกแบบคอนเทนเนอร์ ความสำเร็จนี้พาเธอไปใช้ชีวิตในยุโรปหลายปี ทำธุรกิจข้ามทวีป จนกระทั่งเศรษฐกิจยุโรปตกต่ำ

ล้มแล้วลุก: บทเรียนที่ไม่มีขายในตำรา

การกลับมาประเทศไทยของพิมไม่ใช่การกลับมาด้วยความรุ่งโรจน์ แต่เป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอประสบความล้มเหลวในธุรกิจหลายครั้ง สูญเสียเงินทองไปมากมาย แม้กระทั่งสุขภาพเธอเองก็พังทลาย จนต้องนั่งรถเข็นอยู่หลายเดือน จากการประสบอุบัติเหตุ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้หรือย่อท้อต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

"ทุกคนมองว่าการล้มเหลวมันแย่ แต่สำหรับเรา มันคือของขวัญ เพราะมันสอนเราในสิ่งที่ความสำเร็จไม่เคยสอน มันสอนให้อดทน ให้เข้มแข็ง และที่สำคัญ มันสอนให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น"

สิ่งที่พิเศษที่สุดคือ เธอไม่เคยโทษใคร ไม่โทษสถานการณ์ ไม่โทษโชคชะตา

"ถ้าวันนั้นเราไม่ออกไปข้างนอก รถก็ไม่ชนเรา ใช่ไหม? พอคิดแบบนี้ เราก็ไม่โกรธคนขับรถคนนั้น เพราะมันเกิดจากการตัดสินใจของเราเอง เมื่อไม่โทษใคร ก็ไม่เจ็บปวด แล้วก็ก้าวต่อไปได้"

เปิดบริษัทใหม่: เมื่ออายุจะ 60 ยังเริ่มต้นใหม่ได้

ปัจจุบัน พิมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ บริษัท ไอ โกลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากมาเลเซีย ที่ได้การรับรองมาตรฐานฮาลาลระดับโลก และได้รับรางวัล Top 10 ASEAN Super Health Brand ภายในปีแรก

การเลือกทำธุรกิจด้านสุขภาพและความงาม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"ที่ผ่านมาเรามองหาธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้คน ที่มีการซื้อซ้ำ และเป็นประโยชน์จริงๆ ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความงามมากขึ้น นี่คือเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันหมดไป"

แต่ที่สำคัญกว่านั้น เธอไม่ได้มองแค่ผลกำไร แต่มองถึงการสร้างโอกาสให้คนอื่น

"ไม่อยากเป็นคนรวยคนเดียว แต่อยากให้คนที่เคยเหมือนเรา คนที่เคยติดลบเหมือนกัน มีโอกาสเปลี่ยนชีวิต นั่นคือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

หลักคิดที่เปลี่ยนชีวิต: 5 บทเรียนจากผู้หญิงที่เปลี่ยนศูนย์ให้เป็นหลักล้าน

1. "คิดยังไง ได้อย่างงั้น"
นี่คือหลักคิดที่พิมถือเป็นคติประจำใจ เธอเชื่อว่าชีวิตของเราในวันนี้ เป็นผลมาจากความคิดและความเชื่อของเราในอดีต
"ถ้าเราเชื่อว่าทำไม่ได้เพราะเรียนน้อย ชีวิตก็คงหยุดแค่นั้น แต่เมื่อเชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ทุกที่ ชีวิตจึงไม่มีขีดจำกัด"

2. ศูนย์ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
"คนมองว่าฟอร์มซีโร่มันแย่ แต่เรากลับมองว่ามันดี เพราะอะไรก็ตามที่เติมลงไป มันจะมากกว่าศูนย์เสมอ มันก็แค่เราจะมองมันยังไงเท่านั้น"

3. อย่าโทษใคร เพราะมันทำให้เราหยุดเติบโต
เธอเรียนรู้ที่จะไม่โทษใครเมื่อเจอปัญหา เพราะการโทษทำให้เรามองไม่เห็นทางออก "เมื่อเราหยุดโทษ เราจะเห็นว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการตัดสินใจของเราทั้งสิ้น และถ้ามันมาจากเรา เราก็เปลี่ยนมันได้"

4. เรียนรู้จากทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา
"เมื่อไม่มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เรามีโลกเป็นครู อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 หน้า จากหลายเล่ม เข้าคอร์สของคนเก่ง สังเกตคนรอบตัว การศึกษาไม่ได้จบที่วุฒิบัตร แต่มันจบเมื่อเราหยุดเรียนรู้"

5. ทำเพื่อคนที่เรารัก จะมีพลังมากกว่าทำเพื่อตัวเอง
"ถ้าทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว กินกล้วยสองลูกก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าทำเพื่อครอบครัว เพื่อสังคม เราจะมีพลังสู้ไม่รู้จบ เพราะความรักคือเชื้อเพลิงที่ไม่มีวันหมด"

อนาคต: เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าความสำเร็จส่วนตัว
เมื่อถามถึงความฝันสูงสุดในชีวิต พิมตอบอย่างไม่ลังเล

"อยากเป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ชีวิตคนจำนวนมากดีขึ้น คนเราอยู่คนเดียวก็อยู่แค่สิ้นใจ แต่ถ้าอยู่เพื่อผู้อื่น จะอยู่ชั่วฟ้าดิน ดังนั้น จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดี"

สุดท้าย เธอฝากข้อความถึงคนที่รู้สึกว่าชีวิตติดลบ "ชีวิตไม่มีศูนย์หรอก ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เรามีคุณค่า เรามีโอกาส ปัญหาไม่ใช่ที่เราเรียนน้อยหรือมาก ปัญหาคือเราเชื่อว่าเราไม่สามารถ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้น อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ทุกคนที่ประสบความสำเร็จ ล้วนผ่านความล้มเหลวมาก่อนหมด ความแตกต่างคือ พวกเขาไม่ยอมแพ้ จงเปลี่ยนศูนย์ให้เป็นศูนย์ข้างหลังตัวเลข ไม่ใช่ศูนย์ข้างหน้า คุณต้องเป็นซูเปอร์ซีโร่ที่มีศูนย์ต่อท้ายเยอะๆ นั่นแหละคือความสำเร็จ และจำไว้ว่า คิดยังไง ได้อย่างงั้น ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ ชีวิตคุณก็จะพิสูจน์ให้คุณเห็น"

นั่นคือแนวคิดที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ชีวิต ‘บัวแพง โฮ้หนู’ ที่พิสูจน์แล้วว่า วุฒิการศึกษาแม้ว่าจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดความสำเร็จของชีวิตคน แต่ความมุ่งมั่น ความอยากรู้ และความกล้าที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ต่างหากที่สร้างความแตกต่าง เธอเปลี่ยนจาก "เด็กป.6" เป็น "CEO" ไม่ใช่ด้วยโชคชะตา แต่ด้วยการเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี ไม่ยอมแพ้ และไม่หยุดเรียนรู้

ในยุคที่หลายคนบ่นว่าไม่มีโอกาส เธอสามารถพิสูจน์ว่า โอกาสอยู่ทุกที่ – ขอแค่เราเปิดใจรับและกล้าที่จะลงมือทำ

‘อุทัย มิ่งขวัญ’ รวมเกษตรกรโครงการโคบาลบูรพา เรียกร้องแก้ปัญหาวัวผอม - ป่วย - ตาย หลังได้รับมอบวัวไม่ตรงปกเลี้ยงไม่โต สุดท้ายแบกหนี้หลังแอ่นไร้หน่วยงานเหลียวแล

จากกรณีเมื่อวันที่ (10 พ.ย. 68) กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวในโครงการโคบาลบูรพา จังหวัดสระแก้ว รวมตัวกันหลายร้อยคนจากหลายอำเภอ หลายตำบล เดินทางมารอที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาวัวที่ได้รับจากโครงการ

นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ในโครงการโคบาลบูรพา กล่าวว่า การเดินทางมายื่นเรื่องให้กับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ ขอยืนยันว่าพวกเรามาจากใจ มาจากความทุกข์ความยาก มาจากความเดือดร้อนจริงๆ เราทานข้าวด้วยกัน หลายคนมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่เคยรู้จักกัน แต่วันนี้ความเป็นพี่น้องในสายเลือดโคบาลบูรพาจังหวัดสระแก้วอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

นายอุทัย ได้ระบุปัญหาหลัก 3 ประการ ของโครงการนี้ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรว่า 1. วัวตายเอง ไม่ได้ขาย เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าขายวัว แต่ความจริงคือวัวที่ได้รับมานั้นตายเองตั้งแต่เดือนที่ 5-6 เนื่องจากสภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ 2. แม่วัวสาวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้ วัวที่ส่งมาให้เป็นวัวสาวที่บอกว่าผสมพันธุ์ได้ทันที แต่ความจริงต้องรอ 2-3 ปี บางตัวก็ผสมไม่ได้เลย ทำให้เกษตรกรไม่มีวัวคืนให้รัฐบาลตามโครงการ และ 3. วัวผอม วัวถูกฉีดยา และวัวติดโรค 

ทั้งนี้ นายอุทัย ระบุว่า สืบทราบว่า วัวส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม ลักลอบเข้ามาขายให้โครงการ เป็นวัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ผอมมาก บางตัวถูกฉีดยาเพื่อให้ดูอ้วน

พร้อมกันนี้ นายอุทัย ยังได้นำคำกล่าวของเกษตรกรบางราย ที่ได้รับความเสียหายหนัก บางรายหนีหนี้ออกจากจังหวัดตนเอง เช่น

นายสุรอด ดอกบัว เกษตรกรจากอำเภอเขาฉกรรจ์ เล่าว่า เลี้ยงวัวจากโครงการ 20 ตัว เหลือรอดเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตายหมด บางตัวถูกยึดเพราะไม่สามารถดูแลได้

นายอรุณ หนึ่งในเกษตรกร จากตำบลหนองแก้ว เผชิญสถานการณ์เดียวกัน เลี้ยง 20 ตัว เหลือเพียง 8 ตัว ส่วนที่เหลือตาย 10 กว่าตัว และถูกยึดไปอีก 30 กว่าตัว 

ปัจจุบันนายอรุณต้อง หนีหนี้ออกนอกจังหวัดไปทำงานที่จังหวัดน่าน เป็นเวลา 5 ปี เพราะหนี้สินที่กู้ยืมมาดูแลวัวไม่สามารถชำระได้ หากไม่หนีออกจากบ้าน จะต้องเผชิญกับการถูกติดตามทวงหนี้ตลอดเวลา

นายอุทัย เรียกร้องว่า รัฐบาลต้องดูแลและบรรเทาทุกข์ให้กับเกษตรกร ไม่ใช่สร้างความเดือดร้อน และต้องหาผู้รับผิดชอบที่ทำให้เกษตรกรได้รับวัวที่ไม่มีคุณภาพ

"อย่ามาใส่ร้ายว่าเราขายวัว วัวมันตายเอง มันทำอะไรไม่ได้ เราเชื่อมั่นว่าวัวผอมๆ ถ้าเลี้ยงจะอ้วนขึ้น แต่มันไม่ใช่ วันนี้เราจะต้องเอาปัญหาฟ้องให้ชัดเจน" นายอุทัยกล่าวเน้นย้ำ

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยืนยันว่าพวกเขามาด้วยความสุภาพ แต่หากไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมหารือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา โดยมีผู้แทนสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม 

การประชุมนี้นับเป็นครั้งแรกหลังเกษตรกร 3 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว กว่า 1,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลบูรพา ตั้งแต่ปี 2560  เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อ ต่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พ.ย.68 ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาการแก้ไขปัญหาโครงการโคบาลบูรพา ในวันเดียวกัน ประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานรัฐ และภาคประชาชนฝ่ายละ 7 คน 

ที่ประชุมมีมติให้เร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเปรียบเทียบความสำเร็จของโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ว่าล้มเหลวหรือไม่ มีกรอบระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 30 วัน สิ้นสุดในวันที่ 10 ธ.ค.68 เพื่อสรุปผลการศึกษาก่อนส่งเรื่องให้ครม.พิจารณา

หากผลการศึกษาพบว่าโครงการไม่ประสบความสำเร็จ รัฐต้องเยียวยาให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6,000 คน คนละ 160,000 บาท พร้อมฟื้นฟู กลุ่มสหกรณ์ปศุสัตว์โคบาลบูรพา ทั้ง 3 อำเภอ ของจังหวัดสระแก้ว

บทเรียนราคาแพง!! กรณี ‘พี่จอง-คัลแลน’ ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ถูกแม่ค้าโกงราคากางเกงช้าง 500 บาท ส่อซ้ำเติมวิกฤตภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย อาจทำลายอุตสาหกรรมนี้นับหมื่นล้าน

บทเรียนจากกรณี "พี่จอง-คัลแลน" ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก: เมื่อความโลภของคนเดียวทำลายอุตสาหกรรมทั้งประเทศ

กรณีที่ Yoo Jung (พี่จอง) และ Cullen นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถูกแม่ค้าที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเรียกเก็บเงินกางเกงช้าง 500 บาท (จากราคาปกติ 150-200 บาท) จนกลายเป็นข่าวดังทั่วโลก ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ของการโกงราคา แต่เป็น "กรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำของคนเพียงคนเดียวสามารถทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศทั้งประเทศได้อย่างไร"

ต้องยอมรับว่าในปีนี้ การท่องเที่ยวไทย มีข่าวเชิงลบ ที่สร้างผลกระทบมากมาย ซึ่งได้ผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกรณีล่าสุดที่แม่ค้าขายกางเกงช้างให้กับนักท่องเที่ยวด้วยราคาที่สูงเกินจริง และเกิดเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้ดูแย่ลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็น

1. ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ
ทำลาย "Land of Smiles" และ "Amazing Thailand" สร้างความรู้สึกว่านักท่องเที่ยวถูกมองเป็นเป้าที่จะหาประโยชน์ กางเกงช้างเป็นสัญลักษณ์ความเป็นไทย เมื่อถูกใช้โกง มันทำลายความหมายของสัญลักษณ์วัฒนธรรมทั้งหมด

2. การแข่งขันระดับภูมิภาค
ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อาจใช้โอกาสนี้ชี้ว่าประเทศพวกเขา "จริงใจกว่า" และ "ราคาโปร่งใสกว่า" โดยสื่อเวียดนามรีบเผยแพร่ว่ากางเกงแบบเดียวกันที่ประเทศพวกเขาถูกกว่าและไม่มีการโกง

3. เศรษฐกิจและรายได้
นักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้กว่า 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี หากภาพลักษณ์เสียหายทำให้นักท่องเที่ยวลดลงเพียง 1-2% = สูญเสียรายได้ 23,000-46,000 ล้านบาท ส่งผลต่อทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านของฝาก และมัคคุเทศก์ 

4. อุตสาหกรรมสินค้าที่ระลึก
กางเกงช้างมีมูลค่าตลาดหลักพันล้านบาท เหตุการณ์นี้ทำให้:
- นักท่องเที่ยวไม่กล้าซื้อเพราะกลัวโดนโกง
- แม่ค้าซื่อสัตย์ต้องลดราคาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
- ผู้ผลิตท้องถิ่นได้รับออเดอร์น้อยลง

5. Viral Effect บน Social Media
ข่าวแพร่กระจายผ่าน TikTok, Instagram, Twitter มีคนเห็นมากกว่า 100 ล้านครั้ง ทั่วโลก ใช้ hashtag เช่น #ThailandScam #TouristTrap สื่อต่างประเทศใช้หัวข้อ "Thailand's 'Land of Smiles' Turns Sour" ข่าวเหล่านี้จะอยู่ในโลกออนไลน์ต่อไปนานหลายปี

6. ตลาดน้ำและแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม
ทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดน้ำทั้งหมด ไม่เฉพาะดำเนินสะดวก แต่รวมถึงอัมพวา บางน้ำผึ้ง และแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมอื่นๆ 

7. ผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ
แม่ค้าคนอื่นที่ซื่อสัตย์ยอดขายลดลง 30-50% ชุมชนรอบตลาด ผู้ผลิตกางเกงช้างท้องถิ่น ต้องรับผลกระทบจากการกระทำของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ให้ภาพลักษณ์กลับมาดีขึ้นนั้น อาจจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน 

1. กำหนดราคามาตรฐาน - สร้างป้ายราคาแนะนำและ QR Code ให้นักท่องเที่ยวเช็คราคาได้
2. ระบบรับรอง - สร้าง "Fair Trade Thailand" ร้านที่ผ่านมาตรฐานได้ตราสัญลักษณ์
3. ใช้เทคโนโลยี - แอป "Thailand Price Check" ให้สแกนราคาและรีวิวร้านค้า
4. บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด - โกงร้ายแรงต้องเพิกถอนใบอนุญาตและปรับหนัก
5. ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว - สายด่วน 1155 ตอบสนองเร็ว แก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องตระหนักว่า: เราอยู่บนเรือลำเดียวกัน หากใครสักคนเจาะรู ทุกคนจะจมด้วยกัน วันนี้กระแสในโลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายและแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นภาพลบยิ่งเกิดเป็นไวรัลได้ง่าย ดังนั้น กรณี กางเกงช้าง 1 ตัวที่ถูกโกงราคา แม่ค้าอาจจะได้กำไรเพิ่มขึ้นหลักร้อย แต่ความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยนับหมื่นล้านบาท

"Amazing Thailand" ไม่ควรหมายถึง "น่าแปลกใจว่ากางเกงช้างแพงได้ขนาดนี้" แต่ควรหมายถึง "ประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจนอยากกลับมาซื้อกางเกงช้างอีกครั้ง" 

‘ธนกร’ ยืนยัน!! ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงอุตฯเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ชี้ ยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ

“ธนกร” ยัน ไม่เคยสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง มอบปลัดกระทรวงเร่งสอบสวน หลังพบข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน เผย กรอ. - กองกฎหมาย (กม. สปอ.) ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ - อุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดแล้ว แจงยังนำออกนอกโรงงานไม่ได้ เพราะยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนไม่ได้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถอนอายัดฝุ่นแดงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ทราบเรื่อง ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พร้อมทั้งกำชับให้ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีนี้มีจุดเริ่มต้นจากอัคคีภัยภายในโรงงานเหล็กของบริษัทซินเคอหยวน เมื่อปลายปี 2567 ซึ่งนำไปสู่การตรวจพบว่ามีการจัดเก็บฝุ่นโลหะไม่ปลอดภัย และระบบควบคุมมลพิษไม่เป็นไปตามมาตรฐาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จึงใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.โรงงาน สั่งหยุดกิจการและอายัดเหล็กและฝุ่นจากระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ (ฝุ่นแดง) ทั้งหมดในพื้นที่โรงงาน จากนั้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคม 2568 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และ กรอ. ตรวจสอบอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ฝุ่นและของเสียสะสมยังมีจำนวนมาก รวม 77,723.47 ตัน และระบบบำบัดมลพิษก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจำเป็นต้องคงคำสั่งหยุดกิจการต่อไป อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 บริษัทได้ยื่นขอถอนอายัด โดยอ้างว่าฝุ่นทั้งหมดมาจากกระบวนการผลิตภายในโรงงาน อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจึงตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งถอนอายัดในเบื้องต้น

นายธนกร กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย โดยพบว่า ล่าสุด กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ขอให้ทบทวนมติถอนอายัดฝุ่นแดง เพราะคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนของ DSI จึงยังไม่สามารถสรุปสถานะของกลางได้ และกรมยังไม่ได้เห็นชอบการปลดอายัดด้วย เช่นเดียวกับกองกฎหมาย สปอ. มีหนังสือไปถึงอุตสาหกรรมจังหวัดระยองขอให้ทบทวนมติ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน ต้องรอการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนว่า พยานหลักฐานครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องใช้ของกลางในกระบวนการอื่นต่อไป

"ยืนยันว่า หากผลสอบพบว่าการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผู้เกี่ยวข้องในทางมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมจังหวัดระยองจะมีคำสั่งถอนอายัดฝุ่นแดง แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถนำออกนอกโรงงานได้ เนื่องจากโรงงานยังอยู่ภายใต้คำสั่งหยุดประกอบกิจการ ตามกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายจะทำได้ก็ต่อเมื่อคำสั่งหยุดกิจการถูกยกเลิก หรือได้รับอนุญาตให้กลับมาดำเนินกิจการตามปกติจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของโรงงาน รวมถึงระบบกำกับดูแลของกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สังคม" นายธนกร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความคืบหน้ากรณีการถอนอายัดเหล็กเส้นนั้น นายธนกร กล่าวว่า ตนได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรายงานความเห็นมาให้ตนภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการเต็มเหนี่ยวลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เน้นการตรวจกำกับที่เข้มข้นเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามโรงงานเถื่อนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้บังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดอย่างเข้มงวด และจะจัดระเบียบอุตสาหกรรมตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันเข้ารับตำแหน่ง นโยบายเชิงรุกภายใต้กรอบ ฝ่า ฟัน ดึง ดัน จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

‘อ.อักษรศรี’ ยกย่อง! การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดโอกาสความร่วมมือด้าน ศก . - เทคโนโลยี ชี้ เป็นจังหวะเหมาะสม–เดินเกมทูตเชิงรุก ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ การเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและราชินี เปิดมิติใหม่ความร่วมมือไทย-จีน เกินกว่า "ส่งทุเรียน" ย้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็น "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในเวทีโลก

(15 พ.ย. 68) - รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงนัยสำคัญและทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีน ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รศ.ดร.อักษรศรี ระบุว่า การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งมิติทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เช่น การเสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้ว และทอดพระเนตรพระราชวังกู้กง (พระราชวังต้องห้าม)

แต่สิ่งที่น่าสนใจและมีนัยสำคัญสูง คือ การทรงเยี่ยมชมสถานที่ที่สะท้อนถึง ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน ได้แก่:
- ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
- ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศ และเทคโนโลยีด้านนักบินอวกาศ
- ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีด้านการศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

"สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และสะท้อนถึงก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หากรัฐบาลไทยสานต่อ จะพบว่าเรามีโอกาสร่วมมือกับจีน มากกว่าแค่ส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตร" รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

รศ.ดร.อักษรศรี เน้นว่า การทรงเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้เปิดโอกาสให้ไทยและจีนร่วมมือกันใน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยเฉพาะ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, เทคโนโลยีอวกาศ และการพัฒนาด้านการศึกษา

"การเสด็จฯ ครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก และก้าวต่อไปอยู่ที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานต่างๆ ของไทย ว่าจะสานต่อในสิ่งเหล่านั้นอย่างไร" 

ทั้งนี้ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เนื่องจากจีนมีความล้ำหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทยควรผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมต่อไป

นอกจากนี้ ในมิติทางการทูต รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ผู้นำจีนให้ความเคารพและยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด ยกตัวอย่างการที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มอบ "เหรียญมิตราภรณ์" ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งเพียง 6 รายในโอกาสครบรอบ 70 ปีการสร้างชาติจีน โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นหนึ่งในหกรายดังกล่าว

สำหรับจีนซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสูงมาก สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้น ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูต สถาบันพระมหากษัตริย์นับเป็น "อำนาจอีกรูปแบบหนึ่ง" ที่อาจมองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อสถานะของประเทศไทยอย่างยิ่ง

"ถือเป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อ หรือสร้างความได้เปรียบ ซึ่งเป็นมากกว่า Soft Power เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ" 

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.อักษรศรี ประเมินว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในโอกาสพิเศษครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน แล้ว ยังเป็น "Right Timing" หรือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะความเป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยในการเสด็จเยือนจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกในขณะนี้ และมีสื่อต่างชาติทั่วโลกนำเสนอภาพและข้อมูล ช่วยดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า นอกจากประชาชนชาวจีนที่ชื่นชม คนทั่วโลกที่ได้รับรู้ผ่านภาพข่าวจะเห็นถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของไทย และสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "ทุนเชิงสัญลักษณ์" ดังนั้น การเสด็จเยือนจีนครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนการเดินเกมทางการทูตเชิงรุกที่มีคุณค่ายิ่ง

ย้อนรอยเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพรรคไหนขึ้นมาบริหารแล้ว "เศรษฐกิจดีขึ้นจริง" เพราะฝีมือ หรือแค่ได้จังหวะโลกเป็นใจ บทเรียนการเมืองที่ตัวเลขไม่เคยโกหก

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย มักจะมีคำถามว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง

1. ทำไมคำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด
เวลาเราถามว่า “รัฐบาลพรรคไหนทำเศรษฐกิจดี?”  
คำถามจริง ๆ แฝงไว้สองเรื่องพร้อมกันคือ  
1. ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นแค่ไหน – GDP โตเท่าไหร่ รายได้คนดีขึ้นไหม  
2. คนส่วนใหญ่ “รู้สึก” ว่าดีขึ้นหรือเปล่า – เงินหมุนไหม หนี้ท่วมไหม ค่าครองชีพไล่ทันรายได้หรือไม่  
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังผูกกับ จังหวะเศรษฐกิจโลกและเงินลงทุนต่างชาติ อย่างหนัก  
ทำให้หลายรอบที่ดูเหมือน “รัฐบาลเก่ง” จริง ๆ แล้ว  
อาจเป็นเพราะเราขึ้นลิฟต์ตามรอบโลกมากกว่าฝีมือนักการเมืองล้วน ๆ
บทความนี้เลยจะพาปูเสื่อไล่ทีละยุค แล้วค่อยสรุปตรง ๆ ตอนท้ายว่า  
> ถ้าต้องตอบชื่อ “ยุค/พรรค” ที่เห็นว่า เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ในภาพรวม มีใครบ้าง

2. ยุคบูม 2530–2539: เศรษฐกิจพุ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ แต่เครดิตแบ่งกับ “เงินต่างชาติ”
ช่วง ปี 2530–2539 (1987–1996) คือยุคที่ไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ใหม่  
GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วยซ้ำ  
ตัวขับเคลื่อนหลักคือ  
- เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไหลเข้าแบบท่วม หลัง Plaza Accord  
- ไทยเปลี่ยนจาก “ผลิตแทนการนำเข้า” มาเป็น โรงงานส่งออกของโลก อย่างเต็มตัว  
แต่ด้านมืดก็ตามมา:
- ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเฉลี่ยหลายปีติด  
- เงินกู้ต่างประเทศไหลเข้าเร็วเกินไป กลายเป็นพื้นฐานของวิกฤตปี 2540 ในเวลาต่อมา  
การเมืองช่วงนั้นเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค  
ทั้งชาติไทย ประชาธิปัตย์ และขั้วอื่นหมุนเวียนกัน
> ถ้าดูแต่ตัวเลข จะบอกว่า “รัฐบาลช่วงนั้นทำเศรษฐกิจดีมาก” ก็ไม่ผิด  
> แต่ถ้าแฟร์ ๆ ต้องยอมรับว่า แรงส่งหลักมาจากรอบโลก + FDI  
> และจบลงด้วยวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะบริหารความเสี่ยงไม่อยู่

3. ยุคฟื้นจากปี 40 สู่ “ทักษิโณมิกส์”: ไทยรักไทย กับภาพจำว่า “เศรษฐกิจกลับมาคึก”
หลังวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก ก่อนจะเริ่มฟื้นช่วงปลายรัฐบาลชวน (ประชาธิปัตย์)  
ด้วยชุดนโยบายปรับโครงสร้างตามกรอบ IMF – แนวรัดเข็มขัด เน้นเสถียรภาพ
พอถึง ปี 2544 รัฐบาลไทยรักไทย (ทักษิณ) เข้ามาในจังหวะที่  
- เศรษฐกิจเริ่มตั้งหลักได้  
- ค่าเงินบาทอยู่ในระดับส่งออกแข่งขันได้  
- โลกกำลังอยู่ในรอบขาขึ้นอีกรอบ
ตัวเลขเติบโตในช่วงนั้นถือว่าโดดเด่น:
- หลังปี 2002 ไทยกลับมาโต 5–7% ต่อปีต่อเนื่องหลายปี  
- อีสานเป็นภูมิภาคที่รายได้ต่อหัวโตเร็วมาก ช่วง 2001–2011 รายได้ต่อหัวของอีสานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ขณะที่กรุงเทพฯ ก็โตต่อเนื่องเช่นกัน  
นโยบายที่คนจำได้:
- 30 บาทรักษาทุกโรค  
- กองทุนหมู่บ้าน / SML  
- OTOP  
- ผลักดันสินเชื่อรายย่อย ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึงเครดิตง่ายขึ้น  
สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ความรู้สึก” ของคนจำนวนมากคือ  
> “ยุคนี้เงินหมุน คนต่างจังหวัดเริ่มมีโอกาส มีเครดิต มีหน้าที่การงานมากขึ้น”
แน่นอน ด้านลบก็มี ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้น  
ข้อครหาเรื่องคอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างบาดแผลยาวนาน
แต่ถ้าตอบตามข้อมูล + perception ของสังคมส่วนใหญ่:
> ยุคไทยรักไทย (ทักษิณ) คือหนึ่งในยุคที่ตอบได้เต็มปากว่า “เศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”  
> ทั้งในแง่ตัวเลข และความรู้สึกของฐานรากจำนวนมาก

4. 2008–2013: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์–น้ำท่วมใหญ่ และการรีบาวด์ของอภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์
พอถึงปี 2008 โลกเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยปี 2009 ติดลบเล็กน้อย ก่อนจะรีบาวด์แรงในปี 2010:
- ปี 2009 โตประมาณ -0.7%  
- ปี 2010 รีบาวด์ขึ้นราว 7.5%  

ช่วงนี้อยู่ภายใต้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์)  
> ถ้าดูแค่ตัวเลข จะเห็นว่าช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์มีปีที่ “เศรษฐกิจดีขึ้นชัด”  
> แต่ส่วนสำคัญมาจาก เศรษฐกิจโลกที่ฟื้น + สินค้าส่งออก  
> มากกว่านโยบายเชิงรุกภายในประเทศ
ต่อมาคือ ยุคยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย) 2554–2557
- ปี 2011 เจอน้ำท่วมใหญ่ GDP โตแค่ 0.8%  
- ปี 2012 รีบาวด์แรง โตประมาณ 7.2% จากการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม + นโยบายกระตุ้น เช่น รถคันแรก ฯลฯ  
- หลังจากนั้น 2013–2014 โตชะลอลงมาราว 2–1% ตามลำดับ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น  
สรุปยุคนี้แบบสั้น ๆ:
> ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์และยิ่งลักษณ์ ต่างก็มี “ปีทอง” ที่ตัวเลขดีขึ้นชัด  
> แต่ส่วนหนึ่งเป็น การเด้งกลับหลังวิกฤต (โลกหรือน้ำท่วม)  
> มากกว่าจะเป็นโหมด “บูมต่อเนื่อง” แบบช่วงไทยรักไทย

5. ยุครัฐประหาร–คสช.–พลังประชารัฐ: ตัวเลข “กลาง ๆ” แต่คนรู้สึก “ฝืด”
หลังรัฐประหารปี 2557 ไทยเข้าสู่ยุค คสช.  
ต่อด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งยังมีขั้วเดิมเป็นแกนหลัก
ตัวเลขการเติบโตช่วง 2015–2019 อยู่ราว:
- 2015: 3.1%  
- 2016: 3.4%  
- 2017: 4.2%  
- 2018: 4.2%  
- 2019: 2.2%  
ถ้าดูเฉพาะ macro:
- ไม่ได้แย่ระดับวิกฤต  
- แต่ก็ไม่แรงพอจะเรียกว่า “บูม”

ปัญหาคือด้านโครงสร้าง:
- ไทยเริ่มแก่ตัวลงเร็ว (สังคมสูงวัย)  
- ผลิตภาพแรงงานไม่ได้ดีขึ้นมาก  
- หนี้ครัวเรือนระดับสูง กดการบริโภค  
เลยเกิดภาพที่คุ้นกันมากในฐาน SME/มนุษย์เงินเดือน:
> ตัวเลขประเทศโต แต่ร้านเล็ก–คนตัวเล็กรู้สึกฝืด ค่าครองชีพไล่แซงรายได้
ดังนั้น ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า  
“พอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นแล้ว เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม?”  
คำตอบในสายตาคนส่วนใหญ่จะอยู่ในโทน “ไม่ถึงขั้นดีขึ้นชัด เป็นแค่ไม่ล้ม” มากกว่า

6. หลังโควิดถึงปัจจุบัน: ไทยโตช้าเมื่อเทียบภูมิภาค
โควิดทำไทยเจ็บหนักเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง:
- ปี 2020 GDP หดตัวราว -6.2%  
- ปี 2021 โตแค่ 1.5%  
- ปี 2022 โตประมาณ 2.8%  

หลังจากนั้น แม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หลายองค์กรระหว่างประเทศ  
มองว่าไทยจะโตแค่ ประมาณ 2–3% ต่อปี ในช่วง 2024–2026  
ขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันพยายามใช้มาตรการกระตุ้น เช่น  
- โครงการโอนเงินดิจิทัล  
- มาตรการดึง FDI ในอุตสาหกรรมใหม่  
- โครงการที่อยู่อาศัยรายได้น้อย และขยายระบบประกันสุขภาพ  
แต่เมื่อเทียบกับ:
- โครงสร้างที่ไทยแก่เร็ว  
- หนี้ครัวเรือนสูง  
- แข่งกับเวียดนาม–อินโดฯ ที่ดึงโรงงาน–ลงทุนโลกไปก่อน  
จึงยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่า  
> “รัฐบาลปัจจุบันขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”

7. แล้วสุดท้าย… รัฐบาลพรรคไหน “ขึ้นแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น” ในสายตาผู้เขียน?
ถ้าแยก “อารมณ์ทางการเมือง” ออก แล้วมองตามข้อมูล + ความรู้สึกรวม ๆ ของสังคม
7.1 ยุคไทยรักไทย – ทักษิณ (2544–2549)
- ขึ้นมาช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤตปี 40  
- กล้าใช้นโยบายการคลังดันกำลังซื้อฐานราก  
- ตัวเลขโต 5–7% ต่อเนื่องหลายปี  
- ฐานรากและต่างจังหวัด “รู้สึก” ว่าชีวิตดีขึ้น มีเครดิต มีโอกาส
> ✅ ถ้าให้ตอบชื่อ “ยุค–พรรค” ที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ทั้งตัวเลขและความรู้สึก  
> ยุคไทยรักไทย คือเคสที่ชัดที่สุด (โดยไม่ปฏิเสธว่ามีต้นทุนทางหนี้ คอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองตามมา)

7.2 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ (ปชป.) และยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย)
ทั้งสองยุคมี “ปีรีบาวด์สวยมาก”
- อภิสิทธิ์: ปี 2010 โต ~7.5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  
- ยิ่งลักษณ์: ปี 2012 โต ~7.2% หลังน้ำท่วมใหญ่  
แต่ภาพรวม:
- โตแรงในปีที่เด้งจากภาวะตกต่ำ  
- จากนั้นโมเมนตัมถูกตัดด้วยปัจจัยการเมืองและปัญหาเชิงนโยบาย (เช่น จำนำข้าว)  
> ✅ ถ้าถามว่า “ขึ้นแล้วมีช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม” – มี  
> ❌ แต่ไม่ใช่ “รอบบูมยาว” แบบช่วงไทยรักไทย หรือยุคบูมก่อนปี 40

7.3 ยุคบูม 2530–2539 (รัฐบาลผสมหลายพรรค)
- เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี  
- ไทยก้าวกระโดดจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมส่งออก  
- แต่ต้องยอมรับว่าจบลงด้วยวิกฤตใหญ่ เพราะหนี้–ดุลบัญชีเดินสะพัดผิดรูป  
> ✅ ถ้ามองแค่ตัวเลขและการเปลี่ยนผ่านประเทศ ยุคนี้ “สุด”  
> ⚠️ แต่เครดิตแบ่งหนักกับ “รอบโลก + เงินต่างชาติ”  
> และเป็นยุคที่วางระเบิดเวลาไว้ให้รุ่นต่อไป

8. 3 บทเรียนจากการย้อนดูทุกยุค
1. จังหวะโลกสำคัญไม่แพ้นโยบายพรรค  
พรรคที่ดู “เก่ง” มักขึ้นมาในจังหวะที่โลกเป็นขาขึ้น และกล้าขยายการคลังในเวลาที่เหมาะ
2. คนจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เมื่อฐานรากมีโอกาสจริง ไม่ใช่แค่ GDP โต แต่คือ  
- เข้าถึงเครดิต  
- มีงาน มีรายได้พอ  
- ไม่ถูกหนี้และค่าครองชีพไล่จนหายใจไม่ออก
3. ถ้าจะตัดสินรัฐบาลด้วยคำว่า “ทำเศรษฐกิจดีไหม” ต้องดูยาวกว่า 1 ปีรีบาวด์  
   ปีทองหลังวิกฤตเป็นเรื่องปกติ แต่ความเก่งจริงคือ  
- รักษาโมเมนตัม  
- วางโครงสร้างใหม่ให้โตต่อได้โดยไม่พังในอีกสิบปีข้างหน้า

แพลตฟอร์ม–แบรนด์–ครีเอเตอร์ เริ่มได้วันนี้ ดัน Thai Knowledge Label ให้ “ของจริง-อ้างอิง-รับผิดชอบ” สร้างอินฟลูฯคุณภาพดังเท่าดราม่าใน 180 วัน

อินฟลูคุณภาพ = คุณภาพสาธารณะ
โมเดลไทยแบบร่วมกำกับ (Co‑Regulation) ที่ทำได้จริงใน 180 วัน
เราเสพคอนเทนต์ทุกวัน ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ สิทธิผู้บริโภค การเรียน และการทำงาน ข้อมูลผิดเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้คนเสียเงิน ผิดการรักษา หรือเสียโอกาส เราไม่ต้องการ “รัฐคุมเข้มทั้งแพลตฟอร์ม” แบบจีน แต่ต้องการระบบส่งสัญญาณคุณภาพ ที่รางวัลคนทำดีและคุ้มครองประชาชนอย่างฉลาดและเบาสบาย
แกนกลาง: Thai Knowledge Label (TKL) — ตราคุณภาพสมัครใจของไทย
ไม่ใช่ใบอนุญาตก่อนโพสต์ แต่เป็น “ตราประกาศตน + ตรวจสอบย้อนหลังได้” ให้แพลตฟอร์มอ่านค่าจากเมทาดาต้า แล้วดันการมองเห็นคอนเทนต์คุณภาพ

• สามระดับของ TKL:
• R1: Opinion/Experience — มุมมองส่วนตัว รีวิว ประสบการณ์
• ข้อกำกับ: ระบุสปอนเซอร์/ผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัด
• R2: Evidence‑Backed — How‑to/ความรู้ที่กระทบชีวิต มีแหล่งอ้างอิงตรวจได้
• ข้อกำกับ: ใส่บรรณานุกรมย่อบนจอ/คำบรรยาย และลิงก์หลักฐานเต็ม
• R3: Expert‑Verified — เรื่องวิชาชีพ (แพทย์/กฎหมาย/การลงทุน ฯลฯ)
• ข้อกำกับ: มีผู้มีใบอนุญาต/คุณวุฒิตรวจทาน ลงชื่อ‑วันเวลา + คำเตือนเหมาะสม

หลักคิด: “รู้จริง‑อ้างอิง‑รับผิดชอบ” ใครทำได้—ระบบช่วยดันให้คนเห็นมากขึ้น
ใครต้องทำอะไร ตั้งแต่วันนี้
1) หน่วยงานรัฐ/กำกับดูแล (ETDA, สคบ., อย., ก.ล.ต. ฯลฯ)
• ประกาศมาตรฐาน TKL (สเปกป้าย/เมทาดาต้า/ตัวอย่างคำเตือน) แบบแนวปฏิบัติสมัครใจ
• เปิดหน้าโปร่งใสรายไตรมาส: สถิติร้องเรียน เวลาปิดเคสเฉลี่ย หมวดเสี่ยงยอดฮิต
• ทำ API แจ้งเตือนข้อเท็จจริงให้แพลตฟอร์มดึงป้ายคำเตือนอัตโนมัติ

2) แพลตฟอร์ม (YouTube, Facebook, TikTok, X ฯลฯ)
• อ่านค่า TKL metadata แล้วให้คะแนนการมองเห็นพิเศษสำหรับ R2/R3
• แสดงป้ายคุณภาพบนหน้าแนะนำ/ค้นหา + ปุ่ม “อ่านแหล่งอ้างอิง” ใต้คลิป
• เปิดทางลัดร้องเรียนสำหรับโฆษณาหลอก/อ้างเกินจริง พร้อม SLA ตรวจภายใน X วัน

3) แบรนด์/เอเจนซี่/ฝ่ายสื่อ
• ใส่เงื่อนไขในบรีฟ: รับเฉพาะครีเอเตอร์ที่ติด TKL (อย่างน้อย R2 สำหรับ How‑to และ R3 เมื่อเป็นคำแนะนำเฉพาะ)
• จัดงบ Reviewer (เช่น 5% ของโปรเจ็กต์) จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมตรวจทาน
• ตั้งนโยบายเปิดเผยผลประโยชน์ชัดเจนในทุกชิ้นงาน

4) ครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์
• แท็กงาน R1/R2/R3 ตั้งแต่บรีฟ และเก็บ Evidence Pack (3–5 แหล่ง)
• ขอผู้เชี่ยวชาญรีวิวเฉพาะงาน R3 และลงชื่อ‑เวลา
• ใส่ป้ายคุณภาพ + คำเตือน + บรรณานุกรมย่อ บนจอ/คำอธิบาย
• ทำ Correction Log: ถ้าผิด แก้ภายใน 48 ชม. และเก็บหลักฐานไว้ 2 ปี

5) มหาวิทยาลัย/วิชาชีพ/นักวิชาการ/องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง
• เปิดคลินิกที่ปรึกษา ให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญแบบค่าตรวจรายชิ้น
• ทำสารบบผู้ตรวจทานสาธารณะ (แพทย์ ทนาย นักการเงิน ครู ฯลฯ)
• จัดหลักสูตรสั้น “การสื่อสารวิชาชีพสู่สาธารณะ” ออกใบรับรองใช้งานในงาน R3

6) ประชาชนผู้ชม
• มองหาป้าย TKL เป็นนิสัย—ถ้าเรื่องเสี่ยงไม่มีป้าย ให้ตั้งคำถามก่อนแชร์
• ใช้ปุ่ม “แหล่งอ้างอิง” ก่อนตัดสินใจซื้อ/รักษา/ลงทุน
• แจ้งร้องเรียนเมื่อพบโฆษณาหลอก/เคลมเกินจริง เพื่อช่วยกันยกระดับพื้นที่สาธารณะ

เครื่องมือใช้งานทันที
1. 1) ชุดเทมเพลต Dossier ต่อหนึ่งชิ้นงาน:
• ใบปะหน้า: ชื่อเรื่อง ผู้สร้าง ระดับ R ผู้รีวิว (ถ้ามี)
• สคริปต์เวอร์ชันรีวิว + ลายเซ็นดิจิทัลผู้ตรวจทาน
• บรรณานุกรมเต็ม + วันที่เข้าถึง + ลิงก์ต้นทาง
• บันทึกการแก้ไข (ถ้ามี) + ลิงก์โพสต์ที่อัปเดตแล้ว

2. 2) คำเตือนมาตรฐานสั้น:
• สุขภาพ: “ข้อมูลทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัย/รักษาเฉพาะบุคคล—ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ”
• การเงิน: “เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะ—มีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจ”
• กฎหมาย: “เชิงวิชาการทั่วไป—โปรดปรึกษาทนายเฉพาะกรณี”

3. 3) ป้ายสามระดับ:
• Opinion/Experience (เทา) | Evidence‑Backed (น้ำเงิน) | Expert‑Verified (เขียว)
แรงจูงใจให้ “ของดีชนะอัลกอริทึม”
• Algorithmic Boost: แพลตฟอร์มให้คะแนนพิเศษกับ R2/R3
• สิทธิประโยชน์การค้า: แบรนด์ใหญ่ทำ Whitelist โฆษณารับผิดชอบ ซื้อเฉพาะคอนเทนต์ติด TKL
• เวทีเชิดชู: ประกาศ Top 10 งานคุณภาพรายไตรมาส + โล่/ตราประจำช่อง
• ทุนย่อย: Mini‑Grant สำหรับซีรีส์ความรู้สาธารณะ R3 (สุขภาพ การเงิน สิทธิผู้บริโภค)

วัดผลให้เห็นจริง
• Accuracy Rate ≥ 95% — สัดส่วนงานที่ไม่ต้องแก้สาระสำคัญ
• MTTC ≤ 48 ชม. — เวลาเฉลี่ยจนแก้ไขแล้วเสร็จ
• Cited Share ≥ 70% — สัดส่วนโพสต์ R2/R3 ที่มีแหล่งอ้างอิง
• Errata/100 Posts — จำนวนการแก้ไขสาระสำคัญต่อ 100 โพสต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
• Knowledge Uplift — ควิซ 3 ข้อก่อน‑หลังชมคอนเทนต์ R2/R3 วัด % ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

โรดแมป 180 วัน
• วัน 1–30: ตั้งคณะทำงาน TKL ระดับข้ามหน่วยงาน + เคาะสเปกป้าย/เมทาดาต้า + ตัวอย่างคำเตือน
• วัน 31–90: เปิด Sandbox 100 ครีเอเตอร์ ใน 3 หมวด (สุขภาพ/การเงิน/ผู้บริโภค) เก็บสถิติ MTTC‑Accuracy จริง
• วัน 91–180: แพลตฟอร์มประกาศนโยบาย Boost + เผยรายงานโปร่งใสไตรมาสแรก + มอบรางวัล “Influencer for Public Good”

สรุป: ดีลของทั้งสังคม
รัฐไม่ต้องคุมเข้มแบบจีน แต่ต้องเปิดทาง เชื่อมข้อมูล และตั้งมาตรฐานสมัครใจที่ตรวจได้; แพลตฟอร์มใช้พลังอัลกอริทึมให้รางวัลคนทำดี; แบรนด์ใช้เงินโฆษณาไปกับคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ; ครีเอเตอร์ได้เกราะคุ้มกันและความน่าเชื่อถือ; ประชาชนได้พื้นที่สาธารณะที่ฉลาด โปร่งใส และไว้วางใจได้เมื่ออินฟลูคุณภาพเพิ่ม ประชาชนไทยก็มีคุณภาพมากขึ้นจริง ๆ

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ILINK เติบโตตามแผน กวาดรายได้ 9 เดือนแรก 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 221 ล้านบาท เตรียมลุยประมูลงานใหญ่ 9,000 ล้าน พร้อมขยายตลาดอาเซียนผ่าน ITEL Global

ILINK รายงาน 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ 221.77 ล้านบาท ย้ำเติบโตตามแผน มั่นใจปิดงบปี 68 ตามเป้าหมาย

เมื่อวันที่ (18 พ.ย.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ร่วมนำเสนอผลประกอบการในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำไตรมาส 3/2568 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้ร่วมบรรยาย และตอบข้อซักถามนักลงทุน พร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี

โดยเปิดเผยว่า ผลประกอบการรวมของ 9 เดือนแรกปี 2568 (มกราคม – กันยายน) ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้รวมจำนวน 4,764.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 221.77 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Quality Growth – การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มุ่งเน้นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน พร้อมบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

โดยธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ยังคงเป็นเสาหลักสร้างรายได้ สำหรับในรอบ 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 2,202.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 243.02 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 แต่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ เป็นผลจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รับเหมาโครงข่ายมืออาชีพ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการของบริษัทฯ โดยมี ปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center, AI, และ Green Technology รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายตัวของตลาดสายสัญญาณ และระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ได้เตรียมเข้าประมูลงานใหญ่กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2568 นี้ มีรายได้รวม 382.98 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.51 ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ขนอม–เกาะสมุย 2 วงจร มูลค่าโครงการรวม 9,125 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ร่วมกับพันธมิตรกับ LS Cable & System ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม LG (Lucky Goldstar/Korea) ซึ่งจะเปิดประกวดราคาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการ PEA เพื่อเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าขยายสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี

อีกทั้ง ITEL ยังคงขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” เพื่อขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center สู่ตลาดอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายฐานรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ILINK สามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ และกำไรสุทธิ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายจากภาวะตลาดที่ผันผวน เรายังคงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร บริษัทฯ มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย และด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ILINK พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เติบโตอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” นายสมบัติ กล่าว

อธิบดี กสร. สั่งเข้ม!! ห้ามใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย ย้ำมีโทษหนัก หลังตรวจพบที่อ่างทอง ใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เสิร์ฟเหล้า-เบียร์ เตือนนายจ้างให้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งคุมเข้มการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย หลังพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพบการจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ชี้เป็นบทเรียนเตือนใจนายจ้างทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำมีโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

(20 พ.ย. 68) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยพบว่าเป็นสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และพบการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี จำนวน 1 คน และอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พนักงานตรวจแรงงานจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

อธิบดี กสร. เน้นย้ำว่า การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานประกอบกิจการที่จำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงานที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และยังย้ำอีกว่า ห้ามมิให้มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้เด็กต้องทำงานก่อนวัยอันควร อันอาจกระทบต่อพัฒนาการ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน 

“ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอแจ้งเตือนไปยังสถานประกอบกิจการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่กฎหมายห้ามหากฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 400,000 – 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” อธิบดี กสร. กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top