Friday, 5 June 2026
GoodVoice

‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ปฏิเสธ' แทรกแซงการถือหุ้น 'ดุสิตธานี' ขู่ ดำเนินคดีตามกฎหมายคนบิดเบือนทำสังคมเข้าใจผิด

เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าขอยืนยันแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ในการ 'ปฏิเสธข่าวแทรกแซง' และชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้

-บริษัทฯ ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 โดยในส่วนของเซ็นทรัลพัฒนา ได้ใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ปัจจุบัน โรงแรม อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ในฐานะแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศ ที่สะท้อนศักยภาพการพัฒนาโครงการระดับโลก โดยโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 46,000 ล้านบาท

-ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนา เคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด

ดังนั้น เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดีและดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด

-ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรองและตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

การกล่าวอ้างใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นโยบาย 4 ด้าน กับรัฐบาล (เฉพาะกิจ) มุ่งเน้นแก้ปัญหาหลัก เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน

(28 ก.ย. 68) เริ่มภารกิจเข็นครก กู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ของรัฐบาลใหม่ นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รวมถึงได้ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงการใช้งบประมาณปี 2568 ที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน และอีกส่วนจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟสแรก โดยจะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยจะให้เพิ่มเติมจากเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท  นอกจากนั้นจะเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป รวมไปถึงจะใช้งบประมาณในปี 2569 มาเพิ่มเติม ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนอื่นจะเป็นของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณในส่วนที่อนุมัติโครงการไปแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ ก็จะนำงบดังกล่าวมาใช้ เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย -  กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท ทั้งนี้  น่าจะเหลือเงินงบประมาณปี 68 ที่ยังค้างท่อประมาณ 3.5 หมื่นล้าน โดยจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร

กำลังซื้อการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะกลับมามากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ เกิดกำลังการผลิตใหม่ เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม แต่จากการคาดการณ์ของ TDRI ในปี 2569 กลับมีแนวโน้มว่า บัณฑิตจบใหม่กว่า 78,000 คนมีความเสี่ยงตกงาน เนื่องจากปัญหา “อุปทานแรงงานล้น” ขณะที่ “อุปสงค์ตลาด” ไม่ตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างบัณฑิตและตลาดแรงงานขยายกว้างขึ้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามอง

รายงานผลสำรวจล่าสุดเผย 60% ของนายจ้างมองว่าทักษะบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft skills) ที่ยังไม่ตอบโจทย์องค์กร สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิต กับความต้องการจริง

ข้อมูลยังพบว่า ตลาดงานต้องการ “คนมีประสบการณ์” มากกว่า โดย 38.3% ของตำแหน่งต้องการประสบการณ์ 1-2 ปี ขณะที่ 24.8% ต้องการ 3 ปีขึ้นไป มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่เปิดรับเด็กจบใหม่โดยตรง ทำให้การหางานของบัณฑิตรุ่นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งประเด็นคือ ครึ่งหนึ่งของนายจ้างหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว แทนการรับพนักงานประจำ เนื่องจากมองว่าทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้หลายตำแหน่งงานถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไปจากตลาดแรงงานถาวร

ระยะเวลา 4 เดือน กับ รัฐบาล(เฉพาะกิจ) ประกาศนโยบาย 4 ด้าน 
1. นโยบายด้านเศรษฐกิจมุ่งลดภาระค่าครองชีพโดยการลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน
2. ด้านความมั่นคงจะใช้การทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
3. เร่งแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์
4. เตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

มุ่งเป้าหมายให้ตรงประเด็น กับข้อจำกัดด้านเวลา ก็คงต้องให้กำลังใจกันก่อน เพื่อดูงานว่าจะคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงแม้จะยังมีบางเสียง แย้งว่ายังเป็นช่วงรัฐบาลเผด็จการ แต่ก็มีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2566 ที่เปิดให้ประชาชนไปหย่อนหีบวิเศษอีกครั้ง ก็ลองเปรียบเทียบดูว่า สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ปัจจุบัน ก็ยังมีประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้องของประชาชน..!! ไม่แน่ใจว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นยังไง..? ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบไหน..? ฝ่ายที่เสนอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปได้แน่นอน คือ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 

หยุดพักไว้ก่อนเถอะ เอาเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นกำลังซื้อ ให้ประชาชนมีกินมีใช้กันไปก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีด้านข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ สนองความต้องการใคร ประชาชนคงเริ่มเข้าใจมากขึ้น 

ปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากเพื่อนบ้านประเทศข้างเคียง การพยายามแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของคนไทยทุกคน  

‘อริณชย์ ทองแตง’ แชร์โมเดลอนุรักษ์บนเวที ‘TCAC 2025’ พร้อมเดินหน้าแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติโลกเดือด

ประชุม TCAC 2025 ครั้งที่ 4 ‘อริณชย์ ทองแตง’ หรือน้องอิน เยาวชนนักอนุรักษ์ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม 'Below the Tides' เผยผลสำเร็จองค์กร ระดมทุนกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมเสนอแนวคิด Carbon Credit รับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด

(1 ต.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 4 (Thailand Climate Action Conference: TCAC 2025) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมาได้มีการจัดเวทีเสวนา “Youth Message from Local to Global พลังเยาวชน กู้โลกเดือด” เป็นการเสวนาอภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดของเยาวชน เพื่อนำเสนอรวบรวม Key Message หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ข้อเสนอที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์โลกเดือดสู่เวทีประชาคมโลกในเวทีการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ต่อไป

ภายในงานมีนักศึกษามหาวิทยาลัยจากเครือข่าย CCE CHILDREN & YOUTH เข้าร่วมงาน และหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญ 4 คนที่ขึ้นเวที คือ นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง เยาวชนผู้ก่อตั้งองค์กร Below the Tides โดยนายอริณชย์ ได้นำเสนอการขับเคลื่อน Youth Climate Action สู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศอย่างยั่งยืน โดยเผยว่า องค์กร Below the Tides ทำงานอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์โลกเดือด ทั้งด้านการระดมทุน การอนุรักษ์ การสร้างความรู้ และกิจกรรมจิตอาสา

นายอริณชย์ เผยว่า ที่ผ่านมามีการระดมทุนไปแล้วกว่า 1.2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานอนุรักษ์ที่สำคัญ อาทิ โครงการอิ่มท้องน้องเต่า 660,000 บาท เพิ่มอัตรารอดชีวิตของลูก เต่าทะเล จาก 0.1% เป็นกว่า 70% โครงการปะ ปลา ยูน หญ้า 300,000 บาท เพื่อฟื้นฟูปะการังที่ เกาะหมาก และ โครงการอยู่ยงคงพะยูน 280,000 บาท สำหรับการอนุรักษ์ พะยูน ในน่านน้ำไทย นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมภาคสนาม เช่น ปลูกต้นกล้าชายเลนกว่า 2,100 ต้น และโครงการ Magic Big Blue ที่ใช้การเรียนออนไลน์เข้าถึงเด็ก 1,590 คน ใน 210 โรงเรียน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกทั้ง นายอริณชย์ ได้ส่ง Key Message ว่า “While oceans suffer, people suffer.” และเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้และสนับสนุนเยาวชนในเชิงโครงสร้าง ได้แก่ One Child, One Tree: ผลักดันให้ทุกเยาวชนปลูกและดูแลต้นไม้คนละหนึ่งต้น Carbon Credit Aggregator รวมพื้นที่ขนาดเล็กจากโรงเรียนและชุมชนเข้าสู่โครงการที่สามารถขึ้นทะเบียน คาร์บอนเครดิต ได้ และสนับสนุนกองทุนขนาดเล็ก (Micro-grant) เพื่อลดอุปสรรคและค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นโครงการเยาวชน และYouth Carbon Wallet: พัฒนาแพลตฟอร์มให้เยาวชนเห็นคุณค่าของต้นไม้ในรูปของ CO₂ ที่กักเก็บและคาร์บอนเครดิตที่สร้างได้

“หากสามารถลดอุปสรรคและรวมพลังเยาวชนได้ ต้นไม้หนึ่งต้นของแต่ละคนจะรวมกันกลายเป็นป่าแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างผลลัพธ์ทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) การปรับตัว (Adaptation) และการศึกษา (Education & Awareness) อย่างแท้จริง” นายอริณชย์ กล่าวย้ำ

ย้อนรอย 10 ปีผลงาน ‘2 ผู้ว่าฯ ธปท.’ ในยุครัฐบาลลุงตู่ บริหาร!! ทองคำในทุนสำรองฯ ทะลุ 9 แสนล้าน!!

(5 ต.ค. 68) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปัจจุบัน ประเทศไทยเรา มีทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ล่าสุด มูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท

การบริหารจัดการทุนสำรองฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ
แต่ก่อนจะมาถึงตรงนี้…

ต.ค.ปี 2558 เรามีทองคำอยู่ในทุนสำรองฯ มูลค่า 190,000 ล้านบาท

27 ก.ค. 2558 ครม. นายกฯลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท สันติประภพ เป็นผู้ว่าการ ธปท. ตามที่คณะกรรมการสรรหาฯ ที่มีนายอำพน กิตติอำพน เป็นประธานฯ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) รมว. คลัง คุณสมหมาย ภาษี เสนอเข้า ครม. ลุงตู่ เห็นชอบ ดร.วิรไท พ้นตำแหน่ง ผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2563 (เป็นคณะที่ปรึกษาของนายกฯลุงตู่)

วันนั้น ต.ค. 2563 เรามีทองคำในทุนสำรองฯ 154 ตัน คิดเป็นมูลค่า 289,000 ล้านบาท

ต่อมา …

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ (เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกฯ ลุงตู่) เข้ามาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ผ่านการสรรหาของคณะกรรมการฯ ชุดที่มีอดีตปลัดคลัง รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ เป็นประธาน เสนอชื่อเข้า ครม. โดย รมช. คลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ครม.ลุงตู่เห็นชอบ เมื่อ 28 ก.ค. 63

ล่าสุด ดร.เศรษฐพุฒิ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ต.ค. 2568 ต.ค. 2568 ประเทศไทยเรามีทองคำในทุนสำรองฯ ประมาณ 244 ตัน มูลค่ากว่า 914,050 ล้านบาท

ขอบคุณคนทำงานจริง และขอบคุณคนที่เอื้อให้สามารถทำงานได้สำเร็จ ท่ามกลางคลื่นลมมรสุมรุมถล่มขณะนั้น

‘กระทรวงอุตฯ’ หนุน!! ‘คนละครึ่งพลัส’ 44,000 ล้าน เสริมแกร่ง SME ผ่าน Digital Payment ขยายฐานลูกค้า

(13 ต.ค. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมดำเนินการตามแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 'คนละครึ่งพลัส' วงเงิน 44,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีระยะเวลาโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2568 โดยมอบให้ น.ส.ณัฐฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เร่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยในเครือข่าย มากกว่า 30,000 ราย เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Payment และขยายฐานลูกค้า

นายธนกร กล่าวต่อว่า สำหรับนักธุรกิจรายย่อยในเครือข่าย DIPROM เช่น นักธุรกิจใหม่ นักธุรกิจ และวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารถิ่น และ SME รายย่อย กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ 

1. เชิญชวน โดยประชาสัมพันธ์ให้นักธุรกิจรายย่อยในเครือข่ายดีพร้อม สมัครและใช้งานแอปพลิเคชัน 'ถุงเงิน' เพื่อรับชําระค่าสินค้าและบริการ กระตุ้นยอดขายและกระแสเงินสด ผ่านกําลังซื้อที่ได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ 

2. กลั่นกรองโดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบนิเวศดีพร้อม (DIPROM Ecosystem) เพื่อนําดิจิทัลแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ เน้นการทําตลาดออนไลน์ (Online Marketing) และการบริหารจัดการ ร้านค้าผ่านระบบ e-Payment เพื่อขยายช่องทางการตลาดหลังสิ้นสุดโครงการรัฐ และ 

3.สนับสนุน โดยเชื่อมกลไกสนับสนุนต่อเนื่องให้ธุรกิจที่เข้าสู่ ระบบดิจิทัล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

"กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยการเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) อํานวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และช่วยเหลือผ่านโครงการยกระดับผลิตภาพ (Productivity Improvement) อาทิ ระบบบริหารจัดการธุรกิจ ระบบบัญชีการเงิน และการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อมาตรฐานกระบวนการผลิตที่ดี และยกระดับภาคอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวทิ้งท้าย

ททท. ดึง ‘ลิซ่า นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ประเทศไทยพร้อมโปรโมตท่องเที่ยว ปี’69

ททท. ดึง ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล นั่งแท่นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย พร้อมโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ได้ตอบรับทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทย 'Amazing Thailand Ambassador' เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนํา

“การร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand”

นางสาวฐาปนีย์กล่าวว่า ททท.มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอย่างอบอุ่น สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) และสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าและไม่รู้ลืมในทุกย่างก้าวของการเดินทาง

โดยบทบาท 'Amazing Thailand Ambassador' ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนี้ เธอยังเป็นเสียงอันทรงพลังที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความงดงามและเอกลักษณ์ไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การที่ ททท.พร้อมทั้งแบรนด์ 'Amazing Thailand' ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความสนใจในการท่องเที่ยวของประเทศไทย แต่เป็นการตอกย้ำคุณค่าของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน รวมถึงความอบอุ่นและความไมตรีจิตของคนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกมิติว่า ประเทศไทยคือจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะสร้างความประทับใจกับผู้มาเยือน

ผู้นำอุตสาหกรรมยุคใหม่ พร้อมผลักดันไทยสู่ 'อุตสาหกรรมสมดุล'

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชื่อของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ภาครัฐต้องทำงานแบบองค์กรธุรกิจ มีระบบ มีเป้าหมาย และต้องสร้างสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และชุมชน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “MIND – Ministry of Industry” ที่หมายถึง กระทรวงอุตสาหกรรมที่ทำงานด้วย “สมอง หัวใจ และความตั้งใจจริง”

🚗 ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ฐานการผลิตของอาเซียน
หนึ่งในผลงานสำคัญของ ดร. ณัฐพล คือการปูรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์” ของภูมิภาค ตั้งแต่ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งอธิบดีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (OIE) เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมวางนโยบายโครงการ Eco Car ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศ ช่วยให้ไทยดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) ในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

นโยบายที่เขาวางรากไว้ในเวลานั้นได้ต่อยอดมาถึงปัจจุบัน เมื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดย ดร. ณัฐพล ยังคงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางรองรับ ทั้งในมิติเทคโนโลยี มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก.

🌿 ขับเคลื่อนนโยบาย “MIND” – อุตสาหกรรมเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน
เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ดร. ณัฐพล ได้สร้างแนวคิดใหม่ให้กับองค์กร ผ่านแคมเปญ “MIND Rebranding” ที่วางเป้าหมายให้กระทรวงฯ เป็นมากกว่าองค์กรกำกับ แต่ต้องเป็น “พาร์ตเนอร์ของผู้ประกอบการและประชาชน”

เขาวางกรอบ 4 มิติของความสมดุลอุตสาหกรรมไทย ไว้ชัดเจน ได้แก่
1. ความสำเร็จทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรม
2. การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
3. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
4. การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

แนวคิดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปจากหน่วยงานราชการแบบเดิม สู่ “องค์กรนวัตกรรมภาครัฐ” ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและผลลัพธ์จริง

💡 ส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG และนวัตกรรมอุตสาหกรรม
ภายใต้การนำของเขา กระทรวงอุตสาหกรรมได้เดินหน้าสนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio – Circular – Green Economy) โดยเน้นการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียวและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

เขายังเป็นตัวแทนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมของ Asian Productivity Organization (APO) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมกับประเทศคู่ค้าอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

พร้อมกันนั้น เขายังผลักดันความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank of Thailand ในการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงเงินทุน และเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation & Robotics) ในภาคการผลิต

🧭 การศึกษา: รากฐานแห่งวิสัยทัศน์เชิงระบบ
เบื้องหลังแนวคิดบริหารแบบบูรณาการนี้ คือพื้นฐานทางการศึกษาที่มั่นคงของ ดร. ณัฐพล รังสิตพล จากหลายสถาบันชั้นนำ:
- ปริญญาเอก (Ph.D.) สาขา Engineering Management จาก Southern Methodist University (SMU) สหรัฐอเมริกา
- ปริญญาโท MBA จาก SMU
- ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปริญญาโท Agricultural and Food Engineering จาก Asian Institute of Technology (AIT)

เส้นทางการศึกษานี้ทำให้เขามีความเข้าใจทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหาร และเศรษฐกิจเชิงระบบ ซึ่งต่อยอดสู่การเป็น “นักอุตสาหกรรมเชิงนโยบาย” ที่สามารถมองทั้งระบบ และบริหารให้ขับเคลื่อนได้จริง

🔖 บทสรุป
ดร. ณัฐพล รังสิตพล คือตัวอย่างของ “ข้าราชการนักนวัตกรรม” ที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารเข้าด้วยกัน เขาไม่เพียงเป็นผู้กำหนดนโยบาย แต่ยังเป็นผู้สร้างระบบ และปรับภาพลักษณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมให้เท่าทันยุค “อุตสาหกรรม 4.0” อย่างมีวิสัยทัศน์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คว้า 2 รางวัล อันทรงเกียรติจากงานประกาศรางวัล World Tourism Awards 2025 ประเทศเบลเยียม ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านดิจิทัล-การตลาดเชิงกลยุทธ์

(21 ต.ค. 68) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างชื่อบนเวทีโลกอีกครั้ง คว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน World Tourism Awards 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้แก่ รางวัล “Best Use of AI in Travel” จากโครงการ TAT-AI และรางวัล “Most Innovative Tourism Campaign” จากแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง สะท้อนความสำเร็จด้านนวัตกรรมดิจิทัลและการตลาดเชิงกลยุทธ์ของไทยบนเวทีโลก

นายกิตติพงษ์ ประพัฒน์ทอง รองผู้ว่าการด้านดิจิทัล วิจัย และพัฒนา ททท. กล่าวว่า รางวัลนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยโครงการ TAT-AI ถือเป็นการปฏิวัติระบบฐานข้อมูลการท่องเที่ยวของไทย ผ่านความร่วมมือกับ Google ในการพัฒนา AI เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสื่อสารข้อมูลกับนักท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และช่วยให้ ททท. วางแผนการตลาดเชิงข้อมูลได้อย่างแม่นยำ

ส่วนแคมเปญ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ใช้โมเดล Co-Pay 50% เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs กว่า 10,000 ราย ผ่านแพลตฟอร์ม Amazing Thailand Platform ที่พัฒนาโดย ททท. สามารถวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและทำตลาดเชิงรุกได้อย่างตรงจุด จนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 35,000 ล้านบาท

ทั้งสองโครงการสะท้อนวิสัยทัศน์ “Smart Tourism” ของ ททท. ที่มุ่งผสานเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอัจฉริยะของเอเชียในอนาคต
 

IMF เผย GDP เวียดนามพุ่งแรงแตะ 484 พันล้าน ส่วนไทยยังครองอันดับสูงกว่าอยู่ที่ 558 พันล้าน แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงต่อเนื่องตลอด 5 ปีหลัง World Bank ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องก่อนถูกแซง

(22 ต.ค. 68) ในยุคที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังแข่งขันด้านเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น คำถาม “เวียดนามโตกว่าไทยจริงไหม?” กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังตัวเลขล่าสุดจาก IMF และ World Bank สะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจเวียดนามกำลังเร่งเครื่องแซงไทยในแง่ อัตราการเติบโต แม้ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าในภาพรวม

ข้อมูลปี 2024–2025 ชี้ว่า เวียดนามมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจริง (Real GDP Growth) ราว 7% ในปี 2024 และคาดว่าปี 2025 จะอยู่ในช่วง 5.8–6.6% ขณะที่ไทยเติบโตเพียง 1.8–2.0% ต่อปี ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า “เวียดนามโตเร็วกว่า” ไทยอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาที่ “ขนาดเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเฉลี่ย” ไทยยังคงนำอยู่ โดยคาดว่า GDP รวมของไทยในปี 2025 อยู่ที่ราว 558.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สูงกว่าเวียดนามที่ 484.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 7,345 ดอลลาร์ เทียบกับเวียดนามที่ 4,717 ดอลลาร์ สะท้อนว่าไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว” แม้เวียดนามจะขยับเข้าใกล้อย่างรวดเร็ว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเวียดนามให้โตเร็วกว่าคือการเป็นฐานการผลิตใหม่ของโลกภายใต้แนวโน้ม “China+1” ดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) และการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ไทยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาประชากรสูงวัย การลงทุนต่ำ และความไม่แน่นอนทางนโยบายที่ฉุดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

ด้านความเหลื่อมล้ำ ไทยยังมีคะแนนดัชนีจีนี (Gini) ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อย คือ 33.5 เทียบกับ 36.1 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีการกระจายรายได้เท่าเทียมกว่าในภาพรวม แต่ทั้งสองประเทศยังคงมีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทอย่างเห็นได้ชัด โดยภาพรวมแล้ว เวียดนาม “โตกว่า” ไทยในความหมายของความเร็วการเติบโต ขณะที่ไทยยัง “ใหญ่กว่าและรวยกว่าต่อหัว”

 

 

เซี่ยงไฮ้ "ปารีสแห่งตะวันออก" : มหานครแห่งอนาคต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน

“เซี่ยงไฮ้เป็น1ใน4มหานครใหญ่ของจีน(เทียนจิน ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง)ที่ผมมีโอกาสไปเยือนครบทุกมหานครในช่วงกว่า30ปีที่ผ่านมา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดนับแต่จีนเริ่มนโยบาย4ทันสมัยโดยเติ้งเสี่ยวผิง วันนี้กลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครึ่งจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวของมหานครแห่งนี้”
อลงกรณ์ พลบุตร ตุลาคม 2025

เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) คือมหานครที่เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งของจีน ผ่านภูมิทัศน์ที่สะท้อนความขัดแย้งและความผสมผสานระหว่างสองยุคสมัยที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ "ปารีสแห่งตะวันออก" ในอดีต และ "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" ในปัจจุบัน เป็นเมืองที่แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนได้อย่างชัดเจนที่สุด จากหมู่บ้านริมน้ำเล็ก ๆ สู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" และกลายมาเป็น ศูนย์กลางการเงินระดับโลก ในปัจจุบัน ด้วยจำนวนประชากรที่หนาแน่นกว่า 24 ล้านคน เซี่ยงไฮ้จึงเป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและเวทีโลก

อดีต จากหมู่บ้านประมงสู่ "ปารีสแห่งตะวันออก" ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซี่ยงไฮ้มีสถานะเป็นเพียงเมืองค้าขายขนาดเล็ก แต่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นหลัง สงครามฝิ่น (1842) เมื่อเซี่ยงไฮ้ถูกเปิดเป็น เมืองท่าสนธิสัญญา

อิทธิพลตะวันตก: มหาอำนาจตะวันตกได้เข้ามาจัดตั้ง เขตสัมปทาน (Concessions) ทำให้พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของชาวต่างชาติ ก่อให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร สัญลักษณ์ยุคเก่า: เดอะบันด์ (The Bund) คือภาพสะท้อนของยุคทองนี้ ด้วยอาคารสไตล์ Art Deco และ Neoclassical ที่เคยเป็นที่ตั้งของสถาบันการเงินและบริษัทการค้าระดับโลก

จุดสิ้นสุด: ความรุ่งเรืองต้องหยุดชะงักลงเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่ในปี 1949 บทบาทและอิทธิพลในระดับโลกของเซี่ยงไฮ้จึงถูกจำกัดลง

ปัจจุบัน : สร้างอนาคตใหม่
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990s รัฐบาลจีนได้กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาและเป็นหน้าเป็นตาของชาติ โดยเฉพาะการสร้าง เขตผู่ตงใหม่ (Pudong New Area) ขึ้นมาใหม่ทั้งหมดสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต: ผู่ตงเปรียบเสมือนภาพความทะเยอทะยานของจีน ด้วยกลุ่มตึกระฟ้าที่ล้ำยุค เช่น เซี่ยงไฮ้ทาวเวอร์ (Shanghai Tower) ซึ่งมีความสูงถึง 632 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย
มหานครคู่ขนาน: ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้จึงมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่น คือ การเผชิญหน้ากันของ เดอะบันด์ (อดีต) และ ผู่ตง (อนาคต) ข้ามแม่น้ำหวงผู่ ซึ่งสะท้อนการผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต

บทบาททางเศรษฐกิจ : ฟันเฟืองของโลก

เซี่ยงไฮ้มีบทบาทสำคัญในสามมิติหลัก ได้แก่ การเงิน การค้า และนวัตกรรม ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตจนมี GDP ต่อปีสูงกว่า 4 ล้านล้านหยวน
1. ศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub)
ตลาดทุน: เป็นที่ตั้งของ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดของจีน
สกุลเงินหยวน: รัฐบาลใช้เซี่ยงไฮ้เป็นฐานในการผลักดันสกุลเงินหยวนให้เป็นสากลมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้เป็นศูนย์กลางสกุลเงินหยวนโลก

2. ศูนย์กลางการขนส่งและการค้า (Logistics Hub)
ท่าเรืออันดับหนึ่ง: ท่าเรือเซี่ยงไฮ้ เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก โดยมีปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ (TEUs) สูงกว่า 40 ล้าน TEUs ต่อปี ซึ่งถือว่าคับคั่งที่สุดในโลก
การเชื่อมต่อ: ทำหน้าที่เป็นประตูหลักเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอันอุดมสมบูรณ์ในลุ่มแม่น้ำแยงซีกับตลาดโลก

3. ศูนย์กลางนวัตกรรม (Innovation Hub)
เทคโนโลยีขั้นสูง: เซี่ยงไฮ้เป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Robotics) โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่ารายได้ในอุตสาหกรรมนี้สูงถึง 5 หมื่นล้านหยวน ในเขตผู่ตง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อิงกับความรู้และนวัตกรรม

เซี่ยงไฮ้จึงเป็นมากกว่าเมืองหลวงทางเศรษฐกิจที่ผสมผสานอดีตเข้ากับความยิ่งใหญ่ของอนาคตเพื่อขับเคลื่อนจีนในฐานะผู้นำบนเวทีเศรษฐกิจโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top